ทั้งสนามเงียบงัน จากนั้นจึงเกิดเสียงฮือฮาอย่างบ้าคลั่ง
“นั่นน่ะเหรอ ตุ๊กแกล่องหน!?”
“ข้าไม่ทันเห็นแม้แต่เงา มันซ่อนตัวอยู่ที่ไหนกันแน่?”
“นี่มันสัตว์อสูรที่เหมาะกับการลอบสังหารโดยแท้!”
แววตาของหลี่ซูเหยาดูสงบนิ่ง ไม่ยิ้มหรือเย้ยหยัน เธอเพียงกระซิบเบาๆ :
“หนึ่งปะทะ หนึ่งซ่อน…เ้าประมาทเอง”
เมื่อหลี่เหอหรงเห็นนกเพลิงหางเข็มถูกโจมตีจนาเ็สาหัส เขาใเพียงชั่วขณะ แต่ก็รีบกัดฟันตั้งสติ สายตาเต็มไปด้วยความตึงเครียด เขาะโออกมาเสียงกร้าว
“สิงห์ดำหุ้มเหล็ก! ใช้เกราะพุ่งทะลวง—จัดการเ้าตุ๊กแกนั่นเดี๋ยวนี้!”
โครม!!
ร่างมหึมาของสิงห์ดำหุ้มเหล็กพุ่งออกจากตำแหน่งที่คุมเชิงมาโดยตลอด พื้นเวทีแทบะเืทุกครั้งที่มันก้าวย่าง โลหะหนาหนักที่ห่อหุ้มทั่วร่างส่งเสียงแหลมดังแกร่งกราว ปากคำรามกึกก้องก่อนพุ่งตรงไปยังจุดที่คาดว่าตุ๊กแกล่องหนซ่อนอยู่
แต่หลี่ซูเหยา…ไม่ได้ยืนเฉย
“หมาป่าเพลิง เข้าประกบ ซ้าย!”
ในทันที หมาป่าเพลิงคำราม ก่อนพุ่งเข้าโจมตีสิงห์ดำจากด้านข้าง เข้าขัดขวางแรงพุ่งของมันในจังหวะสำคัญ และในขณะเดียวกัน—
ฉัวะ!
จากเงาเดิม ตุ๊กแกล่องหนปรากฏกายอีกครั้ง ร่างโปร่งสีเทาเลือนสลัว สะบัดหางที่แหลมคมเข้าฟาดใส่ข้อต่อขาหลังของสิงห์ดำหุ้มเหล็กอย่างแม่นยำ
เสียงโลหะกระทบดังลั่น ขาหลังของสิงห์ดำทรุดฮวบลงกับพื้น สมดุลเสียหาย!
มันพยายามจะฝืนลุกขึ้นต่อสู้ แต่หมาป่าเพลิงก็ไม่ปล่อยโอกาสให้เสียเปล่า มันพุ่งขึ้นคร่อมพร้อมใช้กรงเล็บเพลิงกดเข้ากลางหลังอย่างจัง เปลวเพลิงลามเลียพื้นเวทีอย่างรุนแรง
สุดท้าย…
ตูม!!
เสียงะเิพลังดังกึกก้อง ก่อนที่ร่างของสิงห์ดำหุ้มเหล็กจะทรุดฮวบ ล้มตึงไร้สภาพลงข้างนกเพลิงหางเข็มที่ยังาเ็
หลี่เหอหรงได้แต่กำหมัดแน่น ใบหน้าขาวซีดด้วยความพ่ายแพ้
เสียงาุโดังขึ้นในที่สุด:
“ผู้ชนะ — หลี่ซูเหยา!”
เสียงปรบมือดังสนั่นขึ้นทันที ทั้งด้วยความยอมรับในฝีมือ และความประทับใจในการควบคุมสัตว์อสูรอย่างชาญฉลาดของเธอ
ท่ามกลางเสียงปรบมือที่ยังไม่ทันจางหาย เสียงซุบซิบของผู้ชมรอบสนามก็เริ่มดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ไม่น่าเชื่อเลยว่า…หลี่ซูเหยาจะวางแผนไว้ดีขนาดนี้ นั่นน่ะสิ ตุ๊กแกล่องหนนั่น แทบไม่มีใครรับมือได้เลย!”
“ใช่ ขนาดหลี่เหอหรงที่จัดว่าไม่ธรรมดา ยังไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ เธอซ่อนไว้อย่างแเีจริงๆ”
บนอัฒจันทร์ฝั่งผู้าุโ ตระกูลต่างๆ ก็กำลังสนทนาอย่างจริงจัง
าุโจากตระกูลไป๋เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขรึม
“สัตว์อสูรแบบนั้น ต่อให้ระดับไม่สูงมาก แต่หากควบคุมและวางแผนดี มันสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของการต่อสู้ได้โดยสิ้นเชิง”
าุโอีกคนจากตระกูลหลี่เองก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ตุ๊กแกล่องหน…อสูรสายพรางตัวที่หายากในระดับหนึ่ง และการที่มันสามารถซ่อนตัวได้แม้ในเวทีประลองที่มีพลังไหลเวียนหนาแน่น ถือว่าเหนือชั้นมาก”
จากมุมหนึ่งของที่นั่ง คนกลุ่มเล็กๆ เริ่มหันมาพูดคุยกันด้วยความสนใจ
“ว่าแต่…จะมีใครแก้ทางสัตว์อสูรแบบนั้นได้บ้างนะ? ต่อให้มีพลังสูง แต่ถ้ามองไม่เห็น มันก็ยากอยู่ดี”
อีกคนขยับตัวมาใกล้แล้วเอ่ยเบาๆ
“ข้าได้ยินมาว่า…จิ้งจอกเงาจันทร์ของหลี่หยาง มีััพิเศษเกี่ยวกับเงาและการเคลื่อนไหว ถ้าเป็มันล่ะก็ อาจตามกลิ่นหรือพลังของตุ๊กแกได้”
“หึ พูดแบบนั้น ก็เท่ากับว่าวางใจในเ้าหนูหลี่หยางมากทีเดียวนะ”
“ก็เขาเล่นจัดการอสรพิษเกราะโลหิตไปได้แบบนั้น…แถมยังไม่ได้สั่งการโดยตรงด้วยซ้ำ”
“ข้ากลับอยากเห็นคู่ของพวกเขาเลยล่ะ ตุ๊กแกล่องหน ปะทะ จิ้งจอกเงาจันทร์ ใครจะปูนผู้ล่าใครจะถูกล่ากันแน่?”
เสียงพูดยังคงสลับสอดประสานทั่วสนาม และชื่อของหลี่ซูเหยา กับหลี่หยาง เริ่มถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในฐานะ “ม้ามืด” ที่อาจกลายเป็ตัวแปรสำคัญของรอบสอง
คู่ที่สาม — หลี่คุนเย่ว์ ปะทะ หลี่ิจื้อ!”
ทั้งสองคนก้าวขึ้นสู่ลานประลองด้วยแววตามุ่งมั่น หลี่คุนเย่ว์ ผู้มีชื่อเสียงด้านพลังปะทะที่หนักหน่วง เรียกสัตว์อสูรสายโจมตีของเขาออกมาทันที — เสือคลื่นเหล็ก และหมีขวานฟ้า ขณะที่หลี่ิจื้อ ที่ขึ้นชื่อเื่กลยุทธ์ เรียกวิหคฟ้าคำรณและอสรพิษปีกเขียวออกมาตอบโต้
เสียงะเิพลังดังกึกก้องไปทั่วลาน สัตว์อสูรของทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันด้วยความเร็วและพลังมหาศาล ฝุ่นควันพวยพุ่ง เสียงคำรามของสัตว์อสูรสลับกับเสียงร้องเชียร์ของผู้ชมอย่างต่อเนื่อง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป การปะทะที่ดุเดือดก็เริ่มเปลี่ยนแปร
สุดท้าย ด้วยพลังอันเหนือชั้นของเสือคลื่นเหล็ก ที่สามารถบดขยี้แนวป้องกันได้ในพริบตา หลี่คุนเย่ว์เป็ฝ่ายคว้าชัยในที่สุด แม้จะแลกมาด้วยาแจำนวนหนึ่งของสัตว์อสูร
เสียงประกาศชัยชนะดังขึ้นท่ามกลางเสียงโห่ร้อง —
“ผู้ชนะ — หลี่คุนเย่ว์!”
“คู่ที่สี่ — หลี่หยาง ปะทะ หลี่ชิงจื่อ!”
เสียงประกาศดังขึ้นอย่างหนักแน่นทั่วลานประลอง ทันใดนั้นเอง ผู้ชมรอบสนามก็ต่างหันมาจับจ้องยังชายหนุ่มในชุดคลุมสีเข้มที่กำลังก้าวขึ้นสู่เวทีอย่างสงบนิ่ง — หลี่หยาง นายน้อยคนรองที่ไม่เคยอยู่ในสายตาใคร แต่กลับสร้างความตกตะลึงในรอบแรก ด้วยการปราบหลี่เวินหรงที่เหนือกว่าทั้งระดับพลังและสัตว์อสูร
เสียงซุบซิบเริ่มกระจายทั่วอัฒจันทร์
“…เ้าว่าหลี่หยางจะใช้ไมยราพหนามแดงในรอบนี้รึเปล่า?”
“ข้าได้ยินมาว่ามันยังอยู่แค่ระดับสามัญขั้น 9 ไม่แน่ว่าเขาอาจยังไม่กล้าใช้…”
“เป็ไปได้ยังไง อสูรตัวแรกของเขาน่าจะแข็งแกร่งกว่าจิ้งจองเงาจันทร์สิ”
“อย่าลืม… เขามี จิ้งจอกเงาจันทร์ อยู่! นั่นแค่ตัวเดียวก็ทำเอาหมีกรงเล็บทองแดงของหลี่เวินหรงพ่ายแพ้หมดรูป…”
“แต่หลี่ชิงจื่อก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ง่าย ๆ เช่นกัน… อยากรู้จริงว่าเขาจะอัญเชิญสัตว์อสูรตัวที่สองไหมในรอบนี้”
อีกฟากหนึ่งของสนาม — หลี่ชิงจื่อ รูป ร่างสูงโปร่งและแววตาคมกริบ เขาค่อย ๆ ก้าวขึ้นเวทีด้วยสีหน้ามั่นใจ
“ข้าไม่สนใจว่าเ้าชนะคู่ต่อสู้มาได้อย่างไร…แต่เ้าจะจบแค่รอบนี้” หลี่ชิงจื่อเอ่ยอย่างเ็า ดวงตาสีเทาแฝงความหยิ่งผยองมองหลี่หยางอย่างประเมินค่า
เสียงประกาศสุดท้ายดังขึ้น พร้อมทั้งเสียงฆ้องเริ่มการต่อสู้
“เริ่มการประลองได้!”
สิ้นเสียงประกาศเริ่มการประลอง — ลมปราณทั่วเวทีกระเพื่อมวูบวาบทันที
หลี่หยาง ยกมือขึ้น สัญลักษณ์เวทสีดำปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้า วงเวทโบราณหมุนวนแผ่รัศมีเงียบงันก่อนที่ ร่างปราดเปรียวของจิ้งจอกเงาจันทร์ จะก้าวออกมาจากแสงเงา เสียงอุ้งเท้ากระทบพื้นเงียบกริบ ขนสีเงินอมฟ้าของมันปลิวไหว ดวงตาสีจันทร์ส่องประกายสงบ ทว่าน่าเกรงขาม
เมื่อจิ้งจอกเงาจันทร์ก้าวออกจากวงเวทเงาดำ พร้อมพลังที่แผ่ออกมาราวกับสายน้ำในราตรี — คลื่นพลังระดับนักรบขั้น หก แผ่ซ่านออกไปทั่วทั้งเวทีในพริบตา
“ระดับนักรบ… ขั้นหก!?”