อ้อมแขนของเขาโอบรัดอยู่รอบร่าง ให้พิงอยู่กับแผงอกที่เป็เสมือนปราการที่พร้อมจะคุ้มภัยให้ ผ้าผืนบางนั้นนอกจากจะโอบอยู่รอบกายแล้ว ก็ยังคลุมศีรษะไว้ด้วยในท่ามกลางความมืดและความเงียบในถ้ำเล็ก ๆ ตื้น ๆ นั้นที่แบรนดี้รู้สึกหวั่นไหวอยู่กับเรือนร่างของชายชาตรีที่ทาบทับปกป้องเรือนร่างของเธอไว้ ในสภาพที่เป็อยู่ยามนี้มิได้หมายถึงความสนิทสนมคุ้นเคย ความใกล้ชิดที่ประหนึ่งเสียงเต้นของหัวใจสองดวงได้กลายเป็ดวงเดียวแบรนดี้สนใจอยู่แต่เพียงว่า ขณะนี้เขากำลังใช้เรือนกายของเขาปกป้องคุ้มครองเธอไว้เท่านั้น
ฝุ่นทรายละเอียดเริ่มปลิวเข้ามา ซอกซอนเข้าไปในรูจมูกและลำคอ และดูเหมือนมันจะปลิวเข้ามาจากทุกทิศทาง เหมือนถูกซัดสาดด้วยเข็มเล่มเล็ก ๆ นับล้าน และแบรนดี้รู้ดีว่าจิมจะต้องถูกฝุ่นทรายนั้นโหมกระหน่ำมากกว่าเธอ
เสียงคำรนคำรามกึกก้องไปทั่ว อากาศที่เธอหายใจเข้าไปนั้นลวกร้อน และเต็มไปด้วยผงฝุ่น เธออยากจะฉีกผ้าผืนเล็กออก และสูดอากาศที่บริสุทธิ์เข้าไปในปอดบ้าง แต่ทว่าในท่ามกลางพายุที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่นี้ย่อมเป็สิ่งที่เป็ไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด
“ฉัน.... ฉันหายใจไม่ออก”
เธอร้องออกมาด้วยเสียงที่เหมือนสำลัก ซุกใบหน้าอยู่กับซอกคอของเขา
จิมรั้งร่างเธอเข้ามาสู่อ้อมแขนแน่นขึ้น
“อดทนหน่อยเถอะนะ”
เขากระซิบบอกเสียงเครียด
“อีกสักครู่มันจะหยุดแล้ว อดทนอีกหน่อยเถอะ”
แบรนดี้ไม่ยอมให้ตัวเองคิดถึงเื่อื่นใดอีกนอกเสียจากแรงเต้นของหัวใจที่รัวกระหน่ำอยู่ใกล้ศีรษะของเธอ และกับพละกำลังของชายชาตรีที่กระจายออกมาโอบล้อมเธอไว้
่เวลาเพียงไม่กี่นาทีนั้น เปรียบเสมือนชั่วโมงอันยาวนาน เสียงกรีดก้องของพายุโหยหวนไปทั่วกระแทกกระทั้นอยู่กับผืนทรายอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ทั้งความร้อนทั้งเสียง ทั้งฝุ่นละอองที่ลอยขึ้นเป็ลูก ๆ นั้น มันเลวร้ายเสียยิ่งกว่าความฝันร้ายทั้งหลายที่เธอเคยผ่านพบมาในชีวิตนี้ เมื่อจิมพยายามจะรั้งใบหน้าของเธอออกจากปกคอเสื้อแจ๊คเก้ตที่เขาสวมอยู่ เธอก็ต่อต้านไว้ และพยายามจะซุกใบหน้าให้ลึกลงไปกว่าเดิม
“แบรนดี้”
เขาไล้ฝ่ามืออยู่กับเรือนผมสีน้ำผึ้ง
“แบรนดี้ ไม่มีอะไรแล้ว คุณนั่งตามสบายได้แล้ว”
น้ำเสียงของเขาอบอุ่น และอ่อนโยนยิ่งนัก
เมื่อเธอปฏิเสธที่จะทำตามที่เขาบอก จิมก็ดึงมือของเธอที่รัดอยู่รอบเอวของเขาออก ความเงียบในบรรยากาศที่รายล้อมอยู่รอบตัว เหมือนจะทิ่มแทงเข้าไปในสติของเธอ และเมื่อแบรนดี้ลืมตาขึ้นก็พบว่า ดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงสว่างจ้าอยู่เหนือท้องฟ้า ผ้าผืนบางที่ใช้ปกคลุมกายเป็สีดำคล้ำ ด้วยฝุ่นทรายที่จับอยู่อย่างแ่า
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยค่ะ”
แบรนดี้ถอนหายใจเบา ๆ ทรุดตัวลงนั่งราบกับแผ่นอานค่อย ๆ สูดลมหายใจช้า ๆ
จุลภาคเล็ก ๆ ของฝุ่นทรายยังลอยตัวอยู่ในอากาศแต่ก็ลดจำนวนลงมาก เมื่อพายุร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว จิมเองก็เอนร่างพิงผนังหินอยู่เคียงข้างเธอ
“ไม่อยากจะเชื่ออะไรล่ะ”
เขาก้มลงมองดูเธอดวงตาคู่สีดำขลับนั้น แม้จะอ่อนแสงลงแต่ก็ยังแฝงแววเยาะอยู่
“ก็ไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะมีโอกาสสิ้นสุดลงน่ะสิคะ”
แบรนดี้ส่งยิ้มขึ้นไปให้ท้องฟ้าสีครามที่อยู่เหนือศีรษะ
เธอหันหน้ามาทางเขาพร้อมกับส่งยิ้มให้ มีแววบางอย่างผ่านเข้าไปมาในดวงตาสีดำคู่นั้น มันเป็แววลึกลับและบังคับอยู่ในที และแล้ว ปลายนิ้วของเขาก็แตะลงตรงปลายจมูกที่รั้นขึ้นของเธอ และได้เรื่อยไปตามนวลแก้ม มีอะไรบางอย่างในัันั้นที่ทำให้หัวใจของเธอระรวยขึ้น
“ผิวหน้าคุณเหมือนกระดาษทรายอย่างนั้นแหละ”
มุมปากของเขาหยักขึ้นเป็รอยยิ้ม
ละอองเล็ก ๆ นั้นดูเหมือนจะแทรกอยู่ทั่วไปในทุกหนแห่ง
“คุณก็ควรจะได้เห็นหน้าตาของตัวเองด้วย”
เธอบอกเขาด้วยเสียงปนหัวเราะ
เขาเผยอยิ้มออกมา และแล้วก็ละมือจากนวลแก้ม พร้อมกับผลุดลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ยื่นมือไปให้เธอเกาะเพื่อพยุงตัวขึ้น ซึ่งเธอก็วางมือของตัวเองลงในมือของเขาอย่างมิได้ลังเลใจเลย และเขาก็รั้งร่างเธอให้ลุกขึ้นอย่างง่ายดาย
ฝ่ามือของเธอยังอบอุ่นอยู่ในอุ้งมือของเขา ซึ่งแบรนดี้มิได้รู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์แต่อย่างใดเลย แผงอกที่เปรียบเสมือนปราการคุ้มภัยให้กับเธอ เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมานี้อยู่ห่างออกไปแค่คืบ เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมกับกล่าวว่า
“คุณรู้ไหมคะ”
น้ำเสียงที่เอ่ยถามทีเล่นทีจริงอยู่
“ฉันยังไม่ได้ขอบคุณในทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำเพื่อฉันเลยค่ะ ทั้งเมื่อคืนนี้แล้วก็ตอนนี้ด้วย”
“เพราะฉะนั้น ผมก็สมควรจะทวงบุญคุณจากการที่ได้ช่วยชีวิตคุณไว้ ใช่ไหมล่ะ”
จิมถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคู่ดำเข้มเหลือบลงมองเรียวปากของเธอ
ทั้งเขาและเธอได้ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มาอย่างมากมาย ตลอดเวลาที่ไม่ถึง 24 ชั่วโมงนี้ มันมากจนเกินกว่าที่แบรนดี้จะรู้สึกขัดเขิน ดังนั้นเธอจึงเขย่งปลายเท้าขึ้น ขณะที่จิมโอบรั้งรอบคอของเธอไว้ เธอต้องใช้ฝ่ามือยันอยู่กับแผงอกเพื่อช่วยในการทรงตัว
ขณะที่แผงขนตาสีน้ำตาลขยับปิดลงนั้น เธอรู้สึกได้ถึงััจากเคราของเขาก่อน และแล้วก็เป็ความอบอุ่นจากริมฝีปากที่ทาบทับลงมา มันเป็จุมพิตที่หนักแน่น มิได้มีความหวั่นไหวหรือความไม่แน่ใจปรากฏให้ เห็นอยู่เลย เช่นเดียวกันกับบุคลิกลักษณะของเขานั่นเอง
เมื่อเขาถอนริมฝีปากออก แบรนดี้ก็ถึงกับกะพริบตาถี่ ๆ ด้วยความแปลกใจในความรู้สึกผิดหวังที่เกิดขึ้นกับตนเอง เมื่อพบว่าในที่สุดมันก็ถึงกาลยุติลง เธอจ้องลึกลงไปในดวงตาของเขา ซึ่งมีแผงขนตาสีดำหนา ๆ อำพรางอยู่ ความรู้สึกในแววตาคู่นั้นเป็สิ่งที่อ่านออกได้ยาก และแล้วฝ่ามือที่ทาบอยู่กับต้นคอของเธอก็กระชับมั่นขึ้น รั้งร่างเธอเข้าไปหาเขาช้า ๆ
ไม่เป็การจำเป็เลยที่ฝ่ามือของเขาจะต้องรั้งใบหน้าของเธอให้หงายขึ้นเพื่อรอรับจุมพิตจากเขา การเรียกร้องแกมบังคับของริมฝีปากคู่นั้น ได้จดประกายไฟให้พร่างขึ้นทั่วทุกขุมขน ทำให้เรือนร่างของเธออ่อนระทวยลง เหมือนเศษดินที่จะปั่นให้เป็อะไรก็ได้ และเขาก็พาเธอล่องลอยไปด้วยกระแสแห่งจุมพิตนั้น อันเปี่ยมไปด้วยความชำนิชำนาญ
แบรนดี้มีความรู้สึกเหมือนตนเองหมุนคว้างไปในกระแสแห่งไฟพิศวาส เปลวเพลิงอันแรงร้อนลวกลามไปทั่วเรือนกาย ชีพจรเต้นระรัวขึ้นจนดังก้องอยู่ในหู ฝุ่นทรายที่ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้เคลือบอยู่บนเรียวปากของเธอ คล้ายกับมันจะเป็ส่วนหนึ่งภายใต้การควบคุมบังคับของเขาอยู่ กลิ่นกายของเขาก็เป็อีกสิ่งหนึ่งที่หล่อหลอมอารมณ์ของเธอให้มึนเมา ทุกสัดส่วนบนเรือนร่างของเธอในยามนี้ เหมือนจะถูกประทับไว้ด้วยเรือนกายของผู้ชายคนนี้จนหมดสิ้น
และแล้ว อารมณ์รัญจวนที่ถูกปลุกเร้าให้เกิดขึ้นก็ถึงจุดยุติลง เขาค่อย ๆ ถอนริมฝีปากออกจากเรียวปากของเธออย่างสุดแสนเสียดาย แบรนดี้เองก็ถอนหายใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว ซบศีรษะลงกับแผงอกของเขาในขณะที่รวบรวมสติสัมปชัญญะให้กลับคืนมา
ฝ่ามือที่โอบอยู่บน่ไหล่ของเธอในยามนี้อ่อนโยนอย่างประหลาด และมันได้สะท้อนออกจากจุมพิตที่ประทับลงบนศีรษะของเธอ
เธอออกจะแปลกใจที่เขาถอนตัวออกอย่างรวดเร็ว จึงเงยขึ้นมองใบหน้าที่เหมือนไร้ความรู้สึกนั้น และเขาก็ถือเป็โอกาสที่ถอยห่างออกจากเธอโดยสิ้นเชิง
แบรนดี้ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ และแล้วก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยความรู้สึกที่ค่อนข้างจะสับสน
“ทำไมคุณถึงจะต้องเสียใจด้วยล่ะคะ ที่คุณจะจูบฉันน่ะ ฉันยังไม่เห็นรู้สึกอย่างนั้นเลย”
เขาไม่แม้แต่จะเหลือบแลมาทางเธอ จิมโน้มร่างลงหยิบผ้ารองอาน กับอานม้าขึ้นมาถือไว้
“ผมคิดว่าเวลานี้เหตุการณ์มันออกจะเลยไปจากจุดที่พอจะอธิบายได้ง่าย ๆ เสียแล้วละ”
เขาตอบด้วยเสียงห้วน ๆ
“มันเป็ความผิดของผมเอง แต่ขอให้เราพูดกันแค่ที่ว่า ผมคิดว่าวิธีดีที่สุดในเวลานี้ก็คือ ควรจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เสียให้หมดจะดีกว่า”
“ทำไมล่ะคะ”
“เพราะผมไม่อยากจะให้คุณเกิดความเข้าใจในอะไรผิด ๆ น่ะสิ”
เขาสะบัดผ้ารองอานที่ถืออยู่ในมืออย่างไม่ยินดียินร้าย และพาดมันไว้กับอานม้า