บทที่6หนึ่งลิขิตฟ้า หนึ่งกาลเวลาไล่หลัง
กระท่อมไม้ไผ่หลังเล็กที่มุงด้วยหญ้าคาอย่างลวกๆตั้งอยู่กลางทุ่งร้าง ภายในมีตะเกียงน้ำมันที่ถูกจุดไว้เพื่อให้แสงสว่าง กลางกระท่อมมีบุรุษชราผู้หนึ่งกำลังนั่งอ่านตำราที่กองพะเนินแทบท่วมหัวบุรุษชราผู้นี้ดูไปแล้วมีอายุราวหกสิบเศษ ผมเผ้ามีสีขาวแซมดำดูรุงรัง แม้จะอยู่ในวัยชราแต่ใบหน้าของมันยังคงแดงเปล่งราวผู้มีสุขภาพที่ดีไร้โรคภัยที่คิ้วขวามีไฝขนาดใหญ่ดูเด่นชัด สวมชุดคลุมตัวเก่าแต่สะอาดเอี่ยม ลักษณะโดยรวมคล้ายคนจรแต่ภายใต้คราบคนจรกลับมีความโดดเด่นเป็สง่าแฝงอยู่ บุรุษชราผู้นี้ราวกับว่ามันเป็ผู้ที่สามารถสะท้อนตัวตนสองด้านในร่างเดียวก็ปาน
บุรุษชรานั่งอ่านตำราเล่มหนึ่งจนจบก็หยิบอีกเล่มขึ้นมาอ่าน ทุกหน้าที่อ่านมันเหมือนจะวาดนิ้วไปมากลางอากาศร่วมด้วย ดั่งว่ากำลังใช้ธาตุอากาศแทนกระดาษในการขีดเขียนหรือบันทึกใจความสำคัญเป็เช่นนี้อยู่เนิ่นนานจนลมหอบหนึ่งพัดพาเอาตะเกียงในกระท่อมให้ลู่ไหว บุรุษชราจึงวางหนังสือในมือลงทันทีสายตาจ้องมองขึ้นไปทางทิศเหนือ ก่อนจะใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้ขวายื่นเข้าไปบีบไส้ตะเกียงให้ไฟมอดดับลงเมื่อไฟดับมอด กระท่อมหลังนั้นก็คล้ายมิได้ดำรงอยู่บริเวณดังกล่าวอีกต่อไป
บริเวณทุ่งโล่งทางทิศเหนือห่างจากกระท่อมที่บุรุษชราผู้นั้นอยู่มิไกลร่างของคนชุดดำผู้หนึ่งกำลังล้มลุกคลุกคลานอยู่บนเนินดินเตี้ยเล็ก บนร่างของมันเต็มไปด้วยาแและรอยฟกซ้ำส่วนอวัยวะภายในก็สาหัสเป็อย่างมาก ความตายอยู่ห่างมันแค่เอื้อม
และห่างไปไม่ไกลมีคบเพลิงจำนวนมากตั้งเรียงรายเป็ทิวแถวเคลื่อนขบวนมาอย่างเร่งรีบพวกมันเคลื่อนพลเป็แถวหน้ากระดานคล้ายกำลังปูพรมค้นหาสิ่งใดอยู่
“ทางนั้นมีหรือไม่"
“ไม่มี"
“ทางนั้นเล่า"
“ก็ไม่พบเช่นเดียวกัน"
“บัดซบอย่าให้มารแซ่หานเอาของสำคัญไปได้ ไม่เช่นนั้นมหาเทวะเล่นงานพวกเราแน่”
“มิต้องรอให้ถึงมือของมหาเทวะหรอกเป็ท่านธรรมบาลมุทราจะเล่นงานพวกเราก่อน"
ฟังจากบทสนทนาคนจำนวนมากเหล่านี้คงเป็คนจากนิกายเทวะวจนะ นิกายที่เป็หนึ่งแลปกครองผืนปฐีแห่งนี้พวกมันเสมือนกำลังไล่ล่าติดตามของสำคัญจากคนผู้หนึ่ง ซึ่งคนผู้นั้นก็คงเป็บุคคลชุดดำที่กำลังนอนาเ็สาหัสและใช้เนินดินแห่งนี้เป็ที่บังตานั่นเอง
โชคดีที่เนินดินเตี้ยเล็กนี้พอมองจากที่ห่างไกลจะคล้ายเป็พื้นดินที่เรียบเสมอกันผืนหนึ่งอีกทั้งในตอนนี้ก็เป็เวลากลางคืนแลดึกสงัดมากแล้ว ทัศนียภาพการมองเห็นจึงลดลง พวกมันจึงมิสังเกตุเห็นเนินที่บังตานี้กองกำลังคนจำนวนมากจึงเคลื่อนไปทางอื่น เมื่อเห็นแสงไฟไปจากทิศทางที่ตนอยู่แล้ว บุคคลชุดดำก็ค่อยๆตะเกียกตะกายลุกขึ้นแลหลบหนีไปต่อ
มันเดินสะเปะสะปะอย่างไร้ทิศทางพอดีฝ่าเท้าได้ไปสะดุดหินก้อนหนึ่งจึงกลิ้งขลุกลงเนินไปไกล ด้วยอาการาเ็เดิมจึงแทบทำให้มันสลบไปเสียตอนนี้แต่มันพยายามฝืนประคองสติเพื่อไปให้ไกลที่สุด ทว่าขณะจะลุกขึ้นไปต่อ มันกลับพบว่าทางด้านหน้าตนมีกระท่อมหลังหนึ่งถูกปลูกสร้างขึ้นอย่างลวกๆดำรงอยู่
บุคคลชุดดำขมวดคิ้วแม้มันาเ็สาหัสแต่ก็มิได้ถึงขั้นั์ตาฝ้าฟาง เมื่อครู่มันมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดอยู่ตรงหน้าทว่าเหตุใดพอบังเอิญตกเนินดินลงมากลับมีกระท่อมหลังหนึ่งปลูกสร้างกลางหลุมของเนินดินแห่งนี้ได้แล้วทำไมเมื่อครู่มันถึงไม่เห็น!
บุคคลชุดดำเริ่มคาดเดาได้ว่ากระท่อมนี้ย่อมมิธรรมดาเช่นนั้นเ้าของกระท่อมก็จะยิ่งมิธรรมดาตามไปด้วย มันอาจขออาศัยเ้าของกระท่อมเพื่อหลบภัยชั่วคราวได้คิดเช่นนั้นมันจึงตะเกียกตะกายไปหน้าประตู เอื้อมมือหวังจะไปเคาะแลสอบถาม ทว่ามือของมันยังมิทันจะได้ััประตูกระท่อมเสียงบุรุษชราที่สดใสกังวานก็ดังขึ้นมา
“แม้เ้ามีวาสนาแต่บังเอิญวันนี้ข้าไม่รับแขก"
บุคคลชุดดำนิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนมันจะกล่าวอย่างนอบน้อมว่า
“ผู้าุโข้าพเ้าแซ่หาน นามเซี่ยสือ หวังหนีร้อนมาพึ่งเย็น อยากอาศัยกระท่อมหลังนี้เพียงชั่วข้ามคืนก็ยังดีหวังว่าผู้าุโจะเมตตาแลเห็นใจ"
เสียงชรายังกล่าวตอบมา
“ไม่รับก็คือไม่รับเ้าหนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่เ้ากำลังจะทำให้ข้าอยู่เย็นแล้วไปทนร้อน ข้าไม่เอาด้วย"
บุคคลชุดดำยังคงอ้อนวอนไม่มีหยุดแต่บุรุษชราก็ปฏิเสธไม่หยุดเช่นเดียวกัน คำอ้อนวอนจึงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็คำสาปแช่งบุคคลชุดดำคิดลงมือบุกเข้าไป แต่เสียดายที่มันาเ็สาหัสอยู่จึงมิอาจเข้าไปได้ มันได้แต่นอนกัดฟันอยู่หน้าประตูกระท่อมด้วยความคับแค้นใจ
เสียงเอะอะโวยวายของกลุ่มคนจากนิกายเทวะวจนะก็ดูเหมือนจะย้อนกลับมาและผ่านทางนี้ใกล้เข้ามาทุกทีหากคนพวกนั้นตามมาพบ มันคงจบสิ้นแน่ ชั่วขณะที่คิดวุ่นวาย มีอยู่่หนึ่งที่ลมโชยพัดผ่านทางกระท่อมมาหามันพอดีทำให้จมูกของมันพลันได้กลิ่นโอสถกำจายออกมา โอสถเหล่านี้เพียงได้กลิ่นก็ทำให้คนรู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูกทำให้บุคคลชุดดำทราบได้ทันทีว่าต้องเป็โอสถที่ไม่ธรรมดา และผู้ที่จะโอสถที่ไม่ธรรมดาในสถานที่เช่นนี้ก็มีอยู่ไม่มากกอปรกับหากยิ่งพิจารณาจากลักษณะโดยรวมของคนที่เป็เ้าของโอสถผู้นี้ การดำรงอยู่ที่ลึกลับเช่นนี้มีความเป็ไปได้สูงว่าบุรุษชราที่อยู่ภายในกระท่อมจะเป็บุคคลที่ถูกกล่าวขานถึงในนามเทพดาเร้นกาย ตั้วซุนหง!
บุคคลชุดดำจึงกล่าวหยั่งเชิง
“แม้นท่านจะปกปิดตัวแต่อย่าคิดว่าจะปกปิดผู้อื่นพ้น”
บุรุษชรากล่าวสวนออกมาทันควัน
“เ้าจะผายลมอันใดก็เชิญเถอะข้าจะพักผ่อนแล้ว"
บุคคลชุดดำได้ฟังน้ำเสียงที่บ่ายเบี่ยงของบุรุษชราด้านในก็มั่นใจถึงเจ็ดส่วนจึงกล่าวว่า
“ได้ยินข่าวลือว่าท่านไม่ชอบหน้ามหาเทวะแห่งนิกายเทวะวจนะเป็ที่สุด…หากท่านมิ้าให้คนจากนิกายเทวะวจนะทั้งหลายรู้ว่าท่านอยู่ที่นี่ก็จงให้ข้าเข้าไป หรือ้าให้ข้าบอกพวกมันว่าเทพดาเร้นกายอยู่ที่นี่"
ประตูถูกผลักเปิดพร้อมกับเสียงชราดังรอดออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
“อุตส่าห์หลบหนีมาอ่านตำราแพทย์แขนงใหม่ถึงทุ่งร้างก็ยังมีคนมาตามรังควานถึงที่อีก"
บุคคลชุดดำยกยิ้ม
“ท่านเมตตาข้าแล้ว"
พอบุคคลชุดดำนามหานเซี่ยสือมันเข้าไปในกระท่อมได้มันก็พลันบังเกิดความคลายใจไปเปราะใหญ่ แต่ทว่ายิ่งเวลาเลยผ่านอาการาเ็ก็ดูจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆทั้งมันยังถูกฝ่ามือพิษกลืนชีพของเหล่าคนที่อยู่ภายใต้อาณัติธรรมบาลยุทธ์อีก ต่อให้มันอดทนได้มากกว่านี้มันก็ใช่ว่าจะอดทนต่อไปได้
เสียงครวญครางอย่างเ็ปทรมานจึงดังขึ้นเป็ระยะๆแต่ความเ็ปนี้ก็หาได้รบกวนสมาธิของบุรุษชราผู้นั้นได้ไม่ มันยังนั่งอ่านตำราแพทย์ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
หานเซี่ยสือมันเ็ปจนทานทนไม่ไหวจึงกล่าวเหน็บแนมว่า
“เห็นคนตายแล้วไม่ช่วยท่านยังเรียกตนเองว่าหมอได้อยู่หรือ"
บุรุษชรากล่าวโดยไม่ยีระ
“เป็หมอคือไม่ฆ่าคนข้าไม่ฆ่าเ้าให้ตายตอนนี้ก็นับว่าเป็บุญของเ้าแล้ว อีกอย่างหากเ้าตาย แน่นอนว่าข้าต้องช่วยฝังศพให้”
“เช่นนั้นก็ช่วยสังหารข้ายังดีกว่าจะให้ทรมานเช่นนี้!”
“ข้าบอกไปแล้วเป็หมอจะฆ่าคนได้อย่างไร"
“ท่านเป็หมอที่บัดซบมากที่สุดั้แ่ที่ข้าพบพานมา”
“เ้าก็คือคนที่ข้าไม่ถูกชะตามากที่สุดั้แ่แรกเห็น”
บุคคลชุดดำหัวเราะขึ้น
“ฮ่าฮ่าฮ่านับว่าข้าได้มีวาสนาอันบัดซบพานพบตั้วซุนหงตัวจริงเสียงจริงแล้ว”
“เ้าถูกพิษกลืนชีพมาไม่นานก็จะตายแล้วข้าี้เีฟังเสียงครวญครางของเ้า จะมอบกระท่อมหลังนี้ให้เป็ที่ฝังศพก็แล้วกัน"
กล่าวจบบุรุษชราหรือก็คือเทพดาเร้นกาย‘ตั้วซุนหง’ มันก็พลันหยิบหนังสือเล่มหนึ่งแล้วก้าวเดินออกจากกระท่อมไปเดินไปพักใหญ่ก็ไปหยุดอยู่ที่หินก้อนหนึ่งซึ่งเป็หินที่หานเซี่ยสือสะดุดล้มกลิ้งนั่นเองตั้วซุนหงย่อกายลงไปจัดเรียงหินก้อนนั้นใหม่ เมื่อวางเข้าสู่ตำแหน่งเดิม ภาพกระท่อมที่อยู่ตรงหน้าก็คล้ายเลือนหายไปในทันทีและก็เป็จังหวะเดียวกับที่กองกำลังคนจากนิกายเทวะวจนะผ่านมาถึง จากนั้นพวกมันก็เคลื่อนผ่านไปราวกับไม่เห็นกระท่อมที่ตั้งอยู่ใต้เนินดินตรงหน้า
เมื่อกลุ่มคนเ่าั้เคลื่อนขบวนผ่านไปแล้วตั้วซุนหงก็กล่าวขึ้น
“เ้าบ้านั่นจะสะดุดหินค่ายกลก้อนอื่นก็ไม่สะดุดกลับมาสะดุดหินค่ายกลซึ่งเป็ทวารเข้าออกของค่ายกลลวงตาของเราเสียได้” หยุดเล็กน้อยก่อนมันจะแหงนหน้าขึ้นไปมองยังท้องนภา แล้วพึมพำออกมาว่า
“หรือนี่จะเป็ลิขิต์"
กล่าวจบมันก็ก้าวเดินกลับไปยังกระท่อมหญ้าคาของตนพอไปถึงมันก็พบว่าบุคคลชุดดำนามหานเซี่ยสือได้หายไปจากกระท่อมแล้ว ตั้วซุนหงยกมือขึ้นลูบเคราคราหนึ่งก่อนมันจะพึมพำขึ้นอีกครั้ง
“์ท่านจะลิขิตอะไรกันแน่?”
นิ่งคิดอยู่ชั่วธูปไหม้ตั้วซุนหงมันก็ไม่สนใจสิ่งใดอีก นั่งลงยังบริเวณกลางห้องซึ่งเป็มุมประจำของมัน ก่อนอ่านหนังสือตำราแพทย์อย่างใจจดใจจ่อทว่ามีอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง หางตาของมันก็พลันเหลือบไปเห็นม้วนตำราขนาดเล็กที่ทำมาจากหนังสัตว์ชั้นดีแม้ม้วนตำรานี้จะดูคลับคล้ายกับตำราแพทย์ม้วนอื่น ทั้งยังมีตำราแพทย์ทับถมมากมายถึงเพียงนั้นแต่ตั้วซุนหงก็ยังรู้สึกถึงความแปลกตาไม่เคยเห็นมาก่อน
มันจึงเอื้อมมือไปหยิบม้วนตำราหนังสัตว์เล่มนั้นมาคลี่ออกพบว่าเนื้อหาภายในมีทั้งเป็ภาพประกอบและตัวอักษรบรรยาย อ่านอยู่เพียงชั่วธูปไหม้ก็เห็นว่ามีเนื้อหาสาระราวกับนิทานหลอกเด็กเื่หนึ่งมันจึงม้วนเก็บไว้แล้วทิ้งลงในกองตำราแพทย์ของมันเช่นเดิม จากนั้นค่อยกล่าวขึ้นด้วยความงุนงงประโยคหนึ่งว่า
“สงสัยตาแก่ร้านตำราสรรพวิถีแก่แล้วแก่เลยถึงขนาดหยิบตำรานิทานหลอกเด็กผิดมากับตำราแพทย์เล่มหนึ่ง"
แล้วมันก็ไม่สนใจคัมภีร์หนังสัตว์เล่มนั้นอีกเอาแต่นั่งอ่านตำราแพทย์ของตนต่อ ซึ่งแท้จริงแล้วคัมภีร์หนังสัตว์เล่มนั้นมิใช่ของมันั้แ่ต้นทว่ากลับเป็ของหานเซี่ยสือต่างหาก ด้วยหานเซี่ยสือมันรู้สึกคับแค้นใจต่อท่าทีของแพทย์อันดับหนึ่งอย่างตั้วซุนหงเป็อย่างมากแม้จะได้ยินถึงคำเล่าลือของคนผู้นี้มาเป็อย่างดี แต่พอมาประสบด้วยตนเองมันกลับมิอาจทำใจยอมรับในสิ่งที่คนซึ่งเรียกตนว่าแพทย์กระทำได้มันเจ็บแค้นใจแต่ไม่มีปัญญาทำอะไรเทพดาเร้นกายผู้นี้ มันจึงล้วงเอาคัมภีร์หนังสัตว์เล่มดังกล่าวทิ้งปะปนลงในกองตำรามากมายแล้วฝืนลุกเดินจากไปตามทางของมัน
มันเดินทางไปได้หลายลี้สุดท้ายมิอาจทานทนพิษจำนวนมากที่แพร่กระจายตามเส้นชีพจรลมปราณจนบรรลุถึงชีพจรชีวิตได้ไหวมันจึงล้มลงพร้อมกับลมหายใจที่รวยริน ก่อนตายมันก็ยังคงคับแค้นใจต่อตั้วซุนหงไม่หายและไม่มีวันที่จะละซึ่งความคับแค้นใจนี้ได้ มันได้สาปส่งต่อ์จนลมหายใจสุดท้ายและคล้ายดั่งว่า์ได้ตอบรับความคับแค้นใจของมัน ขบวนคนจากนิกายเทวะวจนะได้ย้อนกลับมาอีกคราและครานี้พวกมันก็หาหานเซี่ยสือจนพบ
“มารแซ่หานอยู่ตรงนั้น!”
คนผู้หนึ่งพลันะโลงจากหลังม้าทะยานกายเข้าหาร่างของหานเซี่ยสือทันทีแล้วมันก็ค้นหาทุกซอกทุกมุมบนตัวของหานเซี่ยสือ สุดท้ายก็ไม่พบเจอสิ่งใด มันจึงกระชากคอเสื้อของหานเซี่ยสือขึ้นแล้วะโกร้าว
“คัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์ เล่มเทวะมุทราอยู่ที่ไหน!”
หานเซี่ยสือมิอาจทานทนพิษที่แล่นไปถึงจุดชีพจรชีวิตได้อีกต่อไปแล้วแต่ก่อนตายมันได้ทิ้งทวนคำกล่าวประโยคหนึ่งอย่างคับแค้นแลสาสมใจว่า
“เทพดาเร้นกาย…”
.
.
.
สุริยันผันเปลี่ยนหลายขอบฟ้าจันทราผันแปรมากราตรี มหานทีเคลื่อนคล้อยหลายสาย เป็สัญญาณเตือนว่ากาลเวลามิเคยได้หยุดเดินแม้เพียงครั้งใบหน้าที่แหงนมองขอบฟ้าของฮุ่ยจวินเริ่มปรากฏสีหน้าที่ทุกข์ร้อนใจเพิ่มพูน มันแหงนมองท้องฟ้าและถามถึงวาสนาของตนมานับเก้าปีแล้วแต่นั่นก็ยังไม่เห็นวาสนาที่มันจะหาเทพดาเร้นกายพบแม้เพียงครั้ง
ฮุ่ยจวินจากเด็กน้อยวัยหกขวบเมื่อผ่านมาเก้าปีมันก็มีอายุย่างสิบห้าปีแล้วตอนนี้เด็กชายได้แปรเปลี่ยนเป็บุรุษหนุ่มเยาว์วัยที่มีร่างสูงโปร่งสมสัดส่วน ใบหน้าหล่อเหลาดวงตาคม คิ้วตั้งชั้นราวกระบี่ จมูกสันโด่ง เป็องค์ประกอบที่ลงตัวแตกต่างจากชาวบ้านคนธรรมดาทั่วไปแต่่เวลาชีวิตั้แ่เด็กของมันนับว่าลำบากมามาก ต้องออกตรากตรำตามหาคนผู้หนึ่งไปทั่วปฐีผิวกายที่สมควรจะสดใสตามวัยจึงดูมอมแมม ผิวหยาบกร้าน มีกระแดดกระลมบนใบหน้าอย่างเห็นได้ชัดนับว่าปิดบังความหล่อเหลาของมันไปไม่น้อย
มันเดินทางทั่วปฐีนับเก้าปีเกือบเก้าปีแล้วที่มันหนีจากบ้าน จากท่านลุง และจากทารกหญิงมา ตลอดเก้าปีมันกลับบ้านเพียงครั้งคราวเท่านั้นและเป็เวลาเกือบเก้าปีที่มันประสบพบเจอแต่ความล้มเหลวแลความผิดหวัง เวลาหนึ่งปีที่เหลือนี้มันจึงต้องกลับมาอยู่บ้านอย่างน้อยก็ต้องกลับมาเยี่ยมเยียนท่านลุง และอยู่กับน้องสาวของตนผู้นั้นก่อนที่วาระสุดท้ายของนางจะมาถึง!