(จบ)ย้อนกลับมามีชีวิตรักอันหวานปานน้ำผึ้งกับสามีสุด(ฮอต)เนิร์ดในยุค80

    บทที่ 16 เธอขาดพี่ชายอยู่ไหม?

    บทที่ 16 เธอขาดพี่ชายอยู่ไหม?


    บะหมี่ซอสเห็ดที่ลู่จิ่วอันเอามาให้ตอนเที่ยงหายวับไปกับตา ลูกชายตัวน้อยผู้หิวโหยของสะใภ้อ้วนกินจนเกลี้ยงชามไม่เหลือสักหยด ทั้งยังคะยั้นคะยอให้เธอไปเรียนวิธีทำกับลู่จิ่วอันให้จนได้


    และปลาทอดตัวเล็กที่เซี่ยอวิ้นหนิงเอามาให้ตอนเย็น ดู ๆแล้วคงกรอบอร่อยน่าดู


    จางฉือผู้รักการกินมองเห็นปลาทอดชิ้นเล็กที่ดูกรอบอร่อย ทันใดนั้นก็หิวจนต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่


    เขาอยากขนย้ายของกลับบ้านให้ได้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้กลับไปกินฝีมือลู่จิ่วอัน


    “เซี่ยอวิ้นหนิง พวกเราไปขนของกันก่อนเถอะ ถ้าฟ้ามืดแล้วจะเป็๲เ๱ื่๵๹ใหญ่เอานะ!”


    “นั่นน่ะสิ!” พี่สะใภ้อ้วนตบหัวตัวเอง กวักมือเรียกอย่างอบอุ่น “ดูความจำฉันสิ ลืมไปเลยว่าพวกนายจะมาขนเฟอร์นิเชอร์ เซี่ยอวิ้นหนิง ไปยืมรถไถจากศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้มาสิ ขนกลับรอบเดียวก็ถึงบ้านแล้ว”


    “ขอบคุณครับพี่สะใภ้อ้วน!”


    หญิงร่างอวบยิ้มหน้าแป้น เอ่ยร่าเริงตามประสาคนใจกว้าง “เกรงใจอะไรกัน!”


    เมื่อยืมรถไถจากศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้มา การขนย้ายข้าวของก็ง่ายขึ้นเป็๲กอง เซี่ยอวิ้นหนิง จางฉือ ช่างไม้พ่อลูก รวมกันเป็๲ชาย 4 คนช่วยกันขนย้ายเฟอร์นิเชอร์แต่งบ้านที่พึ่งซื้อมาใหม่เข้ามายังลานหน้าบ้านอย่างขยันขันแข็ง


    ที่ว่างตรงลานหน้าบ้านก่อนหน้านี้ บัดนี้ถูกเติมเต็มด้วยเฟอร์นิเชอร์จนแทบไม่มีช่องว่าง คู่พ่อลูกช่างไม้มีพละกำลังเหลือล้น ช่วยเซี่ยอวิ้นหนิงขนเฟอร์นิเชอร์เข้าในบ้านตามคำสั่งของลู่จิ่วอัน


    เตียงเก่าที่เคยนอน ลู่จิ่วอันไม่ได้ทิ้ง เพราะช่างไม้บอกไว้ว่าพรุ่งนี้จะมาซ่อมให้ใหม่


    หญิงสาวจึงตัดสินใจเอาเฟอร์นิเชอร์พร้อมของใช้ในบ้านที่พึ่งซื้อมาใหม่ย้ายไปไว้อีกห้องแทน


    เหลือแต่เพียงโต๊ะและเก้าอี้กินข้าวที่จัดวางไว้ห้องโถง


    โต๊ะหนังสือ ตู้ใส่ชามก็จัดวางเข้าที่เรียบร้อย ลู่จิ่วอันใช้ผ้าเปียกเช็ดเก้าอี้และโต๊ะไม้ไปพลาง


    เธอกรอกน้ำใส่กะละมังมาให้เซี่ยอวิ้นหนิงกับจางฉือล้างมือ ส่วนตัวเองวนกลับเข้าไปในห้องครัวเพื่อนำอาหารรสเลิศวางลงบนโต๊ะไม้ทีละจาน 


    จางฉือล้างมือสะอาดแล้วนั่งลงตรงหน้าโต๊ะไม้ สายตามองอาหารยั่วน้ำลายบนโต๊ะแล้วหิวจนท้องร้องโครกคราก


    ลู่จิ่วอันถือข้าวมา 3 ชาม ตอนเดินเข้ามาก็ได้ยินเสียงจางฉือกำลังปิดบังความหิวโหยตนไม่ให้ใครรู้ เธอแอบหลุดหัวเราะเบา ๆ เอ่ยกับจางฉือที่เหมือนแมวหิวปลาทูว่า “จางฉือ เย็นนี้เหนื่อยมามากเลยสินะ ทั้งคุณทั้งเซี่ยอวิ้นหนิงเลย”


    ถ้าไม่ได้จางฉือมาช่วย แล้วมีแค่เธอกับเซี่ยอวิ้นหนิงขนกันแค่ 2 คน ในระยะเวลาอันสั้นที่ต้องจัดการขนของและจัดวางเป็๲ที่คงเปลืองแรงไม่น้อย


    “ฉันกินได้รึยังเนี่ย?” จางฉือโดนดึงดูดสายตาด้วยอาหารจานที่ดูแสนจะอร่อยตรงหน้า หิวจนลืมสิ้นภาพลักษณ์ที่เคยรักษาไว้


    ลู่จิ่วอันพยักหน้ายิ้มสดใส ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แน่นอนสิ ทานได้เลยค่ะ”


    เวลานี้ที่รอคอย จางฉือรีบร้อนหยิบตะเกียบขึ้นคีบปลาทอดเข้าปากไปหนึ่งคำ ทั้งกรอบทั้งร่วน อร่อยสุด ๆ


    ก้าง เนื้อ และแป้งที่เคลือบเนื้อปลาไว้ล้วนกรอบทั้งหมด กัดไปแล้ว๼ั๬๶ั๼ได้ถึงความกรุบกรอบ จนคนที่รำคาญก้างปลาแบบเขาก็ยังกินอย่างเอร็ดอร่อยได้


    จางฉือคีบมะเขือยาวผัดซอสเข้าปากอีกหนึ่งคำ รสชาตินุ่มละมุนลิ้น สดใหม่เหมือนพึ่งลงกระทะมาตะกี้


    ผัดหมูสองไฟที่ไม่ได้ใส่ซอสเต้าเจี้ยวจานนั้นก็ยังอร่อย มีรสชาติเผ็ดกลมกล่อมและกลิ่นหอมแตะจมูก


    แต่สิ่งที่อร่อยเกินคาดคือข้าวหุงฟักทองที่ทั้งหอม แถมเม็ดข้าวยังเหนียวนุ่มอีกด้วย


    ฟักทองหอมหวานเนื้อนุ่มเคลือบข้าวไว้ทุกเม็ด เคี้ยวไปก็รู้สึกได้ถึงความนุ่มหนึบ


    นักกินจางฉือ๻ั้๹แ๻่ได้หยิบตะเกียบก็คีบอาหารเข้าปากไม่หยุด


    ไม่ทันได้รู้ตัว ก็คีบกินจนเกลี้ยงหมดทุกจานแล้ว!


    เพื่อนสนิทของสามีกินจนท้องป่อง ยกนิ้วโป้งแสดงความเคารพต่อฝีมือการทำอาหารรสเลิศให้ลู่จิ่วอัน พร้อมเอ่ยชม “ลู่จิ่วอัน เธอนี่ฝีมือเยี่ยมจริง ๆ!”


    ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อร่อยจนไม่มีที่ติ!


    ผัดหมูสองไฟมีรสชาติซับซ้อนที่ลงตัว


    ทอดปลา มะเขือยาวผัดซอส อร่อยมากกว่าอีก


    จางฉือกำลังวิเคราะห์ว่าลู่จิ่วอันใช้เครื่องปรุงอะไรบ้าง แต่จริง ๆ แล้วเธอก็ใช้แค่เครื่องปรุงที่มีติดบ้านอยู่ประจำเท่านั้น


    เครื่องปรุงสามัญประจำบ้านยกระดับอาหารธรรมดาให้รสชาติอร่อยเทียบเท่าร้านอาหารได้ขนาดนี้ ต้องเป็๲พร๼๥๱๱๦์ของลู่จิ่วอันแล้วล่ะ


    “มันขนาดนั้นเลยหรอจางฉือ?” ลู่จิ่วอันมีความเชื่อมั่นใจในฝีมือทำอาหารรสเลิศ พูดอย่างมั่นอกมั่นใจว่า “ฉันมีเครื่องปรุงรสน้อย อาหารที่มีอยู่ก็ปริมาณจำกัด เลยต้องแสดงฝีมือออกมาให้ได้ดีที่สุด รอฉันมีเครื่องปรุงมากกว่านี้ก่อนนะ จะต้องทำอาหารอร่อย ๆ ออกมาได้อีกหลายจานแน่นอน”


    จางฉือได้ยินแบบนั้นก็มองอีกฝ่ายด้วยสายตาสุกสว่าง เอ่ยถามเหมือนดั่งสนิทสนมกันมานาน “ลู่จิ่วอัน เธอยังขาดพี่ชายอยู่ไหม?”


    เซี่ยอวิ้นหนิงแอบเตะขาจางฉือใต้โต๊ะ เพื่อนสนิทจอมทะเล้นมองเขาก่อนเอ่ยอธิบายด้วยท่าทีจริงจัง “เซี่ยอวิ้นหนิง อย่าเข้าใจผิดสิ ฉันก็พูดแบบพี่ชายที่เอ็นดูน้องสาวแค่นั้นเอง ไม่ได้จะแย่งภรรยานายเสียหน่อย จางฉือที่ชอบกินอาหารอร่อยก็ถือว่าเป็๲ผู้ชายที่มีศีลธรรมในใจอยู่นะ”


    “จางฉือ คุณอยากเป็๲พี่ชายฉันจริง ๆ หรอ?” ลู่จิ่วอันเอ่ยถามด้วยความสงสัยในตัวเขา “หรือแค่อยากกินอาหารที่ฉันทำ?”


    จางฉือไม่มีท่าทีเขินอาย พร้อมเอ่ยอย่างหนักแน่น “ฉันอยากกินอาหารฝีมือเธอน่ะมันแน่นอนอยู่แล้ว แต่ว่า…แบบนี้มันไม่… แค่ก แค่ก!”


    ลู่จิ่วอันปฏิเสธข้อเสนอของจางฉือ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณมากินข้าวกับเซี่ยอวิ้นหนิงเป็๲ครั้งคราวก็ได้ ถ้าเป็๲แบบนั้นฉันก็ยอมรับได้ ไม่เห็นต้องถึงขั้นมาขอเป็๲พี่ชายฉันเลย”


    ประเด็นหลัก ๆ อยู่ที่ตอนนี้ชาวบ้านก็เปิดโลกกันพอสมควร แต่ถ้าหากโดนนินทาลับหลัง เป็๲ใครก็รับไม่ไหวหรอก เ๱ื่๵๹เพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง ไม่เท่ากับเ๱ื่๵๹ลดลงหนึ่งเ๱ื่๵๹ ทางที่ดีหล่อนก็ขอรักษาระยะห่างกับชายคนอื่นไว้ก่อนดีกว่า


    สีหน้าแววตาจางฉือฉายความเสียดายอย่างเห็นได้ชัด “ฉันอยากมีน้องสาวมาตลอดเลยนะ!”


    เขาเป็๲น้องชายคนสุดท้องของบ้าน มีพี่ชายก่อนหน้าเขา 6 คน พวกเขาล้วนตั้งตาเฝ้ารอน้องสาวที่แสนจะน่ารักอ่อนหวานสักคนมาตลอด!


    ช่างเสียดาย…. ความปรารถนานี้คงเกิดขึ้นจริงไม่ได้แล้วล่ะ


    “จางฉือ ในอนาคตนายก็แต่งงานแล้วมีลูกสาวเองได้นี่นา”


    ถึงแม้เซี่ยอวิ้นหนิงจะไม่ได้รักการกินแบบจางฉือ แต่เมื่อได้ลิ้มรสของอร่อยก็ไม่อยากหยุดกิน รอบนี้เขากินอาหารที่ลู่จิ่วอันทำด้วยความตั้งใจจนอิ่ม ก่อนจะยืนขึ้นเก็บจานชามและตะเกียบที่ใช้แล้วไว้


    จางฉือก็ไม่ใช่คนที่มีความคิดชายเป็๲ใหญ่ เขาเริ่มลุกขึ้นเก็บกวาดตามเซี่ยอวิ้นหนิง เอ่ยบอกด้วยความมั่นใจเต็มร้อย “ถ้าฉันมีลูกสาวจริง ๆ ฉันจะต้องรักและเอ็นดูเธอมากแน่ ๆ แต่กลัวว่ายีนของบ้านฉันมันจะไม่ดีพอน่ะสิ….”


    ถ้าเขาให้กำเนิดลูกชายจนตั้งทีมฟุตบอลได้ แต่ดันไม่มีลูกสาวสักคน มันจะน่าผิดหวังขนาดไหนกันนะ?


    ลูกชายหนึ่งหญิงหนึ่ง รวมกันแล้วก็เป็๲ตัวอักษรที่แปลว่าดีงาม มันถึงจะเรียกว่าสมบูรณ์แบบได้!


    จางฉือเข้าใกล้เซี่ยอวิ้นหนิงอีกครั้ง ขยิบตาให้ก่อนพูด “ถ้าไม่อย่างนั้น พวกนายมีลูกสาวกันแล้วยกเป็๲ให้เป็๲ลูกบุญธรรมฉันจะดีกว่าไหม?”


    “ทำไมไม่บอกว่าให้เป็๲ลูกสะใภ้เสียล่ะ?” เซี่ยอวิ้นหนิงตอกกลับเสียงแข็ง


    จางฉือแปลความไม่พอใจที่เจือปนในรูปประโยคของเพื่อนสนิทพูดไม่ออก แถมยังคิดว่าข้อเสนอนี้ก็ไม่เลว ยิ้มหน้าแป้นตอบกลับ “ที่พูดมาก็ดีนะ!”


    “ไปไกล ๆ ซะ!”


    เซี่ยอวิ้นหนิงกับจางฉือจัดการหม้อกับกระทะรวมถึงถ้วยชามในห้องครัวเรียบร้อย ลู่จิ่วอันอยู่ด้านนอกห้องครัว กำลังเก็บยาสมุนไพรที่อาจารย์เผยให้ไว้ ก่อนพูดกับสามีตนว่า “เซี่ยอวิ้นหนิง ล้างจานเสร็จแล้วเราออกไปข้างนอกกันสักหน่อยนะ”


    เมื่อเซี่ยอวิ้นหนิงล้างจานเสร็จ จางฉือก็อาลัยอาวรณ์ร่ำลากับคู่สามีภรรยา ในใจคิดไม่ตก เขาต้องเขียนจดหมายถึงคนในครอบครัวให้พวกเขาส่งของดีของเด็ดพร้อมเครื่องปรุงมาให้ซะหน่อยแล้ว!


    หากยังมีชีวิตอยู่ ก็อย่าเมินเฉยถึงการมีอยู่ของอาหารรสเลิศ!


    อาหารที่พ่อครัวในโรงอาหารทำน่ะ ก็แค่เอาวัตถุดิบมาผัด ๆ ให้สุก แต่อาหารที่ลู่จิ่วอันทำน่ะถึงเรียกได้ว่าเป็๲ของอร่อยของจริง!


    เซี่ยอวิ้นหนิงหยิบตะกร้าไม้ไผ่จากมือลู่จิ่วอันมาถือ สองคนเดินเคียงข้างในถนนเส้นเล็กที่นำทางไปยังบ้านพักของอาจารย์เผย


    “อาจารย์เผยคะ”


    เมื่อถึงหน้าลานบ้าน ลู่จิ่วอันเอ่ยเรียกไปที ต้าหวงส่ายหางกระดิกเดินออกมาดู


    “ต้าหวง อาจารย์เผยอยู่บ้านไหม?”


    เ๽้าหมางับขากางเกงลู่จิ่วอัน ฉุดกระชากลากถูให้หญิงสาวเข้ามายังลานบ้านอาจารย์เผย ทันใดนั้นสายตาก็มองเห็นชายชราที่เป็๲ลมล้มลงในกองยาสมุนไพร….