บทที่ 7 ขอให้ท่านออกจากสำนักหยก์เถิด!
เฉินชิงหยวนผู้นั่งอยู่ในห้องเรือได้ยินคำพูดเหล่านี้ เขาจึงผลักประตูออกมา เห็นชายหนุ่มในชุดสีม่วงยืนอยู่กลางอากาศ
“ที่แท้ก็เ้าหนอนน้อย ไม่ได้พบกันนานแล้วนะ!”
เฉินชิงหยวนยิ้มมุมปาก สวมชุดยาวสีอ่อน ยืนกอดอกด้วยท่าทางสุภาพอ่อนโยน
“เ้า!” ชายหนุ่มชุดสีม่วงชื่อเซี่ยหนานจงเป็คนเผ่าอสรพิษ เป็ผู้ที่เคยพ่ายแพ้ให้แก่เฉินชิงหยวน “เฉินชิงหยวน เ้ายังเป็คนที่ไม่น่าชอบใจเหมือนเดิม”
เมื่อครู่เห็นเรือิญญาของสำนักเสวียนชิงแล่นเข้ามา เซี่ยหนานจงเลยมาดูสักหน่อย แต่กลับพบเฉินชิงหยวน เขาจึงเดินมาโดยไม่ลังเล
“เ้าก็ไม่ใช่คนน่าชอบใจเช่นกัน!” เฉินชิงหยวนแขวะกลับไป ได้ยินดังนั้นเซี่ยหนานจงก็โมโห แต่พอคิดอีกทีตัวเองก็ไม่ใช่คนหยาบคาย เลยกลืนคำด่ากลับไป
อย่างไรก็ตาม คำพูดของเฉินชิงหยวนมีกลิ่นอายของการด่าทอ ทำให้เซี่ยหนานจงโกรธจนหายใจถี่ “ฮึ่ม!”
เมื่อกว่าร้อยปีก่อน เซี่ยหนานจงกับเฉินชิงหยวนเกิดข้อพิพาทกัน ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือด หลังจากศึกครั้งนั้น เฉินชิงหยวนได้ตั้งชื่อเล่นให้เซี่ยหนานจงว่า 'หนอนน้อย' ทำให้หลายคนหัวเราะ
เซี่ยหนานจงแพ้ให้เฉินชิงหยวน ไม่มีแรงโต้แย้ง ทำได้แต่ยอมรับความพ่ายแพ้
“ท่านไม่รู้หรือว่างานแต่งระหว่างสองสำนักนี้จัดขึ้นระหว่างผู้ใด?”
เซี่ยหนานจงกลั้นโทสะไว้เล็กน้อย ไม่อยากเสียมารยาทกับเฉินชิงหยวน
“รู้” เฉินชิงหยวนท่าทางเฉยเมย
“รู้! แต่เ้ายังมา ช่างเป็คนดีจริง ๆ นะ” เซี่ยหนานจงชูนิ้วโป้งให้เฉินชิงหยวน สามส่วนชื่นชม เจ็ดส่วนเยาะเย้ย
“ปีนั้นเ้าโด่งดังเป็เลิศ ฉินอวี้ถังผู้สืบทอดสำนักหยก์โกรธเ้ามิน้อย ตอนนี้ฉินอวี้ถังจะแต่งงานกับไป๋ซีเสวี่ย เ้ามาถึงที่นี่ ไม่ใช่หาความอับอายใ่ส่ตัวหรอกหรือ?”
“เ้าหนอนน้อย นี่เ้ากำลังห่วงข้าอยู่หรือ?” เฉินชิงหยวนพูดด้วยสีหน้าเหมือนยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม
“ข้าจะไปห่วงเ้าได้อย่างไร ฝันไปเถอะ!” เซี่ยหนานจงไม่ชอบฉายานี้สักเท่าไรแต่พอมันหลุดออกมาจากปากของเฉินชิงหยวน เขากลับไม่ได้โกรธมากนัก
“ข้าขอเตือนเ้าหนึ่งอย่าง ตอนนี้เ้ากลายเป็คนไร้ค่าแล้ว อยู่ในสำนักเสวียนชิงจะปลอดภัยที่สุด”
“ขอบคุณที่เตือน” เฉินชิงหยวนไม่ได้ใส่ใจ
“ข้าอย่างมากก็แค่เยาะเย้ยเ้าสองสามคำ คนอื่นไม่แน่”
พูดจบประโยคนี้ เซี่ยหนานจงก็หมดความสนใจ หันหลังจากไป
หลังจากพบกันครั้งนี้ เซี่ยหนานจงก็ยืนยันกับตนเองจนแน่ใจแล้วว่าเฉินชิงหยวนกลายเป็คนไร้ค่าจริง ๆ จึงกลายเป็รู้สึกดีใจเล็กน้อย แต่ก็อดคิดไม่ได้
เดินไปได้ระยะหนึ่ง เซี่ยหนานจงหันหลังกลับมามองทางของเฉินชิงหยวนอีกครั้ง พลางถอนหายใจเบา ๆ “ทั้งที่เก่งกล้าถึงเพียงนั้น น่าเสียดายจริง ๆ!”
ใน่เวลาสั้น ๆ ไม่กี่วัน ข่าวที่ว่าเฉินชิงหยวนมาถึงสำนักหยก์ก็แพร่ไปถึงหูของคนจำนวนมาก เหล่าศิษย์ต่างสำนักพากันมองเรือิญญาของสำนักเสวียนชิงอย่างไกล ๆ พลางพูดคุยกันเบา ๆ
“เฉินชิงหยวน ในแดนต้องห้ามเทียนหยวนมีอันใดน่าสนใจบ้าง? เ้าได้อะไรมาจากเทียนหยวนบ้าง?” ชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดดำถามเขาพลางทำท่าทีเหนือกว่า
“เกี่ยวอะไรกับเ้า?”
เฉินชิงหยวนมองชายหนุ่มในชุดดำปราดหนึ่ง ในหัวคิดขึ้นมาว่าเขาไม่รู้จักคนคนนี้ คาดว่าน่าจะเป็คนที่มีชื่อเสียงโด่งดังใน่ร้อยปีหลังมานี้
“ในอดีต ผู้มีขอบเขตเทวะผกผัน และขอบเขตเอกกะมากมายต่างตกตายที่แดนต้องห้ามเทียนหยวน เ้าเป็เพียงผู้บำเพ็ญขอบเขติญญาจุติ แล้วจะมีชีวิตรอดออกมาได้อย่างไร”
ชายหนุ่มชุดดำไม่ยอมปล่อยให้เฉินชิงหยวนไปง่าย ๆ คล้ายไม่ได้ใส่ใจต่อท่าทีของเฉินชิงหยวนเลยแม้แต่น้อย
“หากเป็เมื่อร้อยปีก่อน เ้าต้องถูกข้าตบจนกระเด็นไปติดผนังแน่” เฉินชิงหยวนะโด้วยน้ำเสียงตำหนิ
“ฮึ่ม! ตอนนี้เ้าก็ได้แต่พูดถึงความรุ่งโรจน์ในอดีตเท่านั้นแหละ”
หนุ่มชุดดำเคยได้ยินถึงผลงานการต่อสู้ของเฉินชิงหยวนมาก่อน รู้ดีว่าตนเองสู้ไม่ได้ แต่วันนี้ไม่เหมือนในอดีต เฉินชิงหยวนกลายเป็คนไร้ค่าไปแล้ว ไม่จำเป็ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป
เฉินชิงหยวนยิ้มแต่ไม่พูดอะไร การพูดคุยกับคนโง่ประเภทนี้ถือเป็การเสียเวลาโดยแท้
ดังนั้น เฉินชิงหยวนจึงนั่งอยู่ที่หัวเรือ จิบชาหอม ชื่นชมทิวทัศน์รอบด้าน ไม่สนใจหนุ่มชุดดำที่พูดพล่ามไม่หยุดปากเลย
จริง ๆ แล้วมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากรู้ว่าเฉินชิงหยวนมีชีวิตรอดออกมาได้อย่างไร หรือพยายามสอบถามความลับบางอย่างเกี่ยวกับแดนต้องห้ามจากปากของเฉินชิงหยวน เผื่อว่าจะได้ใช้ประโยชน์ในอนาคต
เพราะเหตุผลของสำนักเสวียนชิง ผู้บำเพ็ญฝ่ายต่าง ๆ จึงไม่ได้ใช้วิธีการที่รุนแรงกับเฉินชิงหยวน
สิ่งที่ทำให้ทุกคนสงสัยคือเฉินชิงหยวนบอกว่าตนเองแกล้งตายเพื่อหนีรอด แต่ใช้วิธีอะไรจึงสามารถมีชีวิตอยู่ในเขตหวงห้ามได้นานกว่าร้อยปี
หากได้วิธีนี้มา ก็จะสามารถเข้าไปในแดนต้องห้ามเทียนหยวน เพื่อแสวงหาโอกาสได้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถึงวันที่สองสำนักจะร่วมพิธีแต่งงาน
วันนี้กลุ่มผู้าุโและศิษย์ของตำหนักบูรพาสุขมาถึงที่นี่ เตรียมตัวเข้าร่วมพิธี เ้าสาวไป๋ซีเสวียยังไม่ปรากฏตัว ต้องรอจนถึงวันพิธีแต่งงานอย่างเป็ทางการจึงจะมาปรากฏตัว
ผู้าุโของตำหนักบูรพาสุขก็คืออาจารย์ของไป๋ซีเสวีย เหยาซู่ซู่
เหยาซู่ซู่สวมชุดผ้าสีอ่อนเรียบง่าย เอวคาดด้วยผ้าไหมสีขาวหิมะ มวยผมด้วยปิ่นหยก มือทั้งสองข้างวางเบา ๆ ไว้ทางด้านหน้า ดูสง่างามเป็กุลสตรีโบราณ มีบุคลิกลักษณะที่ดีเยี่ยม
“หือ!” เหยาซู่ซู่ได้ยินบทสนทนารอบด้าน จึงหันไปมองอีกด้านหนึ่ง สายตาจับจ้องไปยังเฉินชิงหยวนที่อยู่ห่างออกไปพันลี้ แล้วก็หยุดฝีเท้าลง
หลังจากลังเลใจครู่หนึ่ง เหยาซู่ซู่ก็ตัดสินใจเดินไปดู โดยมีผู้ติดตามนับร้อย
“ผู้าุโเฉินมาที่นี่ได้อย่างไร?”
เหยาซู่ซู่ค่อนข้างสุภาพต่อเฉินชิงหยวน เพราะตอนนี้อยู่ต่อหน้าคนนับร้อย
“ยินดีด้วย” เฉินชิงหยวนนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม เงยหน้าขึ้นมองปราดหนึ่ง ผู้คนจากตำหนักบูรพาสุขรู้สึกว่าเฉินชิงหยวนไร้มารยาทมาก อยากจะต่อว่า แต่ก็ถูกเหยาซู่ซู่ห้ามไว้
สิ่งที่เหยาซู่ซู่ใส่ใจคือเฉินชิงหยวนมาที่นี่ทำไม เพื่อมารบกวนการแต่งงานระหว่างสองนิกายหรือ? นางจึงถามว่า “ท่านแค่มาแสดงความยินดีเท่านั้นหรือ?”
“แน่นอน งานนี้ข้าได้เตรียมของขวัญมาเป็พิเศษด้วย”
เฉินชิงหยวนนึกถึงร่มขาวในกำไลหยก แม้จะทำร้ายผู้อื่นบ้าง แต่ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายต่อทั้งสองนิกาย อีกอย่างนี่ไม่ใช่ความตั้งใจของเฉินชิงหยวนแต่เป็เพราะจำใจต่างหาก
“ของขวัญอะไรหรือ?”
เหยาซู่ซู่รู้สึกหนักใจ มีความรู้สึกกระวนกระวายอย่างประหลาด
“ในเมื่อเป็ของขวัญ ย่อมบอกท่านไม่ได้อยู่แล้ว”
หากเป็แต่ก่อน เฉินชิงหยวนคงไว้หน้าเหยาซู่ซู่บ้าง แต่ตอนนี้เขาไม่ถือว่าเป็เื่สำคัญอะไรอีกต่อไป
“เฉินชิงหยวน หากเ้ากล้ารบกวนการแต่งงานระหว่างสองสำนัก อย่าโทษว่าข้าแห่งตำหนักบูรพาสุขไม่นึกถึงมิตรภาพเก่า”
เมื่อเห็นเฉินชิงหยวนดูถูกนางเช่นนี้ เหยาซู่ซู่ก็ไม่แสร้งทำดีอีกต่อไป นางถอดหน้ากากออกเผยให้เห็นสายตาเ็า
“โอ้?” เฉินชิงหยวนไม่หวั่นเกรงแต่อย่างใด เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “สำนักเสวียนชิงกับตำหนักบูรพาสุขมีมิตรภาพเก่าหรือ?”
“ท่านนี่ช่างน่าสงสารจริง ๆ” คำพูดของเฉินชิงหยวนในสายตาของเหยาซู่ซู่ไม่ใช่อะไรนอกจากการพูดให้ดูดีเพื่อรักษาศักดิ์ศรีเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นด้วยสายตาดูแคลนพลางส่ายหน้าช้า ๆ
“เ้ารู้ชัดเจนว่า ผู้บำเพ็ญมีอายุยืนหมื่นปี แต่คนธรรมดาเต็มที่ก็เพียงร้อยปีเท่านั้น ตอนนี้เ้าเป็คนไร้ค่าแล้ว! ถึงแม้สำนักเสวียนชิงจงจะยืดชีวิตให้เ้าได้ ก็คงอยู่ได้ไม่นานหรอก”
“แล้วไง?” ใบหน้าของเฉินชิงหยวนไม่มีอารมณ์ใด ๆ เลย ราบเรียบดุจน้ำ
“ตอนนี้เ้ากลับไปเถอะ มันจะดีต่อตัวเ้าเองและสำนักเสวียนชิง”
เพื่อความปลอดภัย เหยาซู่ซู่้าไล่เฉินชิงหยวนกลับไป ตราบใดที่เฉินชิงหยวนออกไปจากสำนักหยก์ งานแต่งงานก็จะไม่มีปัญหาแน่นอน
การที่เฉินชิงหยวนอยู่ที่นี่ ก็เหมือนกับะเิเวลา ไม่แน่ว่าจะพูดอะไรที่ไม่เหมาะสมออกมาจนส่งผลกระทบที่มิอาจประเมินค่าก็ได้
“การที่ข้าจะอยู่หรือไป ดูเหมือนจะไม่ใช่เื่ที่ท่านจะตัดสินใจได้นะ!” เฉินชิงหยวนหัวเราะ
“ครั้งนี้เป็การแต่งงานระหว่างตำหนักบูรพาสุขของข้ากับสำนักหยก์ แน่นอนว่าข้ามีสิทธิ์ตัดสินใจ” เมื่อเห็นเฉินชิงหยวนไม่ยอมจากไป เหยาซู่ซู่ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ จึงไปมุ่งเข้าประเด็นไล่แขก
“สำนักเสวียนชิงได้รับคำเชิญจากสำนักหยก์ เดินทางมาไกลเพื่อแสดงความยินดี ท่านจะไล่ข้าไปจริงหรือ?”
‘ทำไมก่อนหน้านี้ไม่รู้ตัวเลยว่าเหยาซู่ซู่ แม่มดแก่คนนี้น่ารังเกียจขนาดไหน’
“ข้าแค่อยากขอให้ผู้าุโเฉินจากไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นกับสำนักเสวียนชิง”
เหยาซู่ซู่ในฐานะที่เป็ผู้าุโหลักของตำหนักบูรพาสุข ย่อมรู้ดีว่าไม่ควรพูดจาพล่อย ๆ นางจึงรีบอธิบายทันที
ผู้คนนับพันนับหมื่นจับจ้องมองภาพเบื้องหน้า หากพูดผิดไปก็ต้องรับผิดชอบ
“ช่างน่าขันนัก!”
ยังไม่ทันที่เฉินชิงหยวนจะเอ่ยปาก ก็มีเสียงโกรธเกรี้ยวดังออกมาจากห้องโดยสารด้านในของเรือิญญา