ดวงตะวันทอแสงจ้าตรงแผ่นฟ้าบอกเวลาบ่ายคล้อย เ้าของเรือนปั้นหยาสีเบจยังคงทรงอักษรพระราชนิพนธ์เื่มัทนะพาธาอยู่ใต้ร่มหลังคาศาลากลางน้ำดังเช่นวันที่ไม่ได้เสด็จออกไปที่ใด
เมื่อคืนที่ผ่านมา ทรงได้รับจดหมายที่คนทางนั้นฝากมาถวายแล้ว เขาแต่งเป็มาลินีฉันท์๑๕ เล่นพจนาวาทีเสียหวานหูเชียว ใครอ่านแล้วเป็ต้องอางขนาง แต่ฉบับนั้นคงมีเพียงหนึ่งฉบับ สำหรับหม่อมเ้าชายแห่งวังวิจิตราลัยองค์เดียวเท่านั้น
ท่านชายทรงระลึกย้อนถึงบทกวีของเขาที่มีเสน่ห์เล้าโลมเป็เอก
พระศศิชุติวิภาดวง เพ็ญสถิตทรวง
ภิรมย์ดี
มะรุตะระอติมาลี กลิ่นสุคนธี
เกษมใจ
สิตละปะทะฤดีใด ปราศจากใคร
ตระกองกาย
ผิจะกรุณะ ธ ท่านชาย โปรดฐิติ์เคียงกาย
ประทับด้วย
ศศิผกะจะรจิตสวย ก็มิอำนวย
ผิไร้กานต์
และบมิจะอุปไมยปาน จันทร์อวาตาร
เสมอท่าน
“เ้าบทเ้ากลอน ช่างคารมหวานนักนะ อยู่ไกลฉันเพียงนี้ ยังมีหน้ามาแต่งฉันท์หยอดน้ำตาลให้ฉันอีก” ตรัสพลางทางทรงม้วนวรองค์อย่างขวยเขิน ดีที่ไม่ผู้ใดอยู่บริเวณนี้ด้วย
เมื่อเช้านี้รับสั่งให้นายโมกเป็ผู้แทนนำจดหมายอีกฉบับที่ทรงนิพนธ์ขึ้นไปประทานแก่เขา จนตอนนี้อ้ายบ่าวก็กลับมาช่วยงานนายพุดได้หลายอย่างแล้ว ป่านนี้คงได้อ่าน แต่ไม่รู้ว่าจะบิดตัวไปมาอย่างองค์เองบ้างหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็ถือว่าดีใช่ย่อย ถึงไม่พบหน้ากัน ก็ยังสื่อสารได้ผ่านตัวอักษร
กลับมาที่เื่ทรงอักษร ท่านชายเดียวทรงใช้เวลาทอดเนตรบทพระราชนิพนธ์ต่อจากนั้นอยู่สักพัก ก็ต้องปิดลงพร้อมกับทรงซ่อนแผ่นจดหมายฉบับเมื่อคืนนี้ให้พ้นสายพระเนตรผู้ทรงบารมีกว่า
เสด็จพระองค์ชายเสด็จมายังศาลากลางน้ำ ทอดเห็นพระปิโยรสสนหทัยในตำรับตำราก็ดี แต่จะยิ่งดีและถูกพระทัยกว่านั้น หากทรงเอาเวลาว่างเหล่านี้ไปทำหน้าที่พระคู่หมั้นของหม่อมเ้าหญิงศศิวิมล
“อ่านอะไร มัทนะพาธา?” ตรัสขึ้นด้วยพระสุรเสียงน่าเกรงขาม
ท่านชายเดียวทรงพยักพักตร์ตอบน้อย ๆ “เกล้ากระหม่อม”
“ชายมีนางมัทนะพาธาอยู่ในมืออยู่แล้ว ไม่ต้องไปหาที่ใด เพียงทำตามที่พ่อบอกและรักษาไว้ให้ดี” ที่รับสั่งนั้นเหมือนจะประสงค์ย้ำเตือนเื่เดิม ๆ นางมัทนะพาธานั้นคู่ควรกับท้าวชัยเสน แต่ท่านชายทรงไม่ได้อยากเป็ท้าวชัยเสนนี่สิ
พระปิโยรสทรงนิ่งงัน ไม่ทรงเอ่ยถ้อย ฝ่ายพระบิดาจึงรับสั่งต่อ “เมี่ยงคำ พ่อบอกแม่นิ่มให้ทำ จะให้ชายเอาติดมือไปฝากที่ฝ่ายใน”
แน่นอนว่าทรงไม่อาจขัดขืน ท่านมีพระบัญชาอย่างไร เกิดเป็ลูกก็ต้องกระทำตามอย่างนั้น โดยเฉพาะลูกที่ทรงคาดหวังไว้มาก
“เกล้ากระหม่อม ชายอ่านเสร็จแล้ว จะรีบไป”
“ไม่ใช่หลังอ่านเสร็จ แต่เป็ประเดี๋ยวนี้เลย”
ท่านชายเดียวทรงไม่แม้แต่จะปริโอษฐ์ว่าวอน หรือแม้แต่ทำกระบิดกระบวน จำต้องพับปกหนังสือปิดไว้ แล้วรับเอาของจากพระบิดามาถือไว้ ก่อนจะเสด็จออกไป แต่ในขณะเดียวกันนั้น ท่านชายปิ๋วก็ทรงพรวดพราดเข้ามา ท่าทางร้อนหทัย
“เสด็จไหนหรือกระหม่อม ชายไปด้วยคน”
“ไม่ได้ พี่เขาจะไปหาคู่หมั้น ไม่ใช่เื่ของชายปิ๋ว พ่อจะให้คนตามไปด้วย จะได้รู้ว่าชายเดียวไม่ได้คิดหนีไปเตร็ดเตร่ที่ไหนอีก” เสด็จพระองค์ชายทรงแหว ทอดสายพระเนตรติเตียนพระโอรสองค์เล็ก
“โธ่ เสด็จพ่อ”
“ไปได้แล้วชายเดียว ส่วนชายปิ๋ว ตามพ่อไปที่ตำหนักใหญ่ มีงานให้ช่วย” พระบิดาไม่ได้ทรงนำพาในวาจานั้น รับสั่งกับท่านชายทั้งสองอย่างจริงจังในน้ำพระเสียง แล้วเสด็จดำเนินแยกไป
“ตามเสด็จพ่อไปเถอะชายปิ๋ว พี่ต้องไปแล้ว”
“ก็ได้กระหม่อม”
เชษฐา-อนุชาทอดเนตรหากันด้วยความละเหี่ยโหย เกิดมาสูงส่งใช่ว่าประสงค์สิ่งใดแล้วจะสฤษฏ์ดังหวังหทัยได้ องค์ที่ประสงค์ ก็ไม่ประสบ องค์ที่ไม่ประสงค์ กลับต้องทรงจำยอม
ณ ด้านหน้าบานประตูดินที่ด้านทิศตะวันตกของพระบรมหาราชวัง เสียงรถยนต์หยุดนิ่งลงที่ลานถนนกว้าง ท่านชายเดียวเสด็จไปรับสั่งกับเหล้าจ่าโขลนที่ทำหน้าที่อารักษ์อยู่ทางเข้าว่าประสงค์พบหม่อมเ้าหญิงศศิวิมล ที่ตำหนักของเ้าจอมมารดาปรุง ด้วยพระราชฐานชั้นในนี้ไม่อนุญาตสำหรับบุรุษเพศ ถึงเข้าไปได้ก็ต้องมีเหตุอันสำคัญและอยู่ในการควบคุมเท่านั้น หม่อมเ้าชายจึงต้องทรงขอรอเธออยู่ด้านนอกนี้
ผ่านไปสักพักใหญ่ จ่าโขลถึงได้กลับมาพร้อกับคุณข้าหลวง ซึ่งประจำอยู่ในตำหนัก เธอทูลท่านชายไปตามที่ได้รับสั่งว่าท่านหญิงอ้อทรงยุ่งทั้งวัน ไม่ประสงค์พบใครใน่นี้ หากทรงมีอะไร ให้ฝากกับนางข้าหลวงเอาไว้ก่อน
ท่านชายเดียวทรงเข้าหทัยแม่นมั่น ว่าหญิงผู้น้องไม่ได้วุ่นวายการอันใดหรอก หากแต่เพียงหาข้ออ้างหลบเลี่ยงพบองค์เองก็เท่านั้น ทว่าก็ทรงรู้สึกดีอยู่ในอุระน้อย ๆ ที่โดนเธอปฏิเสธ
สุดท้าย จึงทรงฝากกระเช้าของฝากกับนางข้าหลวงไปให้ ในทันใด ที่ประตูดินยังไม่ปิดลง สุรเสียงของท่านชายปิ๋วก็ดังแทรกเข้ามา รั้งเรียกให้คุณข้าหลวงผู้นั้นหยุดช้าก่อน แล้วประทานแผ่นกระดาษให้เพื่อนำไปถวายท่านหญิงซึ่งประทับอยู่ด้านใน
“ชายปิ๋ว มาได้อย่างไร แล้วนั่นกระดาษอะไร ทำไมถึงได้ส่งให้หญิงอ้อด้วยล่ะ” ความสนเท่ห์รุกล้ำเข้าทันใดที่ทรงเห็นอนุชา ก่อนจะเสด็จมาที่นี่ ยังทรงจำได้ว่าพระบิดารับสั่งให้ตามไปช่วยงานที่ตำหนัก ไปทำอีท่าไหนเข้า ถึงได้หนีตามออกมาได้ติด ๆ เช่นนี้
“กระดาษของน้องหญิงน่ะกระหม่อม น้องหญิงลืมไว้” วาจานั้นมุสา แท้ที่จริงแล้ว มันไม่ได้เป็ของหม่อมเ้าหญิงเลย หม่อมเ้าชายองค์นี้ต่างหากเล่า ที่ทรงอักษรถึงเธอ
เมื่อพบกันยากนัก สิ่งใดพอทำได้ ก็ใช้แก้ขัดไปก่อน
“อย่างนั้นหรือ” เชษฐาทรงไม่อยากเชื่อนัก แต่ก็ไม่ได้รับสั่งถามอะไรเพิ่มเติมอีก จนอนุชาทรงให้คำแนะนำต่อ
“น้องหญิงอ้อไม่อยากมาพบอย่างนี้ เพราะพี่ชายเดียวไม่ใช่คนที่น้องหญิงรัก คงอึดอัดใจ พี่ชายเดียวเองก็รู้สึกเช่นกัน ใช่หรือไม่กระหม่อม” ตรัสแล้วทอดเนตรหยั่งเชิง ทรงเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไร้ชีวิตชีวา “แต่เพราะคำสั่งของเสด็จพ่อ ถ้าพี่ชายเดียวกลับที่วังตอนนี้ โดยที่ไม่มีน้องหญิงอ้อกลับไปด้วย เป็อันว่าเสด็จพ่อต้องกริ้วอีกแน่”
“แล้วชายจะให้พี่ทำอย่างไร พี่เองไม่ชอบการบังคับ พี่ก็ไม่อยากบังคับน้องให้ไปกับพี่ด้วย ถ้าเธอไม่เต็มใจ”
“ไม่ใช่เื่บังคับหรือไม่บังคับหรอกกระหม่อม ชายจะหมายความว่าอย่าเพิ่งกลับวังตอนนี้ แกล้งทำว่าพาน้องหญิงไปเที่ยวซีกระหม่อม” ตรัสอย่างที่ดำริด้วยเล่ห์กลตามอุปนิสัย
เชษฐาสดับแล้วผินพักตร์ไปทางเครื่องยนต์ให้อนุชาเห็น “ดูโน่นเสียก่อน เสด็จพ่อให้คนเฝ้าตามพี่อยู่อย่างนี้ จะให้ไปไหนได้”
“เื่นั้นไม่ยากกระหม่อม”
พันวาจาสิทธิ์ในชุดลำลองใส่สบายของวันธรรมดา แม้จะไม่ได้แต่งกายอะไรมากมาย ทว่าพ่อหนุ่มรุ่นใหม่อย่างเขาก็ยังคงความหล่อเหลา เงางาม ดูมีบุคลิกดีน่าเข้าหา ยิ่งประพรมน้ำปรุงที่มารดาเตรียมให้แล้ว ยิ่งเสริมเสน่ห์ต่อจากทุนเดิมเข้าไปอีก
ขณะนี้ หลังจากเสร็จกิจเช็ดถูเครื่องดนตรี ชายหนุ่มก็หันมานั่งละเลียดเต้าส่วนที่มารดาเข้าครัวทำเอาไว้ให้ กินไปพลางฉีกยิ้ม ไม่รู้อร่อย หรือเป็เพราะจดหมายที่ถือไว้ในมือกันแน่ ที่ทำให้คนนิ่งขรึมอย่างเขามีอาการเช่นนั้นได้
จากที่เมื่อวาน เขาได้ส่งสารกลับไปถวายยังท่านชายเดียวแล้ว พองานแสดงมหรสพที่วัดจบลง ใน่ที่ขึ้นเรือกลับเรือน นายโมกก็พายเรือมาปะหน้าระหว่างทางพอดี เขาจึงได้ฉบับนี้มานั่งอ่านไปยิ้มไปเหมือนหนึ่งบ้าเป็น่าอายอยู่อย่างนี้
เขาลือเล่าอิเหนานี้วจีหวาน
เหมือนน้ำตาลที่ซ่านทรวงถึงดวงจิต
เพราะลิ้นลมคมสันกระชั้นชิด
มาประดิษฐ์พจมานโวหารดี
ถ้าจริงใจไฉนเลยไม่เอ่ยขอ
มัวรีรอต่ออะไรให้เร็วรี่
ขืนละล้าช้าไปไม่ปรานี
จะโศกีทีหลังระวังการ
จะเชื่อได้สักแค่ไหนวิสัยชาย
คงจะคล้ายกับอิเหนาเอาประมาณ
หลอกรักชายด้วยกันฉันตระอาล
นึกสงสารใจเราให้เขาฉล
ทรงนิพนธ์มาอย่างนี้นี่เอง ผู้รับสารถึงได้ยิ้มจ้องแผ่นกระดาษไม่วางตา ใครเห็นก็เป็อันตีความว่าวิกลจริต
ดูท่าจะบ้าเพราะรักเสียด้วย
ทรงเลือกให้อย่างเขาเป็อิเหนา แล้วนางบุษบาจะเป็ใครได้เสียนอกจาก…. ชายหนุ่มจะไม่คิดเข้าข้างตนเองนักหรอก หากไม่ทรงอักษรมาราวกับจะตอบรับความรู้สึกที่เขามีให้เช่นนี้
เป็อย่างนั้นจริงก็ดี
พลันอารมณ์เพ้อฝันก็ดับวูบลง เมื่อทนายหน้าหอคนสนิทวิ่งกระทบพื้นกระดานเข้ามาพร้อมกับเสียงร้องเรียก
“คุณด้าว คุณด้าวขอรับ”
“มีอะไรของเอ็งอีก ใครเป็อะไร” ถ้าคำตอบไม่มีแก่นสารล่ะก็ หูมันได้แดงแน่เชียว
“ไม่มีขอรับ แต่ว่า… ท่านชายเดียวเสด็จมาขอรับ” แต่คำตอบดี น่าฟัง คราวนี้อ้ายบ่าวจึงแคล้วคลาดไป เมื่อครู่อารมณ์เสีย สักพักอารมณ์ดี แปรปรวนปานสภาพอากาศ
“ฮะ! จริงหรือ เอ็งรีบไปบอกคุณแม่ให้เตรียมเครื่องว่างมาถวายประเดี๋ยวนี้เลย ข้าจะออกไปรับท่าน” สุดแสนจะดีใจจนออกนอกหน้า ชายหนุ่มรีบเตะเท้าวิ่งลงเรือนไปรับเสด็จที่ด้านล่างด้วยตัวเขาเอง
นึกว่าจะต้องทนใจฝ่อ เพราะไม่ได้เจอกันเสียแล้วเชียว