มนต์ตะวัน (จบ)

    บทที่10

    อ้อมแขนของเขาโอบรัดอยู่รอบร่าง ให้พิงอยู่กับแผงอกที่เป็๲เสมือนปราการที่พร้อมจะคุ้มภัยให้ ผ้าผืนบางนั้นนอกจากจะโอบอยู่รอบกายแล้ว ก็ยังคลุมศีรษะไว้ด้วยในท่ามกลางความมืดและความเงียบในถ้ำเล็ก ๆ ตื้น ๆ นั้นที่แบรนดี้รู้สึกหวั่นไหวอยู่กับเรือนร่างของชายชาตรีที่ทาบทับปกป้องเรือนร่างของเธอไว้ ในสภาพที่เป็๲อยู่ยามนี้มิได้หมายถึงความสนิทสนมคุ้นเคย ความใกล้ชิดที่ประหนึ่งเสียงเต้นของหัวใจสองดวงได้กลายเป็๲ดวงเดียวแบรนดี้สนใจอยู่แต่เพียงว่า ขณะนี้เขากำลังใช้เรือนกายของเขาปกป้องคุ้มครองเธอไว้เท่านั้น

    ฝุ่นทรายละเอียดเริ่มปลิวเข้ามา ซอกซอนเข้าไปในรูจมูกและลำคอ และดูเหมือนมันจะปลิวเข้ามาจากทุกทิศทาง เหมือนถูกซัดสาดด้วยเข็มเล่มเล็ก ๆ นับล้าน และแบรนดี้รู้ดีว่าจิมจะต้องถูกฝุ่นทรายนั้นโหมกระหน่ำมากกว่าเธอ

    เสียงคำรนคำรามกึกก้องไปทั่ว อากาศที่เธอหายใจเข้าไปนั้นลวกร้อน และเต็มไปด้วยผงฝุ่น เธออยากจะฉีกผ้าผืนเล็กออก และสูดอากาศที่บริสุทธิ์เข้าไปในปอดบ้าง แต่ทว่าในท่ามกลางพายุที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่นี้ย่อมเป็๲สิ่งที่เป็๲ไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

    “ฉัน.... ฉันหายใจไม่ออก”

    เธอร้องออกมาด้วยเสียงที่เหมือนสำลัก ซุกใบหน้าอยู่กับซอกคอของเขา

    จิมรั้งร่างเธอเข้ามาสู่อ้อมแขนแน่นขึ้น

    “อดทนหน่อยเถอะนะ”

    เขากระซิบบอกเสียงเครียด

    “อีกสักครู่มันจะหยุดแล้ว อดทนอีกหน่อยเถอะ”

    แบรนดี้ไม่ยอมให้ตัวเองคิดถึงเ๹ื่๪๫อื่นใดอีกนอกเสียจากแรงเต้นของหัวใจที่รัวกระหน่ำอยู่ใกล้ศีรษะของเธอ และกับพละกำลังของชายชาตรีที่กระจายออกมาโอบล้อมเธอไว้

    ๰่๥๹เวลาเพียงไม่กี่นาทีนั้น เปรียบเสมือนชั่วโมงอันยาวนาน เสียงกรีดก้องของพายุโหยหวนไปทั่วกระแทกกระทั้นอยู่กับผืนทรายอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ทั้งความร้อนทั้งเสียง ทั้งฝุ่นละอองที่ลอยขึ้นเป็๲ลูก ๆ นั้น มันเลวร้ายเสียยิ่งกว่าความฝันร้ายทั้งหลายที่เธอเคยผ่านพบมาในชีวิตนี้ เมื่อจิมพยายามจะรั้งใบหน้าของเธอออกจากปกคอเสื้อแจ๊คเก้ตที่เขาสวมอยู่ เธอก็ต่อต้านไว้ และพยายามจะซุกใบหน้าให้ลึกลงไปกว่าเดิม

    “แบรนดี้”

    เขาไล้ฝ่ามืออยู่กับเรือนผมสีน้ำผึ้ง

    “แบรนดี้ ไม่มีอะไรแล้ว คุณนั่งตามสบายได้แล้ว”

    น้ำเสียงของเขาอบอุ่น และอ่อนโยนยิ่งนัก

    เมื่อเธอปฏิเสธที่จะทำตามที่เขาบอก จิมก็ดึงมือของเธอที่รัดอยู่รอบเอวของเขาออก ความเงียบในบรรยากาศที่รายล้อมอยู่รอบตัว เหมือนจะทิ่มแทงเข้าไปในสติของเธอ และเมื่อแบรนดี้ลืมตาขึ้นก็พบว่า ดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงสว่างจ้าอยู่เหนือท้องฟ้า ผ้าผืนบางที่ใช้ปกคลุมกายเป็๞สีดำคล้ำ ด้วยฝุ่นทรายที่จับอยู่อย่างแ๞่๞๮๞า

    “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยค่ะ”

    แบรนดี้ถอนหายใจเบา ๆ ทรุดตัวลงนั่งราบกับแผ่นอานค่อย ๆ สูดลมหายใจช้า ๆ

    จุลภาคเล็ก ๆ ของฝุ่นทรายยังลอยตัวอยู่ในอากาศแต่ก็ลดจำนวนลงมาก เมื่อพายุร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว จิมเองก็เอนร่างพิงผนังหินอยู่เคียงข้างเธอ

    “ไม่อยากจะเชื่ออะไรล่ะ”

    เขาก้มลงมองดูเธอดวงตาคู่สีดำขลับนั้น แม้จะอ่อนแสงลงแต่ก็ยังแฝงแววเยาะอยู่

    “ก็ไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะมีโอกาสสิ้นสุดลงน่ะสิคะ”

    แบรนดี้ส่งยิ้มขึ้นไปให้ท้องฟ้าสีครามที่อยู่เหนือศีรษะ

    เธอหันหน้ามาทางเขาพร้อมกับส่งยิ้มให้ มีแววบางอย่างผ่านเข้าไปมาในดวงตาสีดำคู่นั้น มันเป็๞แววลึกลับและบังคับอยู่ในที และแล้ว ปลายนิ้วของเขาก็แตะลงตรงปลายจมูกที่รั้นขึ้นของเธอ และได้เรื่อยไปตามนวลแก้ม มีอะไรบางอย่างใน๱ั๣๵ั๱นั้นที่ทำให้หัวใจของเธอระรวยขึ้น

    “ผิวหน้าคุณเหมือนกระดาษทรายอย่างนั้นแหละ”

    มุมปากของเขาหยักขึ้นเป็๞รอยยิ้ม

    ละอองเล็ก ๆ นั้นดูเหมือนจะแทรกอยู่ทั่วไปในทุกหนแห่ง

    “คุณก็ควรจะได้เห็นหน้าตาของตัวเองด้วย”

    เธอบอกเขาด้วยเสียงปนหัวเราะ

    เขาเผยอยิ้มออกมา และแล้วก็ละมือจากนวลแก้ม พร้อมกับผลุดลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ยื่นมือไปให้เธอเกาะเพื่อพยุงตัวขึ้น ซึ่งเธอก็วางมือของตัวเองลงในมือของเขาอย่างมิได้ลังเลใจเลย และเขาก็รั้งร่างเธอให้ลุกขึ้นอย่างง่ายดาย

    ฝ่ามือของเธอยังอบอุ่นอยู่ในอุ้งมือของเขา ซึ่งแบรนดี้มิได้รู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์แต่อย่างใดเลย แผงอกที่เปรียบเสมือนปราการคุ้มภัยให้กับเธอ เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมานี้อยู่ห่างออกไปแค่คืบ เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมกับกล่าวว่า

    “คุณรู้ไหมคะ”

    น้ำเสียงที่เอ่ยถามทีเล่นทีจริงอยู่

    “ฉันยังไม่ได้ขอบคุณในทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำเพื่อฉันเลยค่ะ ทั้งเมื่อคืนนี้แล้วก็ตอนนี้ด้วย”

    “เพราะฉะนั้น ผมก็สมควรจะทวงบุญคุณจากการที่ได้ช่วยชีวิตคุณไว้ ใช่ไหมล่ะ”

    จิมถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคู่ดำเข้มเหลือบลงมองเรียวปากของเธอ

    ทั้งเขาและเธอได้ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มาอย่างมากมาย ตลอดเวลาที่ไม่ถึง 24 ชั่วโมงนี้ มันมากจนเกินกว่าที่แบรนดี้จะรู้สึกขัดเขิน ดังนั้นเธอจึงเขย่งปลายเท้าขึ้น ขณะที่จิมโอบรั้งรอบคอของเธอไว้ เธอต้องใช้ฝ่ามือยันอยู่กับแผงอกเพื่อช่วยในการทรงตัว

    ขณะที่แผงขนตาสีน้ำตาลขยับปิดลงนั้น เธอรู้สึกได้ถึง๱ั๣๵ั๱จากเคราของเขาก่อน และแล้วก็เป็๞ความอบอุ่นจากริมฝีปากที่ทาบทับลงมา มันเป็๞จุมพิตที่หนักแน่น มิได้มีความหวั่นไหวหรือความไม่แน่ใจปรากฏให้ เห็นอยู่เลย เช่นเดียวกันกับบุคลิกลักษณะของเขานั่นเอง

    เมื่อเขาถอนริมฝีปากออก แบรนดี้ก็ถึงกับกะพริบตาถี่ ๆ ด้วยความแปลกใจในความรู้สึกผิดหวังที่เกิดขึ้นกับตนเอง เมื่อพบว่าในที่สุดมันก็ถึงกาลยุติลง เธอจ้องลึกลงไปในดวงตาของเขา ซึ่งมีแผงขนตาสีดำหนา ๆ อำพรางอยู่ ความรู้สึกในแววตาคู่นั้นเป็๲สิ่งที่อ่านออกได้ยาก และแล้วฝ่ามือที่ทาบอยู่กับต้นคอของเธอก็กระชับมั่นขึ้น รั้งร่างเธอเข้าไปหาเขาช้า ๆ

    ไม่เป็๞การจำเป็๞เลยที่ฝ่ามือของเขาจะต้องรั้งใบหน้าของเธอให้หงายขึ้นเพื่อรอรับจุมพิตจากเขา การเรียกร้องแกมบังคับของริมฝีปากคู่นั้น ได้จดประกายไฟให้พร่างขึ้นทั่วทุกขุมขน ทำให้เรือนร่างของเธออ่อนระทวยลง เหมือนเศษดินที่จะปั่นให้เป็๞อะไรก็ได้ และเขาก็พาเธอล่องลอยไปด้วยกระแสแห่งจุมพิตนั้น อันเปี่ยมไปด้วยความชำนิชำนาญ

    แบรนดี้มีความรู้สึกเหมือนตนเองหมุนคว้างไปในกระแสแห่งไฟพิศวาส เปลวเพลิงอันแรงร้อนลวกลามไปทั่วเรือนกาย ชีพจรเต้นระรัวขึ้นจนดังก้องอยู่ในหู ฝุ่นทรายที่ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้เคลือบอยู่บนเรียวปากของเธอ คล้ายกับมันจะเป็๲ส่วนหนึ่งภายใต้การควบคุมบังคับของเขาอยู่ กลิ่นกายของเขาก็เป็๲อีกสิ่งหนึ่งที่หล่อหลอมอารมณ์ของเธอให้มึนเมา ทุกสัดส่วนบนเรือนร่างของเธอในยามนี้ เหมือนจะถูกประทับไว้ด้วยเรือนกายของผู้ชายคนนี้จนหมดสิ้น

    และแล้ว อารมณ์รัญจวนที่ถูกปลุกเร้าให้เกิดขึ้นก็ถึงจุดยุติลง เขาค่อย ๆ ถอนริมฝีปากออกจากเรียวปากของเธออย่างสุดแสนเสียดาย แบรนดี้เองก็ถอนหายใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว ซบศีรษะลงกับแผงอกของเขาในขณะที่รวบรวมสติสัมปชัญญะให้กลับคืนมา

    ฝ่ามือที่โอบอยู่บน๰่๥๹ไหล่ของเธอในยามนี้อ่อนโยนอย่างประหลาด และมันได้สะท้อนออกจากจุมพิตที่ประทับลงบนศีรษะของเธอ

    เธอออกจะแปลกใจที่เขาถอนตัวออกอย่างรวดเร็ว จึงเงยขึ้นมองใบหน้าที่เหมือนไร้ความรู้สึกนั้น และเขาก็ถือเป็๞โอกาสที่ถอยห่างออกจากเธอโดยสิ้นเชิง

    แบรนดี้ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ และแล้วก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยความรู้สึกที่ค่อนข้างจะสับสน

    “ทำไมคุณถึงจะต้องเสียใจด้วยล่ะคะ ที่คุณจะจูบฉันน่ะ ฉันยังไม่เห็นรู้สึกอย่างนั้นเลย”

    เขาไม่แม้แต่จะเหลือบแลมาทางเธอ จิมโน้มร่างลงหยิบผ้ารองอาน กับอานม้าขึ้นมาถือไว้

    “ผมคิดว่าเวลานี้เหตุการณ์มันออกจะเลยไปจากจุดที่พอจะอธิบายได้ง่าย ๆ เสียแล้วละ”

    เขาตอบด้วยเสียงห้วน ๆ

    “มันเป็๞ความผิดของผมเอง แต่ขอให้เราพูดกันแค่ที่ว่า ผมคิดว่าวิธีดีที่สุดในเวลานี้ก็คือ ควรจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เสียให้หมดจะดีกว่า”

    “ทำไมล่ะคะ”

    “เพราะผมไม่อยากจะให้คุณเกิดความเข้าใจในอะไรผิด ๆ น่ะสิ”

    เขาสะบัดผ้ารองอานที่ถืออยู่ในมืออย่างไม่ยินดียินร้าย และพาดมันไว้กับอานม้า