ณ ยอดเขาหวังเชียน หรือ ยอดเขาจันทรา์
สถานที่แห่งนี้ คือสถานที่เอาไว้สำหรับผู้ที่ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งเซียนได้มาฝึกฝนบ่มเพาะพลังนั่นเอง
เทือกเขาคราม เป็เทือกเขาที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลไร้จุดสิ้นสุด ซึ่งศิษย์หลักแต่ละคนจะมีเทือกเขาเป็ของตนเอง เขาจะเป็ผู้ทรัพยากรทั้งหมดบนเทือกเขานั้น
เดิมทีแล้วยอดเขาหวังเชียน มีสาวกอาศัยอยู่กว่า 50 คนหลังจากการสอบคัดเลือกเสร็จสิ้นลง จึงมีสาวกใหม่เข้ามาเพิ่มอีก 30 คน ส่งผลให้เวลาพื้นที่บนยอดเขาหวังเชียน ได้ถูกจับจองจนเกือบเต็มทุกพื้นที่
ท่ามกลางเทือกเขาขนาดใหญ่ รอบด้านถูกรายล้อมด้วยเทือกเขาน้อยใหญ่ลดหลั่นกันไป ตำหนักมากมายถูกตั้งเรียงรายั้แ่ตีนเขาไปจนถึงจุดสูงสุดของยอดเขา พวกมันถูกเร้นกาย ภายใต้กลุ่มเมฆหมอกที่ลอยปกคลุมอยู่ ศิษย์นอกทุกคนจะมีตำหนักเป็ของตนเอง ซึ่งภายในนั้นมีทุกอย่างพร้อมสรรพสำหรับการดำรงชีวิต นอกจากเป็แค่ที่พักอาศัยแล้ว ยังเอาไว้ฝึกตน รวมถึงเอาไว้ต้อนรับเหล่ามิตรสหาย หรือ แขกผู้มาเยือน ... ทั้งอุดมไปด้วยพฤกษาเซียน พืชพรรณสมุนไพริญญา เรียกได้ว่ามันเป็ทิวทัศน์ที่งดงาม และ อุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก! งดงามเสียยิ่งกว่าเทือกเขาในอาณาจักรบูรพาเย่วอู่เสียอีก
นอกเหนือจากนี้บนยอดเขาหวังเชียน ยังเหมือนกับแหล่งการค้า เนื่องจากเหล่าศิษย์มักจะเอาตำรายุทธมากมายมาแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็ศิษย์ที่พำนักอยู่ภายในเทือกเขาเดียวกันทั้งสิ้น เป็เสมือนดั่งครอบครัวผูกพันลึกซึ้งแน่นแฟ้น
ในอนาคต อู่ อวี้ , ชิง เิ , เ้า ตานหลง ,จื่อ ฮั้ว และ ศิษย์ที่เหลือ พวกเหล่านี้ก็จะต้องมาใช้ชีวิตอยู่บนยอดเขาหวังเชียนแห่งนี้เช่นเดียวกัน เว้นเสียแต่ว่าศิษย์ผู้นั้นจะสามารถบ่มเพาะพลังจนบรรลุเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ เข้าสู่วิถีเซียนะ เขาคนนั้นก็จะได้ขึ้นมาเป็ศิษย์หลัก!
ท่านผู้เฒ่ามู่เกอ ได้พาศิษย์ใหม่เข้ามายัง “ยอดเขาหวังเชียน” ซึ่งเป็จุดสูงสุดของยอดเขา เทือกเขาแห่งนี้ได้ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก เมื่อยามทอดสายตามองออกไป เมฆหมอกเหล่านี้ดูราวมหาสมุทรเมฆก็ไม่ปาน ทั้งยังมีก้อนเมฆน้อยใหญ่เกาะกลุ่มลอยคลุ้งไปทั่ว เฉกเช่นดอกฝ้ายกำลังลอยอ้อยอิ่งไปตามกระแสลม ล่องลอยอยู่ระหว่างโลกมนุษย์ และ สรวง์
“นับจากวันนี้พวกเ้าจะได้เป็ศิษย์ของนิกายกระบี่์อย่างเป็ทางการ ต่อจากนี้แม้ว่าเ้าจะมีชีวิตอยู่ หรือ ตาย พวกเ้าก็ยังเป็ศิษย์ของนิกายกระบี่์!”
“พวกเราเปรียบดั่งกระบี่ที่รอการขัดเกลา ซึ่ง์ได้มอบหมายหน้าที่ให้พวกเราเหล่าผู้ฝึกตน เป็ผู้ปราบเหล่าปีศาจ และ มารร้าย!”
ผู้เฒ่ามู่เกอ ซึ่งเป็ผู้พิทักษ์วิถีแห่งเต๋า เริ่มอธิบายกฎระเบียบ และ ข้อหวงห้าม ภายในนิกายกระบี่์นั้นมีกฎข้อบังคับมากมายนับไม่ถ้วน
“ตำราเล่มนี้ ได้อธิบายถึงกฎ และ ข้อบังคับต่างๆ ภายในนิกายกระบี่์ ‘ตำรากฎนิกาย’ หลังจากพวกเ้ากลับไป พวกเ้าต้องไปเปิดอ่าน และ ท่องจำมันให้ขึ้นใจ กฎข้อบังคับเหล่านี้ไม่สามารถฝ่าฝืนได้ ผลที่ตามมาของผู้ฝ่าฝืนกฎ จะได้รับบทลงโทษขั้นรุนแรง บ้างก็ถูกขัง บ้างก็ถูกขับออกจากนิกาย และ ที่ร้ายแรงสุดก็คือถูกสังหาร”
“ส่วนตำราเล่มนี้เป็ ‘บันทึกเทือกเขาคราม’ บันทึกเล่มนี้จะบอกถึงแผนผังของเทือกเขา พวกเ้าก็ควรอ่านเล่มนี้ด้วยเช่นกัน พวกเ้าจะได้รู้ว่ามีสถานที่ใด ที่พวกเ้าสามารถเข้าไปได้บ้าง แล้วสถานที่ใดต้องห้ามสำหรับพวกเ้า หากเป็สถานที่ต้องห้าม แล้วพวกเ้าคนใดคนหนึ่งยังกล้าฝ่าฝืนเข้าไป คนผู้นั้นจะถูกลงโทษทันที”
“ส่วนนี่คือ ‘แผนที่ของดินแดนเทพตงเซิง’ ศิษย์ของนิกายควรทำความคุ้นเคยกับมัน ในนี้ได้บอกถึงอาณาเขต และ ตำแหน่งของนิกาย์อื่น ๆ ยังบอกถึงจุดตั้งของประตูเซียนในตำแหน่งต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลของภูต และ ปีศาจบางชนิด”
จากนั้นท่านผู้เฒ่ามู่เกอ ก็หยิบคัมภีร์วรยุทธขึ้นมาหนึ่งเล่ม ซึ่งเป็กระบวนท่ากระบี่ทั้งหมด และ ดูเหมือนคัมภีร์เล่มนี้จะไม่ค่อยมีประโยชน์สำหรับ อู่ อวี้ เท่าใดนัก
“นอกจากนี้ในทุก ๆ เดือน ศิษย์นอกจะได้รับ ‘พฤกษา์เหาะเหิน’ กันคนละ 1 ใบ และยังสามารถเลือกยันต์ได้อีก 1 อย่างด้วยเช่นกัน เดี๋ยวผู้ดูแลในส่วนนี้จะจัดสรรปันส่วนให้แก่พวกเ้าเองในภายหลัง อย่างไรเสียการฝึกตนของพวกเ้า หนทางของมันยังอีกยาวไกลนัก ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัวพวกเ้าเองทั้งสิ้น”
“ทุกสิ่งที่ข้ากล่าวล้วนอยู่ในบันทึกทั้งสองเล่ม แต่ข้าก็มีบางอย่างอยากจะบอกแก่พวกเ้า ทุกคนในที่นี้ล้วนมาจากการเป็ผู้รับใช้ และ ต่อสู้ฝ่าฟันจนได้กลายมาเป็ศิษย์ของนิกาย ต่อจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดนั้นคือการปฏิบัติตน พวกเ้าจำต้องละเว้นความเคียดแค้นเกลียดชัง ที่อยู่ภายในหัวใจให้หมดสิ้น รวมถึงอารมณ์ความรู้สึก จงกระทำตนเยี่ยงคนตาบอด แล้วพวกเ้าพวกเ้าจงมุ่งไปแต่ปลายทางของเป้าหมายอันยิ่งใหญ่นั้น พอถึงวันที่พวกเ้าประสบความสำเร็จ พอถึงวันที่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเต๋า นั่นถึงจะเรียกว่า ผู้ยึดถือในวิถีแห่งเต๋าอย่างแท้จริง!”
“อย่างไรก็ตาม การก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณนั้นไม่ใช่เื่ง่ายดายอย่างที่คิด จากศิษย์ 100 คน มีศิษย์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ในชีวิตนี้พวกเ้าทั้ง 30 คน อาจไม่สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณเลยก็ได้ ฉะนั้นพวกเ้าจึงอย่าได้เหิมเกริมทะนงตนไป กับการที่พวกเ้าสามารถก้าวเข้ามาเป็ศิษย์ในนิกายกระบี่์นี้ได้ ข้าขอบอกพวกเ้าไว้ ณ ตรงนี้ เส้นทางของการฝึกตน มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!” สิ่งที่ท่านผู้เฒ่ามู่เกอเพิ่งกล่าวมานั้น มันทำให้หัวใจของเหล่าศิษย์ใหม่นั้นถึงกลับเต้นไม่เป็จังหวะ มันคือการเตือนสติ และ ทำให้พวกเขาตระหนักได้ว่า เส้นทางของผู้ฝึกตนนั้นแสนยากลำบากเพียงใด
“บนยอดเขาหวังเชียน ศิษย์พี่ทั้ง 53 คนของพวกเ้าได้จับจองที่พักเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ฉะนั้นพวกเ้าจงหาตำหนักที่ว่าง แล้วเลือกจับจองตำหนักที่เหมาะสมแก่ตนเอง อู่ อวี้ เ้าก็ควรย้ายมาอยู่ที่นี่เช่นกัน”
หลังจากได้ยินสิ่งที่ท่านผู้เฒ่ามู่เกอกล่าว ก่อนหน้านี้พวกเขาทำหน้าที่เป็เพียงทาสผู้รับใช้ ฉะนั้นการได้มีบ้านเป็ของตนเองย่อมเป็ความใฝ่ฝันของพวกเขาทุกคน แล้วในวันนี้ความฝันนั้นก็ได้กลายเป็จริง!”
เมื่อได้ยินท่านผู้เฒ่ามู่เกอเรียกชื่อ อู่ อวี้ จึงทำให้พวกเขานึกขึ้นได้ถึงเื่เม็ดยาหลอมรวมลมปราณ และ กระบี่ปราบมาร
สมบัติทั้งสองชิ้นนี้ เหล่าผู้รับใช้จำนวนมาก ล้วนใฝ่ฝันอยากเป็เ้าของผู้มัน
ซึ่งปกติแล้ว ผู้ที่จะมันได้จะต้องเป็ผู้มีพร์สูงยิ่ง
ท่านผู้เฒ่ามู่เกอ ไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงอีก เขาก้าวเข้าไปหา อู่ อวี้ แล้วหยิบกล่องหยกออกมา ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้ว่าท่านผู้เฒ่าหยิบออกมาั้แ่เมื่อใด แม้กล่องใบนี้จะถูกปิดผนึกแ่า แต่กลิ่นอันหอมหวนก็ยังโชยเล็ดลอดออกมา
“นี่คือเม็ดยาหลอมรวมลมปราณ เ้าจงรอจนกว่าจะถึงเวลาอันควร เม็ดยาเม็ดนี้ถึงจะสำแดงผลสูงสุดออกมา จงจำไว้ว่าอย่าเปิดก่อนเวลาอันควรเด็ดขาด”
‘ขอรับ’
อู่ อวี้ รับกล่องหยกมาจากมือของท่านผู้เฒ่ามู่เกอ เม็ดยาหลอมรวมลมปราณเป็สมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งนัก แต่ระดับพลังปัจจุบันของ อู่ อวี้ จึงยังไม่สามารถใช้มันได้
จากนั้นผู้เฒ่ามู่เกอ ก็หยิบกระบี่ปราบมารออกมา เมื่อกระบี่ปรากฏขึ้น มันแผ่กลิ่นอายสังหารออกมาอย่างรุนแรง จนเหล่าศิษย์มิอาจต้านทานได้ กระบี่เล่มนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ความกว้างของใบกระบี่มีขนาดเท่ากับ 3 นิ้วมือ ใบกระบี่สว่างไสวราวหิมะ ส่วนคมกระบี่นั้นบางเฉียบราวเส้นผม มันสามารถโค้งงอได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ราวกับว่าคมกระบี่นี้สามารถตัดปีศาจได้ทุกตน
บนด้ามกระบี่มีอักษรสลักไว้สองคำว่า “ปราบมาร” ซึ่งเปรียบดั่งหัวใจของมัน!
ชื่อเสียงของ กระบี่ปราบมาร นั้นกระฉ่อนเลื่องลือไปทั่ว เป็ที่รู้จักทั้งใน และ นอกนิกายกระบี่์ แม้แต่ อู่ อวี้ เองก็ยังเคยได้ยินชื่อเสียงของมัน เมื่อครั้งตัวเขายังเป็เ้าชายรัชทายาท เพียงแต่เขาไม่เคยล่วงรู้มาก่อนว่ากระบี่ปราบมาร เป็ของนิกายกระบี่์ ทัศนคติที่เขามีต่อกระบี่ปราบมารในเวลานั้น เป็กระบี่์ และ โลกจักต้องยำเกรงในพลังอำนาจของมัน มีแต่เทพ์เท่านั้นถึงจะใช้มันได้!
เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะได้มัน
“สมบัติชิ้นนี้ ข้าจะต้องรักษามันไว้ให้ดี”
หลังจากผู้เฒ่ามู่เกอสั่งสอนเสร็จสิ้น ท่านก็ลอยตัวกลับไป
บรรดาผู้รับใช้มองมาทาง อู่ อวี้ ด้วยความริษยา
“ไปกันเถอะ ศิษย์น้องชายหญิง นับจากนี้พวกเ้าทุกคนจะเป็หนึ่งในสมาชิกของครอบครัวยอดเขาหวังเชียน เดี๋ยวศิษย์พี่คนนี้จะพาพวกเ้าไปเลือกที่พัก!”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งพูดขึ้นมา
จากนั้น อู่ อวี้ ก็ได้เลือกตำหนักที่อยู่บริเวณ่กลางของูเา
“อู่ อวี้ เราเป็สหายกันแล้วใช่หรือไม่?” ชิงเิถามแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขา
“แน่นอน”
“งั้นหากว่างเมื่อใด ข้าจะไปเที่ยวเล่นที่บ้านของท่าน เพื่อเรียนรู้วิชายุทธเพิ่มเติม” ชิงเินั้นเป็เพียงเด็กสาว และ ยังเยาว์วัยนัก
ครู่ต่อมานางก็วิ่งะโโลดเต้นด้วยความสดใสร่าเริง ซึ่งดูสมกับวัยของนาง
ทุกอย่างที่ได้เห็น นั้นดูตื่นตาตื่นใจสำหรับศิษย์ผู้มาใหม่อย่างพวกเขา ทุกสิ่งที่พวกเขา้า ล้วนสรรหาได้จากที่นี่ แม้พวกเขาจะเป็เพียงแค่ศิษย์นอก แต่ก็สามารถมีผู้รับใช้ได้ถึง 10 คน
“ข้าจะกลับไปที่เทือกเขาหยานหลี่ จะไปขอตัวท่านลุงเสิ่น มาจากแม่นางซูหยานหลี่ ให้ท่านได้มาอยู่กับข้าที่นี่ ท่านจะได้ใช้ชีวิตใน่บั้นปลายอย่างมีความสุข หลังจากนั้นข้าค่อยไปหาผู้รับใช้มาสักจำนวนหนึ่ง”
ในทุกวัน ๆ บรรดาศิษย์เก่า มักจะพาผู้รับใช้มาจากภายนอก ดูเหมือนผู้รับใช้เ่าั้จะมาจากอีกฟากของประตูเซียน
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงรีบรุดกลับไปยังเทือกเขาหยานหลี่ เพื่อขนสัมภาระมาไว้ยังที่พักใหม่ของตน
ทางนิกายได้มอบของขวัญ นกกระเรียน์ให้กับศิษย์ทุกคน เอาไว้เดินทางไปไหนมาไหนภายในเทือกเขาครามได้ง่ายยิ่งขึ้น นกกระเรียน์ของ อู่ อวี้ มีรูปทรงสูงใหญ่สง่างาม
นกกระเรียน์ที่ อู่ อวี้ ได้รับมาจากนิกาย มันก็เหมือนกับนกกระเรียนที่มีชื่อว่า หลินเอ๋อ หรือ เหมยเอ๋อ ของซือตู๋ จิน และ เหล่าสหายของมัน
อู่ อวี้ ปีนขึ้นไปบนหลังของนกกระเรียน แล้วบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าท้าทายกระแสลมแรง เส้นผมของเขาปลิวไสวไปตามแรงลม มันทำให้เขารู้สึกอิสระมีชีวิตชีวา โลกของเซียนะช่างกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งเป็ที่ประจักษ์แก่สายตาของเขาในวันนี้ ทั้งทิวทัศน์พร้อมทั้งูเาน้อยใหญ่ ช่างสวยงามตระการตายิ่งนัก อาาาา ... ศิษย์ผู้รับใช้ กับ ศิษย์นอก ไฉนถึงแตกต่างกันเช่นนี้ …
.........
ณ เทือกเขาหยานหลี่
ตามกฎแล้ว อู่ อวี้ ต้องจอดนกกระเรียน์ของเขาไว้ในสวนสัตว์์ของ ซู หยานหลี่ หลังจากที่เขาได้กลายเป็ศิษย์นอก เขาก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ซู หยานหลี่ อีกต่อไป
“ลงจอด”
นกกระเรียน์เป็สัตว์ิญญา ดังนั้นแม้ว่าพวกมันจะไม่สามารถพูดได้ แต่มันก็สามารถเข้าใจในภาษาของมนุษย์ได้เป็อย่างดี
แกว๊กกก ๆ ∼ ∼
มันส่งเสียงร้องเพื่อเป็การขานรับ จากนั้นมันก็ร่อนปีกลงไปยังเทือกเขาหยานหลี่ ผู้รับใช้ต่างรีบกุลีกุจอวิ่งกรูเข้ามาดูแลนกกระเรียน แต่น่าแปลกยิ่งนัก เพราะบนใบหน้าของพวกเขากลับไร้ซึ่งรอยยิ้ม สีหน้าของพวกเขาซีดขาว และ หม่นหมอง “อะ...อู่... อวี้ แย่แล้ว มีเื่ร้ายแรงเกิดขึ้น”
เื่ร้ายแรงเกิดขึ้น!
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจของ อู่ อวี้ ก็หล่นวูบทันที
ผู้รับใช้ชี้นิ้วไปทางกระท่อมไม้บนเนินูเา ด้วยมืออันสั่นเทา
อู่ อวี้ รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีทันที เขารับรู้ได้ว่าต้องมีเื่ร้ายเกิดขึ้นกับ เสิ่น อู๋เต้า เป็ไปได้ว่าท่านลุงอาจจะลื่นล้มระหว่างเดินทางกลับมายังเทือกเขาหยานหลี่?
ฟึ่บ!
สีหน้าของ อู่ อวี้ เต็มไปด้วยความวิตกกังวลตึงเครียด ตุ่บตุบ ∼ ตุ่บตุบ ∼ หัวใจของเขาเต้นถี่รัวอย่างร้อนรน เขาวิ่งอย่างสุดฝีเท้ากลับไปยังบ้านพัก พร้อมพร่ำภาวนาไปตลอดทาง “อย่าให้มีอะไรเกิดขึ้นกับท่านลุงเลย! อย่าให้มีอะไรเกิดขึ้นกับท่านลุงเลย!”
ใกล้แล้ว!
กระท่อมไม้อยู่นั่น!
บานประตูไม้เปิดแง้ม ด้านในมีผู้รับใช้กลุ่มหนึ่งอยู่ พวกเขาคือคนที่ อู่ อวี้ ฝากฝังท่านลุงเสิ่นไว้ คนเหล่านี้เคยสาบานว่าจะดูแลท่านลุงให้กลับถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ
ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือด ร่างกายของพวกเขาสั่นเทา
เมื่อ อู่ อวี้ เห็นภาพนั้น เขารู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางหัวใจ จิตใจของเขาว่างเปล่าเวิ้งว้างในฉับพลัน
ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้ามาภายในบ้านกระท่อมไม้ เขาเห็นชายชราร่างกายผ่ายผอมนอนราบอยู่บนเตียง ด้วยดวงตาที่ปิดสนิทไร้สัญญาณของการมีชีวิต แข้งขาของเขาก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงทรุดลงไปกับพื้นในทันที
* บูมมมมม! *
พลังภายในร่างะเิออกมาด้วยความโกรธแค้น และ เศร้าโศกอย่างที่สุด เืภายในกายเดือดพล่านสูบฉีดพุ่งสู่สมองของเขาอย่างบ้าคลั่ง เส้นเืปูดโปน ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับสีเื บัดนี้โลกเบื้องหน้าของเขาได้ถูกละเลงไปด้วยหมึกสีแดง
บัดนี้ชายชรานอนแน่นิ่งไร้ซึ่งลมหายใจ ลุงเสิ่นของเขาตายเสียแล้ว
“พวกเ้า!”
เวลานี้ อู่ อวี้ อยากจะฉีกร่างของผู้รับใช้ที่อยู่ตรงหน้า ออกเป็ชิ้น ๆ
แต่เมื่อเขามองกลับไปทางผู้รับใช้ทั้งสอง ก็พบว่าพวกเขานั่งทรุดตัวลงกับพื้น มีเืสีแดงสดหยดออกจากริมฝีปาก ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้าง พยายามเปล่งเสียงออกมาจากปากของตัวเอง ด้วยศัพท์ภาษาที่เข้าใจยาก เมื่อตรวจสอบอย่างใกล้ชิด อู่ อวี้ ก็สังเกตเห็นว่าลิ้นของพวกเขาถูกตัดขาดออกไป
ผู้รับใช้ส่วนที่เหลือนั่งทรุดเข่าลงกับพื้นเช่นกัน เกาหลาน และ เชียนเฟิง พวกเขาทั้งสองคนพูดขึ้นมาพร้อมกันว่า
“มันเป็ฝีมือของ ซือตู๋ จิน พลังของพวกข้ามิอาจต้านทานมันได้”
ผู้รับใช้พูดขึ้นมาด้วยน้ำตานองหน้า
“ซือตู๋ จิน ไอ้ลูกสุนัขห้าร้อยชาติ!”
ดวงตาของ อู่ อวี้ เป็สีแดงก่ำราวสีเื หัวใจของเขาร้อนรุ่ม เฉกเช่นูเาไฟที่กำลังจะะเิ!
เสิ่น อู๋เต้า คือผู้ที่อู่อวี้เคารพนับถือมากที่สุดในชีวิต ความพยายามทุกอย่างในระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมานั้น เพราะเขาปรารถนาจะให้ชายชรา ได้พบกับความสุขใน่บั้นปลาย แต่ในเวลานี้เขาได้เป็ศิษย์สมใจ แล้วทุกอย่างที่เขาวาดฝันเอาไว้ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น แต่...แต่ ซือตู๋ จิน กลับมาพรากชีวิตของลุงเสิ่นไป!
จิตใจมันเหี้ยมโหดชั่วช้าอะไรเยี่ยงนี้ มันฆ่าได้แม้กระทั่งชายแก่ที่ไร้ซึ่งอาวุธ!
อู่ อวี้ รู้สึกสงสารในความอาภัพของชายชรายิ่งนัก เขากำลังจะพาชายชราไปอยู่บนยอดเขาหวังเชียนด้วยกัน หวังเพื่อให้ชายชราได้ใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบสุข
“ดูเหมือนว่า ซือตู๋ จิน จะเกลียดเ้าจนเข้ากระดูกดำ พอมันเห็น เสิ่น อู๋เต้า มันก็ฆ่าเขาทันที มันบอกว่าการฆ่าผู้รับใช้ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร ไม่ต่างอะไรกับการฆ่ามดปลวก”
“เกาหลานบอกกับพวกมันไปว่า เ้าเป็ศิษย์คนหนึ่งของนิกายกระบี่์แล้ว แต่ซือตู๋ จินกับสหายของมันก็หัวเราะกันอย่างขบขัน ไม่เพียงเท่านั้นมันยังตัดลิ้นของเกาหลานทิ้ง พวกมันยังพูดอีกว่าคนขี้ขลาดอย่างเ้า ต่อให้กลับมาเห็น เสิ่น อู๋เต้า ถูกฆ่าตาย เ้าก็คงหลบเป็เต่าหดหัวอยู่ในกระดอง ไม่กล้าตอบโต้พวกมัน มันยังบอกอีกว่าหนึ่งชีวิตที่มันฆ่าไป นั้นเป็เพียงแค่ขยะเก่าๆ ชิ้นหนึ่งเท่านั้น เ้าจะแก้แค้นพวกมันหรือไม่?”
“ดูเหมือนว่าศิษย์ในนิกาย ไม่อาจฆ่าฟันกันเองได้ มิฉะนั้นจะได้รับโทษร้ายแรง พวกมันถึงได้กล้าทำเื่โเี้อำมหิตเช่นนี้! ฮือ ๆ ๆ ๆ เสิ่น อู๋เต้า นั้นแก่ชรามากแล้ว พวกมันยังไม่ยอมละเว้น!”
ผู้รับใช้ร่ำไห้สะอึกสะอื้น ร่างของพวกสั่นสะท้านพูดขึ้นมาด้วยความคับแค้นใจอย่างยิ่ง
“ท่านลุงเสิ่น”
อู่ อวี้ ทรุดเข่าลงบนพื้น ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
เขาจะไม่ลืมว่าตัวเขามีวันนี้ได้ ก็เพราะมรดกที่ท่านลุงนั้นมอบให้แก่เขา
สำหรับเขาแล้วชายชราผู้นี้ เปรียบเสมือนบิดาของเขาก็ไม่ปาน แม้ท่านจะเข้มงวด แต่เปี่ยมไปด้วยความรัก และ ความเมตตาที่ท่านนั้นมอบให้แก่เขา
ช่างโชคร้ายยิ่งนัก ที่์ไม่ให้โอกาสเขาได้ตอบแทนพระคุณ
แต่เขาจะไม่โทษตนเอง เพราะนี่มันไม่ใช่ความผิดของเขา แต่เป็ความผิดของไอ้ลูกสุนัขใจโฉดตัวนั้น มันเป็ความผิดของซือตู๋ จิน!
เื่ราวทุกอย่างเกิดเพียงเพราะนกกระเรียน มันถึงกลับต้องทำเื่โฉดชั่วอำมหิต โดยการใช้แส้สังหารเขา
มันปรารถนาให้ท่านลุงเสิ่น กินอึของนกกระเรียน เพียงเพื่อความหรรษาของมันกับเหล่าสหาย
เพราะความริษยา มันถึงกับฆ่าชายชราที่มีอายุเกือบร้อยปีได้ลงคอ มันไม่ใช่มนุษย์ คนอย่างมันเลวร้ายเสียยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน
อู่ อวี้ โขกหัวลงกับพื้น เปล่งเสียงคำรามออกมาราวกับเขานั้นปรารถนาจะฉีกกระชากบางสิ่งให้แหลกเป็ชิ้นๆ คามือ เขากำมือแน่นทุบกำปั้นลงบนพื้นด้วยความคับแค้นอย่างที่สุด เศษอิฐที่อยู่ในมือของเขานั้นแหลกละเอียดกลายเป็ผุยผง
สิ่งที่เขาเกลียดที่สุด คือเขาไม่ได้สังหารซือตู๋ จินให้เร็วกว่านี้
* อ๊ากกกกกก!!!!! *
อู่ อวี้ แผดเสียงร้องออกมา เืในกายของเขาเดือดพล่าน รังสีสังหารแผ่ออกมาอย่างรุนแรง ความปรารถนาจะแก้แค้น การนองเื การฆ่าล้าง!
“ข้า อู่ อวี้ ขอสาบาน หากข้าไม่ได้ฆ่าซือตู๋ จินให้ตกตาย ข้าจะไม่ขอเกิดมาเป็คนอีก!”
.......................................................................................................