“ เมื่อคืนเ้าทำสิ่งใด เหตุใดแม่นางฮว่าถึงร่ำไห้ออกมา “
“ ข้าเปล่า ! ข้าเองก็ไม่ทราบ เมื่อคืนข้าเองก็กังวลใจเช่นกัน ”
เหวินหยางตอบคำถามหลินลี่ด้วยความกังวลใจ เมื่อต้องคิดถึงเื่ราวที่ตนเองก็ไม่ได้เข้าใจนัก ว่าเพราะเหตุใดตอนนางจากไป เหตุใดถึงได้ร่ำไห้ออกมาเช่นนั้น
“ เ้าพร้อมแล้วหรือยัง ”
เสียงชายหนุ่มผมขาว เดินเข้ามาทางข้างหลังพร้อมกับยิงคำถามเข้ามาแทรกระหว่างทั้งสองคน
“ คำนับอาจารย์.. ” เหวินหยางหันไปมองพร้อมกับก้มหัวคำนับผู้เป็อาจารย์ หลินลี่ที่เห็นก็ก้มหัวให้เล็กน้อยตามเหวินหยาง
“ รีบร่ำลาสหายของเ้าเถอะ จากกันครั้งนี้คาดว่าต้องเดินทางอีกเป็แรมปี และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะกลับมาเมื่อใด ”
ผู้เป็อาจารย์กล่าวเสร็จก็เดินกลับออกไปเพื่อรอศิษย์อยู่ภายนอก
“ ข้าต้องไปแล้ว เ้าก็ดูแลตัวเองด้วย หากเจอพี่หย่งควันฝากแจ้งข่าวให้เขาด้วย ”
“ ข้าทราบแล้ว เ้าไม่ต้องเป็ห่วง ” หลินลี่ตอบด้วยน้ำเสียงอันเบาบาง พร้อมกับก้มหน้าลงตลอดเวลา ไม่ได้สบตากับเหวินหยางยามสนทนา
“ เช่นนั้นข้าต้องไปแล้ว ” เหวินหยางกล่าวคำลาครั้งสุดท้ายด้วยใบหน้าก็คล้ายจะเป็กังวลอยู่เล็กน้อย
เหวินหยางเดินห่างออกไปหลายก้าว อยู่ก็มีเสียงสตรีลอยเข้ามาจากด้านหลัง
“ เหวินหยาง !! ”
หลินลี่มองหน้าเหวินหยางอยู่พักหนึ่ง แต่ก็มิได้พูดสิ่งใด ตอนนี้เหมือนภายในใจลึกๆก็อยากรั้งไว้สักครู่ แต่ก็ไม่รู้จะหาสิ่งใดมาฉุดรั้งไว้ พอยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ควร
“ ถนอมตัวด้วย ข้าจะรอเ้าอยู่ที่นี่เสมอ กลับมาเมื่อใดก็อย่าลืมแวะมาเยื่ยมเยือนข้าล่ะ ”
“ เ้าก็ถนอมตัวด้วย ” เหวินหยางกล่าวด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้ม ก่อนที่จะก้าวเท้าและเดินจากไป
ชายสองคนเดินทางออกจากประตูทางทิศเหนือของเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่ถนนที่มีผู้คนสัญจรไปมา ไม่นานนักก็พบชายผู้หนึ่งกำลังจูงม้าและมายืนรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างทางด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่งมิอาจจะคาดเดาความประสงค์ของชายผู้นั้นได้
“ คารวะผู้าุโฟ่านหลิง ” เหวินหยางกล่าวด้วยถ้อยคำที่นอบน้อม ใบหน้าที่เรียบเฉยที่เห็นก็ผยักหน้าให้เล็กน้อย
“ แล้วเ้าจะมาทำอะไรที่แห่งนี้ ” เสียงชางยวิ๋นที่พูดออกไปพร้อมกับหันหน้าหนีไปด้านข้างอย่างเบื่อหน่าย
“ เ้าไม่คิดจะมาบอกลาข้าสักหน่อยหรืออย่างไร ”
ชางยวิ๋นที่ได้ยินก็ทำเป็มิได้สนใจ
“ ออกท่องยุทธภพเ้าไม่คิดจะพกอาวุธเสียหน่อยหรือ ”
“ ข้าไม่จำเป็ต้องใช้ของพรรค์นั้น ” ชางยวิ๋นพูดพร้อมกับส่งหางตาไปมอง
ฟ่านหลิงใช้มือซ้ายจับมือขวาชางยวิ๋นไว้ ก่อนที่จะใช้มือขวาดึงพัดที่อยู่ด้านหลังแล้วนำมาใส่มือชางยวิ๋นไว้
“ อาวุธนี้ให้เ้ายืมใช้ ” ฟ่านหลิงกล่าวจบก็จูงม้าและค่อยๆเดินออกไปอย่างช้าๆ
ชางยวิ๋นกางพัดออก แล้วหุบพัดลงอีกครั้ง
“ แล้วข้าจะมาคิดหนี้ครั้งนี้กับเ้า ” ชางยวิ๋นกล่าว
“ ข้าจะรอ อย่าหักโหมนัก เก็บชีวิตของเ้ามากลับมาทวงหนี้ข้าด้วย ”
ฟ่านหลิงกล่าวพร้อมกับจูงม้าแล้วค่อยๆเดินออกห่างไปเรื่อยๆเพื่อตรงไปยังเมืองหลวง
ชางยวิ๋นเริ่มก้าวเท้าและออกเดินทางต่อ เหวินหยางที่เห็นก็เดินติดตามผู้เป็อาจารย์โดยที่ตนไม่สามารถเข้าใจในประโยคของทั้งสองที่สนทนากันได้เลย
“ อาจารย์ แล้วนี่เราจะเดินไปที่แห่งใด ”
“ ขึ้นเหนือ ไปหาสหายเก่า ” ชางยวิ๋นพูดพร้อมกับกางพัดออกให้ปรากฏเห็นคำที่สลักลงบนพัดเล่มนั้น
“ เหน็บหนาว ”
เหวินหยางที่เห็นข้อความก็มิได้เข้าใจสิ่งใด จึงเงียบลงและเดินตามผู้เป็อาจารย์ต่อไปอย่างสงบ
ยามตะวันพ้นเหนือหัวไปแล้ว สองศิษย์อาจารย์ก็เดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่นี่มีผู้คนเดินทางสัญจรผ่านไปมาก็ค่อนข้างมากพอสมควร ชางยวิ๋นพาศิษย์ของตนเข้าไปยังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ทั้งสองคนนั่งลงบนโต๊ะตรงหัวมุมที่ว่างอยู่ ก่อนที่จะมีเสี่ยวเอ้อเข้ามาถามไถ่และเดินจากไป
ภายในโรงเตี๊ยมมีอยู่ประมาณสิบโต๊ะ มีผู้คนนั่งกันจนเต็มแล้ว แต่ไม่นานนักก็มีผู้คนกลุ่มหนึ่งพกอาวุธเข้ามาภายในร้าน เมื่อเห็นว่าโต๊ะในร้านเต็มแล้ว คนกลุ่มนี้ก็เดินตรงไปยังโต๊ะตัวหนึ่ง ซึ่งโต๊ะตัวนั้นก็มีชายผู้หนึ่งกำลังนั่งรออาหารอยู่ คนกลุ่มนี้เมื่อไปถึงก็รีบไล่ชายคนนั้นออกไปนั่งที่อื่น ชายผู้นั้นยืนขึ้นและมองไปยังโต๊ะที่อยู่โดยรอบ ก่อนที่สายตาจะมาจบและหยุดมองไปยังที่โต๊ะของเหวินหยาง ทำให้เหวินหยางได้เห็นใบหน้าของชายผู้นี้ชัดเจน
ชายผู้นี้รูปร่างกำยำ สวมชุดเสื้อผ้าเก่าๆแต่ก็ดูสะอาดตา ใบหน้าเหลี่ยมคมมีริมฝีปากที่หนา คิ้วหนาดกดำ ท่าทางก็ดูน่าเกรงขาม อายุราวสามสิบกว่า ชายผู้นี้ดูท่าทางเป็วรยุทธแต่ตอนนี้ก็ได้ยอมลุกจากโต๊ะของตัวเองแต่โดยดี ก่อนออกจากโต๊ะชายคนนี้ก็ไม่ลืมหยิบอาวุธที่น่าจะเป็ดาบที่ถูกพันด้วยผ้าเก่าๆ และเดินตรงมายังโต๊ะของเหวินหยาง
“ สหายสองท่านนี้ ไม่ทราบว่าข้าขอร่วมโต๊ะด้วยได้หรือไม่ ” เสียงที่ฟังดูหนักแน่นจากชายผู้นี้กำลังเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม
“ เชิญ ” ชางยวิ๋นกล่าวพร้อมกับยกแขนไปยังที่นั่งข้างๆด้วยรอยยิ้ม
ชายผู้นี้ที่ได้อนุญาตให้ร่วมโต๊ะด้วยก็มีท่าทางยินดี ก่อนที่จะนั่งลงบนเก้าอี้และเริ่มแนะนำตัวเอง
“ ข้าชื่อฟงหยาง ไม่ทราบว่าท่านทั้งสองมีนามว่าอย่างไร ”
“ ข้าชางยวิ๋น ส่วนเด็กหนุ่มทางนี้เป็ศิษย์ของข้านามว่าเหวินหยาง ”
เมื่อทั้งสามคนหลังจากแนะนำตัวเองเสร็จ ฟงหยางก็เริ่มชวนทั้งสองคนพูดคุยเื่ทั่วไป ฟงหยางผู้นี้ท่าทางเป็คนร่าเริง เปิดเผย เวลาพูดก็ตรงไปตรงมา น่าคบหายิ่ง