#วันจันทร์สีชมพู 24
“พอเลยค่ะ ไม่ต้องมาทำหน้าหื่นใส่ มานอนพักได้แล้วขับรถทั้งวันเลยคงจะเหนื่อยใช่ไหมคะ” ฉันถาม พี่พิงค์กลับขึ้นมานอนบนเตียงอีกครั้งพร้อมกับรั้งฉันเข้าไปกอดแนบอกอย่างเช่นทุกคืนที่เรานอนด้วยกัน เสียงเครื่องปรับอากาศยังทำงานเบา ๆ ทำให้ในห้องนอนเย็นฉ่ำสบายกาย
“เหนื่อยนิดหน่อยครับ แต่พรุ่งนี้จะพาไปเที่ยวนะ”
“อยากเดินเล่นที่ไร่ได้ไหมคะ?”
“ได้อยู่แล้วครับ นอนพักกันเถอะนะ” พี่พิงค์เอ่ยชวนเสียงแ่ ฉันขยับตัวเล็กน้อยซบใบหน้าลงกับแผ่นอกอุ่นแล้วหลับตาลงเบา ๆ ซึมซับความอบอุ่นจากคนข้างกาย ฝันดีนะคะสำหรับค่ำคืนนี้
“ฝันดีครับ” พี่พิงค์เอ่ยบอกประโยคสุดท้ายพร้อมกับกดริมฝีปากลงบนหน้าผากอย่างนุ่มนวล
่เช้าของวันถัดมาพี่พิงค์พาเดินไปดูผลไม้ที่ไร่ของเขา เราเดินเล่นเดินถ่ายรูปกันอยู่นาน ความสนุกเขาหมดไปเมื่อคุณหญิงเดินเข้ามาทักพี่พิงค์ ฉันจะไม่อะไรเลยถ้าเธอไม่ได้ทำท่ายกมือจะเกาะแขนพี่พิงค์ ดีที่พี่พิงค์ขยับหลบและเอ่ยเตือนอย่างไม่ไว้หน้า
“มารยาทนิดนึงครับ เราไม่ได้รู้จักกัน”
“อะ เอ่อ หญิงแค่จะชวนพี่พิงค์ไปเดินเล่น” ผู้หญิงคนนั้นมองเมินสายตาดุ ๆ และเอ่ยชวนพี่พิงค์เสียงหวานเสียงนุ่ม เห็นแล้วหมั่นไส้จริง ๆ นะ
“ไม่สะดวกครับ เชิญคุณเดินคนเดียวเถอะ ไปกันครับ” ท้ายประโยคพี่พิงค์เอ่ยบอกฉัน เขาประคองให้เดินออกจากที่นี่ ระหว่างที่จะเดินกลับบ้านเราคุยกันว่าจะแวะที่ร้านของฝากเพื่อดูไวท์ให้กับเธิร์ส ระหว่างทางจากไร่ไปยังร้านของฝากทานเดินจะเป็เนินเขาเล็ก ๆ ให้เราได้เดินและถ่ายรูปกับดอกไม้ที่ถูกปลูกไว้รอบเนินเขาเล็ก ๆ แห่งนี้ สีสันสวยงามของเนินเขาสวยมากจริง ๆ
“ถ้างั้นเราซื้อของฝากไว้เลยได้ไหมคะ จะได้ไม่ต้องแวะตอนกลับ”
“ได้ครับ”
“พี่พิงค์คะ!” เสียงที่เรียกนั้นไม่ใช่ของฉัน เราหันกลับไปมองก็เจอกับคุณหญิงเจอยืนจ้องเรานิ่ง ๆ สายตาที่มองมานั้นไม่ได้ดูเป็มิตรเลยสักนิด
“ครับ?”
“หญิงชอบพี่ คบกับหญิงได้ไหม?” ผู้หญิงคนนั้นพูดออกมาอย่างไม่อาบปากเลยสักนิด สวัสดีคนที่คุณขอเป็แฟนเขาเป็แฟนของฉันนะ!!
“อายไหม? พูดมาแบบนั้นอายไหม ผมมีแฟนแล้วและผมก็รักแฟนมาก ไม่นานเราจะแต่งงานกัน ที่คุณทำแบบนี้คุณทำเพื่ออะไรครับ?”
“หญิงแค่ชอบพี่...”
“ถ้าคุณยืนยันว่าชอบผม ผมขอโทษด้วยครับผมมีแฟนแล้วและผมคงไม่มองคุณหรือมองใครอีก ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัว” พี่พิงค์ไม่พอใจอย่างมาก เขาดูหัวเสียจนฉันไม่กล้าเอ่ยหรือพูดอะไรกับเขาแล้ว
“ถ้าไม่มีมันพี่จะชอบหญิงใช่ไหม!?” เสียงตวาดดังลั่นพร้อมกับแขนข้างหนึ่งของฉันที่ถูกรั้งไว้เต็มแรง เล็บแข็งของอีกฝ่ายจิกลงที่ข้อมือฉันเพียงเสี้ยววิมันก็ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บแปลบ
“ทำบ้าอะไรของคุณ!” พี่พิงค์ตวาดลั่นพร้อมกับผลักผู้หญิงคนนั้นออกห่างเธอเซไปด้านหลังก่อนจะพุ่งเข้ามาทางฉัน เหมือนเธอจะตบฉันเลยท่าทางแบบนั้น แต่ร่างสูงของพี่พิงค์รีบขยับมายืนบังร่างฉันไว้ ทุกอย่างรอบตัวเงียบงันไปทันทีเมื่อได้ยินเสียงกระทบระอย่างฝ่ามือและใบหน้าของพี่พิงค์
“ไม่ ไม่นะ หญิงไม่ได้ตั้งใจ”
“...” พี่พิงค์ยืนนิ่งมือที่จับมือฉันอยู่บีบแน่น เขาสั่นไปทั้งตัวตอนนี้เขาน่ากลัวมากเลยนะ น่ากลัวมากจริง ๆ
“ถ้าคุณไม่ใช่ผู้หญิงผมต่อยคืนไปแล้ว อย่ามายุ่งกับผมหรือแฟนผมอีก อย่าหาว่าไม่เตือน”
“...” ฉันเบิกตากว้างอย่างใเมื่อพี่พิงค์หันกลับมายังฉัน
“พี่คะเื...” เืกำเดาไหลจากจมูกเขา ฉันแกะผ้าที่ผูกผมไว้ออกมาก่อนจะซับเืให้พี่พิงค์อย่างร้อนใจ
“ไม่เป็ไรครับ เรากลับกันเถอะ ของฝากค่อยมาดูใหม่นะ”
“ค่ะ เรารีบกลับกันก่อน พี่เจ็บไหม”
“ไม่ครับ” พี่พิงค์ยิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นท่าทางร้อนรนของฉันที่มีต่อเขา
“ไม่ยิ้มสิ หนูเป็ห่วงจริง ๆ นะ”
“พี่รู้ครับ พี่ไม่เป็อะไรหรอก หนูก็มีแผลนี่ ให้ตายเถอะถ้าไม่ใช่ผู้หญิงพี่ต่อยไปแล้วจริง ๆ นะ” พี่พิงค์หัวเสียตลอดทาง เรากลับเข้ามาถึงบ้านแม่เห็นสภาพเราทั้งสองก็ใใหญ่เรียกให้แม่บ้านเอายาเอาน้ำแข็งมาให้จนดูวุ่นวายกันไปหมด พี่พิงค์นอนหนุนตักฉันโดยที่หน้าผากมีน้ำแข็งประคบอยู่ ส่วนฉันแผลที่ถูกเล็บจิกและข่วนมีเืซึมนิดหน่อย คุณแม่พี่พิงค์ทำแผลให้แล้ว ตอนนี้เราทั้งสองเลยได้แต่นั่งนอนอยู่ที่โซฟาเพราะคุณแม่ไม่ยอมให้เราได้เดินไปไหน
“เล่ามาได้แล้วลูกว่าไปทำอะไรกันมา”
“ลูกสาวเพื่อนพ่อทำร้ายร่างกายน้อง แผลที่แขนนั่นแหละครับ แล้วยังจะตบอีกผมเข้าไปขวางก็เลยเป็อย่างที่เห็น” พี่พิงค์เล่าอย่างไม่พอใจ ฉันเองก็ได้แต่ลูบไหล่ปลอบให้เขาใจเย็นลงมากกว่านี้
“เขาบอกว่าชอบ อยากคบกับผม ผมบอกไปแล้วนะครับว่าผมมีแฟนแล้วและคงไม่มองเธอ แล้วก็เป็อย่างที่เห็น”
“เอาละ ๆ แม่เข้าใจแล้ว พักกันไปก่อนนะเดี๋ยวแม่ไปเอาของว่างมาให้ แม่ฝากด้วยนะมันเดย์”
“ค่ะแม่”
“เืหยุดไหลหรือยัง?” ฉันก้มหน้าถามพี่พิงค์ที่นอนนิ่งอยู่ หลับจริงหรือพักสายตาเฉย ๆ ล่ะเนี่ย
“หยุดแล้วครับ แต่พี่เพลีย ๆ ยังไงไม่รู้ ง่วงอ่ะ”
“ขึ้นไปนอนบนห้องไหม?”
“ยังก่อนดีกว่า เดี๋ยวรอทานข้าวเสร็จค่อยพักก็ได้”
“แบบนั้นก็ได้ค่ะ”
“ทานของว่างก่อนนะลูก ใกล้มื้อเที่ยงแล้วล่ะ” แม่พี่พิงค์เอ่ยบอก
“ครับแม่”
“พี่พิงค์”
“ครับ?” พี่พิงค์ลืมตาขึ้นมอง
“หนูอยากทานส้มตำอะ”
“ฮะ? อารมณ์ไหนครับเนี่ย” พี่พิงค์ถามพรางหัวเราะเบา ๆ
“แม่ครับลูกสะใภ้แม่อยากทานส้มตำ” พี่พิงค์ขยับลุกนั่งพร้อมกับะโบอกคุณแม่ ท่านเดินเข้ามาดูในห้องรับแขกทันทีเมื่อได้ยินพี่พิงค์ะโบอก
“เอาสิ แม่มีอุปกรณ์มีเครื่องครบหมดเลยนะ ตำไหมลูก”
“หนูทำไม่เป็ค่ะแม่” ฉันยิ้มเขิน แม่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะชวนฉันออกไปตามหาวัตถุดิบในการทำส้มตำที่ท่านปลูกผักสวนครัวไว้หลังบ้าน พี่พิงค์เดินตามหลังมาไม่ยอมทิ้งห่างจากฉันเลยสักวิ แม่พาเดินไปเก็บพริกเก็บผักเคียงเก็บมะนาวและสิ่งสำคัญที่สุดคือมะละกอ ท่านปลูกไว้จนเต็มไปหมดแต่ก็ไม่ได้ดูรกนะดูเป็ระเบียบดี ฉันชอบ
“เอาถั่วฝักยาวไหมลูก” แม่พี่พิงค์ถามเมื่อเรากำลังเดินกลับเข้าบ้าน
“เอาค่ะแม่ แต่ไม่ต้องเยอะก็ได้นะคะ เราเก็บมาเยอะแล้วเดี๋ยวไม่หมดเสียดาย”
“ได้ลูก งั้นหนูเก็บเองเลยก็ได้” ฉันมองต้นผักที่เลื้อย ๆ ไปตามโครงไว้ที่แม่ทำไว้ มือก็ยื่นไปเด็ดถั่วฝักยาวมาห้าหกฝัก เสร็จแล้วเราก็กลับเข้าบ้าน แต่เหมือนความสนุกของเราจะต้องหยุดไว้เพราะครอบครัวคุณหญิงนั่งอยู่ที่ห้องรับแขก คุณพ่อพี่พิงค์มองมาทางเราอย่างกังวล ท่านขยับลุกขึ้นยืนมาหาคุณแม่ แต่คนที่งอนอยู่ถอยห่างทันทีเช่นเดียวกัน
“เที่ยงนี้ครอบครัวสิทธิ์จะทานข้าวกับเราด้วยนะ”
“เชิญพวกคุณทานก่อนเลยค่ะ” แม่พี่พิงค์ตอบก่อนจะเอ่ยชวนฉันเข้าไปในห้องครัว
“ยังจะกล้ามานะทำพวกเราเจ็บตัวแบบนั้น หน้าด้านดี” แม่พี่พิงค์บ่นพึมพำ
“ป้าแย้มเตรียมของให้หน่อยนะ เดี๋ยววันนี้เราทำส้มตำกัน”
“ได้ค่ะคุณผู้หญิง” ป้าแย้มเดินเข้ามารับของไปเตรียมไว้ให้ รวมถึงคุณแม่ที่เดินไปเปิดตู้เย็น ท่านหยิบไก่ออกมาวางไว้บนโต๊ะรวมถึงเห็ดที่มีอยู่ในตู้
“เรามาทอดเห็ดกับไก่กันดีกว่าลูก เสร็จแล้วเราเอาออกไปนั่งทานนอกบ้านกัน ได้บรรยากาศดี”
“ได้เลยค่ะแม่ เดี๋ยวหนูช่วยเอง”
“มาเลยลูก” ฉันช่วยคุณแม่ท่านเตรียมไก่เตรียมทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อย ระหว่างที่รอน้ำมันเดือด คุณพ่อท่านก็เดินเข้ามาพร้อมกับพี่พิงค์ ท่านมีสีหน้าลังเลเล็กน้อยเมื่อเจอกับท่าทีหมางเมินจากคุณแม่
“คุณหญิงออกไปทานข้าวด้วยกันเถอะนะครับ”
“อ้อ ไม่รบกวนหรอกค่ะ เราเตรียมอาหารไว้แล้ว”
“เขาเป็แขกผม คุณอย่าเพิ่งงี่เง่าได้ไหม...” ประโยคที่คุณพ่อเอ่ยมา ทำเอาภายในห้องครัวเงียบกริบ พี่พิงค์เบิกตากว้างมองอย่างใที่ได้ยินคุณพ่อท่านพูดแบบนั้น
“งี่เง่า? หึ ตลกดีนะคะ คุณเห็นคนอื่นดีกว่าคนในครอบครัว”
“พวกเขาไม่ใช่คนอื่น” คุณพ่อค้านเสียงอ่อน มองคุณแม่อย่างสลด คงจะรู้ตัวว่าตัวเองใช้คำพูดที่กระทบจิตใจแม่อยู่ไม่น้อย
“อ้อ ขอโทษด้วยค่ะ คนสำคัญของคุณน่ะ เขาทำอะไรไว้รู้ไหมคะ เขาตบลูกชายคุณจนกำเดาไหล จิกแขนข่วนแขนลูกสะให้ฉันจนเืไหล แล้วยังไร้มารยาทชี้นิ้วสั่งแม่บ้านของฉันอย่างไม่ให้เกียรติ คนแบบนั้นฉันควรให้ค่าด้วยเหรอคะ?”
“ฉันเตือนคุณไปแล้วว่าทำไมถึงไม่อยากให้ติดต่อ หรือร่วมงาน ฉันเตือนฉันบอกคุณไปหมดแล้วค่ะ ถ้ายังจะฝืนทำก็แล้วแต่เลย ฉันจะได้จำไว้ว่าคุณไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นจากฉันหรือลูก”
“คุณหญิงคุณก็เอาแต่พูดแบบนั้น คุณจะไปกล่าวหาเพื่อนผมแบบนั้นไม่ได้นะ ผมรู้คุณไม่ชอบพวกเขาแต่คุณก็ไม่ควรพูดแบบนั้น” คุณพ่อเสียงดังขึ้น คุณแม่เงยหน้ามองคุณพ่อขอบตาแดงก่ำ
“คุณมองว่าฉันงี่เง่าถึงขนาดนั้นเลยสินะ ก็ได้ ถ้าอยากได้หลักฐานฉันจะให้เลขาคุณเอามาให้แล้วกัน เชิญคุณออกไปจากตรงนี้ได้แล้วค่ะ” แม่หันหลังให้คุณพ่อ มือหย่อนไก่ลงในกระทะอย่างไม่ใส่ใจคนที่เพิ่งทะเลาะด้วย
“คุณหญิง...”
“พ่อครับ ถือว่าผมขอแล้วกันนะ พ่อออกไปอยู่กับแขกพ่อเถอะ อย่าทำให้มันแย่ไปกว่านี้เลย หลักฐานอะไรนั่นผมจะให้เลขาพ่อเอาเข้ามาให้เร็วที่สุด คงสักสามสิบนาที”
“พ่อพูดกับแม่แรงเกินไป...”
“ครับ พ่อพูดแรงเกินไป แต่ตอนนี้พูดไปทุกอย่างก็จะแย่ ให้แม่ใจเย็นกว่านี้เถอะครับถือว่าผมขอ”
“ได้ เดี๋ยวพ่อจะเคลียฝั่งนั้นก่อน”
“ครับ”
“แม่ครับ ผมอยากทานไก่ทอดแล้ว”
“รอก่อน ใกล้เสร็จแล้วลูก ส้มตำให้ป้าแย้มทำเลยนะ แล้วเราออกไปนั่งทานกันที่สวนหลังบ้าน”
“ได้ครับ แต่แม่อย่าโกรธพ่อเลยนะ”
“ไม่รู้สิลูก แม่เตือนแล้ว บอกทุกอย่างแต่เขาไม่เชื่อ แม่เหนื่อยแล้วเหมือนกันเขาอยากทำอะไรทำเลยแม่จะไม่ยุ่ง ต่างคนต่างอยู่ก็คงจะดี จะได้ไม่ถูกมองว่างี่เง่า”
“แม่ครับ...” พี่พิงค์เรียกแม่เสียงอ่อน สายตาเป็กังวลของเขาถูกส่งไปยังคนเป็แม่ที่กำลังขะมักเขม้นทอดไก่
“พอ แม่ไม่อยากฟังแล้ว อย่าทำให้มื้อเที่ยงเรากร่อยไปมากกว่านี้เลย ถือว่าแม่ขอ...”
สิ้นเสียงเศร้า ๆ ของแม่ เราก็เปลี่ยนเื่คุย หวังให้แม่คลายความกังวลลงไปบ้าง เมื่ออาหารเสร็จเราก็ยกอาหารไปที่สวนหลังบ้าน ที่รอบ ๆ เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่เล็กสลับกันไป เราปูเสื่อใต้ต้นมะม่วงที่ตอนนี้ให้ร่มเงาเย็นสบาย
“ลมเย็นมากเลย” ฉันพึมพำพร้อมกับยิ้มอย่างมีความสุข
“เย็นจริง มีกลิ่นดอกไม้ด้วย”
“อยากปลูกที่ห้อง...”
“ค่อยปลูกที่เรือนหอก็ได้...”
“ฮะ? อะไรนะคะ” ฉันรีบทวนถามเมื่อได้ยินพี่พิงค์พูดแบบนั้น เรือนหออะไรของเขากัน คิดไปไกลขนาดนั้นได้ยังไงกัน
“นั่งลูก ทานข้าวกัน” แม่ชวน เราทั้งสามนั่งทานมื้อเที่ยงด้วยกันอย่างไม่เร่งรีบ แอบเห็นแวบ ๆ ว่าพ่อพี่พิงค์ยืนมองเราจากประตูหลังบ้าน ท่านทำท่าจะเดินเข้ามาหาแต่ก็หยุดเท้าและเลือกที่จะมองอยู่ห่าง ๆ แทน คงรู้ตัวแล้วล่ะว่าคุณแม่ท่านคงจะโกรธมากจริง ๆ คงได้ง้อกันยาวแน่ ๆ
“แม่ครับ พ่อมาง้อ” พี่พิงค์เรียกคุณแม่
“แม่ไม่อยากคุย แม่ว่าจะไปเที่ยวสักหน่อย”
“คุยกันก่อนดีไหมครับแม่ อย่าไปแบบนี้เลยนะ คุยกันให้เข้าใจนะครับ”
“เอาไว้แม่คิดอีกที ทานเสร็จแล้วรอของหวานก่อนนะลูก น้องมันเดย์ หนูทานเยอะ ๆ นะลูก แม่ทำสุดฝีมือเลยนะ”
“ได้ค่ะแม่ หนูจะทานเยอะ ๆ เลย”
มื้อเที่ยงผ่านไป พี่พิงค์พาไปเดินดูสวนดอกไม้ใกล้ ๆ รีสอร์ทก่อนจะพาไปซื้อของฝาก เห็นบอกว่าอยากให้พ่อกับแม่เขาได้คุยกันน่ะถ้าเราสองคนยังอยู่แม่ก็จะไม่ยอมคุยกับพ่อ ระหว่างเลือกของฝากพี่พิงค์ก็รับโทรศัพท์สีหน้าจริงจัง ฉันจึงไม่กล้าที่จะเอ่ยถามเขาและเลือกของฝากอยู่เงียบ ๆ ฉันซื้อไวท์ไปให้น้องชายด้วยนะไม่ลืมแน่นอน
“มันเดย์ครับ เราต้องกลับตอนเย็นนี้นะครับพี่มีงานด่วน”
===
เหลืออัพอีกสองตอนนะคะ ถ้าว่างจะเข้ามาอัพให้อย่างด่วนๆเลยล่ะ ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะคะ