บ้านวรากุลไม่ควรมีแสงไฟตอนตีสอง
"อย่าลงก่อนทีมตรวจพื้นที่" ธามพูดจากเบาะหน้า
ธามหันกลับมาทันที "คุณพฤกษ์"
"ถ้าดอกไม้ถูกส่งมาที่นี่ มันไม่ได้รอทีมตรวจพื้นที่" พฤกษ์ตอบ
อคิราห์นั่งข้างเขา เงียบมาตลอดทางั้แ่ออกจากศูนย์วิจัย ผ้าก๊อซที่ข้อมือยังขาวอยู่ แต่พฤกษ์รู้ว่ารอยใต้ผ้าคงไม่หยุดเต้นตามจังหวะดอกไม้
"ตำรวจหยุดคนได้" อคิราห์พูด "แต่ถ้าดอกไม้ถูกตั้งให้ตามชื่อ มันไม่หยุดเพราะเห็นเครื่องแบบ"
ธามมองเขา "นั่นเป็คำเตือนหรือคำดูถูกระบบราชการ"
"เป็ประสบการณ์" อคิราห์ตอบ
ธามสบถเบา ๆ แล้วสั่งทีมสองนายลงตรวจรอบรั้วก่อน เขาไม่ชอบคำตอบของอคิราห์ แต่ก็ไม่โง่พอจะไม่ฟัง
อคิราห์ลงตามมา แต่หยุดห่างจากประตูรั้วครึ่งก้าว
"อะไร" พฤกษ์ถาม
"บ้านจำคุณเร็วกว่าเดิม"
"บ้านผมจำผมได้แปลกตรงไหน"
"บ้านธรรมดาไม่เปิดไฟเอง"
ตำรวจนายหนึ่งเดินกลับมาจากด้านข้างบ้าน "ไม่มีร่องรอยงัดแงะครับ ประตูหลังล็อก หน้าต่างปิดหมด"
"สัญญาณกันขโมย?" ธามถาม
"ไม่ดังครับ ระบบบันทึกว่าเปิดประตูหน้าด้วยกุญแจเมื่อยี่สิบสามนาทีก่อน"
"กุญแจอยู่กับผม" เขาพูด
"มีกุญแจสำรองไหม" ธามถาม
"มีชุดหนึ่งในลิ้นชักห้องทำงานพ่อ" พฤกษ์ตอบ ก่อนจะรู้สึกว่าประโยคนั้นผิดั้แ่พูดออกไป
ถ้ากุญแจสำรองอยู่ข้างใน แล้วคนข้างนอกเปิดประตูได้อย่างไร
ธามสั่งให้เ้าหน้าที่สองนายยืนคุมหน้าบ้าน แล้วพยักหน้าให้พฤกษ์ "คุณเข้าได้ แต่ผมเดินนำ"
"ถ้าบ้านตอบสนองต่อผม คุณเดินนำอาจทำให้มันปิดทาง" พฤกษ์พูด
"คุณอยากให้ผมเขียนรายงานว่าให้พลเรือนนำเข้าบ้านต้องสงสัยเพราะบ้านอาจงอนตำรวจ?"
"ผมอยากให้ทุกคนรอด"
ธามมองเขานิ่ง แล้วหันไปทางอคิราห์ "คุณมีความเห็นไหม หรือจะเพิ่มคำที่ทำให้รายงานผมแย่กว่าเดิม"
"ให้พฤกษ์เดินก่อน" อคิราห์ตอบ "แต่ห้ามเขาแตะอะไรจนกว่าเราจะเห็นว่าบ้านอยากให้แตะอะไร"
"คุณสองคนทำให้คำว่า 'อย่าแตะหลักฐาน' ซับซ้อนขึ้นทุกวัน" ธามพูด
ไฟที่เปิดอยู่คือไฟห้องทำงานของปกรณ์
พฤกษ์ยืนหน้าประตูแล้วไม่ขยับ
"พฤกษ์" อคิราห์เรียกเบา ๆ
"ผมไม่เป็ไร" เขาพูด
"ผมยังไม่ได้ถาม"
"คุณกำลังจะถาม"
"ปกรณ์เคยบอกว่าคุณตอบคำถามที่ยังไม่มีใครถามบ่อยเวลาไม่อยากให้คนรู้ว่ากลัว"
อคิราห์หลบตาไปทางประตูห้องทำงาน "เขาพูดถึงคุณบ่อย"
"ผมเริ่มรู้แล้ว"
ธามกระแอม "ซึ้งกันเสร็จแล้วเข้าไปได้ไหม ผมยืนถือปืนอยู่หน้าห้องทำงานพ่อคุณมาสามสิบวินาทีแล้ว"
ห้องทำงานของปกรณ์ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง กล่องไม้ตราฝากรากอยู่ในตู้เหล็ก สมุดบันทึกวางบนโต๊ะกลางห้อง แผนที่สวนเก่ากางอยู่ข้าง ๆ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือกระดาษแผ่นหนึ่งที่โผล่ออกมาจากใต้สมุด
ธามยกมือห้าม "รอพิสูจน์หลักฐาน"
ก่อนเ้าหน้าที่จะเข้ามา สมุดบันทึกของปกรณ์เปิดเอง
"ผมเกลียดเวลาหลักฐานไม่รอเ้าหน้าที่" เขาพูด
บันทึกการแก้ฝากราก ครั้งที่หนึ่ง
ถ้าวันนี้ล้มเหลว ผู้รับฝากรุ่นต่อไปจะไม่ใช่คนที่เลือก แต่เป็คนที่สวนจำ
อคิราห์ยืนข้างโต๊ะ มือซ้ายกำข้อมือขวาไว้แน่น
"คุณเคยเห็นหน้านี้ไหม" พฤกษ์ถาม
"ไม่" อคิราห์ตอบเร็วเกินไป
ธามมองเขา "เร็วดีนะ"
อคิราห์ไม่สนใจธาม เขามองสมุดเหมือนมันอาจหันมามองกลับ "ผมไม่เคยเห็นหน้านี้"
ปกรณ์ วรากุล
ชื่อหลังทำให้อคิราห์นิ่งไปทั้งตัว
"ธีรัตน์เป็ใคร" พฤกษ์ถาม
ธามก้าวเข้ามาใกล้ "คุณกฤตเมธ ผมจะถามแบบตำรวจ ธีรัตน์ กฤตเมธเกี่ยวข้องกับคุณยังไง"
อคิราห์มองชื่อบนกระดาษ "คนในบ้าน"
"พ่อ?" ธามถาม
"ไม่ใช่คำตอบที่ผมควรให้ในห้องนี้"
"งั้นให้ที่สถานี"
พฤกษ์พูดแทรก "เขาเป็คนที่ทำงานกับพ่อผม?"
"ปกรณ์ไว้ใจเขาไหม" พฤกษ์ถาม
"่แรก" อคิราห์ตอบ
"แล้วหลังจากนั้น"
"หลังจากนั้นไม่มีใครไว้ใจใครเต็มที่อีก"
คำตอบนั้นฟังเหมือนเื่ของพิธี แต่พฤกษ์ได้ยินเื่ของอคิราห์อยู่ในนั้นด้วย
หนึ่ง ชื่อจริงของผู้รับฝากคนสุดท้าย
สอง เืของผู้สืบจากเ้าของเดิม
สาม สิ่งที่ถูกฝากต้องถูกเรียกด้วยชื่อที่มันไม่อาจขโมยไปใช้
ธามอ่านออกเสียงช้า ๆ "ชื่อจริง เื แล้วก็ชื่ออีกชื่อหนึ่ง"
"พิธีต้องใช้ชื่อมากกว่าหนึ่งชั้น" พฤกษ์พูด "ชื่อคน ชื่อหน้าที่ และชื่อของสิ่งที่ถูกฝาก"
อคิราห์มองเขา "คุณเข้าใจเร็วเกินไป"
"คุณพูดเหมือนพ่อผม"
"ดีหรือแย่"
"ยังไม่แน่ใจ"
หน้าถัดไปมีรอยขูดหลายบรรทัด หมึกดำถูกถูจนกระดาษบางแทบทะลุ แต่คำบางคำยังเหลืออยู่
...อย่าให้ลูกได้ยินชื่อที่สวนจำ...
เสียงพ่อที่พูดว่า "ไปเถอะ ที่นั่นมีเรือนกระจกดีกว่าที่นี่"
หรือเพื่อไม่ให้เขากลับมาทำให้ผนึกนับชื่อเขา
"พ่อคุณไม่ได้ส่งคุณไปเพราะไม่อยากให้กลับบ้าน" อคิราห์พูดเบา ๆ
พฤกษ์หัวเราะสั้น ๆ ไม่มีความขำอยู่ในเสียง "ประโยคนี้คุณเคยพูดแล้ว"
"ตอนนั้นคุณยังไม่เชื่อ"
"ตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าควรเชื่ออะไร"
"เชื่อว่าเขาพยายามกันคุณออกจากสวน"
"แล้วคุณล่ะ" พฤกษ์ถาม "คุณช่วยเขากันผมออก หรือช่วยเขาใช้ผมเป็เงื่อนไข"
ธามรับโทรศัพท์จากหน้าห้อง เขาฟังอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินกลับเข้ามา "ผมมีข่าวจากทีมตรวจระบบ ศุภกรหายตัวไปจากห้องพัก เขาปิดโทรศัพท์ แต่มีประวัติเข้าแฟ้มเอกสารเก่าสวนวรพฤกษ์หลายครั้งเมื่อห้าปีก่อน"
"เขาอาจเป็คนคัดลายมือ" พฤกษ์พูด
"หรือเป็คนที่ถูกใช้ให้คัด" อคิราห์เสริม
ธามมองเขา "คุณยังปกป้องคนที่เราเพิ่งเจอชื่อ?"
"ผมเตือนว่าอย่าเพิ่งคิดว่าเจอหัวหน้า" อคิราห์ตอบ "คนที่คัดพิธีผิดอาจอันตราย แต่คนที่สอนให้คัดผิดอันตรายกว่า"
ถ้าพฤกษ์กลับบ้านเพราะเสียงเรียก ห้ามเปิดคนเดียว
ธามพูดทันที "ไม่แตะ"
"ถ้ารอทีมพิสูจน์หลักฐาน มันอาจเปิดเอง" พฤกษ์ตอบ
"ผมกำลังเริ่มเกลียดเหตุผลแบบนั้น"
อคิราห์มองซอง "ปกรณ์เขียนว่าห้ามเปิดคนเดียว"
"งั้นคุณอยู่ตรงนี้"
"ผมอาจเป็เหตุผลที่เขาห้าม"
พฤกษ์เงยหน้าขึ้น "คุณอยากให้ผมกลัวคุณ?"
อคิราห์สบตาเขา คราวนี้ไม่หลบ "บางครั้งใช่"
ตราบนฝ่ามือเขาร้อนวาบ แต่ไม่เผา เหมือนมันจำกระดาษได้ ซองเปิดเองตรงรอยกาวเก่า ก่อนนิ้วเขาจะแตะถึง
และป้ายชื่อกระดาษชิ้นเล็กที่ถูกตัดครึ่ง
"ของผม?" เขาถาม ทั้งที่ไม่รู้ถามใคร
ธามสั่งเ้าหน้าที่ถ่ายภาพทันที แต่เสียงเขาไกลออกไป
พฤกษ์มองเส้นผมในซอง แล้วกลิ่นดอกไม้ก็เข้มขึ้น
ภาพเปิดขึ้นโดยไม่มีการขออนุญาต
ประตูสวนวรพฤกษ์กลางคืน ฝนตกหนักจนแสงไฟแตกเป็เส้น ปกรณ์ยืนอยู่หน้าประตู เสื้อเชิ้ตเปียกแนบตัว มือข้างหนึ่งอุ้มเด็กหรือคนเจ็บไว้แนบอก
หลังแผงรากไม้ มีอีกคนยืนอยู่
เด็กหนุ่มสวมแหวนดำ มือขวาเืไหล เขาไม่ร้อง แต่ไหล่สั่นเหมือนคนถูกสั่งให้เงียบมาตลอดชีวิต
เสียงชายคนหนึ่งดังจากอีกฝั่งประตู
เืเ้าของเดิมต้องอยู่ข้างใน
ปกรณ์ะโกลับ "เขายังเด็ก!"
เด็กทุกคนเป็ผู้ใหญ่เมื่อถูกเรียกชื่อจริง
ป้ายชื่อที่ขาดครึ่งติดอยู่กับเสื้อ
คำสั่งนั้นไม่ใช่เสียงในสมุด
"อย่าตามภาพนั้นต่อ" อคิราห์พูด
พฤกษ์หายใจแรง "คุณเห็นไหม"
"ไม่"
"แต่คุณรู้ว่าผมเห็นอะไร"
พฤกษ์ดึงแขนกลับ ครั้งนี้อคิราห์ปล่อยทันที
"เด็กในอ้อมแขนพ่อเป็ใคร" พฤกษ์ถาม
อคิราห์มองเส้นผมในซอง "ผมไม่แน่ใจ"
"โกหกทีละเื่พอ" พฤกษ์พูดเสียงต่ำ "เื่นี้อย่า"
"คืนนั้นมีเด็กมากกว่าหนึ่งคน" เขาพูด "และสวนชอบสลับความทรงจำของคนที่มันแตะชื่อ"
"เด็กหนึ่งคนคือคุณ?"
"ผมถูกพาเข้าไป"
"แล้วเด็กที่ถูกอุ้มออกมา?"
"ผมจำไม่ได้"
"หรือคุณไม่อยากจำ"
อคิราห์ลืมตา "ทั้งสองอย่าง"
ธามที่เงียบฟังมานานพูดขึ้น "ผม้าคำให้การเื่นี้อย่างเป็ทางการ"
"คุณจะได้" อคิราห์ตอบ "ถ้าผมยังแยกความทรงจำจริงออกจากสิ่งที่สวนใส่ไว้ได้"
พฤกษ์หัวเราะเบา ๆ แบบหมดแรง "สะดวกดีนะ"
อคิราห์มองเขา "ไม่สะดวกเลย"
คำตอบนั้นเรียบ แต่พฤกษ์เห็นมือซ้ายของอคิราห์กำแน่นจนข้อนิ้วซีด
แต่สมุดปกรณ์ขยับอีกครั้ง
หมึกค่อย ๆ ปรากฏทีละบรรทัด
ถ้าลูกอ่านมาถึงตรงนี้ แปลว่าสวนเริ่มคืนสิ่งที่พ่อขโมยจากความทรงจำลูกแล้ว
มีบางคืนที่การลืมคือประตูที่แคบที่สุดสำหรับการรอด
อย่าพูดชื่อที่ลูกจำได้ในสวน
ธามอ่านประโยคสุดท้ายซ้ำด้วยสายตา ไม่พูดออกมา
อคิราห์ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว
พฤกษ์มองเขา "คุณรู้เื่นี้ไหม"
"ผมรู้ว่าความทรงจำของคุณถูกปิด" อคิราห์ตอบ
"รู้ั้แ่เมื่อไร"
"ั้แ่ปกรณ์ขอให้ผมอย่าเรียกชื่อคุณในสวน"
ชื่อพ่อในประโยคนั้นทำให้ความโกรธของพฤกษ์หาทางออกไม่เจอ
"แล้วคุณก็ทำตาม?"
"ผมติดหนี้เขา"
"แล้วผมล่ะ" พฤกษ์ถาม "คุณติดอะไรผมไหม"
อคิราห์มองเขา
ไม่มีคำตอบหลุดออกมาทันที
นั่นทำให้ประโยคต่อมาหนักกว่าคำโกหกทุกครั้ง
"มากกว่าที่คุณควรให้ผมติด" อคิราห์พูด
พฤกษ์ไม่รู้ว่าคำนั้นควรทำให้ใจอ่อนหรือระวัง
เขาเลยเลือกมองสมุดแทน
บนหน้ากระดาษใต้คำเตือนของปกรณ์ มีเส้นหมึกใหม่ลากขึ้นเองเป็วงกลมซ้อนสามชั้น
วงนอกคือสวน
วงกลางคือผู้รับฝาก
วงในคือสิ่งที่ถูกฝาก
ก้านใบกลางวงแทงขึ้นเหมือนทางออก
แต่คราวนี้มีเส้นที่ไม่เคยมีมาก่อน
เส้นหนึ่งลากจากวงกลางไปยังคำว่า บ้านวรากุล
อีกเส้นลากจากวงในไปยังคำว่า ธีรัตน์
และเส้นสุดท้าย ค่อย ๆ ลากมาหยุดใต้ชื่อพฤกษ์
หมึกยังเปียกตอนที่คำหนึ่งปรากฏขึ้นใต้ชื่อเขา
ตอบรับ
ไฟในห้องทำงานดับพรึ่บ
นอกหน้าต่าง เถาพวงครามทั้งรั้วสั่นพร้อมกัน
เสียงใบไม้ไม่ได้กระซิบว่า กลับบ้าน อีกแล้ว
มันกระซิบด้วยเสียงที่เหมือนพ่อของเขาและไม่ใช่พ่อของเขา
จำได้หรือยัง