ไห่จื่ออายุเก้าขวบในปีนี้เป็นหลานชายคนโตของป้าลู่ เขาเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่สอง เมื่อกลับมาถึงบ้านเขาเล่าให้ป้าลู่ฟังว่า เพื่อนที่โรงเรียนเลิกเรียกพ่อแม่ว่า‘เตี่ย เหนียง’ แล้ว ตอนนี้เขานิยมเรียก‘คุณพ่อ คุณแม่’ ซึ่งเขาก็คิดว่าเพราะกว่าจึงเรียกแบบนั้นบ้าง
เสี่ยวหยุนที่เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งเมื่อปีที่แล้วพอได้ยินพี่ชายพูด เธอก็หยุดกินทันที เก็บขนมที่เหลือครึ่งหนึ่งใส่กระเป๋าแล้วบอกว่าอยากเอาไปให้คุณย่ากับพ่อแม่กินที่บ้าน
ซูเจียวเจียวลูบหัวเด็กน้อยทั้งสองพลางยิ้ม“น่ารักจริงๆ”
ป้าหวังเอ่ยด้วยสีหน้าอิจฉา“เด็กๆ บ้านป้าลู่นี่สอนมาดีจริงๆพอได้อ่านหนังสือบ้างก็ไม่เหมือนใครเลยนะ”
ลู่ลู่ที่อยู่ข้างๆกำลังกินขนมงา พอได้ยินไห่จื่อพูดและคุณย่าชมไห่จื่อกับเสี่ยวหยุนเธอนึกขึ้นได้ว่าคุณย่าของเธอก็ยืนอยู่ตรงนี้ จึงหักขนมงาครึ่งหนึ่งยื่นให้ป้าหวัง“คุณย่าคะ นี่ค่ะ”
เมิ่งเมิ่งก็ทำตามหักขนมงาครึ่งหนึ่งยื่นให้ป้าหวังเช่นกัน “คุณย่าคะของหนูก็ให้คุณย่าครึ่งหนึ่งค่ะ”
พอพ้นปีใหม่ลู่ลู่อายุหกขวบแล้ว ส่วนเมิ่งเมิ่งก็สี่ขวบแล้ว
ป้าหวังเผยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ“ดีมากจ้ะ เด็กดีของย่า”
แต่ป้าหวังก็ไม่ได้หยิบไปเธอมองหลานๆ อย่างอ่อนโยน “พวกหนูๆ กินเองเถอะย่าไม่หิวหรอก”
“คุณย่ากินเถอะ ขนมงาหอมอร่อยมากเลยนะคะ!” ลู่ลู่ทำท่าราวกับจะไม่ยอมแพ้ถ้าป้าหวังไม่กินป้าหวังจึงต้องรับไป แล้วหักขนมงาชิ้นเล็กๆ กินไปหนึ่งคำส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งก็คืนให้เมิ่งเมิ่ง
จากนั้นก็บอกลู่ลู่“ส่วนของหนู เก็บไว้ให้พ่อกับแม่กินตอนที่พวกเขาเลิกงานกลับบ้านนะ”
“ได้ค่ะ ให้พ่อกับแม่กิน” เมิ่งเมิ่งพยักหน้าตอบรับ
ลู่ลู่จึงเก็บขนมเกลียวกับลูกอมนมไว้แล้วบอกว่า “ของหนูก็จะเก็บไว้ให้พ่อกับแม่ด้วยค่ะ”
ลู่ลู่กับเมิ่งเมิ่งได้ยินไห่จื่อกับเสี่ยวหยุนที่อยู่บ้านข้างๆไม่เรียกพ่อแม่ว่า ‘เตี่ย เหนียง’ แต่เรียกว่า ‘คุณพ่อ คุณแม่’ พวกเธอรู้สึกว่าแปลกใหม่จึงเรียกตามจนเรียกติดปากไปแล้ว
ซูเจียวเจียวเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้แปลกใจอะไร
ในยุคนี้มีทั้งที่เรียกแม่ว่า‘มู่ชิน’ ‘เหนียง’ ‘มา’และเรียกพ่อว่า ‘ฟู่ชิน’ ‘เตี่ย’ ‘ปา’ ซึ่งแต่ละที่ก็เรียกแตกต่างกันไป
ส่วนใหญ่ในเมืองก็จะเรียก‘คุณพ่อ คุณแม่’ กันเสียเป็นส่วนมาก
ขณะที่ในชนบทซึ่งยังไม่ได้รับการพัฒนาและยังล้าหลังชาวนาใช้ชีวิตอยู่กับไร่นาตลอดทั้งปี ไม่ค่อยได้เข้าเมืองเท่าไรดังนั้นการเรียกขานชื่อต่างๆ ในแต่ละหมู่บ้านก็ยังไม่เหมือนกัน
ซูเจียวเจียวเอ่ยขึ้น“อีกปีเดียวลู่ลู่ก็จะเจ็ดขวบแล้วน่าจะเข้าเรียนชั้นประถมได้แล้วใช่ไหมคะ?”
ป้าหวังมองลู่ลู่แล้วตอบ“ใช่จ้ะ สามารถเข้าเรียนชั้นประถมได้แล้วพอเปิดเรียนเดือนกันยายนปีหลังนี้ก็จะส่งไปโรงเรียนให้เรียนรู้บ้างก็ยังดีกว่าไม่รู้อะไรเลย”
ดูอย่างยุวชนซูนี่สิเธอได้เรียนหนังสือ เย็บเสื้อผ้าเป็น แถมยังวาดรูปได้ด้วย ครั้งก่อนป้าไปบ้านเธอเห็นรูปที่ยุวชนซูวาด สวยมากเลยนะ เหมือนจริงสุดๆ
แล้วพอทำเสื้อผ้าตามรูปที่วาดออกมาก็สวยงามจับใจ
เพราะมีความรู้ถึงจะหาเงินได้นี่!
รัฐบาลก็เคยบอกไว้ไม่ใช่หรือ?
ความรู้คือพลัง!
“ไม่นึกเลยว่าป้าหวังจะเป็นคนหัวก้าวหน้าขนาดนี้ตั้งใจจะส่งลูกไปเรียนหนังสือ” ซูเจียวเจียวพยักหน้าเห็นด้วยเธอมองป้าหวังด้วยแววตาชื่นชมเล็กน้อย
ยุคนี้ผู้หญิงในชนบทไม่ค่อยได้เรียนหนังสือกันเท่าไรมีแต่คนพูดว่าการเรียนหนังสือของผู้หญิงไร้ประโยชน์ เรียนไปก็เสียเปล่า พอเรียนจบโตขึ้น ก็ต้องออกเรือนไปเป็นสะใภ้บ้านอื่น เท่ากับว่าเรียนให้บ้านอื่น
ส่วนเด็กผู้ชายเรียนหนังสือถึงจะมีประโยชน์เรียนเพื่อครอบครัวตัวเอง
ดังนั้นถ้ามีเงินเหลือก็เก็บไว้ดีกว่าเก็บไว้ให้เด็กผู้ชายแต่งงานมีลูกในอนาคตจะดีกว่าส่งเด็กผู้หญิงไปเรียนหนังสือมากไม่ใช่หรือ?
ดังนั้นในชนบทจึงแทบจะไม่เห็นเด็กผู้หญิงเข้าโรงเรียนเลย
ป้าหวังหัวเราะ“ตอนนี้ที่บ้านฉันมีแค่ลูกสาวสองคนไม่ว่าลูกสาวหรือลูกชายก็คือลูกของเรา จะไม่ให้พวกเขาเรียนหนังสือแล้วจะให้ใครเรียนล่ะ? เงินค่าเรียนหนังสือน่ะพอมีอยู่แล้ว”
ซูเจียวเจียวหัวเราะ“ฉันเห็นว่าลู่ลู่กับเมิ่งเมิ่งเป็นเด็กดีและกตัญญูมากเลยนะคะพอโตขึ้นมีหน้ามีตาแล้ว ก็จะไม่ลืมคุณย่าคนนี้แน่นอนค่ะพอหาเงินได้แล้วก็จะกลับมาดูแลคุณย่าค่ะ”
ป้าหวังได้ยินดังนั้นก็ชื่นใจ“โอ๊ย ฉันไม่ต้องการให้พวกเธอหาเงินมาให้หรอกจ้ะแค่พวกเธอใช้ชีวิตให้ดี ยายแก่ๆ คนนี้ก็พอใจแล้ว”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันป้าลู่ก็มาเรียกหลานชายหลานสาวกลับไปกินข้าวกลางวัน
“ป้าหวังคะ รบกวนคุณแล้วนะคะ”
ป้าหวังหัวเราะ“พูดอะไรอย่างนั้นล่ะเราเป็นเพื่อนบ้านกันก็ควรจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่แล้วสมัยก่อนลู่ลู่กับเมิ่งเมิ่งยังเด็ก ก็วิ่งไปที่บ้านเธอบ่อยๆ เหมือนกัน”
ป้าลู่ยิ้มพลางเดินเข้ามาอุ้มเสี่ยวหู่จื่อที่อยู่บนพื้นเธอมองเห็นซูเจียวเจียวที่ยืนอยู่ในลานบ้าน ดวงตาเป็นประกาย“ยุวชนซู เธอมาแล้วเหรอ? อาหมิงกลับมาแล้วหรือยัง?เหว่ยหมินที่บ้านเป็นยังไงบ้าง?”
ซูเจียวเจียวรู้ว่าเธอเป็นห่วงลู่เหว่ยหมินจึงเลือกบอกข่าวสำคัญก่อน “ลู่เหว่ยหมินไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะมีเหม่ยจวี๋คอยดูแลเขาอย่างดีอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลนะคะคาดว่าอีกไม่นานก็จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ที่เหลือก็แค่เรื่องขาต้องใช้เวลาพักฟื้นเท่านั้นเองค่ะ”
ป้าลู่ได้ยินดังนั้นความกังวลที่ค้างอยู่ในใจมาหลายวันก็หมดไป
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เป็นห่วงลูกชายแต่ที่บ้านมีเด็กสามคนให้ดูแล ทุกวันก็ต้องทำอาหาร ซักผ้าไม่สามารถปลีกตัวไปไหนได้เลย
ลูกชายคนโตลูกสะใภ้คนโต และสามีของเธอก็ต้องไปทำงานอีก ทุกคนยุ่งกันมากจริงๆ
ตอนนี้พอได้ยินว่าไม่มีอะไรป้าลู่ก็โล่งใจมากทีเดียว
ไห่จื่อกับเสี่ยวหยุนเดินเข้ามาแล้วยื่นขนมงา ขนมเกลียว และลูกอมนมในมือให้ แล้วบอกว่าเป็นของที่ซูเจียวเจียวให้
ป้าลู่คิดจะคืนให้เป็นอันดับแรกแต่ซูเจียวเจียวก็ดันกลับไป “ป้าลู่คะอย่าเกรงใจไปเลย ก็แค่อาหารเล็กๆ น้อยๆ เอง”
“พวกเราไม่มีอะไรให้เธอเลย แต่เธอกลับให้อาหารพวกเราอยู่เรื่อยแบบนี้คงจะดูไม่ดีเท่าไร”
“จะมีตรงไหนที่ไม่ดีล่ะคะ เราก็เป็นเพื่อนบ้านกันนี่เมื่อก่อนคุณก็ช่วยอาหมิงไม่น้อยเหมือนกันค่ะ”
ทุกคนคุยกันอีกพักใหญ่จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้านไปกินข้าว
ซูเจียวเจียวจูงมือหลิวหยวนหยวนกลับบ้านอาหารก็จัดวางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้วรอแค่เธอกับหลิวหยวนหยวนกลับมาก็เริ่มกินได้เลย
ทั้งสี่คนนั่งลงที่โต๊ะหลิวหยวนหยวนควักลูกอมนมในกระเป๋าออกมา ยื่นให้เซียวหยวนหมิงอย่างภูมิใจ“น้าชาย กินลูกอมค่ะ”
เซียวหยวนหมิงหัวเราะพลางลูบหัวเล็กๆของเธอ“น้าไม่กินตอนนี้หรอกนะ พวกเรากินข้าวกันก่อนหลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว ค่อยกินลูกอมกันนะ”
หลิวหยวนหยวนพยักหน้าอย่างเชื่อฟังเก็บลูกอมกลับเข้ากระเป๋า แล้วตั้งใจกินข้าว
หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จเซียวหยวนซินก็ไปล้างจาน ส่วนซูเจียวเจียวก็ไปนวดแป้งเซียวหยวนหมิงก็เก็บโต๊ะและทำความสะอาดครัว
ซูเจียวเจียวล้างมือแล้วตักแป้งใส่กะละมัง ก่อนจะเริ่มนวดแป้ง
การนวดแป้งเป็นงานที่ต้องใช้แรงซูเจียวเจียวรู้สึกเมื่อยมือหลังจากนวดไปได้พักหนึ่งจึงเรียกเซียวหยวนหมิงมานวดแป้งแทน
แน่นอนว่าไม่นานนักเซียวหยวนหมิงก็สามารถนวดแป้งได้สำเร็จตามคำแนะนำของซูเจียวเจียว
ซูเจียวเจียวใส่แป้งที่นวดแล้วลงในกะละมังใบใหญ่ปล่อยให้มันขึ้นฟูสักพัก