ตอนที่ 14 : ได้ไอเดียทำการค้า
“นี่เ้าไม่ได้คิดว่าข้าเป็สัตว์เลี้ยงจริงๆใช่ไหม!!”
หยางซวนโพล่งออกมาทันทีด้วยความเดือดดาล พร้อมทั้งกำมือเขกโป๊กลงไปบนศีรษะของหลิวหย่งเฉิน
“โอ๊ย! ข้าเปล่านะ ท่านอาจารย์อย่าเพิ่งเข้าใจผิด” หลิวหย่งเฉินเอามือกุมหัวแล้วรีบยกมือห้าม ก่อนที่จะเอ่ยแก้ตัวจนลิ้นแทบจะพันกัน เขากลัวท่านอาจารย์จะเขกกบาลเขาซ้ำลงมาอีก
“ข้าหมายถึงท่านอาจารย์เพียงต้องก้มตัวต่ำๆ หยิบอาหารเข้าปากโดยไม่ต้องยกมันขึ้นสูง วิธีนี้ก็จะไม่มีใครมองเห็นเวลาอาหารในจานหายไป ข้าไม่ได้หมายถึงให้ท่านอาจารย์ก้มหน้าไปเลียจานเสียหน่อย” หลิวหย่งเฉินพูดพลางเอามือป้องศีรษะเตรียมตัวไว้ก่อน เกรงว่าจะโดนท่านอาจารย์ลงมือเขกหัวโป๊กลงมาอีก
หลิวหย่งเฉินคิดถึงความเจ็บเมื่อสักครู่แล้วก็ทำหน้าโอดโอย ไม่นานสีหน้าเขาก็แปรเปลี่ยนมาเป็ตะลึงราวกับนึกอะไรได้ ทันใดนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าอีกครั้งมาเป็ตาโตพร้อมอ้าปากกว้าง ราวกับไม่อยากจะเชื่อกับความคิดที่อยู่ในหัวตัวเองเช่นเดียวกัน
“เขกหัวโป๊ก?”
“ดังโป๊ก?”
“ข้าเจ็บที่หัว?”
“ท่านอาจารย์ ท่านเป็เพียงร่างิญญา ไฉนท่านสามารถเขกหัวข้าได้ เหตุใดข้าจึงรู้สึกเจ็บได้ละ” หลิวหย่งเฉินเองถามขึ้นมาด้วยความใ หลิวเหมยลี่เองฟังแล้วก็ตะลึงงันไปเช่นกัน
อย่าว่าแต่เด็กทั้งสองเลย แม้แต่หยางซวนเองก็ยังมีสีหน้าอึ้งไปเหมือนกัน
“นั่นสิ ข้าเองก็ไม่ทันรู้สึกตัว “
“ตะกี้ข้าทำลงไปด้วยความโมโห จึงเขกหัวเ้าไปตามสัญชาติญาณ”
“หรือว่านี่คือพลังที่ข้ารู้สึก ตอนที่ได้ ‘กิน’ อาหารเข้าไปจริงๆ” หยางซวนกล่าวสรุปความคิดของตัวเอง
สองพี่น้องพลันได้ยินก็มีใบหน้าตกตะลึงขึ้นมาอีกแล้ว ั้แ่ที่ได้พบเจอท่านอาจารย์เพียงแค่วันสองวัน นี่พวกเขาพบเจอกับเื่น่าตื่นตะลึงมากี่ครั้งกันแล้วเนี่ย แม้แต่พวกเขาเองก็นับกันไม่ถูก
จากความใ มาเป็ความสงสัย... ตอนหลังจึงได้แปรเปลี่ยนมาเป็ความตื่นเต้น
“นี่มันยอดเยี่ยมไปเลยท่านอาจารย์” เป็หลิวหย่งเฉินที่โพล่งขึ้นมา
“นั่นสิ ท่านอาจารย์ เกิดมาข้าไม่เคยได้ยินเื่อะไรแบบนี้มาก่อนเลย ิญญาที่ไหนสามารถจับต้องสิ่งของได้กัน” หลิวเหมยลี่เองก็ตื่นเต้นขึ้นมาด้วย
หากเป็ผู้ใหญ่แล้วอาจจะมีความรู้สึกกลัว แต่นี่คือความมหัศจรรย์ในหัวใจของผู้ที่ยังเป็เด็ก พวกเขามักชอบเื่ราวการผจญภัย ชอบเื่ราวที่น่าตื่นเต้น น่าอัศจรรย์ใจ ถึงแม้ว่าเื่เ่าั้จะเป็เพียงเื่เพ้อฝันหรือเกินจริง พวกเขาเฝ้าใฝ่ฝันว่าสิ่งหลายๆอย่างที่พวกเขาเคยนึกเคยฝันกันไว้ หากกลายมาเป็เื่จริงได้มันจะดีสักแค่ไหน
นี่คือความแตกต่างระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่...
...จินตนาการ!
ผู้ใหญ่ยึดติดกับความเป็จริง...ในขณะที่เด็กๆยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ...ความฝัน...และความหวัง
นี่จึงทำให้เด็กๆสามารถกล้าแสดงออกหรือกล้าทำในหลายๆเื่ที่ผู้ใหญ่ไม่คาดคิด เพราะหัวใจของพวกเขาไม่มีโซ่ล่ามที่จะมาพันธการความฝัน ไม่มีกำแพงแห่งความเป็จริงที่จะมาตีกรอบแห่งจินตนาการของพวกเขา
หากแต่ในความเป็จริง มิใช่เด็กทุกคนจะสามารถพานพบกับผู้ที่จะมาปลดปล่อยจินตนาการของพวกเขาออกมาได้...จนกระทั่งพวกเขาโตขึ้นและกลายเป็เหมือนผู้ใหญ่คนอื่นๆทั่วไป ที่ยอมรับในความเป็จริง
ทว่าไม่ใช่กับเด็กสองคนนี้
พวกเขาต่างออกไป เวลานี้พวกเขาได้พานพบกับดวงิญญาที่มีชื่อว่า ‘หยางซวน’
ดวงิญญาที่อ้างว่าตัวเองเป็มือขวาของท่านเทพ
ดวงิญญาที่อ้างว่าตัวเองเป็ผู้พิทักษ์ตำรับอาหาร
ดวงิญญาที่สามารถกินอาหารให้หายลงไปในท้องได้จริงๆ
ดวงิญญาที่สามารถเขกกบาลพวกเขาดังโป๊ก และรู้สึกเจ็บได้จริงๆ
แววตาของเด็กทั้งสองคนในยามนี้มีประกายแห่งความตื่นเต้น ร่างกายสั่นเทิ้มโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจหอบถี่ ขนลุกเกรียว ความรู้สึกของพวกเขาในยามนี้ราวกับได้พบกับสมบัติวิเศษหนึ่งเดียวในโลก
อีกทั้งยังเป็สมบัติที่มีชีวิตจิตใจอีกด้วย
นี่มันช่างเป็เื่ที่คาดไม่ถึงจริงๆ
เด็กทั้งสองคิดในใจว่าั้แ่วินาทีที่ได้พบเจอกับท่านอาจารย์ ชีวิตของพวกเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
หยางซวนเองก็ตะลึงงันไปกับปฏิกิริยาของพวกเด็กๆ คราแรกที่เจอเขา พวกเด็กใกลัวจนลนลานกันมาก ทว่านั่นก็เป็เื่ปกติที่คาดเดาได้
ทว่าเวลานี้เด็กทั้งสองกลับมองมาที่เขาอย่างปราศจากความกลัว อีกทั้งในแววตายังเปล่งประกาย
คล้ายราวกับว่าได้ของเล่นชิ้นใหม่
“นี่พวกเ้าไม่กลัวข้าเหรอ” ในที่สุดหยางซวนก็เอ่ยถามความสงสัยของตนออกไป
“กลัวท่านเื่อะไรกันท่านอาจารย์” หลิวหย่งเฉินถามกลับไป
“ก็กลัวที่ข้าเป็เพียงร่างิญญา.............."
" เอ่อ....เป็ผี! ” เนิ่นนานกว่าหยางซวนจะกลั้นใจเอ่ยคำนี้ออกมาได้
“ข้าเป็ผี...แต่สามารถจับต้องสิ่งของได้ด้วย”
คำว่า ‘เป็ผี’ นี้หยางซวนมิค่อยจะอยากยอมรับอยากจะเอ่ยออกมาเท่าไหร่นัก แต่เพื่อเพิ่มน้ำหนักของความน่าหวาดกลัวลงไป เขาจึงกัดฟันพูดออกมา
“ท่านมีรูปร่างน่าเกลียดเหรอ ท่านอาจารย์”
“เอ่อ...ข้าไม่ ข้ายังคิดว่าตัวเองหล่อเหลาเอาการเสียด้วยซ้ำ”
“ท่านเป็ผีที่ชอบกินคนเหรอ ท่านอาจารย์”
“นั่นก็ไม่ ข้าชอบกินแต่อาหาร ยิ่งของกินที่อร่อยยิ่งชอบ”
“แล้วท่านเป็ผีที่ชอบหลอกหลอนผู้คนเหรอ ท่านอาจารย์”
“อันที่จริงนั่นก็ยังไม่เคย แต่ไม่ใช่ว่าข้าจะทำไม่ได้นะ”
ว่าแล้วหยางซวนก็ยกมือสองข้างขึ้น พร้อมแลบลิ้นพร้อมส่งเสียง “แฮ่” ออกมา
ทว่านอกจากพวกเด็กจะไม่กลัวแล้ว ยังหัวเราะขำออกมาเสียด้วย
“โอ๊ย สารรูปอย่างนี้จะไปหลอกใครเขาได้ ไม่มีความน่ากลัวเลยแม้แต่นิดเดียว” หลิวเหมยลี่กลั้นขำแล้วพูดออกมา
“ท่านอาจารย์ ท่านหันมามองข้านี่”
ทันใดนั้นหลิวเหมยลี่ก็หันไปด้านข้างไม่ให้หยางซวนมองเห็นใบหน้าเธอ จากนั้นจึงหันกลับมาจ้องหยางซวนพร้อมกับทำตาเหลือกไป้า ทำให้เห็นเพียงั์ตาที่เป็สีขาวโพลนทั้งสองข้าง
“เฮ้ย! ผีหลอก” หยางซวนใสะดุ้งโหยง จนแทบจะะโลุกขึ้นจากเก้าอี้เลยทีเดียว
ทว่า จู่ๆก็มีเสียงที่ทุกคนคาดไม่ถึง ดังขึ้นมา
“ผี?”
“อยู่ไหน? ที่ไหนมีผี? ”
“ข้าได้ยินใคระโว่าผีหลอก”
รอบข้างเกิดเหตุการณ์อลหม่านไปชั่วครู่ หลังจากที่ทุกคนหันซ้ายหันขวาเหลียวมองไปรอบด้านแล้วก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอันใด เสียงก็ค่อยๆสงบลงและทุกคนก็หันกลับไปทำกิจกรรมเดิมของแต่ละคนต่อ
มีเพียงหนึ่งิญญากับอีกสองเด็กเท่านั้น ที่มีปฏิกิริยาต่างออกไปจากคนอื่น
“พวกเขาได้ยินข้า”
“พวกเขาได้ยินเสียงท่านอาจารย์”
ทั้งสามคนใไม่แพ้กัน หยางซวนไม่คาดคิดว่าเสียงของเขาที่มีเพียงเด็กสองคนนี้เท่านั้นถึงจะได้ยิน เวลานี้กลับพบว่าเมื่อสักครู่นี้เสียงของเขาคนอื่นกลับได้ยินกันหมดทุกคน
ทำให้เื่ที่หลิวเหมยลี่แกล้งปลิ้นตาหลอกเขาเมื่อสักครู่ ยังไม่ทันถูกคาดโทษอันใด เื่นี้ก็พลันถูกลืมไปในพริบตา
“นี่มัน...."
"เหลือเชื่อ!” หยางซวนพูดออกมาด้วยความตื่นเต้น
“พวกเขาได้ยินเสียงท่านอาจารย์ด้วย”
“นั่นสิ เป็ไปได้ยังไง”
“ก่อนหน้านี้ท่านก็เขกลงมาบนหัวข้าได้ มาคราวนี้ท่านก็ะโให้ทุกคนได้ยินเสียงได้” หลิวหย่งเฉินเริ่มเอ่ยความคิดของตนเองขึ้นมา
“หรือว่า...” ทั้งสามเกือบจะคิดได้พร้อมๆกัน และตอบออกมาเกือบจะพร้อมกัน
“เป็เพราะ....อารมณ์!”
“ต้องใช่แน่ๆ” หลิวเหมยลี่กล่าวขึ้นมาบ้าง
หยางซวนเริ่มนึกลำดับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ “ครั้งแรกข้าเขกหัวหลิวหย่งเฉินได้ เป็เพราะข้าโมโห”
“ครั้งที่สองข้าร้องะโออกไป เป็เพราะข้าใที่โดนหลิวเหมยลี่ทำหน้าผีตาขาวมาหลอกใส่ข้า”
“เป็ไปได้หรือไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ข้ามีอารมณ์พุ่งขึ้นสูงถึงจุดหนึ่ง ก็สามารถมีตัวตนขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็น้ำเสียงหรือการัั” หยางซวนกล่าวถึงข้อสรุปที่เขาคิดว่าน่าจะมีความเป็ไปได้มากที่สุด ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย
“ข้าคิดว่าหลังจากนี้ท่านต้องระวังตัวให้มากแล้วท่านอาจารย์ ท่านห้ามโมโหง่ายอีกเด็ดขาดเลยนะ” หลิวเหมยลี่กล่าวด้วยความเป็ห่วง
“จริงด้วยท่านอาจารย์ หลังจากนี้หากข้าพูดอะไรออกไป ท่านก็ห้ามโมโหจนมาทุบตีข้าอีกนะ” หลิวหย่งเฉินรีบพูดดักคอไว้ก่อน เขาพยายามยกเื่นี้มาอ้างเพราะกลัวพูดอะไรออกไปแล้วจะโดนท่านอาจารย์เพ่นกบาลเข้าให้อีก
“อ้ายเด็กคนนี้นี่....ในหัวเ้าตอนนี้กำลังนึกคำพูดอะไรมาว่าข้าอีกแล้วใช่หรือไม่” หยางซวนทำท่าเตรียมจะเขกกะโหลกหลิวหย่งเฉินอีกครั้งหนึ่ง
“ข้าเปล่าสักหน่อย อ๊ะๆๆ ไม่ได้นะท่านอาจารย์ ท่านห้ามโมโหนะไม่งั้นประเดี๋ยวเสียงจะเล็ดลอดหลุดออกไปอีก” หลิวหย่งเฉินสบโอกาส ทำหน้าเ้าเล่ห์ แล้วรีบใช้จังหวะนี้มาพูดห้ามปรามอาจารย์ให้ใจเย็นๆ
หยางซวนได้ยินก็รีบระงับอารมณ์ทันที แม้ใจจะอยากเขกหัวลูกศิษย์คนนี้อีกสักที แต่ก็กลัวจะเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้นอีกจึงหักห้ามใจลง
“ข้าค่อยเขกหัวเ้าอีกทีตอนกลับไปถึงบ้านก็ได้ หึหึ” หยางซวนพูดอยู่ในใจพลางทำสีหน้าเย็นเยียบ
“ทำไมพอเห็นสีหน้าอาจารย์ จู่ๆข้าก็เกิดขนลุกขึ้นมาได้” หลิวหย่งเฉินจู่ๆก็มีคำพูดนี้ผุดขึ้นมาในหัว หลังจากสบสายตากับหยางซวน
หลังจากนั้นทุกคนจึงก้มหน้าก้มตากินซาลาเปาไส้เนื้อที่เหลืออยู่จนหมด รวมถึงหยางซวนด้วยที่ถึงแม้จะไม่เต็มใจนัก แต่ก็ก้มหน้าชิดกับจานแล้วค่อยๆยกซาลาเปาขึ้นมาเพียงเล็กน้อยอย่างช้าๆ โดยไม่ลืมที่จะหันซ้ายมองขวาก่อนว่ามีใครมองมาทางนี้หรือเปล่า ก่อนที่จะกัดลงไป
เมื่อกินซาลาเปากันจนหมด เด็กๆก็ดื่มชากันเป็ที่เรียบร้อย จากนั่นจึงได้เรียกเสี่ยวเอ้อมาคิดเงิน
“ซาลาเปาไส้เนื้อลูกละ 4 อีแปะ ทั้งหมดก็ 16 อีแปะ” เสี่ยวเอ้อเอ่ยขึ้น
“หมั่นโถวแค่ลูกละ 1 อีแปะ ซาลาเปาไส้เนื้อนับว่าราคาแพงกว่ากันเยอะมาก” หลิวเหมยลี่เอ่ยขึ้นลอยๆ
“หมั่นโถวมีแต่แป้งนี่นา จะนำมาเทียบกันได้อย่างไร ซาลาเปาร้านข้านับว่าอร่อยที่สุดในย่านนี้แล้วนา” เสี่ยวเอ้อเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
ทั้งสามคนหันไปมองรอบด้านแล้วก็ต้องยอมรับว่าอาจจะจริงดังที่ชายคนนี้กล่าวอ้าง ตลอดเวลาที่นั่งกินกันก็ได้ยินแต่คนสั่งซาลาเปาไส้เนื้อกันทั้งนั้น
ถึงแม้หยางซวนจะคิดว่าซาลาเปาไส้เนื้อนั้นรสชาติไม่ถึงกับเลวร้าย แต่ก็รู้สึกว่ามีไส้น้อยไปหน่อย ปริมาณเนื้อหากให้เขาเทียบตามความรู้สึกน่าจะมีราวๆแค่ 2 ใน 10 ส่วนเห็นจะได้ ความรู้สึกต่างไปจากสมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่โลกเดิม ตอนนั้นร้านอาหารดังๆที่เขาไปชิมต่างก็พยายามโอ้อวดถึงความมีไส้เยอะๆกันทั้งนั้น
คิดได้ดังนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมาในหัว “ใช่แล้ว! ข้านึกออกแล้ว”
“ก่อนที่ข้าจะให้พวกเด็กๆทำอาหารที่ไม่เคยมีใครเห็นออกมา ข้าควรจะประยุกต์อาหารที่มีกันอยู่แล้วในรูปแบบที่ต่างออกไปเสียก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อไม่ให้เกิดการมีชื่อเสียงโด่งดังเกินไป อันจะนำภัยมาสู่ตัวได้”
การทำอาหารยุคสมัยใหม่ออกมาขายสำหรับหยางซวนนั้นนับว่าเป็เื่ง่าย หากแต่เขาก็เข้าใจในสัจธรรมของโลก การมีชื่อเสียงโด่งดังรวดเร็วเกินไปนั้นไม่ดี สมัยที่เขาเป็นักรีวิวใหม่ๆ่ที่กำลังเริ่มมีชื่อเสียงนั้น เขาคิดแต่เพียงว่าจะทำยังไงให้ตัวเองโด่งดังเร็วที่สุด เพื่อจะได้มีงานเข้ามามากๆ ได้กินของอร่อยแถมได้เงินเยอะๆ
จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่เขาโด่งดังเร็วเกินไป จนร้านอาหารบางร้านยกเลิกนักรีวิวบางคนที่นัดไว้ก่อนแล้ว นักรีวิวคนนั้นมารู้ทีหลังว่าเป็หยางซวนที่มาแทนตนจึงเกิดความคับแค้น หลังจากนั้นก็มีโทรศัพท์มาข่มขู่จนทำให้เขาต้องปฏิเสธการรับงานไปหลายราย
ดังนั้นแผนการของเขาคือ จะให้พวกเด็กค่อยๆขยายกิจการไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่มีกำลังเข้มแข็งมากพอที่จะปกป้องตัวเองได้ เวลานั้นเขาจะทำกิจการอะไรใหญ่โตอลังการแค่ไหน ก็คงยากที่จะมีใครมารังแกได้อีก
“ข้าจะเริ่มจากการทำ....ซาลาเปาไส้ทะลัก”