ภายในห้องทรงอักษรลับของ องค์ชายสี่ เฉียนเย่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน กลิ่นธูปหอมจาง ๆ มิอาจกลบกลิ่นอายเย็นเยือกจากความแค้นใจขององค์ชายผู้สูงศักดิ์ได้ พระองค์ประทับอยู่บนเก้าอี้ไม้ชิงชัน สายตาจ้องเขม็งไปยังม้วนกระดาษหนังเสือที่วางอยู่เบื้องหน้า
"เ้าสืบมาได้แค่นี้รึ?" เสียงขององค์ชายสี่แหบพร่าและเต็มไปด้วยโทสะ
เบื้องหน้าของพระองค์คือหัวหน้าหน่วย 'เงาเร้น' ชายชุดดำผู้ไร้หน้ากากที่คุกเข่าอยู่กับพื้นจนหน้าผากแทบจรดดิน "ทูลองค์ชาย... ประวัติของชายที่ชื่อ หลี่ิ ผู้นี้... ประหลาดจนน่าใจหายพะยะค่ะ"
"พูดมา!"
"หลี่ิผู้นี้ เดิมทีเป็เพียงเด็กกำพร้าจากหมู่บ้านห่างไกลทางทิศเหนือ บิดามารดาเสียชีวิตจากโรคระบาดเมื่อสิบปีก่อน เขาเดินทางรอนแรมมายังเมืองหลวงและใช้เงินออมเพียงไม่กี่สิบตำลึงสินบนนายกองทหารเพื่อเข้าเป็ยามเฝ้าประตูเมืองทิศเหนือเมื่อสามปีก่อน ตลอดเวลาที่ผ่านมา... เขาเป็เพียงทหารยามที่เกียจคร้านที่สุดในกองพัน มิเคยมีประวัติการฝึกยุทธ์ในสำนักใด มิเคยมีเื่ทะเลาะวิวาท แม้แต่การทดสอบปราณประจำปี เขายังทำได้เพียง ขั้นหลอมรวมลมปราณ (ขั้น 1) ระดับต่ำสุดเท่านั้นพะยะค่ะ"
องค์ชายสี่ขมวดคิ้วแน่นจนเป็ปม "ไร้สาระ! คนขั้น 1 ที่ไหนจะซัดยอดฝีมือขั้นนภาจนกระเด็นหายไปในหมัดเดียวได้? แล้วเพลิงอัคคีที่ร้อนแรงจนข้าเกือบเอาชีวิตมิรอดนั่นอีกล่ะ? เ้าจะบอกว่าชายนาบ้านนอกผู้นั้นบรรลุวิชาเซียนได้ด้วยการเฝ้าประตูเมืองงั้นรึ!"
"มีความเป็ไปได้เพียงประการเดียวพะยะค่ะ..." หัวหน้าหน่วยเงาเร้นเหงื่อซึม "หกเดือนก่อน หลี่ิผู้นี้เคยพลัดตกหน้าผาระหว่างออกไปหาฟืน และหายตัวไปเจ็ดวันเต็มก่อนจะกลับมาทำงานตามเดิม เป็ไปได้ว่าใน่เจ็ดวันนั้น เขาอาจจะถูกยอดฝีมือเร้นกายสวมรอย หรือไม่ก็ได้รับ 'มรดกจากยุคโบราณ' บางอย่างเข้าพะยะค่ะ"
องค์ชายสี่กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ "มรดกโบราณรึ... กุญแจศิลาาอยู่ที่มัน หลิวรั่วเฉินก็อยู่ที่นั่น หากมันมิใช่ยอดฝีมือปลอมตัวมา มันก็ต้องเป็ 'ตัวหมาก' ที่ใครบางคนจงใจวางไว้ที่ประตูทิศเหนือเพื่อตบตาเรา!"
ในเวลาเดียวกัน ณ ท้องพระโรงทองคำที่ตระการตา จักรพรรดิเฉียนอู่ ประทับอยู่เหนือบัลลังก์ั แววตาของพระองค์ล้ำลึกดุจมหาสมุทร ยากที่ใครจะหยั่งถึง เบื้องล่างมีเหล่าขุนนางชั้นสูงและเสนาบดีใหญ่คอยรายงานสถานการณ์แผ่นดิน
"ทูลฝ่าา... สถานการณ์ของ สำนักกระบี่์ ในตอนนี้ถือว่าอยู่ในกำมือเราแล้วพะยะค่ะ" เสนาบดีขวา เอ่ยขึ้นด้วยความนอบน้อม "กองทัพราชวัลลภปิดล้อมเขาเทียมฟ้าไว้ทุกด้าน แม้เ้าสำนักของพวกเขาจะเป็ยอดฝีมือ ขั้นกึ่งเซียน (ขั้น 8) แต่ก็มิอาจทนต่อการตัดเสบียงและแรงกดดันจากอาคมปิดกั้นของราชสำนักได้นานนัก"
จักรพรรดิเฉียนอู่ขยับวรกายเล็กน้อย "แล้วสำนักอื่นล่ะ? สำนักเมฆาคลั่ง สำนักบัวหิมะ... พวกมันมีท่าทีอย่างไร?"
"สำนักเมฆาคลั่งส่งบรรณาการมาแล้วพะยะค่ะ ส่วนสำนักบัวหิมะยังคงนิ่งสงบ แต่อ้างว่าศิษย์ในสำนักล้มป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการเกณฑ์พล" เสนาบดีซ้ายรายงานเสริม "แต่อย่างไรเสีย หากเราได้ กุญแจศิลาา มา สำนักยุทธ์ทั่วใต้หล้าจะต้องยอมสยบแทบเท้าพระองค์แต่เพียงผู้เดียว"
จักรพรรดิแค่นยิ้มเย็น "กุญแจศิลา... กุญแจที่จะปลดปล่อย 'เทพา' ผู้ถูกผนึก สิ่งนั้นสำคัญยิ่งกว่าชีวิตคนนับหมื่น หากสำนักกระบี่์กล้าขัดขืน ก็จงกวาดล้างให้สิ้นซาก อย่าให้เหลือแม้แต่เมล็ดพันธุ์เดียว"
ในขณะที่การหารือดำเนินไปอย่างเข้มข้น มหาดเล็กคนสนิทก็เดินเข้ามาท่ามกลางความเงียบ พร้อมกับกระซิบรายงานบางอย่างที่ข้างพระกรรณของจักรพรรดิ
"ว่าอย่างไรนะ?" จักรพรรดิเฉียนอู่อุทานเบา ๆ แววตาวูบไหวเพียงครู่เดียวก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม
มหาดเล็กรายงานด้วยเสียงอันเบา "ทูลฝ่าา... องค์ชายสี่นำกองทัพัม่วงไปสกัดจับหญิงฏหลิวรั่วเฉินที่ประตูเมืองทิศเหนือ แต่กลับถูกทหารยามผู้หนึ่งขัดขวาง องค์ชายสี่ได้รับาเ็สาหัสภายในจากการปะทะ พลังลมปราณได้รับความเสียหาย และกองทหารม้าเกือบครึ่งหน่วยพ่ายแพ้อย่างราบคาบพะยะค่ะ"
เหล่าขุนนางที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างเริ่มซุบซิบด้วยความตกตะลึง องค์ชายสี่ผู้มีพลัง ขั้นราชันย์ (ขั้น 6) กลับพ่ายแพ้ให้กับทหารยาม? นี่มันเื่ตลกขบขันอันใดกัน!
เสนาบดีขวารีบก้าวออกมา "ฝ่าา! ทหารยามผู้นั้นช่างโอหังนัก บังอาจทำร้ายเชื้อพระวงศ์และขัดขวางงานสำคัญของแผ่นดิน ขอพระองค์โปรดประทานราชโองการ ส่งยอดฝีมือ ขั้นบรรพชน (ขั้น 7) ไปจับกุมมันมาปะาชีวิตเพื่อกู้เกียรติราชวงศ์ด้วยเถิดพะยะค่ะ!"
ขุนนางหลายคนพยักหน้าเห็นพ้อง ต่างพากันกดดันให้จักรพรรดิลงมืออย่างเด็ดขาด
ทว่า... จักรพรรดิเฉียนอู่กลับนิ่งเงียบ พระองค์ทรงหลับตาลงอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้นักรบทุกคนในที่นั้นต้องเย็นหลัง
"เื่นี้... ข้าจะไม่ยุ่ง"
"ฝ่าา?!" ขุนนางทุกคนอุทานออกมาพร้อมกัน
"เหตุใดถึงไม่ยุ่งพะยะค่ะ? หากปล่อยไว้ ราชสำนักจะเสียหน้า..."
จักรพรรดิเฉียนอู่ลืมตาขึ้น แววตาของพระองค์เย็นเยียบ "พวกเ้าโง่เขลาพรรค์นั้นเชียวรึ? ยามธรรมดาที่ไหนจะเอาชนะขั้นราชันย์ได้ในพริบตา? ยามธรรมดาที่ไหนจะกล้าเผชิญหน้ากับองค์ชายโดยมิเกรงกลัวความตาย? ชายผู้นี้... หากมิใช่มหาบุรุษที่บรรลุพลังเหนือโลก ก็ต้องมี 'เื้ั' ที่ใหญ่โตจนเรามิอาจจินตนาการได้"
จักรพรรดิทรงวิเคราะห์ด้วยความเยือกเย็น "หากเราส่งกองทัพใหญ่ไปตอนนี้ แล้วถ้ามันเป็ 'กับดัก' ของพวกสำนักยุทธ์ที่รวมตัวกันวางหมากไว้ล่ะ? หรือถ้าชายผู้นี้คือศิษย์ลับของยอดฝีมือขั้นเซียนแท้จริงที่เร้นกายอยู่ การลงมือโดยมิยั้งคิด จะมิเป็การนำหายนะมาสู่ราชวงศ์โดยใช่เหตุรึ?"
"แต่อีกประการหนึ่ง..." จักรพรรดิเว้น่ "หากกุญแจศิลาาอยู่ที่มันจริง การที่มันเปิดเผยพลังออกมาเช่นนี้ ย่อมดึงดูดความสนใจจากทุกสำนักยุทธ์ในแผ่นดิน ให้พวกมันสู้กันเอง ให้พวกสำนักยุทธ์ไปลองดีกับทหารยามผู้นั้นก่อน... ส่วนเรา จะรอดูอยู่บนภู ดูเสือกัดกัน เมื่อพวกมันอ่อนแรง ข้าจะลงมือเก็บกวาดทั้งหมดเองในคราเดียว!"
คำพูดของจักรพรรดิทำให้ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ นี่คือความโเี้และชาญฉลาดของัเหนือบัลลังก์ พระองค์ยอมเสียหน้าเล็กน้อยเพื่อรักษาหมากกระดานใหญ่ และใช้หลี่ิเป็ "เครื่องมือ" ในการพิสูจน์ขุมกำลังของศัตรูโดยที่พระองค์ไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย
"สั่งการลงไป... ห้ามมิให้ใครเข้ายุ่งเกี่ยวกับประตูเมืองทิศเหนือโดยพลการ และให้หน่วยเงาคอยสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ ใครกล้าขัดคำสั่ง ข้าจะกุดหัวมันซะ!"
ในขณะที่จักรพรรดิประกาศกร้าวกลางท้องพระโรง องค์ชายสี่ที่พักรักษาตัวอยู่ในตำหนักกลับกำหมัดด้วยความแค้น "ท่านพ่อ... ท่านจะให้ข้ายอมรับความอัปยศนี้รึ? หากท่านมิส่งคนไป ข้าจะจ้างวานนักฆ่าจาก 'หุบเขาโลกันต์' ไปลากหัวมันมาให้ข้าเอง!"
โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า ที่ประตูเมืองทิศเหนือ... หลี่ิกำลังนั่งพิงกำแพงพลางบ่นพึมพำเื่อากาศร้อน และรอคอยที่จะ "ลงชื่อ" เพื่อรับรางวัลในวันถัดไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว