บทที่ 15 เปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าท่านอ๋อง
เยว่ซิ่วกล่าวเสริม “ไม่ใช่แค่เื่จำนวนเงินนะเพคะ แต่ประเด็นคือสินสอดของท่าน ใช้สำหรับซ่อมแซมจวนและจ้างคน ควรจะต้องใช้เงินของจวนอ๋องสิเพคะ...”
ครอบครัวที่ถูกต้องตามขนบธรรมเนียม ไม่มีบ้านไหนใช้สินสอดของภรรยามาจุนเจือค่าใช้จ่ายในบ้าน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจวนอ๋อง แม้นางจะเต็มใจใช้ ท่านอ๋องก็อาจจะไม่ยอมก็ได้
“เ้านี่ฉลาดนักนะ ไปเถอะ ข้ามีแผนของข้าอยู่แล้ว!” ซูเหวินยวนยิ้ม
เมื่อมองดูเหล่าสาวใช้ที่เยว่ซิ่วหามาอีกครั้ง ก็เห็นได้ว่าบางคนใช้ไม่ได้แน่ ความคิดจิตใจไม่บริสุทธิ์
สุดท้ายนางจึงเก็บไว้เพียงสองคน ส่วนคนที่เหลือแม้จะไม่ได้ใช้งาน แต่นางก็ให้เงินรางวัลไป
หลายคนตื่นเต้นอย่างมาก รีบโค้งคำนับขอบคุณนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังบอกกับนางอีกว่าในภายภาคหน้าหาก้าคนใช้เมื่อใด ให้ไปหาพวกตนได้เลย
แต่สำหรับพ่อครัวแล้ว นางไม่รับไว้เลยสักคน ซูเหวินยวนให้พวกเขาไปดูที่ครัวเล็กก่อนว่าขาดเหลืออะไรบ้าง
ปรากฏว่าทุกคนทำหน้างงงัน พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ซูเหวินยวนจึงให้พวกเขากลับไปทั้งหมด พร้อมกับให้เงินไปด้วย
หลังจากเมิ่งฉีทราบถึงความเคลื่อนไหวในหอจู๋เยว่แล้ว เขาก็ได้รายงานให้เซิ่งจิ่งอวี้ทราบ
เซิ่งจิ่งอวี้มองเขาอย่างจนใจ เอ่ยถามเรียบ ๆ ว่า “เ้าไม่เคยคิดเลยหรือว่าเรือนที่ถูกไฟไหม้จะต้องซ่อมแซมใหม่?”
เมิ่งฉีเกาหัวอย่างเขินอาย เขาไม่ได้คิดถึงเื่นี้จริง ๆ
เซิ่งจิ่งอวี้ถามต่อ “แล้วนางยังคิดจะลงหลักปักฐานที่หอจู๋เยว่ แล้วข้าจะไปอยู่ที่ไหน?”
“ท่านก็อยู่หอจู๋เยว่สิขอรับ พระชายายังไม่ได้ไล่ท่านไปเสียหน่อย!”
เมิ่งฉีพูดอย่างเชื่อมั่นในเหตุผลของตนเอง
เซิ่งจิ่งอวี้มองเขาอยู่นาน ได้แต่อ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว
“ข้า... ข้าพูดอะไรผิดไปหรือขอรับ?” เมิ่งฉีทำหน้างง
วันนี้มีเื่ราวเกิดขึ้นมากมาย เซิ่งจิ่งอวี้เองก็ยังไม่ได้จัดการเื่ให้ซูเหวินยวนย้ายออกไป แต่ในพริบตาเดียว ซูเหวินยวนก็จัดการหอจู๋เยว่จนสะอาดเรียบร้อยไปเสียแล้ว
“เ้าไม่ผิด ข้าผิดเอง พี่สาวของเ้าจะกลับมาเมื่อใหร่?” เซิ่งจิ่งอวี้อยากเปลี่ยนคน
เมิ่งฉีตอบ “พรุ่งนี้ก็กลับมาถึงแล้วขอรับ”
“ดี เช่นนั้นข้าจะทนอีกวันหนึ่ง”
เมิ่งฉีคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงยิ้มโง่ ๆ พลางพูดขึ้น
“การซ่อมแซมเรือน แล้วก็จัดการครัวเล็ก รวมทั้งจ้างคนใช้ในภายหลัง ล้วนแต่เป็พระชายาที่เป็คนออกเงินทั้งสิ้น ในจวนประหยัดไปได้อีกไม่น้อยเลยขอรับ”
“...”
เซิ่งจิ่งอวี้ปิดตำราลง นึกในใจว่าทนไม่ไหวแม้แต่วันเดียวจริง ๆ!
ขนาดเยว่ซิ่วยังรู้ว่าไม่ควรใช้สินสอดของภรรยา แต่เมิ่งฉียังมายิ้มแป้นอยู่ตรงนี้อีก!
“เ้าไปเอาบัญชีของสองเดือนที่ผ่านมาไปให้พระชายาเสีย หากนาง้าใช้เงินก็ให้ไปเอาจากในจวน อย่างไรเสียเ้าก็มีกุญแจที่นี่อยู่แล้ว”
เซิ่งจิ่งอวี้คาดเดาได้ว่าซูเหวินยวน้าบัญชี
ฝั่งห้องครัวมีผลประโยชน์ให้โกยอยู่แน่ บัญชีเล่มนี้แค่ตรวจสอบดูก็เจอเื่ไม่ชอบมาพากลได้ทันที
เซิ่งจิ่งอวี้กล่าวต่อ “ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เ้าจงตามพระชายาไว้ คอยคุ้มครองความปลอดภัยให้นาง”
“หา?” เมิ่งฉีงุนงงเล็กน้อย รู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกไล่
“ท่านอ๋อง ข้าทำอะไรไม่ดีตรงไหน ท่านบอกข้าได้ ข้าจะแก้ไข อย่าไล่ข้าไปเลยนะขอรับ” เมิ่งฉีทำหน้าเศร้าอ้อนวอน
เซิ่งจิ่งอวี้ยิ้มเล็กน้อย “ไม่ เ้าดีมากแล้ว อยู่ข้างกายพระชายา ช่วยข้าจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวของนาง ข้าสบายใจมาก”
เมิ่งฉีถือบัญชีไปส่งให้นางด้วยความกังขา
สิ่งแรกที่ซูเหวินยวนทำหลังจากได้รับบัญชีก็คือตรวจดูบัญชีของห้องครัว
ข้างกายเซิ่งจิ่งอวี้มีองครักษ์อยู่ องครักษ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็พวกที่ทำงานในเงามืด ค่าใช้จ่ายของพวกเขาย่อมไม่มีทางบันทึกไว้ในบัญชีเล่มนี้อย่างแน่นอน
ดังนั้นในจวนเฉินอ๋องจึงมีบัญชีสองเล่ม เล่มหนึ่งจัดการค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของจวน ซึ่งเป็เล่มที่เปิดเผยได้
ส่วนอีกเล่มหนึ่งเป็บัญชีส่วนตัวของพวกเขา เล่มนั้นซูเหวินยวนไม่สนใจ
และก็เป็เพราะคาดเดาได้ว่ามีบัญชีสองเล่มนี่เอง ซูเหวินยวนจึงกล้าวางแผนเพื่อเรียกร้องเอาบัญชีเล่มนี้
บัญชีเล่มนี้ไม่สำคัญ เซิ่งจิ่งอวี้ย่อมไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปิดบังซ่อนเร้น
นางเปิดอ่านอยู่นาน พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเมิ่งฉียังคงอยู่ที่นี่
“ทำไมเ้ายังอยู่ที่นี่อีกล่ะ? รีบไปทำงานของเ้าเถอะ ธุระของเ้าหมดแล้ว” ซูเหวินยวนโบกมือ
เมิ่งฉีพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก “ท่านอ๋องให้ข้าคอยติดตามพระชายาหลังจากนี้ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของท่าน”
ซูเหวินยวนใช้เวลาครู่หนึ่งจึงจะเข้าใจ ก่อนจะตอบตกลง “ได้ มีเ้าอยู่ข้างกาย ข้าทำอะไรสะดวกขึ้นหน่อย เ้าเชื่อฟังหรือไม่?”
เมิ่งฉีพยักหน้า “เชื่อฟังมากขอรับ”
“ไปช่วยพวกช่างฝีมือ ซ่อมแซมเรือนให้สวยงามหน่อย”
เดิมทีซูเหวินยวนคิดไว้ว่าในวันที่ต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมจะยืมตัวเมิ่งฉีมาคุ้มกันตนเอง แต่ตอนนี้ไม่ต้องยืมแล้ว ประหยัดเื่ไปได้เยอะ
ตอนกลางคืนเมื่อเซิ่งจิ่งอวี้กลับมาถึงห้องนอน ซูเหวินยวนกำลังพิงหัวเตียงจ้องมองอย่างเหม่อลอย
เซิ่งจิ่งอวี้เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสรรพ ก็เดินออกมาจากหลังฉากกั้นพลางพูดว่า “บัญชีในจวน ก่อนหน้านี้เป็พี่สาวของเมิ่งฉีที่เป็ผู้รับผิดชอบ พรุ่งนี้นางก็จะกลับมาแล้ว มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามนางได้”
“ดีเลย เื่ที่ไม่เข้าใจนี่มีเยอะมากจริง ๆ” ซูเหวินยวนถอนหายใจ
เซิ่งจิ่งอวี้ล้มตัวลงนอนบนเตียง “ไม่ต้องรีบร้อน”
รีบร้อนไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ซูเหวินยวนยื่นมือไปหยิบยา พับขากางเกงขึ้นแล้วเริ่มทายา
ก่อนนอนต้องทาให้หนา ๆ จะได้ไม่ทิ้งรอยแผลเป็
เซิ่งจิ่งอวี้เบิกตากว้าง... นางทายาต่อหน้าเขาเลยหรือนี่!
ทีแรกนึกว่าทายาเสร็จแล้วก็จบ ไม่คาดว่านางจะเริ่มถอดเสื้อผ้า ก่อนจะถอดนางยังมองเขาแวบหนึ่งด้วย
ซูเหวินยวนคิด ยังไงเสียเขาก็มองไม่เห็น การเดินไปหลังฉากกั้นมันน่ารำคาญสิ้นดี
เมื่ออาภรณ์หลุดร่วง ผิวพรรณก็ค่อย ๆ เผยออกมาในอากาศ ผิวกายขาวผ่องราวกับกระเบื้องเคลือบส่องประกายยั่วยวนยิ่งขึ้นใต้แสงเทียน
ขณะที่ก้มศีรษะลง ผมของนางก็ลู่ตามลงมา ปกปิดส่วนที่ทำให้เซิ่งจิ่งอวี้หน้าแดงก่ำ
เขารู้ตัวว่าควรจะหันหน้าหนีไป แต่สายตากลับเหมือนถูกกาวทาติดไว้กับร่างของนาง ไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้แม้แต่น้อย
เมื่อซูเหวินยวนเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วเงยหน้าขึ้น เซิ่งจิ่งอวี้ก็หันหลังกลับอย่างกระวนกระวายใจ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมศีรษะ
อาการตื่นตระหนกราวกับขโมยของอีกฝ่ายนั้นทำให้ซูเหวินยวนเกิดความสงสัยขึ้นมา นางจึงเขยิบเข้าไปดูใกล้ ๆ
ระหว่างคนทั้งสองมีเพียงผ้าห่มผืนบาง ๆ กั้นอยู่ เซิ่งจิ่งอวี้สามารถได้ยินเสียงหายใจของนางได้อย่างชัดเจน
ลมหายใจอุ่น ๆ รดอยู่ที่ปลายหูของเขา ในชั่วพริบตาหูของเขาก็กลายเป็สีแดงก่ำ
เซิ่งจิ่งอวี้หายใจหนักหน่วง หลับตาแน่นอยากจะมุดตัวเข้าไปในผ้าห่มให้มิด
“ท่านอ๋องไม่ร้อนหรือ? เหงื่อออกท่วมหมดแล้ว” ซูเหวินยวนไม่เข้าใจอย่างยิ่ง
“ไม่ร้อน” เสียงของเซิ่งจิ่งอวี้ทุ้มต่ำและแหบพร่า
ซูเหวินยวนอ้าปากจะพูดแต่ก็หยุด ร้อนจนเสียงเปลี่ยนไปหมดแล้ว ยังจะคลุมตัวมิดชิดขนาดนี้อีกหรือ?
ถึงจะไม่เข้าใจ แต่นางก็แสดงความเคารพ
ซูเหวินยวนเป่าเทียนใต้โป๊ะไฟให้ดับ แล้วขึ้นเตียงนอน
นางหลับสนิทจนไม่รู้สึกตัวแล้ว แต่เซิ่งจิ่งอวี้ยังคงข่มตาไม่หลับ ช่างน่าอายสิ้นดี
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ภายในหอจู๋เยว่เป็ระเบียบเรียบร้อย เหล่าคนรับใช้ต่างทำหน้าที่ของตน ดูแล้วกลมเกลียวและน่าสบายใจ
ซูเหวินยวนยังไม่ทันตื่นเต็มที่ เสื้อผ้าหน้าผมก็ถูกจัดแจงจนเสร็จเรียบร้อย
ที่ห้องโถงด้านหน้ามีโจ๊กและกับข้าววางเตรียมไว้แล้ว เซิ่งจิ่งอวี้มองอาหารเหล่านี้ด้วยใจที่สงบนิ่งราวกับผืนน้ำ
สงบนิ่งยิ่งกว่าคนตายเสียอีก…
พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ซูเหวินยวนก็ยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
ราวกับมีก้อนหินมหึมาตกลงมากะทันหันบนผิวทะเลสาบอันสงบนิ่ง กระแทกจนเขารู้สึกมึนงงเวียนศีรษะ
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนวานสลักลึกอยู่ในสมองของเขาแล้ว ผุดขึ้นมาเป็ครั้งคราว อยากจะลืมก็ลืมไม่ลง
ซูเหวินยวนไม่ทันสังเกตเห็นความอึดอัดของเขา มัวแต่ก่นด่าอยู่ในใจ กินข้าวไปก็ด่าไป
นอกลานเรือน ยายแก่เกาและยายแก่ต่งเห็นเข้า จึงกลับไปยังห้องครัวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ต่อให้เป็ถึงพระชายา ก็ต้องกินของที่เราทำให้กินไม่ใช่หรือ?”
“ข้านึกว่าจะเก่งกาจมาจากไหน พวกเราเป็คนที่อดีตพระสนมส่งมาดูแลท่านอ๋องนะ บัดนี้พระสนมสิ้นไปแล้ว นางมารังแกพวกเรา ก็เท่ากับเป็การดูิ่พระสนม”
“อยากจะไล่พวกเราไปรึ? เว้นแต่ว่าพระสนมจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาเท่านั้นแหล่ะ!”
ซูเหวินยวนยิ่งกินอาหารเช้ามื้อนี้ ก็ยิ่งอารมณ์เสียมากขึ้นเรื่อย ๆ
สุดท้ายจึงสั่งให้เยว่ซิ่ว วันนี้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องหาพ่อครัวใหม่มาให้ได้สองคน ให้ใช้ครัวเล็กในลานเรือนได้เลย
เดิมทีคิดจะทนไปอีกสักสองวัน แต่กระเพาะของนางจะทนความทรมานเช่นนี้ได้อย่างไร
โชคดีที่วันนี้การหาคนไม่ได้ลำบากเหมือนก่อนแล้ว ทุกคนต่างรู้ดีว่าพระชายาเฉินอ๋องนั้นใจกว้างมือเติบ
แม้กระทั่งทางจวนอัครเสนาบดียังรับรู้เื่นี้ นางหวังกรีดร้องโวยวายอยู่ในสวนหลังบ้านราวกับคนเสียสติ...