เมื่อทั้งสองจากไป คนส่วนมากก็ทำข้อสอบเสร็จแล้วความจริงก็ไม่ถือว่าเช้าแล้ว
คุณหนูตัวน้อยหน้าตาสะสวยเดินตามพี่ชายของตนเองไปเหล่าเด็กหนุ่มต่างหมดความสนใจ สลายตัวกันไปทันที
กลับกัน เด็กผู้ชายผิวคล้ำที่เยี่ยนเจาเจารู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเงยศีรษะขึ้นจ้องแผ่นหลังของหนานหมิงเหอที่อุ้มนางเดินจากไป ก่อนขมวดคิ้วบางเบา
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าก็ถึงช่วงประกาศผลสอบ
เยี่ยนเจาเจารู้ถึงระดับความสามารถของตนเองดี จึงมิได้รีบร้อนส่วนหนานหมิงเหอกลับใจเย็นยิ่งกว่า
ทั้งสองคนไม่รีบตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อไปดูผลคะแนนสอบของตนบนป้ายประกาศเหมือนคนอื่นเมื่อทั้งคู่มาถึงหลังกินโจ๊กข้าวฟ่างในโรงอาหารเสร็จเหล่านักเรียนที่มาดูผลสอบก็กระจัดกระจายไปแล้ว
เจินเจินกับอ้ายอ้ายสนใจผลสอบของตนมากจึงรีบมากันแต่เช้าเวลานี้เกรงว่าจะได้รับผลสอบ ไปจัดสรรหอพักเรียบร้อยแล้ว
ไม่รู้ควรบอกว่าเยี่ยนเจาเจาโอหังหรือว่ามั่นใจดีนางจูงมือหนานหมิงเหอ มองขึ้นไปยังหัวป้ายประกาศทันทีราวกับรู้ว่าตนเองจะต้องอยู่ลำดับต้นๆ เป็นแน่
แน่นอนว่าเยี่ยนเจาเจาไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังสอบได้เป็นอันดับสาม ตัวอักษร หยวนชิงจ้าว สามคำอยู่สูงทีเดียว
นางห่างเหินจากความรู้มาเนิ่นนานอัดเนื้อหาชั่วคราวชิงอันดับสามมาได้ก็ดีมากแล้ว เจาเจาค่อนข้างพึงพอใจในตนเองรู้สึกว่าตนเองไม่ได้ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ขายหน้า
ชื่อของบุรุษสตรีนั้นแยกแยะง่าย เยี่ยนเจาเจามองขึ้นลงสักพักพบว่านักเรียนหญิงน้อยมาก กระทั่งในสองร้อยอันดับแรก ก็มีชื่อของสตรีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
และในจำนวนน้อยนิดนั้นยังรวมเจินเจิน อ้ายอ้ายอยู่ด้วยอ้ายอ้ายสอบพอใช้ได้ ด้วยคะแนนอันดับห้าสิบแปด ส่วนเจินเจินแย่กว่าเล็กน้อยอยู่อันดับที่เก้าสิบสาม เกือบจะไม่ผ่านเสียแล้ว
ร้อยอันดับแรกถือเป็นผู้ผ่านเกณฑ์สอบเข้าเรียนปีนี้แล้วเจินเจินอ้ายอ้ายเองนับว่าสอบเข้าสถานศึกษาสกุลหยวนได้ในครั้งแรกวันหน้าก็สามารถเข้าเรียนกับเยี่ยนเจาเจาด้วย
หลังจากดูผลการสอบนักเรียนที่สอบติดร้อยอันดับแรกจะแยกย้ายกันไปรับป้ายห้อยเอวนักเรียนที่สำนักงานเมื่อได้รับหมายเลขห้องเรียนและหอพักที่จัดสรรให้ตนแล้ว ก็จะเริ่มเตรียมตัวเปิดภาคเรียนอย่างเป็นทางการในอีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง
จริงด้วย หลังสอบแรกเข้า หนานหมิงเหอกับเยี่ยนเจาเจาต้องแยกจากกันแล้วคงไม่สามารถพบหน้ากันทุกวันอีก
ไม่ใช่เยี่ยนเจาเจาไม่เคยออดอ้อนผู้อาวุโสหยวนมู่ว่าข้างกายตนมิอาจขาดหนานหมิงเหอแต่น่าเสียดายที่คนเปลี่ยนไปเที่ยงตรงยุติธรรมเด็ดขาดไม่ไว้หน้าใคร อย่างกับเป็นคนละคนทันทีที่เข้าสถานศึกษาสกุลหยวนกล่าวว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้
สถานศึกษาของสตรีอยู่อาคารทางเหนือส่วนของบุรุษอยู่อาคารทางใต้ เดิมห่างไกลกันอย่างยิ่งจะให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันได้อย่างไร เป็นเยี่ยนเจาเจาคิดไม่ออกเอง
ยิ่งไปกว่านั้นลานเรือนของอาคารเหนือล้วนมีแต่เด็กผู้หญิงส่วนอาคารทางใต้เต็มไปด้วยบุรุษไร้ความยับยั้งชั่งใจหากมีสาวงามโผล่ไปกลางดงชายโสด แล้วมีชายหน้าเหม็นไปอยู่กลางเรือนบุปผาจะทำเช่นไร?
ดังนั้นความปรารถนาของเยี่ยนเจาเจาที่อยากอยู่ติดกับพี่ชายรองทุกวันต่อเลยโดนผู้อาวุโสหยวนมู่ปฏิเสธทันควันให้เลิกคิดไปเสีย เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้
กลับเป็นหนานหมิงเหอที่เกลี้ยกล่อมเยี่ยนเจาเจาต่อให้นางเรียนหนังสือที่อาคารเหนือคนเดียวแต่หลังจากทั้งสองผ่านการทดสอบของผู้อาวุโสหยวนมู่ ก็สามารถเจอหน้ากันทุกวันได้ไม่ถือว่าแยกจากกันเสียทีเดียว สาวน้อยละเอียดอ่อนเลยอารมณ์ดีขึ้น
เยี่ยนเจาเจาสังเกตรอบๆ ป้ายประกาศอีกครั้งพบว่าอันดับสองข้างหน้าตนมีชื่อที่น่าสนใจยิ่งว่า “สือโท่ว”
นางมองต่อสักพัก ก่อนเลื่อนสายตาลงมาแล้วอดเลิกคิ้วเมื่อดูละเอียดไม่ได้
มีชื่อหนึ่งไพเราะมากว่าไป๋ฝูฉวี บงกชหอมหวน เบ่งบานอิสระ ตระหง่านตั้งตรงเพียงฟังก็ทราบว่าเป็นนามของคุณหนูคนหนึ่ง
และไป๋ฝูฉวีผู้นี้ผลสอบค่อนข้างดีทีเดียว ได้อันดับสิบพอดี
ซึ่งสิบอันดับแรกสามารถไปทดสอบส่วนตัวของผู้อาวุโสหยวนมู่ได้ตราบใดที่สอบผ่านจะเป็นลูกศิษย์สายในของเจ้าสำนักหยวนมู่ทันที หากเอ่ยตามบทละครพวกเขาคงถือเป็นผู้สืบทอดวิชา
เยี่ยนเจาเจาสงสัยเกี่ยวกับนักเรียนหญิงหนึ่งเดียวที่สอบติดสิบอันดับแรกนอกจากตนก่อนจะเห็นแม่นางมีสง่าราศีราวดอกกล้วยไม้คนหนึ่งกำลังมองป้ายประกาศรายชื่ออยู่ไกลๆอายุประมาณสิบสองสิบสามปี แต่บุคลิกกลับดีเลิศ รูปลักษณ์โดดเด่นดึงดูดสายตาคน
มาจากตระกูลใหญ่ใดกัน?
เยี่ยนเจาเจาเพิ่งนึกเช่นนี้ ก็ลบความคิดของตนเองไป
คนผู้นี้ดูอรชรอ้อนแอ้น ใบหน้างามล้ำอาภรณ์บนร่างกลับเป็นผ้าเนื้อหยาบ น่าจะมาจากครอบครัวยากจน
เยี่ยนเจาเจาย่อมรู้ว่าการเรียนหนังสือสำหรับครอบครัวแร้นแค้นยากลำบากเพียงใดกอปรกับทางใต้ไม่ให้ความสำคัญกับสตรีนักเห็นนางมองป้ายประกาศรายชื่ออย่างไม่ถ่อมตัว ไม่เย่อหยิ่ง บ่งบอกได้ชัดว่ามาสอบเข้าเรียนเหมือนกันก็รู้สึกนับถือ
นางยกย่องคนเก่งกาจขยันขันแข็งมาแต่ไหนแต่ไรและไม่แปรเปลี่ยนเพราะที่มาเบื้องหลังคนผู้นั้น
วีรบุรุษไม่ถามพื้นเพ เยี่ยนเจาเจาดูแคลนเพียงคนจิตใจตายด้านเช่นเหลียงอิน
เยี่ยนเจาเจารักสวยรักงาม ชอบของน่ามองมาตั้งแต่เกิดเห็นแม่นางสวยสะพรั่ง กิริยาอ่อนช้อย ก็อดมองหลายครั้งไม่ได้
ประจวบเหมาะกับข้างหลังคุณหนูคนนั้นมีสตรีออกเรือนรูปร่างอวบอ้วนสวมชุดเรียบง่าย ตะโกนเรียกนางเสียงดัง สีหน้าเก็บความปีติยินดีไม่อยู่ “ฉวีเอ๋อร์เจ้าสอบติดแล้ว? แม่ดีใจนัก!”
แม่นางน้อยดึงแขนเสื้อของนางอย่างเก้อกระดาก “ท่านแม่ท่านเบาเสียงลงหน่อย จะได้ไม่รบกวนคนอื่นเขา แค่สอบได้ที่สิบมิใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศเช่นนี้”
ฉวีเอ๋อร์ ที่สิบ
เยี่ยนเจาเจาตระหนักทันทีว่าแม่นางน้อยรูปโฉมเลิศเลอตรงหน้าคือไป๋ฝูฉวีนั่นเอง
สตรีออกเรือนคนนั้นไม่สนใจ นางกุมแก้มของไป๋ฝูฉวีด้วยรอยยิ้มตาหยีเอ่ยเสียงดังยิ่งกว่าเดิม “ลูกสาวข้าสอบได้คะแนนดี เหตุใดไม่อาจป่าวประกาศเล่าหรือพวกที่ไม่มีปัญญาสอบผ่านเอง ยังมาโทษที่เจ้าสอบได้ดีกว่าพวกเขาอีก? สตรีร่างกายอ่อนแออย่างลูกสาวข้าเก่งกาจกว่าบุรุษดีๆ ในที่แห่งนี้ไม่ใช่พวกเขาควรอายเองหรอกหรือ!”
นางตะโกนดังลั่น ทำเอานักเรียนชายบางคนก้มศีรษะ ดูอับอายสุดๆ
แน่นอน คนที่ไม่ยอมก็มากเช่นกัน สุดท้ายจึงจ้องสองแม่ลูกคู่นี้เขม็งเพราะคำพูดของสตรีออกเรือนดังคาด
“ท่านแม่!” ไป๋ฝูฉวีอับอายจนหน้าแดง ดึงแขนเสื้อแม่ตนเองลากเดินไปอีกฝั่งอย่างอึดอัด “พูดเช่นนี้ไม่ได้เหล่าบุรุษแถวนี้ล้วนเตรียมตัวกันมาหนักทั้งนั้น ข้าเพียงโชคดีเล็กน้อยไฉนจะคู่ควรกับคำโอ้อวดของท่านแม่ ยิ่งกว่านั้น อันดับสามบนป้ายประกาศก็เป็นสาวน้อยคนเขายังไม่พูดเลย พวกเรามาพูดกันที่นี่ คนจะหัวเราะเยาะเอานะเจ้าคะ”
ไป๋ฝูฉวีภาพลักษณ์อ่อนโยนบอบบาง พูดจาอ่อนหวานนุ่มนวลนางเพียงกระซิบแผ่วเบา คนรอบกายส่วนหนึ่งจากที่สีหน้ามืดครึ้มก็สดใสขึ้น
อันดับสามที่นางหมายถึง คือเยี่ยนเจาเจาที่หันมองนางจากข้างหลัง
สตรีออกเรือนกลับไม่แยแส ยังเอะอะอีก“เจ้านึกว่าข้าไม่รู้หรือ คุณหนูคนนั้นไม่ใช่คนธรรมดาอย่างบ้านพวกเราเจ้าดูว่าคนเขาแซ่อะไร แซ่หยวน! เป็นหลานสาวแท้ๆ ของเจ้าสำนักศึกษาแห่งนี้บางทีเจ้าสำนักอาจอยากให้นางได้คะแนนดีสักหน่อยเลยเปิดเผยข้อสอบให้นางเป็นกรณีพิเศษก็ไม่แน่!”
ครานี้ไป๋ฝูฉวีแทบร้องไห้แล้ว นางปิดปากมารดาของตนเองหันขอโทษคนรอบข้างที่มองมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นรีบลากมารดาออกไปทันที
ทว่าเสียงของหญิงวัยกลางคนยังลอยมาเลือนรางประมาณว่าอันดับหนึ่ง อันดับสามล้วนเป็นคนสกุลหยวนนางไม่เชื่อหรอกว่าผู้อาวุโสหยวนมู่ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักจะไม่แทรกแซง
คำพูดนี้ช่างน่าขันเพียงแต่พวกคนจิตใจดำมืดและสอบไม่ผ่านค่อนข้างเห็นด้วย จนมิอาจไม่คิดเพ้อเจ้อและวิพากษ์พิจารณ์ไม่ได้
นี่เป็นเรื่องธรรมดาของคน เยี่ยนเจาเจาไม่เก็บมาใส่ใจ
สิทธิพิเศษหรือ?
เยี่ยนเจาเจาคิดว่าตนไม่ไร้ระดับขนาดที่จะไปถามคำถามผู้อาวุโสหยวนมู่ล่วงหน้า
นอกจากนี้ผู้อาวุโสหยวนมู่มีนิสัยเที่ยงตรง แข็งทื่อไฉนจะกระทำเรื่องอย่างเปิดเผยข้อสอบล่วงหน้ากัน
สตรีประเภทนี้อาศัยแค่การคาดเดาในหัวก็พูดจาเพ้อเจ้อตามอำเภอใจแม้เยี่ยนเจาเจาไม่ใส่ใจนาง แต่ความประทับใจที่มีต่อไป๋ฝูฉวีก็ลดลงไปมากแล้ว
เพียงหวังว่าสตรีเช่นนี้จะเลี้ยงไป๋ฝูฉวีออกมาไม่เหมือนนาง
หากขี้โวยวายและขี้นินทา สุดท้ายยังมาเป็นสหายร่วมเรือนของตนคงน่ารำคาญที่สุด
เยี่ยนเจาเจาหันไปมองป้ายประกาศอีกรอบเมื่อครู่นางจงใจไม่มองชื่อแรกบนหัวกระดาน แต่ใจเดาไว้เรียบร้อยแล้วพี่ชายรองของนางฉลาดเป็นกรดขนาดนี้ ต้องได้อันดับหนึ่งแน่นอน
ซึ่งอันดับหนึ่งก็เขียนตัวอักษร “หยวนชิงชิว” ตามคาด
หยวนชิงชิวก็คือหนานหมิงเหอนั่นเอง
เยี่ยนเจาเจายิ้มจนดวงตาโค้งมนราวกับไม่แปลกใจสักนิดเพียงหันไปกอดแขนหนานหมิงเหอ ทำหน้าลำพองและภาคภูมิใจ
“พี่ชายของข้าเก่งกาจนัก”
หนานหมิงเหอยื่นมือมาลูบผมนาง “เจาเจาดูไม่ประหลาดใจเลย”
“พี่ชายข้าสุดยอดเสมอ ข้ารู้ดีอยู่แก่ใจค่ะ”
ดวงตาคู่นั้นของเยี่ยนเจาเจายกยิ้มจนกลายเป็นพระจันทร์เสี้ยวในดวงตาสะท้อนเพียงเงาของหนานหมิงเหอ
นางมั่นใจในฝีมือของหนานหมิงเหอยิ่งนักเขาอายุยังน้อยก็เดินมาถึงจุดนี้ ต้องสุดยอดอยู่แล้ว
แม้เยี่ยนเจาเจาจะไม่รู้ว่าชาติก่อนหนานหมิงเหอป่วยตายเพราะอะไรทั้งยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าหนานหมิงเหอป่วยตายจริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยหากชาตินี้หนานหมิงเหออยู่ข้างกายตนก็น่าจะรอดจากเหตุการณ์นั้นไปได้
สถานการณ์เมืองเซียงเฉิงสลับซับซ้อนเห็นท่าทางปัจจุบันของผู้อาวุโสหยวนมู่ตั้งใจจะสอนสั่งตนให้ดีแสดงว่าตนคงต้องอยู่ซูโจวต่อสักพัก
วันหน้ายังอีกยาวไกลไม่ทราบว่าตนจะได้กลับเมืองเซียงเฉิงเมื่อใด แต่หากนางไม่กลับมีโอกาสร้อยละเก้าสิบที่หนานหมิงเหอจะรั้งอยู่เคียงข้างนางด้วย
นึกถึงตรงนี้ เยี่ยนเจาเจาอดคิดไม่ได้ว่าท่านแม่ที่อยู่เมืองเซียงเฉิงจะเป็นเช่นไรบ้าง
เยี่ยนเจาเจาถามถึงสถานการณ์เมืองเซียงเฉิงเป็นพักๆเยี่ยนเจาเจาจึงได้รู้ว่าเรื่องราวในเมืองเซียงเฉิงยากลำบากทีเดียว
พื้นที่รอบเมืองเซียงเฉิงยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมดตั้งแต่นางออกจากเมืองเซียงเฉิงมาจนตอนนี้ก็เกือบหนึ่งปีเต็มแล้ว ท่านแม่ที่แสร้งว่าเสียชีวิตยังคงทำเหมือนเดิมชื่อเสียงของฝูอ๋องในหมู่ประชาชนสูงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งมีอิทธิพลเกือบเทียบเท่าฮ่องเต้หญิง
ความจริงชาติก่อนเยี่ยนเจาเจาอยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและฮ่องเต้หญิงนักนางจึงรู้ดีว่าในการแย่งชิงอำนาจ ยิ่งพื้นผิวน้ำสงบเพียงใด เบื้องล่างก็ยิ่งต่อสู้กันรุนแรงเท่านั้นศึกครานี้อาจกำลังตั้งเค้าอยู่ ยังเร็วเกินกว่าจะยุติ
หากมิใช่ซูโจวห่างไกลจากเมืองเซียงเฉิงซูโจวคงโดนผลกระทบจากความโกลาหลในเซียงเฉิง และชีวิตของเยี่ยนเจาเจาย่อมไม่มีทางสุขสบายเช่นวันนี้
เยี่ยนเจาเจาชิงชังตนเองที่ขณะนี้เป็นเพียงเด็กน้อยไร้ประโยชน์ไม่อาจช่วยแบ่งเบาภาระท่านแม่และท่านป้าได้ทั้งตระหนักดีว่าสิ่งที่ตนเรียนรู้มายังไม่เพียงพออาจขาดคุณสมบัติท่ามกลางศึกเช่นนี้มิฉะนั้นชาติก่อนคงไม่ถูกเหลียงอินวางแผนใส่จนพ่ายแพ้ยับเยินหรอก
เยี่ยนเจาเจาคิดมาก สีหน้าพลันฉายแววกลัดกลุ้มแล้วนิ่งงันไปเล็กน้อย
หนทางข้างหน้าช่างเต็มไปด้วยอุปสรรคและอันตรายเสียจริงเยี่ยนเจาเจาคิดเรื่อยเปื่อยยังรู้สึกแย่เลย
ทว่านางไม่เคยกลัวความลำบาก ณ เวลานี้ท่านป้ากับท่านแม่ปกป้องนางโดยส่งนางมาที่ซูโจวเมื่อวันหน้านางเรียนจบแล้ว ก็จะปกป้องท่านป้าของตนเหมือนกัน
หนานหมิงเหอมองออกว่าเยี่ยนเจาเจามีความในใจเห็นเด็กน้อยเผยสีหน้าทุกข์ระทมก็ชะงักฝีเท้า ลูบผมของนางโดยไม่รู้ตัวเมื่อสัมผัสเส้นผมนุ่มนิ่มกลางฝ่ามือ ก็เอ่ยเสียงแผ่วเบา “ยังเยาว์วัยอย่าคิดอะไรมากเลย วางตัวเป็นผู้ใหญ่มันไม่สนุกสักนิด”
เขาเพิ่งเอ่ยจบ ก็เห็นเยี่ยนเจาเจาพองแก้ม “พี่ชายข้าไม่เด็กแล้ว ลูบผมอีกจะเตี้ยเอานะเจ้าคะ”
เยี่ยนเจาเจาไม่มั่นใจในส่วนสูงของตนเองเลย
เดิมทีนางเป็นคนโครงสร้างกระดูกเรียวเล็กชาติก่อนโตจนอายุสิบแปดก็รูปร่างเพรียวบาง หากเทียบกับพี่ชายรองตอนนี้ ช่วงที่ตนสูงที่สุดคงประมาณหน้าอกของหนานหมิงเหอเท่านั้น
ทั้งที่ท่านพ่อท่านแม่รูปงามตัวสูงชะลูดกันหมดแท้ๆเหตุใดตนถึงเตี้ยขนาดนี้ก็ไม่รู้
แต่นี่เป็นความคิดว่าตนอ้วนเตี้ยของเยี่ยนเจาเจาเองเท่านั้นชาติก่อนนางมีใบหน้าสะสวย รูปร่างยังน่ารักน่าทะนุถนอม จนใครๆแทบจะอุ้มประคองไว้กลางฝ่ามือ กลับทระนงตัวเหนือผู้ใดเป็นถึงสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองเซียงเฉิง
หนานหมิงเหอเห็นนางยู่ปาก ก็วางมือลงเปลี่ยนไปหยิกแก้มนุ่มนิ่มของเยี่ยนเจาเจาแทน
อันที่จริงมีนักเรียนมาดูป้ายประกาศหลายคนเห็นเยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอจากไกลๆแล้ว เพียงแต่ตอนนี้ทุกคนแทบจะรู้กันหมดว่าทั้งสองเป็นพี่น้องแท้ๆ กันยิ่งเป็นหลานชายหลานสาวสายตรงของผู้อาวุโสหยวนมู่เลยไม่มีใครกล้าเข้าหาสุ่มสี่สุ่มห้า ด้วยกลัวจะทำคนเขาขุ่นเคือง
ยิ่งกว่านั้นเห็นชัดว่าสองคนนี้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดยังตามมาสอบเข้าพร้อมพวกเขา แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดของสถานศึกษาสกุลหยวน
ทั้งสองต่างเป็นคนเก่ง คนหนึ่งสอบได้อันดับหนึ่งอีกคนได้อันดับสาม ผลสอบระดับนี้ทำเหล่าคนสอบตกยังไม่กล้าแม้แต่จะคิด ได้แต่เพียงทอดถอนใจว่าโชคดีกันเสียจริงแล้วเก็บข้าวของตนจากไปเงียบๆ เตรียมมาสู้ใหม่ปีหน้า
ดูป้ายประกาศรายชื่อเสร็จเยี่ยนเจาเจาก็จูงหนานหมิงเหอด้วยท่าทางหงอยเหงา
อย่างไรเสียทั้งสองต่างก็ต้องไปหยิบป้ายห้อยเอวนักเรียนและของอย่างอื่นแล้วก่อนจะแยกจากกันในไม่ช้า เยี่ยนเจาเจาไม่เคยแยกกันเช่นนี้มาก่อน
ชาติก่อนนางมอบความไว้วางใจให้ผิดคนชาตินี้จึงใกล้ชิดเพียงคนคุ้นเคยเท่านั้น ไม่สนใจเรื่องผูกมิตรกับคนอื่นๆถึงขั้นรังเกียจเสียด้วยซ้ำ วันนี้ไม่อาจอยู่ร่วมกับหนานหมิงเหอทุกเวลาเยี่ยนเจาเจาจะยินดีได้อย่างไร
แต่เยี่ยนเจาเจารู้ว่าตนมาเรียนหนังสือ จะเอาแต่ใจเหมือนเดิมไม่ได้แล้วเอะอะจนผู้อาวุโสหยวนมู่โกรธแล้วขับไล่ตนออกคงดูไม่ดีนัก จึงทำได้เพียงทำปากยู่ยอมรับความจริงอันขมขื่นที่ตนต้องพรากจากหนานหมิงเหอ
แม่นางน้อยเศร้าสร้อย พี่ชายรองมองแล้วอึดอัดตามทว่าเขามักไม่เอ่ยเรื่องทำนองนี้ออกมา เลยต้องใช้คำพูดต่างๆ นานา ปลอบให้นางอารมณ์ดีขึ้นแทน
หลังจากนั้นทั้งสองก็ตรงไปยังสำนักงานพร้อมกันและหยิบป้ายห้อยเอวของแต่ละคน