ตอนที่7 หลานสาวตกลงมาจากฟ้า
หลังจากพูดจบหญิงชราก็อึ้งไปพักหนึ่ง แต่เธอไม่ได้เสียใจที่พูดออกมาแบบนั้น
หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆเธอได้เดินไปยังโจวโจว แล้วนั่งยองตรงหน้าหนูน้อย พร้อมกับดึงตัวหนูน้อยเข้ามากอดด้วยความสงสารพลางลูบหลังหนูน้อยเบา ๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “โจวโจวไม่ต้องกลัวย่าจะเลี้ยงดูหนู กลับบ้านไปกับย่าเถอะนะ”
เอ๊ะ ?
โจวโจวหยุดร้องไห้และมองหญิงชราด้วยความงุนงง
เสียงของหญิงชราอ่อนโยนมากอีกทั้งอ้อมกอดของเธอก็อบอุ่นมากเช่นกัน มือใหญ่ ๆของเธอกำลังลูบหลังหนูน้อยอย่างปลอบประโลม ไม่ว่าจะอยู่ในวัดหรืออารามเต๋าที่นั่นล้วนมีแต่กลุ่มชายชราที่เลี้ยงดูหนูน้อยมานี่เป็ครั้งแรกที่มีผู้หญิงกอดหนูน้อย
มันทั้งหอมนุ่มและอบอุ่น
ทำให้เธอรู้สึกโหยหา
เดิมทีเธอคิดจะแกล้งร้องไห้ให้อาจารย์ลุงิทงใจอ่อนจะได้ไม่ทอดทิ้งเธอ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าคนที่ใจอ่อนเป็คนแรกจะเป็หญิงชราคนนี้
เสียงที่อ่อนโยนของหญิงชราดังขึ้นที่ข้างหูของเธอสองสามครั้งคราวนี้โจวโจวแสบจมูก อยากจะร้องไห้ขึ้นมาจริง ๆ แล้ว
หญิงชราคนนี้เป็คนแรกที่ไม่รังเกียจเธอ
แต่เมื่อนึกอะไรได้แววตาของหนูน้อยโจวโจวพลันหม่นหมองลงอีกครั้ง หนูน้อยผละออกจากอ้อมกอดของหญิงชราใช้นิ้วน้อย ๆ เกี่ยวชายเสื้อของหญิงชราเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ปล่อยออกหนูน้อยก้มหน้าลงแล้วกล่าวเสียงแ่ว่า “ขอบคุณคุณย่าแต่ไม่เป็ไร”
หนูน้อยเช็ดคราบน้ำตาแล้วพูดว่า “หนูเกิดมามีชะตากรรมล้างผลาญเงิน จะทำให้ครอบครัวคุณย่าล้มละลายจนลงเรื่อย ๆ กระทั่งไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อ”
ยิ่งพูดหนูน้อยก็ยิ่งเสียใจ สุดท้ายเธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับความเสียใจของตนเองแล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มให้หญิงชรา “หนูรู้ว่าคุณย่าดีต่อหนูมากแต่หนูไม่สามารถรับน้ำใจนี้ได้จริง ๆ หนูยังสามารถขอข้าวกินได้ไม่ปล่อยให้ท้องหิวแน่นอน คุณย่าไม่ต้องเป็กังวล”
ขณะที่หนูน้อยพูดนั้นเธอก็ยิ้มให้หญิงชราอีกครั้ง ทำให้ลักยิ้มบนใบหน้าของเธอปรากฏขึ้นทั้งดูน่ารักและนุ่มนวลมาก
คุณนายฉินใจอ่อนเข้าไปใหญ่
หญิงชราดึงมือเธอไว้แล้วพูดว่า “ไม่เห็นเป็ไรเลย บ้านของย่ามีเงินมากมายถ้าหนูสามารถใช้มันได้หมดจริง ๆ สิ ถึงจะเรียกว่ามีความสามารถสูงมากย่าน่ะชอบหลานสาวที่ใช้เงินเก่ง”
พอพูดคำนี้ออกมาหัวใจของเธอหวั่นไหวเล็กน้อย
บางทีให้หนูน้อยมาเป็หลานสาวของเธอก็ได้นี่นา
เมื่อครู่นี้เธอถามโจวโจวมาแล้วรู้ว่าหนูน้อยเติบโตบนูเามาั้แ่เล็ก เมื่อก่อนเคยเป็ชีน้อยแต่ต่อมาก็กลายเป็นักบวชเต๋า สรุปแล้วก็คืออาจารย์เ้าอาวาสเก็บหนูน้อยไปเลี้ยงั้แ่แบเบาะ
เธอเป็เด็กกำพร้าคนหนึ่ง
ในเมื่อตอนนี้อาจารย์ของหนูน้อยให้หนูน้อยลงมาจากบนเขาแล้วอีกทั้งิทงก็ไม่ยอมรับเลี้ยงหนูน้อย งั้นเธอจะดูแลหนูน้อยคนนี้เอง
ในเมื่อมีเงินจะกลัวอะไรที่ตระกูลฉินไม่เคยขาดแคลนน่ะคือเื่เงิน
เมื่อคิดถึงตรงนี้เธอก็จับมือโจวโจวเอาไว้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “โจวโจวเมื่อกี้หนูบอกว่าตัวเองมีชะตาชีวิตขาดแคลนเงินทองใช่ไหม ?”
โจวโจวพยักหน้า
คุณนายฉินพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเข้าไปใหญ่“ช่างบังเอิญเหลือเกิน ครอบครัวของย่ามีเงินมากมายแถมยังมีลูกชายคนหนึ่งที่เป็เศรษฐีระดับแนวหน้าของโลกหนูว่าพวกเราเหมาะสมกันมากใช่ไหม ? ”
คนหนึ่งมีชะตาชีวิตขาดแคลนเงินทองส่วนอีกคนไม่ขาดแคลนเงิน มีกินมีใช้ไม่หมดไม่สิ้น
หนูน้อยเกิดมาเพื่อมาเป็คนในครอบครัวของพวกเขานี่เอง!
คุณผู้ชายฉินเห็นเธอดูเหมือนหมาป่าตัวโตกำลังเกลี้ยกล่อมหนูน้อยหมวกแดงทำเอาเขาอดมองตรงไปยังหนูน้อยโจวโจวไม่ได้แต่แล้วเขาก็พยักหน้ารับด้วยความเห็นด้วยเช่นกัน
เขาเองก็ชื่นชอบหนูน้อยโจวโจวเช่นกัน
หากได้เลี้ยงหลานสาวน่ารักตัวกลมนุ่มฟูแบบนี้คงดีไม่น้อยอย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าแก๊งเ้าหลานชายตัวแสบพวกนั้น
ส่วนเื่ชะตาชีวิตขาดแคลนเงินทองอะไรนั่นล้วนเป็เื่ตลกทั้งเพมีหรือที่ตระกูลฉินจะกลัวเื่พวกนี้ ?
……
เอ๊ะมีคำพูดแบบนี้ด้วยหรือ ?
โจวโจวเอียงคอครุ่นคิดหนูน้อยยังคงลังเล เธอบีบชายเสื้อไว้แน่นแล้วพูดเสียงเบาว่า “แต่หนูทำให้วัดและอารามเต๋าล้มละลายไปแล้วนะ”
หนูน้อยไม่ได้โง่เธอรู้เหตุผลว่าทำไมวัดและอารามเต๋าถึงล้มละลายดังนั้นเมื่ออาจารย์้าให้เธอลงจากูเา เธอก็แค่แสร้งทำเป็ร้องไห้และขอของขวัญแต่ไม่ได้มีความตั้งใจจริงที่จะดันทุรังอยู่ต่อให้ลำบากคนอื่นจริง ๆ
เธอไม่อยากทำให้ทุกคนลำบาก
พอได้ยินแบบนั้นคุณนายฉินก็ลูบหัวหนูน้อย มันช่างเป็ััที่นุ่มมือเหลือเกินเธอยิ้มแล้วกล่าวว่า “แม้ว่าโชคชะตาจะถูกกำหนดไว้แล้วแต่ผลลัพธ์อาจแตกต่างออกไปเมื่อเราพบเจอผู้คนที่แตกต่างกัน ?”
เสียงของเธอนุ่มนวลมากทั้งยังแฝงไปด้วยการเกลี้ยกล่อม
วันนี้เธอตัดสินใจแล้วว่าจะต้องพาหนูน้อยโจวโจวกลับบ้านให้ได้!
ระหว่างที่คิดเธอก็หันไปส่งสายตาให้สามีของตน
เมื่อเห็นดังนั้นคุณผู้ชายฉินไอเบา ๆ เขาพยายามทำให้สีหน้าอ่อนลง มุมปากยกยิ้มขึ้นด้วยความยากลำบากแต่เสียงยังแข็งอยู่เล็กน้อย “ตระกูลฉินไม่ขาดแคลนเงินอยากใช้เท่าไรก็ใช้ได้เลย ! ”
คุณนายฉินมองไปยังมุมปากที่แข็งทื่อของเขาก็อดถลึงตาใส่เขาไม่ได้ยิ้มเสียดูน่ากลัว เดี๋ยวจะไม่ทำให้หนูน้อยโจวโจวหวาดกลัวหรอกหรือ
คุณผู้ชายฉินเองก็จนปัญญาเช่นกันเขาเป็คนยิ้มไม่เก่งไง
เธอไม่ได้สนใจเขาแต่หันไปคุยกับโจวโจวต่อ “ปู่เขาพูดถูกครอบครัวของเรามีธุรกิจใหญ่โต มีบริษัทในเครือเป็ร้อย ๆ แห่งตั้งอยู่ทุกหนทุกแห่งและมีเงินใช้ไม่หมดเป็สิบ ๆ ชาติถ้าโจวโจวสามารถช่วยเราจ่ายเงินได้ เช่นนั้นคงเป็บุญคุณกับครอบครัวเราได้ไม่น้อย”
“ยิ่งไปกว่านั้นครอบครัวของย่ามีเงินมากมายและยังมีอาหารอร่อยมากมาย มีทั้งหลัวฮั่นไจ ผัดถั่วงอกแยมสตรอเบอรี่ ผัดผักห้าสี ซุปพระะโกำแพงแบบพรีเมี่ยม……ล้วนเป็ของอร่อยทั้งนั้น”
ฟังดูแล้วน่าอร่อยมาก
โจวโจวได้ยินหญิงชราร่ายชื่ออาหารแสนอร่อยก็อดกลืนน้ำลายลงคอไม่ได้
อยากกินจังเลย
เมื่อเห็นหนูน้อยเริ่มหวั่นไหวิตงก็กลอกตาไปมาและยื่นหน้าเข้ามาพูดว่า “ใช่แล้วโจวโจว ด้านล่างูเามีของกินอร่อยมากมาย อาจารย์ลุงไม่ได้มีฐานะขนาดนั้นหากเธออยู่กับอาจารย์ลุงก็มีแต่จะกลายเป็คนกินแล้วชักดาบต้องไปล้างจานหามรุ่งหามค่ำอย่างยากลำบาก ไม่สู้ลองกลับไปกับโยมย่าผู้นี้ชะตาชีวิตของโจวโจวและเธอเกื้อกูลกัน บางทีนี่อาจเป็ลิขิต์หากไม่ลองดูแล้วจะรู้ได้อย่างไร”
คุณนายฉินชำเลืองมองเขาเธอรู้ดีว่านักบวชเต๋าคนนี้กลัวว่าโจวโจวจะขอติดตามเขาไปแต่โชคดีที่แบบนี้ก็เหมือนเป็การผลักโจวโจวมาให้เธอ เธอจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
เมื่อเห็นโจวโจวยังคงลังเลไม่ตัดสินใจเธอจึงเอามือหนูน้อยมากุมแนบอกของตนเอง แล้วพูดอย่างทอดถอนใจว่า “ชีวิตนี้ของย่าอยากมีหลานสาวมาโดยตลอดโจวโจว หนูก็คิดเสียว่าสงสารย่าเถอะนะ ช่วยทำให้ความปรารถนาของย่าเป็จริงได้ไหม ?”
ระหว่างที่พูดหญิงชรายังเอามือเช็ดน้ำตาไปด้วย
โจวโจวเห็นท่าทีของหญิงชราแบบนี้ก็รู้สึกคุ้นตามาก เหมือนตอนหนูน้อยแกล้งร้องไห้ต่อหน้าอาจารย์ไม่มีผิด
หนูน้อยลังเลอยากจะพูดแต่ก็ทนไม่ได้ที่จะเปิดเผยว่าหญิงชรากำลังแสดง
เมื่อเห็นสายตาของหญิงชราที่จ้องมองมายังตนหนูน้อยก็ใจอ่อนยอมพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ได้”
ใบหน้าของคุณนายฉินผุดรอยยิ้มโล่งใจออกมาในตอนที่หนูน้อยพยักหน้า เธอก็รีบอุ้มตัวหนูน้อยเข้าไปในรถแล้วกอดหนูน้อยเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย สั่งให้คนขับรถรีบสตาร์ทรถราวกับกลัวว่าหนูน้อยจะเปลี่ยนใจทีหลังแล้ววิ่งหนีหายไป
คุณผู้ชายฉินและพ่อบ้านมองหน้าอย่างรู้กันพวกเขารีบขึ้นรถ ทันทีที่ปิดประตูรถดัง “ปัง” รถก็ขับบึ่งหายวับไปในเวลาแค่สามวินาที
เมื่อเห็นว่ารถแล่นจากไปอย่างรวดเร็วิทงกระตุกมุมปากขึ้น เขาก้มหน้านับนิ้วทำนายทันใดนั้นเขาก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วมองไปยังทิศทางที่พวกเขาขับรถออกไปด้วยรอยยิ้มแฝงความนัย
มันคือลิขิตของ์สินะ
ทางด้านนี้คุณนายฉินพาโจวโจวมาที่คฤหาสน์โดยไม่แวะพักที่ไหนจากนั้นก็รีบให้คนรับใช้ไปยกอาหารมังสวิรัติที่หนูน้อยกินได้ออกมาวางไว้เต็มโต๊ะกินข้าว
โจวโจวเห็นอาหารที่วางเรียงรายอย่างละลานตาหนูน้อยพลันเบิกตากว้างด้วยความทึ่งและกลืนน้ำลายลงคออย่างอดใจไม่ไหว
พอเห็นแบบนั้นคุณนายฉินก็หัวเราะคิก ๆ ออกมา แล้วเปิดบิสกิตห่อหนึ่งยื่นให้หนูน้อย “โจวโจวลองกินดูสิ”
โจวโจวยื่นหน้าไปมองสำรวจแผ่นกลมๆ ดำ ๆ ที่อยู่ด้านในนั้นด้วยความลังเล แต่พอเห็นสายตาที่คาดหวังของหญิงชราเธอก็ลองกัดชิม และทันทีที่เธอกัดมันเข้าปาก หนูน้อยก็ตาเป็ประกายในทันที “อร่อยจังเลย! ”
คุณนายฉินชอบท่าทีที่หนูน้อยกินของกินอย่างเอร็ดอร่อยหญิงชรารอแทบไม่ไหวแล้วที่จะนำอาหารอร่อยทุกอย่างบนโลกใบนี้มาให้หนูน้อยกิน “งั้นก็กินเยอะๆ นะ ชิมให้เยอะ ๆ เลย หากชอบเมนูไหนเป็พิเศษให้บอกย่า ย่าจะซื้อให้โจวโจวกินเยอะๆ เลย”
“อื้อ !”
เมื่อมีการเริ่มต้นที่ดีโจวโจวจึงไม่ปฏิเสธอาหารแปลกใหม่เหล่านี้อีกต่อไป หนูน้อยเริ่มหยิบอันนู้นกินอันนี้ พลางเคี้ยวจนแก้มตุ่ย
คุณนายฉินยิ้มไม่หุบขณะนั่งดูหลานสาวตัวน้อยกินอาหาร
น่ารักเหลือเกิน
ต่อไปนี้หนูน้อยคือหลานสาวของเธอแล้ว!
ยิ่งคิดหญิงชราก็ยิ่งยิ้มกว้าง
แต่ในกรณีนี้เธอยังต้องคิดหาวิธีเอาโจวโจวมาอยู่ในทะเบียนบ้านของพวกเธอให้ได้
อย่างน้อยการเพิ่มชื่อหนูน้อยในทะเบียนบ้านเป็สิ่งสำคัญอันดับแรก
แต่จะเอาชื่อใส่ในทะเบียนบ้านของใครดีล่ะ?
เกรงว่าหนูน้อยคงไม่อาจมีชื่อในทะเบียนสำมะโนครัวของเธอและสามีได้อีกทั้งลูกชายสี่คนของเธอต่างก็แต่งงานมีครอบครัวหมดแล้ว ดังนั้นก็คงเหลือแค่……
จริงด้วย!
ดวงตาของหญิงชราเป็ประกายเธอรีบหยิบเอาโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วถ่ายรูปโจวโจวส่งให้ใครบางคน พร้อมกับก้มหน้าก้มตาพิมพ์ข้อความส่งไปด้วย