ทุกครั้งที่ฝนตกในยามค่ำคืนหัวหน้ากองร้อยแต่ละกองก็มักจะพาทหารออกไปลาดตระเวนกันอย่างเข้มงวดในทุกๆ ครั้ง ผ่านไปหลายวันในที่สุดโอกาสที่จะแก้ตัวของมู่เกอก็มาถึง
ฝ่ายศัตรูใช้เรือเพียงไม่กี่ลำลอบเข้ามาท่ามกลางสายฝนยามค่ำคืน แต่พวกเขาล่อให้ทหารฝ่ายแคว้นเหลี่ยงย่ามใจว่ามีคนอยู่บนเรือไม่มาก แต่กลับลอยคออยู่ในน้ำเกาะท้ายเรือเข้ามาเพิ่มอีกจำนวนมากมาขึ้นฝั่ง
ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย เยี่ยนอวี๋ที่คอยเฝ้าระวังเ้าทึ่มเอาไว้ก็ได้เห็นเขากอดดาบวิ่งวนไปมาอย่างเช่นเคย
“เ้าทึ่ม!! ทิ้งดาบลงไปหาท่อนไม้มาเดี๋ยวนี้!!” เยี่ยนอวี๋ะโร้อง
มู่เกอได้ยินคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาที่เป็ที่รักของเขาก็ทิ้งดาบทันที หันซ้ายหันขวามองไปทางใดเขากลับไม่พบท่อนไม้เลยสักท่อน
เหล่าทหารหลายคนรวมทั้งเยี่ยนอวี๋ต้องตกตะลึงไปอีกครั้ง ที่อยู่ดีๆ เ้าทึ่มก็วิ่งหนีออกจากกลุ่มการรบไปที่แม่น้ำ
“กลับมา!! เ้าทึ่ม กลับมา!!” เยี่ยนอวี๋ะโสุดเสียงด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง หากเ้าทึ่มหนีทัพเขาคงช่วยอันใดไม่ได้โดยง่ายอีกต่อไปแล้ว
เยี่ยนอวี๋พยายามฝ่าวงล้อมออกไปหามู่เกอด้วยความเป็ห่วง แต่ก็ติดที่อีกฝ่ายมีจำนวนมากกว่า เขาไม่สามารถแยกสมาธิออกจากคมดาบเบื้องหน้าไปได้ง่าย
มู่เกอวิ่งไปที่เรือของทหารแคว้นฉี กระชากเอาใบพายที่ผูกติดอยู่กับเรือแรงๆ อยู่สองสามครั้ง ก็ได้ไม้พายอันเขื่องมาถือเอาไว้ในมือมั่น รีบวิ่งกลับมายังกลุ่มสหายของตน
ชายหนุ่มร่างใหญ่ใช้ไม้พายฟาดไปที่ขาของทหารแคว้นฉีจนล้มพับลงไปทีละคนๆ อีกฝ่ายพอรู้ตัวก็ละจากคู่ต่อสู้หันคมดาบมาที่มู่เกอ แต่ดาบก็ยังสั้นกว่าไม้พาย มู่เกอใช้ไม้ท่อนใหญ่ทั้งรับดาบทั้งทุบตีผู้คนจนแขนขาหักาเ็นับไม่ถ้วน ร่างทหารแคว้นฉีทรุดลงไปทีละคนราวกับใบไม้ร่วงหล่นลงจากต้น
ตราบจนคู่ต่อสู้คนสุดท้ายถูกเยี่ยนอวี๋สังหารไปแล้ว เขาจึงได้เห็นทหารใหม่มู่เกอถือไม้พายยิ้มกว้างจนเห็นฟัน รอคำชมจากเขาอยู่ข้างๆ นั่นเอง
หลังจากพิสูจน์ความสามารถของตนเองแล้ว วันคืนของทหารมู่เกอก็ผ่านไปอย่างสบายอกสบายใจ โดยที่่เวลากลางวันเขาจะได้รับการเอาอกเอาใจจากสหายทหารร่วมรุ่นที่แบ่งข้าวปลาอาหารมาให้ชายหนุ่มตัวโตมากเป็พิเศษ แต่มู่เกอกลับเลือกเอาอาหารที่ดีที่สุด อร่อยที่สุดในความคิดของเขามอบให้กับเยี่ยนอวี๋ได้กินก่อน ตกกลางคืนก็ออกไล่ทุบตีผู้คนกับผู้บังคับบัญชาผู้เฉลียวฉลาดของเขา บางครั้งแม้จะได้รับาแมาบ้าง แต่มู่เกอก็ไม่เคยถอดใจทำแผลเสร็จก็ออกไปต่อสู้ยามค่ำคืนได้ทันที
“เ้าทึ่ม มีจดหมายมาถึงเ้า” เยี่ยนอวี๋ยื่นจดหมายให้กับมู่เกอ ที่เวลานี้ถือวิสาสะย้ายตัวเองมานอนที่กระโจมของเขาทุกวันอย่างเป็ทางการแล้ว
มู่เกอรับจดหมายมาถือไว้ทำสีหน้างุนงง
“เป็บิดามารดาเ้าส่งมากระมัง?” เยี่ยนอวี๋ชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย
“บิดามารดาข้าตายไปแล้ว” เ้าร่างใหญ่ตอบสั้น ๆ ตาก็มองจดหมายในมืออย่างพินิจพิเคราะห์
“แล้วที่บ้านเ้ามีผู้ใดอยู่อีกเล่า ก็คงเป็คนเ่าั้นั่นล่ะที่ส่งจดหมายมา เปิดออกดูสิ” เยี่ยนอวี๋ชักจะอยากรู้เช่นกันว่าคนอย่างเ้าทึ่มยังมีผู้ใดเป็ห่วงเป็ใยเขาอยู่อีกบ้าง ผู้าุโในบ้านไม่คัดค้านบ้างหรือไรที่รู้ถึงข้อบกพร่องของมู่เกอ เหตุใดยังส่งตัวเขามารับชะตากรรมที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้
“บ้านข้ามีน้องรองอายุ 13 ปี น้องสามอายุ 8 ปี กับน้องเล็กอายุ 6 ปี มีเท่านี้ล่ะ” มู่เกอตอบพลางเอาจดหมายที่ได้รับยัดใส่ไปในห่อผ้าเหนือที่นอนเขา
เขาคิดว่าเยี่ยนอวี๋คงจะพูดจริง ที่ว่าต้องเป็คนที่อยู่ในบ้านเท่านั้นจึงจะส่งจดหมายมาให้เขา แต่น้องสามคนไปเรียนเขียนอ่านยามใดเหตุใดเขาจึงไม่เคยรู้มาก่อน แต่เขาไม่ใส่ใจที่จะคิดให้ปวดหัวไปเปล่าๆ ถึงอย่างไรตนเองก็อ่านไม่ออก เดี๋ยวเลิกเป็ทหารแล้วค่อยเอาจดหมายกลับไปถามน้องทั้งสามที่บ้านก็ได้
“แล้วพวกเขาอยู่กันเช่นไรโดยที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ในบ้านเล่า พวกเขาเป็เด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย?”
“น้องรองเป็ผู้หญิง น้องสามเป็ผู้ชาย น้องเล็กก็เป็ผู้หญิง พวกเราก็อยู่โดยไม่มีบิดามารดามาตั้งสองปีแล้ว ไม่เห็นจะเป็อันใดเลย” มู่เกอแย้ง
“น้องคนรองของเ้าเป็สตรี อายุนางก็ไม่น้อยแล้ว หากมีผู้อื่นคิดไม่ดีกับนางจะทำเช่นไร ในบ้านก็มีแต่เด็ก” เยี่ยนอวี๋นึกเป็ห่วงน้องทั้งสามคนของมู่เกอขึ้นมาตงิดๆ
“โอย ไม่มีผู้ใดมาทำร้ายพวกเขาได้หรอก ข้าอยู่ที่บ้านหลังนั้นมาั้แ่เกิด ไม่เคยมีผู้ใดเดินทางมาที่บ้านเราแม้แต่คนเดียว พวกเขาปลอดภัยแน่นอน” มู่เกอกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ
เยี่ยนอวี๋ฟังแล้วก็ต้องใจหายไปอีกครั้ง บ้านสกุลมู่นี่อยู่ในป่าเขาห่างไกลเพียงใดหนอ จึงไม่มีผู้ใดเคยไปที่บ้านสักคน น้องสาวคนรองของเ้าทึ่มแม้จะเติบโตแล้วแต่ก็ยังนับว่าเป็เด็กทั้งยังเป็สตรีอีก ดูท่าสถานการณ์ของพวกเขาไม่น่าจะสุขสบายกันนัก
“เ้าอายุเท่าใดหรือเ้าทึ่ม รู้อายุตนเองหรือไม่” เยี่ยนอวี๋ตัดใจไม่ไปนึกถึงเด็กเ่าั้ ต่อให้คิดมากไปเท่าใด เวลานี้เขาก็ยังอยู่ในกองทัพช่วยเหลืออันใดไม่ได้
มู่เกอก้มหน้าคิดอยู่ชั่วครู่
“ข้าว่า ข้า 19 ปีแล้วล่ะ”
“เ้าโตกว่าข้าปีหนึ่ง ข้า 18 เอาอย่างนี้จากนี้ข้าเรียกเ้าว่าต้าเกอดีหรือไม่? ชื่อเ้าทึ่มน่ะมันไม่ได้เื่เลยสักนิด” เยี่ยนอวี๋โน้มน้าว แม้ว่ามู่เกอจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับชื่อเ้าทึ่ม แต่ทุกครึ่งที่เรียกเขา เยี่ยนอวี๋เองก็รู้สึกติดขัดอยู่ในใจบ้างเพราะดูเหมือนตนกำลังดูถูกชายหนุ่มผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ผู้นี้อยู่
มู่เกอส่ายหัวระรัวอย่างไม่ยินยอม มือไม้ก็ปัดป้องไม่ยอมให้เยี่ยนอวี๋เรียกขานเขาด้วยชื่อประหลาดเช่นนั้น
“หากข้าสั่งให้เ้าใช้ชื่อนี้เล่า เ้าจะขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาเช่นนั้นหรือ มีโทษนะ” เยี่ยนอวี๋ข่มขู่
อันที่จริงเขาดีใจมากที่มีมู่เกออยู่ข้างๆ เขา ั้แ่เล็กเยี่ยนอวี๋มีพี่ชายต่างมารดาสองคน พวกเขาเป็บุตรชายของฮูหยินใหญ่ ส่วนตนเองเป็บุตรชายลำดับที่สามถือกำเนิดจากฮูหยินรองในจวนแม่ทัพเยี่ยน
สตรีในเรือนหลังของบิดาวุ่นวายอยู่กับการเป็ที่โปรดปรานของท่านพ่อ พี่ชายสองคนก็ทำตัวเ็าเหินห่างจากเขา อีกทั้งยังดูเหมือนจะพยายามกดข่มเขาอีกด้วย เขาจึงทำตัวเรื่อยเปื่อยไม่ใส่ใจกับเื่ใดเพียงเพื่อไม่้ามีปัญหากับพี่ชายทั้งสอง ไม่อยากให้พี่ชายเกลียดตนเอง
แต่ด้วยความที่เขาแสร้งทำตัวเหลวไหลอยู่ในจวน บิดาจึงได้จับเขาโยนเข้ากองทัพมาั้แ่เมื่อปีที่แล้ว อาศัยที่ตนเองมีฝีมืออยู่บ้างรวมกับฐานะที่เป็บุตรชายแม่ทัพเขาจึงขึ้นรับตำแหน่งนายกองั้แ่อายุยังน้อย
สหายที่เป็นายกองส่วนใหญ่จะอายุมากกว่าเขา ถึงแม้ว่าวัยจะไม่ห่างกันมากและทุกคนก็ยิ้มแย้มพูดคุยกับเขาดี แต่เยี่ยนอวี๋ก็รู้อยู่ในใจว่าคนเ่าั้คบหากับเขาเพียงเพื่อประจบเอาใจและเกรงใจฐานะของบิดา
แต่มู่เกอนั้นต่างกัน มู่เกอให้อาหารที่ดีที่สุดกับเขาก่อน ไม่เคยมีผู้ใดหยิบเนื้อในจานให้เขาแล้วตนเองกินข้าวเปล่า ไม่เคยมีผู้ใดรอให้เขาหลับก่อนแล้วตนเองถึงจะยอมนอน เขามองมู่เกอเป็เหมือนพี่ชายที่แสนดีที่ดูแลเขาราวกับเป็เด็กเล็กๆ เวลานี้จึงหงุดหงิดที่มีคนมาเรียกมู่เกอว่าเ้าทึ่ม แต่ติดอย่างเดียวก็คือมู่เกอกลับชอบชื่อนี้เป็ที่สุด
“ว่าอย่างไร? จะขัดคำสั่งข้าเช่นนั้นหรือ ข้าจะจับเ้ามัดห้อยลงมาจากต้นไม้แล้วให้ทุกคนตีเ้าทุกวัน ไม่ให้กินข้าว ไม่ให้กินน้ำจนกว่าเ้าจะยอมจะเอาเช่นนั้นหรือ” เยี่ยนอวี๋ขู่ต่อ
มู่เกออ้าปากกว้างสายตาร้อนรน เหตุใดเป็ทหารมันจึงยากนัก แค่เื่ชื่อเรียกก็มีการทุบตีกันไปรอบหนึ่งแล้ว นี่ยังไม่จบยังจะตามมาทุบตีเขาอีก
“ก็ได้ ต้าเกอก็ได้”