ท้องฟ้าข้างนอกเริ่มสว่างแล้วหยางซูฉีจึงได้ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินสำรวจบ้านหลังน้อยของมู่ชิงหรง บ้านไม้กลางเก่ากลางใหม่แม้จะสร้างแบบหยาบๆแต่ก็มั่นคงแข็งแรงพอสมควร รอบบ้านมีผักสวนครัวปลูกอยู่ไม่กี่อย่างดูจากสภาพแปลงผักแล้วพวกมันคงไม่ได้รับการดูแลที่ดีนัก รอบบริเวณบ้านมีรัวเล็กๆล้อมเอาไว้ เมื่อมองออกไปแทบจะไม่มีบ้านเรือนผู้คนอยู่ใกล้เคียงบริเวณบ้านหลังนี้เลย หยางซูฉีได้แต่พยักหน้าให้กับตัวเองเป็ทำนองว่าเข้าใจแล้ว เห็นทีว่ามู่ชิงหรงคนนี้เป็คนชอบความสันโดษอย่างแท้จริง
หยางซูฉีเดินลูบท้องเดินตรงไปบริเวณที่คาดเดาว่าน่าจะเป็ห้องครัวแล้วก็ต้องนิ่วหน้า จานชามที่ใช้แล้วถูกวางกองรวมกันไว้อย่างไม่เป็ระเบียบ เตาฟืนและกระทะแบบโบราณมีสภาพการถูกใช้งานจนดูเก่าและไม่ถูกสุขลักษณะ หยางซูฉีถือวิสาสะเปิดดูที่เก็บข้าวสาร ที่เก็บแป้งและธัญพืชแล้วก็แอบดีใจ ถึงมู่ชิงหรงจะยากจนแต่ข้าวสารอาหารแห้งล้วนมีอย่างครบถ้วนจะว่าไปก็นับว่าอุดมสมบูรณ์มากทีเดียว หยางซูฉีคิดพลางเดินไปดูเนื้อสัตว์รมควันที่ถูกแขวนไว้บนราวแล้วก็ลอบกลืนน้ำลาย ข้าวสวยมือคืนถูกย่อยจนหมดแล้วดูจากสถานการณ์แล้ววันนี้เธอคงต้องคิดหาวิธีทำอาหารเพื่อเติมเต็มกระเพาะน้อยๆของเธอด้วยตัวเอง
หยางซูฉีค่อยๆรวบรวมจานชามหม้อกระทะ และทุกอย่างที่เธอคิดว่าจะใช้มากองรวมกันแล้วทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน โชคดีที่อ่างน้ำมีน้ำเพียงพอให้เธอใช้ล้างทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้
จากนั้นเธอก็ทำการหุงข้าวโดยใช้เตาฟืนอย่างคล่องแคล่ว ฟืนและหินจุดไฟล้วนถูกวางไว้ให้สามารถหยิบใช้ได้อย่างสะดวก ผักเหี่ยวเฉาที่อยู่ในแปลงมีไม่กี่อย่างที่สามารถนำมาทำเป็อาหารได้ หยางซูฉีจึงยังไม่คิดจะนำพวกมาทำอาหาร
เนื้อรมควันถูกเธอแล่บางๆผัดกับน้ำมันและฮวาเจียวจนหอม ไข่ที่วางไว้ถูกเธอนำมาทำซุปไข่ที่ทั้งหอมทั้งนุ่มละมุนลิ้น เมื่อข้าวสุกได้ที่กับข้าวก็สุกพอดี หยางซูฉีอดฉีกยิ้มออกมาอย่างยินดีไม่ได้ โชคดีที่บ้านนี้มีเตาอยู่สองเตาทำให้เธอใช้เวลาในการทำกับข้าวและหุงข้าวไม่นานมากนัก
หยางซูฉีทำความสะอาดโต๊ะไม้นอกบ้านแล้วนำอาหารเช้าของเธอลำเลียงขึ้นโต๊ะ ข้าวหนึ่งถ้วยพูนๆกับข้าวสองอย่างเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับเธอแล้ว หยางซูฉีมองอาหารบนโต๊ะด้วยรอยยิ้มพลางคิดถึงผักดองที่เธอดองทิ้งไว้ที่บ้าน ไม่รู้ว่าบ้านหลังน้อยของเธอในตอนนี้จะเป็อย่างไรบ้าง เธอใช้ชีวิตอยู่คนเดียวจนชินพ่อแม่ของเธอตายจากไปั้แ่เธอยังเรียนไม่จบ การที่เธอสมัครเข้ากองทัพทำให้เธอต้องฝึกหนักจนขาดการติดต่อกับญาติพี่น้อง เมื่อรู้สึกตัวอีกเธอก็กลายเป็คนไร้ญาติขาดมิตรไปเสียแล้ว
ขณะที่กำลังจะขยับตะเกียบมู่ชิงหรงก็แบกกวางตัวหนึ่งเดินเข้าประตูรั้วมา หยางซูฉีจึงรีบลุกขึ้นไปดู
“แม่เ้า! กวางตัวใหญ่มากใช้กับดักแบบไหนกันถึงได้กวางตัวใหญ่ขนาดนี้มา” หยางซูฉีเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย มู่ชิงหรงปรายตามองเธอแล้วย้ายสายตาไปที่คอของกวางที่มีลูกธนูปักอยู่ เธอจึงได้เข้าใจ
“อ้อ ที้แท้ก็ไม่ได้ติดกับดัก” หยางซูฉีพูดพลางเดินตามหลังมู่ชิงหรงไป เห็นเขาวางกวางตัวใหญ่ไว้ที่พื้นแล้วเดินไปล้างมือ เมื่อเห็นว่าน้ำที่เขาตักใส่อ่างไว้หายไปกว่าครึ่งเขาก็ปรายตามองหยางซูฉีด้วยแววตากล่าวหา
“หิวไหม ฉันทำกับข้าวเผื่อคุณด้วยรอสักครู่เดี๋ยวฉันไปตักมาให้นะ” พูดจบหยางซูฉีก็เดินไปลำเลียงอาหารในส่วนของมู่ชิงหรงที่ห้องครัวมาวางบนโต๊ะไม้นอกบ้านที่เธอวางอาหารของเธอไว้ก่อนแล้ว มู่ชิงหรงก็เดินตามเธอมาแล้วนั่งลงที่ม้านั่งเขามองเธอแล้วก็มองกับอาหารบนโต๊ะแล้วก็นิ่วหน้า
“ทำไมไม่กินในบ้านข้างนอกอากาศเย็นเกินไป เ้าไม่ค่อยสบายอยู่มิใช่หรือ” นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเปิดปากพูดหลังจากที่กลับมา
“ไม่หนาวเท่าไหร่อากาศสดชื่นจะตายไป ฉันถือวิสาสะค้นชาของคุณมาชงด้วยนะ หอมมากๆ” พูดจบหยางซูฉีก็รินน้ำชาใส่ถ้วยยื่นให้เขา
“เ้าเอ่ยสำเนียงอันใดของเ้า เหตุใดจึงได้ฟังแล้วประหลาดนัก” มู่ชิงหรงพูดมาแบบนี้หยางซูฉีก็นิ่วหน้าพลางพยายามบอกตัวเองอยู่ในใจว่าเธอคงต้องปรับวิธีการพูดใหม่
มู่ชิงหรงรับชาไปดื่มแล้วก็ต้องแอบทอดถอนใจ ชานี้คือชาต้าหงเผาที่เขาอุตส่าห์เก็บเอาไว้อย่างดี ร้านค้าในแถบนี้หาซื้อไม่ได้ต้องเข้าไปซื้อในเมืองหลวงเท่านั้น หยางซูฉีผู้นี้สมแล้วที่เป็คุณหนูตระกูลใหญ่ ใบชาชั้นดีเขามีอยู่มากมายหลายชนิดแต่สตรีนางนี้กลับเจาะจงเอาใบชาที่ดีที่สุดของเขามาชง
มู่ชิงหรงมองกับข้าวบนโต๊ะแล้วก็ต้องนิ่วหน้า เขาไม่รู้ว่าหยางซูฉีทำกับข้าวเป็ที่เขารีบกลับมาเร็วถึงเพียงนี้ก็เพราะตั้งใจว่าจะกลับมาทำกับข้าวให้นางกิน แต่เมื่อเห็นกับข้าวที่วางอยู่ตรงหน้าแล้วก็ต้องทอดถอนใจหากรู้เช่นนี้เขาไม่รีบกลับมาก็คงดี เขายังเดินไปดูกับดักที่วางไว้ไม่ครบเลย ด้วยกังวลว่านางจะทำอันใดไม่เป็ ตรวจดูกับดักได้ไม่กี่จุดเขาก็รีบไปล่ากวางป่าแล้วรีบกลับมา มู่ชิงหรงคิดพลางก้มหน้าลงขยับตะเกียบขึ้นมาคีบกับข้าวเข้าปาก
“รสชาติดีมากทีเดียว คิดไม่ถึงว่าเ้าจะทำกับข้าวเป็ด้วย” มู่ชิงหรงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบาแล้วก็ก้มหน้าก้มตากินต่อ
“ข้าไปที่โรงครัวอยู่บ่อยครั้งก็ย่อมจดจำวิธีการทำอาหารมาได้บ้างเป็ธรรมดา” หยางซูฉีตัดสินใจปลับเปลี่ยนการพูดของตนเองให้เข้ากับคนในยุคนี้ ในใจก็แอบก่นด่ามู่ชิงหรงไม่ได้กินได้ก็กินไปเถอะจะมาสงสัยอะไรให้มากความ
“อืม” มู่ชิงหรงพยักหน้าเป็ทำนองว่ารับรู้แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวจนหมดชาม
หยางซูฉีเหลือบมองจานกับข้าวและชามน้ำซุปที่ว่างเปล่าตรงหน้าแล้วก็ลอบยิ้ม อย่างน้อยฝีมือทำกับข้าวของเธอก็ไม่ได้ย่ำแย่ ถึงจะมีเครื่องปรุงเพียงแค่เกลือกับฮวาเจียวก็ยังนับว่าพอใช้ได้ ที่จริงแล้วเครื่องปรุงที่รสชาติเผ็ดร้อนอย่างฮวาเจียวไม่เหมาะจะนำมาทำอาหารเช้า แต่หยางซูฉีทนกินอาหารรสชาติจืดชืดของคนป่วยมานานหลายวันแล้ว พอวันนี้เห็นว่ามีฮวาเจียวอยู่เธอก็อดนำมาใส่ในอาหารไม่ได้ โชคดีที่มู่ชิงหรงก็น่าจะชอบอาหารรสเผ็ดเหมือนกันกับเธอเขาถึงกินได้อย่างเอร็ดอร่อยถึงขนาดนี้ หยางซูฉีตั้งใจเอาไว้ว่าต่อไปเธอจะพยายามทำอาหารรสเผ็ดให้เขากินแทบทุกมื้อเพื่อเป็การเอาใจเขา ถึงอย่างไรตอนนี้เธอก็ต้องพึ่งพาเขาในการหาอาหารมาเลี้ยงดูเธอ
เมื่อกินอาหารเสร็จเรียบร้อยหยางซูฉีก็สวมิญญาแม่บ้านสาวรวบรวมจานชามเพื่อนำไปล้างทำความสะอาด ส่วนมู่ชิงหรงกำลังนั่งจิบน้ำชาเพื่อคลายความเผ็ดร้อนที่จริงแล้วเขาไม่ได้ชอบอาหารรสเผ็ดเท่าใดนัก อีกทั้งเมื่อคืนนี้เขาดื่มเหล้ามงคลไปหลายจอกไม่ได้กินอาหารเท่าใดนัก เช้านี้กระเพาะของเขาจึงว่างเปล่าการกินอาหารรสเผ็ดร้อนแต่เช้าทำให้รู้สึกแสบร้อนกระเพาะอยู่บ้าง แต่ด้วยความที่เป็คนไม่ชอบให้อาหารเหลือจึงฝืนกินจนหมดเคราะห์ดีที่น้ำแกงไข่ของหยางซูฉีมีรสชาติอ่อนกำลังดีช่วยดับความเผ็ดร้อนของอาหารมื้อนี้ลงได้บ้างเขาจึงสามารถทนกินลงไปจนหมด ในใจก็แอบคิดว่ามีคนทำอาหารให้กินแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพียงแต่หวังว่านางคงจะไม่ทำอาหารรสชาติเผ็ดร้อนเช่นนี้ให้เขากินทุกมื้อก็พอ ไม่เช่นนั้นกระเพาะของเขาคงทนรับความแสบร้อนเช่นนี้ทุกมื้อไม่ได้อย่างแน่นอน