เซียวจิ่งหยวนตกอยู่ในภวังค์เมื่อจ้องมองเ้าหนูตัวจิ๋ว
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจนำลูกกลอนเพิ่มพลังชีวิตของนักพรตเฒ่าออกมาสามเม็ดแล้วนำไปละลายในน้ำสะอาดหนึ่งชาม น้ำค่อยๆเปลี่ยนเป็สีเขียวอมฟ้าส่งกลิ่นหอมเล็กน้อย
เซียวจิ่งหยวนเอาช้อนเล็กคันหนึ่งค่อยๆคนยาแล้วป้อนเข้าปากหนูตัวน้อยอย่างระมัดระวัง
จะว่าไปแล้วก็แปลก ยังสลบไสลแต่ตอนที่ยาเข้าปากกลับกลืนยาได้ทั้งที่ไม่รู้สึกตัวไม่ช้ายาทั้งถ้วยก็หมดเกลี้ยง
ยาหมดแล้ว แต่ท่าทางของเ้าหนูตัวจิ๋วกลับยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทว่าเซียวจิ่งหยวนััได้ถึงลมหายใจของหนูตัวจิ๋วที่เริ่มคงที่ หมายความว่ายาลูกกลอนที่ทำโดยนักพรตเฒ่าก็ได้ผลกับสัตว์ไม่ต่างกัน
เฝ้าดูอยู่สักครู่เซียวจิ่งหยวนก็เอ่ยขึ้นเบาๆว่า “ดูแล้วไม่น่าจะเป็สัตว์ร้ายอะไร หวังว่าข้าจะไม่เป็เหมือนชาวนากับงูเห่าหรอกนะ...”
แต่เื่มาถึงตอนนี้แล้วพูดไปก็ไม่มีประโยชน์เซียวจิ่งหยวนเก็บกวาดถ้วยชาม อุ้มเ้าหนูกลับไปวางในกระบุง แล้วปูที่นอนของตนเองบนพื้นของโถงทางเดินนอกห้องก่อนหลับไปอย่างสบายอุรา
เื่ต่างๆที่พบเจอในวันนี้ไม่ง่ายเลย เขาเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ ไม่นานก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
หนึ่งคืนผ่านไป แสงแรกของดวงอาทิตย์ส่องลงมายังใจกลางสวนเซียวจิ่งหยวนลืมตาตื่น มีแสงแห่งทวยเทพสว่างวาบขึ้นครู่เดียวก่อนจะหายไป ตอนเขาลุกขึ้นไปล้างเนื้อล้างตัวฟางเส้าไป๋ก็เดินออกมาจากในห้อง
“อรุณสวัสดิ์...” หลังจากพักฟื้นไปหนึ่งคืนฟางเส้าไป๋ก็ดูเหมือนจะฟื้นไข้อย่างปลอดภัยใบหน้าอันหล่อเหลาส่องประกายแวววาวแดงเปล่งปลั่ง ไม่เหมือนคนที่เพิ่งฟื้นจากอาการป่วยสาหัสเลยแม้แต่น้อยชัดเจนว่าหลังกินจนอิ่มหมีพลีมันแล้วยังนอนหลับสนิทดีอีกด้วย
เซียวจิ่งหยวนล้างหน้าเสร็จก็หยิบผ้าขนหนูมาเช็ดหน้าหางตาเหลือบมองฟางเส้าไป๋ ในใจก็รู้สึกทึ่ง
ไม่รู้ว่าสรุปแล้วตอนนั้นฟางเส้าไป๋กินพืชหัวอะไรเข้าไปถึงทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ถึงเพียงนี้พลังชีวิตแข็งแกร่งยิ่งกว่าแมลงสาบเสียอีก เมื่อวานยังดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอยู่เลยผ่านไปเพียงคืนเดียวก็กลับมามีชีวิตชีวาแล้ว น่าอิจฉาจริงๆ
ครู่เดียวฟางเส้าไป๋ก็ล้างเนื้อล้างตัวเสร็จจากนั้นก็สะบัดผ้าขนหนูแล้วเอ่ยว่า “ไปกัน!”
“ไปที่ใดหรือ” เซียวจิ่งหยวนงงงวย
“แน่นอนว่าไปล้างแค้นน่ะสิ!” ฟางเส้าไป๋กัดฟันพูด“เ้าแมลงที่น่ารังเกียจพวกนั้นเกือบเอาชีวิตข้าไปครึ่งหนึ่งถ้าไม่ได้เอามันมาใส่กระทะทอดน้ำมันแล้วล่ะก็ ข้าคงอยู่ไม่สุขเป็แน่”
“เอ่อ...” เซียวจิ่งหยวนนิ่งงันแล้วยิ้มพลางกล่าวว่า “ได้ ไปกันเถอะ”
เขารู้จักนิสัยใจคอของฟางเส้าไป๋ดีหลังรู้จักกันมาหลายปีรู้ว่าตอนนี้ฟางเส้าไป๋อับอายจนกลายเป็โมโห ถ้าไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเขาล่ะก็ อาจต้องรับมือกับเสียงโวยวายเอะอะเป็แน่
“เอาล่ะ...” ในขณะที่พูดฟางเส้าไป๋ก็ยกมีดพร้าขึ้นด้วยท่าทางอาฆาตแค้น “วันนี้ข้าจะฆ่าพวกมันไม่ให้เหลือซากเลย”
“เอ่อ...” เพียงแต่เซียวจิ่งหยวนเห็นก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตาพูดอย่างเอือมๆว่า “กระบี่ที่แขวนอยู่ในโถงเ้าไม่ถือมา กลับถือมืดพร้าซะอย่างนั้นไม่คิดว่ามันน่าอนาถหรือ”
“ก็ถูกของเ้า...” ฟางเส้าไป๋เชื่อฟังอย่างว่าง่ายทิ้งมีดพร้าแล้วไปหยิบเอากระบี่สองเล่มออกมาจากในโถงอารามเต๋าทันที
ตัวกระบี่เป็เหล็กธรรมดา แต่ใบมีดแข็งแรงงานฝีมือดีเช่นนี้เอามาใช้สับตะขาบก็ดุจขี่ช้างจับตั๊กแตน แต่ทั้งสองห้อยกระบี่ไว้ที่ตัวเดินองอาจผึ่งผาย จีวรเต๋าโบกพลิ้วดูสง่างามสุขุมยิ่งนัก
ระหว่างทางพวกเขาเดินอย่างเอ้อระเหยเมื่อเข้าใกล้ศาลเ้าร้างที่ฟางเส้าไป๋บอกก็ประจวบเวลาเที่ยง ศาลเ้านี้ห่างไกลจากในเมืองขาดการซ่อมแซมมานานโข จึงไม่มีผู้ใดมากราบไหว้สักการะ
เซียวจิ่งหยวนมองไปรอบๆที่นี่ไม่ใช่เส้นทางสัญจรที่สำคัญ ที่ตั้งก็ห่างไกล จึงไม่แปลกที่ศาลเ้าจะรกร้างว่างเปล่าขาดคนบูรณะแม้ทั้งหลังจะทรุดโทรมเหลือแต่โครง แต่โดยรอบสว่างไสว วัชพืชและดอกไม้เถาบานสะพรั่งเกาะตามมุมกำแพงที่แตกหักเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ตอนที่เขากำลังสังเกตสังการณ์โดยรอบอยู่นั้นฟางเส้าไป๋ก็ยิ้มหยัน หอบก้อนหินหลายสิบก้อนขึ้นมาจากข้างทางจากนั้นก็ขว้างก้อนหินด้วยแรงทั้งหมดที่มี
ก้อนหินแหวกอากาศส่งเสียงดัง
โครม!
เซียวจิ่งหยวนไม่ทันได้ทำอะไรหินอันหนักอึ้งก็กระทบเข้ากับศาลเ้าร้างอย่างจังพละกำลังของฟางเส้าไป๋บวกกับแรงโน้มถ่วงทำให้หินกระทบเข้ากับกำแพงศาลเ้าร้างจนทะลุเป็รูแม้แต่พื้นดินที่กองพะเนินไปด้วยกิ่งก้านและใบไม้ที่เหี่ยวแห้งก็แตกกระจายเป็วงกว้างเหมือนคลื่นน้ำ
มีเสียงเคลื่อนไหวดังแกร็กตามมาด้วยตะขาบที่มีลวดลายสีเหลืองแดงเป็มันวาวหลายสิบตัวไต่ออกมาจากกอหญ้า
“ฮ่าๆ เ้าแมลงน่าเกลียด ข้ารู้ว่าพวกเ้ายังอยู่”
ฟางเส้าไป๋ดีใจรีบชักกระบี่ออกจากฝัก แสงสะท้อนสว่างวาบขึ้นเล็กน้อยที่คมกระบี่เขาฟันไปที่ตะขาบเ่าั้อย่างรุนแรงทำราวกับกระบี่เป็มีดพร้า เพียงกระบี่เดียวตะขาบสองสามตัวก็ขาดเป็สองท่อนแต่ตัวทั้งสองท่อนยังไม่หยุดนิ่ง กลับดิ้นพล่านไปมาอย่างดุร้าย
เมื่อเห็นดังนั้นเซียวจิ่งหยวนก็ส่ายหน้าโดยไม่รู้ตัวไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
เขารู้ว่าฟางเส้าไป๋รู้สึกเสียหน้าและโกรธแค้นอยู่ในใจจนอยากระบายออกมาดังนั้นถึงได้มีพฤติกรรมเด็กๆ แบบนี้ คิดดูแล้วฟางเส้าไป๋ก็เป็เพียงแค่เด็กอายุสิบเจ็ดสิบแปดเท่านั้นจึงเป็ปกติที่จะมีพฤติกรรมเช่นนี้
เซียวจิ่งหยวนยิ้มและถอนหายใจ ก่อนรู้สึกได้ถึงแสงสีทองวิบวับที่พลันโผล่มาอยู่ตรงหน้าเขาเวลานั้นหัวใจของเขาสั่นเทาอย่างยากจะอธิบายรีบยื่นมือออกไปกระชากฟางเส้าไป๋กลับมาโดยสัญชาติญาณ
วืด!
แสงสีทองสว่างวาบร่วงลงสู่พื้นฝุ่นละอองคละคลุ้ง
“เอ๋?”
เซียวจิ่งหยวนเพ่งดูก็ต้องใ เห็นชัดเจนว่าแสงสีทองบนพื้นคือตะขาบตัวั์ยาวเกือบสองไม้เรียวกว้างหนึ่งชุ่น ดูน่าเกลียดน่ากลัวั้แ่หัวจรดหาง สีเหลืองอร่ามดั่งทองทั่วทั้งตัว
“โอ้...”
แรกเห็นฟางเส้าไป๋ใ แต่ไม่นานก็กลายเป็ประหลาดใจปนดีใจ “อาหยวน ดูเหมือนว่าข้าจะไม่ได้ทายผิดนะ ที่นี่คือรังตะขาบ ซ้ำยังมีาาตะขาบอยู่ด้วยตะขาบตัวใหญ่เพียงนี้ถ้านำกลับไปดองเหล้า ประสิทธิภาพจะต้องไร้ที่ติแน่ๆ” ฟางเส้าไป๋คันไม้คันมือเอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า “ถ้าใช้การไม่ได้อีกก็เอามันมาตากแห้งแล้วขายให้กับร้านยาอย่างน้อยๆ ก็ได้สักสิบยี่สิบเหรียญเงินล่ะน่า”
“ที่แท้เ้าก็คิดแบบนี้อยู่สินะ” เซียวจิ่งหยวนเข้าใจทันทีมิน่าล่ะฟางเส้าไป๋ถึงลากเขาออกมาั้แ่เช้าตรู่ ไม่ใช่เพียงเพื่อระบายความโกรธแต่มีแรงจูงใจอื่น
ฟางเส้าไป๋หน้าบานเป็กระด้งแล้วลงมือใช้สันกระบี่ฟาดเพื่อทำให้ตะขาบมึนงง จงใจให้ไม่ตาย เพียงแต่ตะขาบที่มีขานับร้อยก็ใช่ว่าจะช้าต้วมเตี้ยมมันบิดตัวเป็ปล้องหลบกระบี่ บิดอีกครั้งก็กระโจนกลับมาพุ่งเข้าใส่ฟางเส้าไป๋
“บ้าเอ้ย...”
ฟางเส้าไป๋เลิกคิ้วและฟันกลับด้วยกระบี่ในมือเขารู้สึกเสียดายอยู่บ้างว่าถ้าฆ่าตะขาบั์ตายแล้วจะต้องกระทบกับมูลค่าของมันแน่...อย่างไรก็ดีก่อนที่เขาจะทันได้คิดจบกระบี่ในมือก็กระทบลงบนตัวตะขาบแล้ว
“แก๊ง...”
ฟางเส้าไป๋ตะลึงไปชั่วขณะรู้สึกเหมือนฟันลงบนแผ่นเหล็ก ตอนที่กระบี่ฟันถูกตัวตะขาบก็เกิดประกายไฟด้วย
“ระวัง...”
เซียวจิ่งหยวนที่อยู่ข้างๆรับรู้ได้ถึงสถานการณ์ที่แปลกออกไป เขาไม่ได้จะดึงกระบี่ออกจากฝัก เพียงห้อยประดับไว้ข้างตัว เขาไปยืนบังข้างหน้าฟางเส้าไป๋แล้วดันเขี้ยวของตะขาบออก
ฟางเส้าไป๋สบโอกาสถอยหลังสีหน้าเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม ส่งเสียงเตือนเสียงดังว่า “อาหยวน ระวังนะ ตะขาบตัวนี้มีอะไรแปลกๆ ...”
ผิดปกติมาก...
เซียวจิ่งหยวนยังเห็นอีกด้วยว่าปล้องบนตัวตะขาบนั้นดูแข็งราวกับเหล็กกระบี่ฟันไม่เข้าเช่นนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ ไม่รู้ว่าคือปีศาจหรือไม่
ด้วยความที่จิตใจอยู่ไม่สุขเขาจึงตัดสินใจในทันที “เส้าไป๋ พวกเราถอยกันก่อนเถอะ!”
เมื่อเกิดข้อผิดพลาด ความปลอดภัยต้องมาก่อน
ฟางเส้าไป๋ก็ไม่คัดค้านเร่งเดินตามเซียวจิ่งหยวนไป ตั้งใจจะออกไปจากที่แห่งนี้ให้ได้ก่อน จากนั้นค่อยตรวจสอบให้ละเอียดอีกทีแล้วค่อยพาพี่น้องทั้งหมดมาด้วย มาดหมายจะเผาศาลเ้าร้างนี้เสีย
ไฟทำลายพิษนับหมื่นได้ ไม่ว่าตะขาบจะอันตรายสักเท่าใดภายใต้เปลวไฟที่ลุกโชนก็ต้องถูกเผาไหม้เป็เถ้าถ่าน...
ทั้งสองคนรู้ใจกันเป็อย่างดี แต่แล้วขณะที่พวกเขากำลังถอยออกมาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน
“ครืน!”
จู่ๆ ก็เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่วัดร้างที่ทรุดโทรมพังโครมลงมาราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมาจากท้องฟ้า ท่ามกลางฝุ่นที่คละคลุ้งเต็มอากาศก็มีตะขาบตัวใหญ่ั์ยาวหลายหมี่สีสันสดใสตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากใต้ดินใกล้กับตะขาบั์ยังมีตะขาบปล้องทองอีกหลายสิบตัว
ในตอนที่ตะขาบั์แหวกตัวขึ้นมาจากใต้พื้นดินตะขาบปล้องทองหลายสิบตัวก็แยกกันไปปิดล้อมเซียวจิ่งหยวนและฟางเส้าไป๋เอาไว้ พลางจับจ้องพวกเขาเอาไว้
“ซี้ด!”
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็เช่นนี้ไม่ว่าจะเป็เซียวจิ่งหยวนหรือฟางเส้าไป๋ล้วนสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายเย็นวาบไปทั้งตัวไม่ว่าพวกเขาจะโง่สักเท่าใดก็เข้าใจในทันทีว่าตนเจอดีเข้าให้แล้วตอนแรกคิดว่าเป็เพียงรังตะขาบทั่วไปเท่านั้น ไม่คาดคิดว่าภายในรังจะมีปีศาจตะขาบอยู่
ตะขาบั์ยาวหลายหมี่รูปร่างดุจถังน้ำบนหัวของมันมีดวงตาที่เปล่งแสงสีทองดุร้ายคู่หนึ่ง ลักษณะประหลาดเช่นนี้ไม่ใช่ภูตผีก็ปีศาจสักอย่างหนึ่งแน่นอน
สรุปแล้วพวกเขาทำตามอำเภอใจจนไปเตะตอเข้าตออันใหญ่เบิ้มเสียด้วย
เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากของเซียวจิ่งหยวนเขารีบชักกระบี่ออกจากฝักแล้วพยายามเรียกปราณแท้ในร่างกายออกมาสุดชีวิต จนมันะเิออกมารวมตัวเป็วงแสงทรงกลมที่ปลายกระบี่
ฟิ้ว!
พลังกระบี่ตัดกันขึ้นลง ปล้องแข็ง ข้อต่อและขาของเหล่าตะขาบตัวใหญ่ที่ล้อมรอบพวกเขาอยู่ก็แตกออก
“วิ่ง!”
เมื่อเปิดทางได้เล็กน้อยเซียวจิ่งหยวนก็ดึงฟางเส้าไป๋ที่ตะลึงงันวิ่งหนีอย่างเอาเป็เอาตาย ทั้งสองล้มลุกคลุกคลานวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวตะขาบั์ก็กระโจนเข้าใส่ ปากที่ดูน่าขยะแขยงพ่นควันพิษสีดำน่าขยะแขยงออกมา
เซียวจิ่งหยวนได้ยินเสียงลมพัดหวีดหวิวอยู่หลังหูก็ตระหนักได้ว่าท่าจะไม่ดีจึงหมอบลงพร้อมกับฟางเส้าไป๋ กลิ้งไปบนพื้นสองสามตลบถึงรอดพ้นมาได้
ในขณะเดียวกัน ฟางเส้าไป๋ก็ตั้งสติได้ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความโกรธ ดวงตาแดงก่ำ