เด็กหญิงไม่ตอบแต่ฉีกยิ้มอย่างยินดีวิ่งอ้อมห้องขัง วกกลับมาหาหลินหลานหรูถึงข้างในยามนั้นหยดน้ำบนเพดานร่วงลงมาเป็นหยดที่สอง และต่อเนื่องขึ้นหยดที่สามพร้อมกันในอีกหลายๆจุด
"พี่สาวรีบออกไปกันเถอะเจ้าค่ะ" เด็กหญิงยิ้มกว้าง ดวงตาฉายไปด้วยประกายแห่งความหวังจับมือเล็กหยาบกร้านของหลินหลานหรูแล้วเดินนำออกไป
ทว่าเด็กหญิงกลับพบว่าโซ่เล็กเส้นนี้ยังเชื่อมไว้กับผนังด้านหลังอีกทีความยินดีอย่างลิงโลดหายไปฉับพลัน ประกายตาวูบไหวคลอหยาดน้ำตา"เหตุใดท่านไม่เคยบอกข้าว่าที่เท้ายังมีโซ่อีกเส้นที่ล่ามไว้เล่าเจ้าคะ!"
หลินหลานหรูยิ้มมุมปากนัยน์ตาดำขลับลุ่มลึกเย้ยหยันกับความคิดตื้นเขินของเด็กหญิงอย่างไม่ปิดบังเอ่ยอย่างแช่มช้าแต่จริงจังถึงสิบส่วน "เด็กน้อย เจ้าและคนของเจ้าสิ้นคิดมากรู้หรือไม่ว่าอะไรที่หยดลงบนหลังมือข้า หากพวกเจ้ามัวแต่สนใจโซ่เหล็กเส้นนี้เกรงว่าคงต้องตายพร้อมกันทั้งหมด มิสู่เจ้าไปเตือนพวกเขาจากนั้นจะไปก็ไปคนเดียวเถอะ"
นัยน์ตากลมโตของเด็กหญิงปรากฏแววฉงนเต็มสิบก้มมองหลังมือของหลินหลานหรู ใช้นิ้วชี้แตะหยดน้ำสีดำวาววับบนนั้นขึ้นมาสัมผัสในจมูกบอกชัดว่ามันคือน้ำมันเชื้อเพลิงไร้คุณภาพแต่หากกล่าวถึงความสามารถในการติดไฟ ไม่ว่าน้ำมันชนิดใดล้วนให้ผลไม่ต่างกันถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เข้าใจว่าพี่สาวตรงหน้าต้องการสื่ออะไร
หลินหลานหรูเห็นความงุนงงในดวงตากลมโตนั้นแล้วจึงมองต่อไปที่ประตูหิน เอ่ยขึ้นอีกคราว่า "ประตูหินยังปิดอยู่รอเปิดออกมาเมื่อไรเจ้าก็จะเข้าใจเอง"
หลังเอ่ยประโยคนี้จับหลินหลานหรูไม่สนใจความรู้สึกใดของเด็กหญิง นางดึงมือกลับให้หลุดจากการเกาะกุมเดินอ้อมตัวเด็กหญิงไปอีกทาง อากัปกิริยาของนางดูไม่แยแสต่อความตายเป็นตาย
กระนั้นก็ให้ความรู้สึกถึงกลิ่นอายการเสียสละ"เจ้าออกไปเถอะ ข้าย่อมหาทางหนีได้อยู่แล้วมีเจ้าอยู่จะยิ่งรั้งข้าให้ช้าลง"
เจตนาของหลินหลานหรูเป็นจริงอย่างที่พูดไม่ได้แฝงความเสียสละใดให้ผู้อื่นหนีรอด
ทว่าเด็กหญิงกลับคิดอ่านต่างออกไปนางก้มหน้าร้องไห้ด้วยใจที่แสนปวดหนึบ ราวกับจะเสียพี่สาวสุดที่รักไปจริงๆส่ายหน้าพูดว่า "ไม่เจ้าค่ะ ข้าให้สัญญากับท่านแล้วว่าจะพาท่านออกไปด้วยกันข้าจะไม่ทิ้งท่านเจ้าค่ะ ข้าไม่ทิ้งท่าน!"
หลินหลานหรูอึ้งนางรู้สึกปวดศีรษะหนุบๆ แทบอยากเอามือกุมหน้าผาก เด็กอะไรสลัดทิ้งยากเย็นนักพูดไปขนาดนั้นแล้วยังไม่เข้าใจอีกหรือ มิหนำซ้ำยังมาร้องไห้ต่อหน้านางอีกเดิมทีคิดออกแล้วว่าจะปลดโซ่เหล็กอย่างไร มาตอนนี้กลับมืดแปดด้านเสียได้
"เจ้าเงียบ หยุดร้อง!"แต่อีกฝ่ายกลับแหกปากร้องลั่นห้องขัง
เมื่อมีหนึ่งคนร้องไห้อย่างหวาดกลัวเด็กที่กำลังเดินออกจากห้องขังอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก็แหกปากร้องตามกลายเป็นเสียงเพลงมรณะที่ฟังแล้วจังหวะมั่วซั่วมาก
หลินหลานหรูเหมือนตกอยู่ในขุมนรกที่มีผีเด็กนับสิบตะเบ็งเสียงร้องไห้นางแสบแก้วหูจนต้องใช้สองมืออุด ท้ายที่สุดหาทางออกไม่ได้ อีกทั้งยังจนใจจึงวกกลับไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเอ่ยส่งๆ ไปว่า "เอาล่ะ! ก็ได้ ข้าจะออกไปกับเจ้าแต่ต้องรอให้ข้าปลดโซ่เหล็กเส้นนี้ได้เสียก่อนดังนั้นเจ้าไปช่วยเด็กในห้องขังถัดไปแล้วออกไปรอด้านนอกหลังข้าปลดโซ่ได้แล้วจะรีบตามเจ้าออกไป"
นางอยากเอ่ยต่ออีกหน่อยว่า 'ก่อนที่แห่งนี้จะกลายเป็นทะเลเพลิง' ทว่าหยุดไว้ หากบอกให้รีบดับไฟคงเป็นปัญหาใหญ่ยิ่งกว่าหากในนี้มืดสนิท
"จริงนะเจ้าคะ"เด็กหญิงหยุดร้องไห้อย่างเร็ว มุ่นคิ้วคู่งามกลัวจะเป็นเรื่องหลอก
หลินหลานหรูฉีกยิ้มแข็งๆ"หน้าข้าบอกเจ้าว่าโกหกรึ"
เด็กหญิงส่ายหน้าตอบก่อนเดินออกไปในที่สุดกระนั้นก็ยังอ้อยอิ่งเดินหนึ่งก้าวหันกลับสามครั้ง มองอย่างอดห่วงมิได้
แม้บอกว่าผู้คุมหน้ากากยักษ์พาตัวเด็กหญิงออกไปแล้วกว่าครึ่งทว่าข้างในนี้ยังมีเด็กที่นอนป่วยและเด็กที่ร่างกายอ่อนแอกระทั่งแรงจะเดินยังไม่มีซึ่งหลงเหลืออยู่อีกจำนวนมาก ชายสวมหน้ากากที่ปลอมตัวเข้ามาเมื่อครู่พยายามช่วยเด็กออกจากห้องขังมีอยู่สองห้องที่อุปกรณ์ซึ่งคล้ายกุญแจเปิดไม่ออกจำต้องใช้วิธีรุนแรงเพื่อพังประตูเข้าไป แต่ก็ใช่ว่าจะง่าย
นางรับรู้ได้ถึงความยากลำบากในการปลดโซ่เหล็กเลยละ
หลินหลานหรูยังคงยืนนิ่งไม่ขยับความจริงแล้วนางไม่มีวิธีปลดโซ่เหล็กเส้นนี้ ที่พูดไปก่อนหน้าล้วนโกหกทั้งนั้น
ต่อมาประตูหินเลื่อนเปิดขึ้นอีกครั้งไม่ทันมีใครสังเกตเห็น พลันเกินแรงสั่นสะเทือนไปทั้งโถงห้องขังใต้ดินวูบหนึ่งประหนึ่งแค่เตือนให้รู้ล่วงหน้าว่าอีกสักพักคุกใต้ดินนี้จะเข้าสู่กลไกทำลายตัวเอง
ทว่าแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นเพียงชั่ววูบนี้ก็รุนแรงพอทำให้คนข้างในซวนเซเด็กหญิงหวีดร้องอย่างตื่นกลัว รอยแตกบนเพดานเพิ่มขนาดกว้างขึ้นอีกหลายเท่าน้ำมันเชื้อเพลิงสีดำเข้มข้นไหลซึมไปตามร่องหินแตกของผนัง
ขณะเดียวกันกลุ่มคนแปลกหน้าพร้อมอาวุธครบครันเรียงหน้าเข้ามาผ่านประตูหินพวกเขาดูไม่ต่างจากทหารของทางการที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวังเมื่อได้รับสัญญาณจากคนของตนก็กระจายกำลังเข้าช่วยเหลือเด็กออกไป
ถึงอย่างนั้นแม้ระวังดิบดีแล้วก็ยังไม่วายมีพวกโง่เผลอไปแตะต้องกลไกลับเข้าลูกดอกสีโลหะพุ่งจู่โจมราวกับสายลมแผ่กระจายไปในแนวราบประหนึ่งหน้าไม้นับร้อยแขวนติดบนผนังพร้อมกันนั้นชายสวมหน้ากากยักษ์หลายสิบคนตามตลบหลังได้อย่างเหมาะเจาะเป็นแผนการที่เหมือนรัดกุมแต่พลาดท่าราวกับโจรคนละพวก เหตุการณ์จึงวุ่นวายขึ้นในพริบตา
หลินหลานหรูก้มหลบตามสัญชาตญาณพลางคลานเข้าหาผนังด้านในก่อนใช้สองมือป้องศีรษะที่คิดว่าสำคัญสุดช่วงวุ่นวายนี้นางคิดว่าเด็กหญิงคนนั้นได้ถูกช่วยออกไปแล้วแต่เมื่อสัมผัสได้ถึงมือเล็กเย็นเฉียบบนแขน เงยหน้าขึ้นมองถึงกับต้องโมโห"เหตุใดเจ้ายังไม่ออกไปอีก!"
"พี่สาวท่านยังปลดโซ่ไม่ได้หรือเจ้าคะ" สีหน้าเด็กหญิงดูวิตกกังวลนักสถานการณ์คับขัน ลูกดอกสีโลหะพุ่งออกจากรูเล็กๆ รอบทิศเด็กหญิงทำอะไรไม่ได้จึงดึงโซ่เหล็กด้วยมือเปล่าหวังให้หลุดจากผนังสุดชีวิตสุดท้ายจะต่างอะไรกับยกก้อนหินทั้งภูเขา ทำให้มือได้เลือดมาเสียเปล่า!
"โง่เง่า!โซ่นี่ใช่ว่าเจ้าอยากดึงก็จะขาดง่ายๆ อย่างที่คิดในหัวรึ" หลินหลานหรูตวาดนางไม่ชอบใจที่เห็นคนโง่งมไร้สาระทำเรื่องเกินกำลังตนเองเช่นนี้
รอจนเสียงลูกดอกกระทบกรงเหล็กเงียบลงแล้วตรงทางเดินนอกห้องขังเกิดการปะทะระหว่างคนสองกลุ่มขึ้นอีกระลอกเด็กหญิงจึงออกแรงดึงโซ่ทั้งน้ำตาเป็นครั้งที่สองโซ่เหล็กเปลี่ยนเป็นสีเลือดจากมือเด็กน้อย
หลินหลานหรูก้มมองหยดเลือดบนพื้นแล้วทนไม่ไหว เหตุใดถึงไม่หนีไปซะเหตุใดต้องทำเรื่องสิ้นคิดโง่งมเช่นนี้ด้วย นางไม่อยากเห็นใครเอาชีวิตเข้าแลกโดยไร้สมองเช่นนี้เพราะนั่นเท่ากับเป็นการตอกย้ำความพ่ายแพ้ของนางในชาติก่อน
นางแพ้ให้กับคนคนหนึ่งเพราะคนผู้นั้นสิ้นคิดไม่ต่างกันที่ยอมสละชีวิตเพื่อให้นางรู้สึกถึงความพ่ายแพ้สักครั้งผู้ใดเล่าอยากจะเห็นศัตรูยอมตายเพื่อให้ตนมีชีวิตอยู่ต่อ ทำดีลบล้างหรือสำหรับนางแล้วการกระทำนี้เท่ากับหยามหน้านางอย่างที่สุดอับอายยิ่งกว่าถูกแห่ไปตามถนนให้คนประชาทัณฑ์ ความพ่ายแพ้เช่นนี้ความอับอายเช่นนี้ นางไม่อาจยอมรับได้
เมื่อหลินหลานหรูลุกขึ้นยืนได้มั่นคงแล้วจึงโน้มตัวผลักเด็กหญิงให้ห่างจากโซ่เหล็กสุดแรงขณะเดียวกันผนังด้านบนก็สั่นมากขึ้นเรื่อยๆ เศษฝุ่นและดินลอยตกลงมาเป็นสาย
หลินหลานหรูยิ่งรู้สึกใจหายในสมองพร่ำบอกปฏิเสธ ทว่าส่วนลึกในใจกลับหวาดหวั่นไม่รู้ตัวหากเด็กน้อยตรงหน้านี้ต้องมาตายเพราะช่วยนางดังนั้นปากจึงเอ่ยไล่ไปตามความรู้สึกข้างใน "เจ้ามันโง่!อยากตายพร้อมกันกับข้ารึ ช่วยข้าแล้วมีประโยชน์อันใด สุดท้ายเจ้าก็ไม่รอด!"
เด็กหญิงส่ายหน้าร้องไห้พลางลุกขึ้นยืนตามไม่โกรธไม่เคืองแม้แต่น้อยที่ถูกผลักล้มและตวาดซ้ำ
หลินหลานหรูเมินหน้าหนีริมฝีปากเล็กแห้งแตกสั่นน้อยๆ ราวกับจะร้องไห้ ทว่าจู่ๆ ปลายกระบี่คมกริบเล่มหนึ่งก็จ่อมาที่คอของนางอย่างไม่บอกกล่าวพร้อมกับเสียงและชื่อที่ดังแทรกเสียงความวุ่นวาย แต่กลับดังชัดผ่านหูของนาง
"หลานหย่า พี่มาช่วยเจ้าแล้ว!"
เสียงหนึ่งของบุรุษชื่อหนึ่งของผู้ใด?
หลินหลานหรูตะลึงงัน ไม่ทันหันกลับทั้งห้องโถงใต้ดินก็สั่นสะเทือนขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่สองเพียงแต่ครั้งนี้ไม่ใช่สัญญาณเตือนเหมือนหนแรกหลินหลานหรูเซถลาไปด้านข้างจนกระทั่งเท้าสะดุดเส้นโซ่ล้ม นางยกมือขึ้นป้องศีรษะหดคออย่างหวาดกลัว ทำให้สองมือเล็กเกิดแผลบาดลึกจากก้อนหินกดแทงหลังมือที่เคยขาวเนียนดุจหิมะ บัดนี้อาบย้อมไปด้วยสีเลือด
นางเจ็บจนนิ่วหน้าหากไม่เห็นว่ามือสองข้างยังอยู่ครบคงได้คิดไปว่าถูกหินตัดขาดไปแล้วกอปรกับเพดานเหนือศีรษะเอียงลงไปข้างหนึ่งถ้าไม่มีแนวกรงเหล็กรับน้ำหนักไว้คงได้ร่วงลงมาทั้งแผง
ช่วงเวลาอันตรายเช่นนี้หลินหลานหรูพลันนึกเป็นห่วงเด็กหญิงขึ้นมา จึงหันไปทางประตูห้องขังอย่างร้อนใจทว่าหลังแรงสั่นสะเทือนใหญ่หยุดลง มวลฝุ่นสีขาวขุ่นกระจายตัวเบาบางสิ่งแรกที่สัมผัสได้คือคมกระบี่เย็นเฉียบตามมาจ่อที่คอนางอีกครั้งและยิ่งไม่คาดฝันว่าจะเห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งใช้สองแขนโอบกอดเด็กหญิงไว้ทั้งร่างใช้แผ่นหลังของตนเป็นเกราะกำบังเศษหินแหลมคมให้เด็กหญิง
คล้ายมีมือหนึ่งฉุดกระชากจิตวิญญาณของนางให้หลุดหาย
นั่นเจ้าหรือ? เสวี่ยเฟิ่งเจ้ารู้จักเด็กคนนั้นหรือ ...แล้วข้าเล่า หลินหลานหรูเจ็บหลังมือจนสั่นระริกยามนี้เพิ่งพบว่าร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลขีดข่วนจากเศษหิน สภาพช่างไม่น่าดูนัก
ทว่าเมื่อได้พบแล้วแทนที่จะยินดีกลับน้อยใจเสียมากกว่าที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยเรียกชื่อเขากลับไม่กล้าพอ ความมั่นใจจากสิบหดหายแทบเป็นศูนย์จึงนั่งนิ่งไม่ขยับ ตัวนางที่มีสภาพเช่นนี้ ไม่อาจแสดงตัวตนต่อหน้าใครได้โดยเฉพาะกับเด็กหญิงคนนั้น
เสวี่ยเฟิ่งดันไหล่หลินหลานหย่าห่างเล็กน้อยสองมือเลื่อนลงมาที่ต้นแขนของนางพลางมองสำรวจแววตาสื่อความห่วงใยอย่างเต็มเปี่ยมไม่มีเสแสร้ง
"ทะ...ท่านพี่ในที่สุดท่านก็มาช่วยข้า" หลินหลานหย่าปล่อยโฮอย่างไม่อายฟุบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นกับอกเด็กหนุ่ม
...เขาเลื่อนมือขึ้นลูบศีรษะปลอบนาง?
หลินหลานหรูหน้าถอดสีไปทันควันมิผิด! เด็กหญิงคนนั้นก็คือ 'หลินหลานหย่า' ไม่ได้ฟังผิดแต่อย่างใดหลินหลานหรูพูดไม่ออก ทุกคำพูดตีตื้นจุกอยู่ที่ลำคอ จำต้องหันหน้าหนีรู้สึกสับสนระคนผิดหวังจนไม่อาจมองคนทั้งคู่ได้อีกแล้ว
นางกล้ำกลืนความรู้สึกเจ็บหนึบในใจแปลกๆนี้ลงท้อง งงตัวเองเช่นกันเหตุใดถึงรู้สึกอย่างนี้มือที่สั่นระริกเพราะบาดแผลกลับกลายเป็นสั่นเทาเพราะในใจรู้สึกขาดความมั่นคงนางพยายามเก็บซ้อนความรู้สึกให้ลึกที่สุด เลื่อนมือไปด้านหลังแล้วหลบซ่อนสายตาจากนั้นฝืนเอ่ยเสียงแข็งไล่คนไปให้พ้น
"พวกเจ้ารีบออกไปเถอะข้าก็แค่หัวขโมยต้องโทษตายผู้หนึ่ง มีค่าอะไรให้เสียเวลาปลดโซ่"
กระบี่ที่จ่อคอหลินหลานหรูอยู่ตลอดขยับเล็กน้อยความเย็นเยียบจากปลายกระบี่แผ่ไอเย็นออกมาราวกับกระแสน้ำเชี่ยวฤดูมรสุมหากออกแรงเพิ่มอีกหน่อยคมกระบี่คงได้ฝังลงบนเนื้อเป็นแน่ นางจึงเหลือบหางตาขึ้นมองคนคนนี้ไม่ใช่ฉางหมิง ที่แท้เสวี่ยเฟิ่งเปลี่ยนคนติดตามแล้ว ช่างน่าสนใจยิ่ง
สีหน้าเสวี่ยเฟิ่งเรียบเฉยไม่ปรากฏร่องรอยอารมณ์ใดเขาได้ยินประโยคนั้นแล้วกลับไม่คิดใส่ใจและไม่เอ่ยวาจาปรารถนาดีให้มากความจนเสียเวลาใช้สายตาให้สัญญาณผู้ติดตามลดกระบี่แล้วนำทางออกไป
"ท่านพี่ท่านช่วยปลดโซ่ได้หรือไม่เจ้าคะ" เมื่อเห็นว่าเสวี่ยเฟิ่งคิดพาตนเองออกไปเพียงผู้เดียวเท้าที่ก้าวข้ามประตูห้องขังไปแล้วพลันหยุดชะงักอย่างดื้อดึงนางแตะหลังมือเสวี่ยเฟิ่งที่ซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมสีดำเข้มของเขา สัมผัสอุ่นๆทำให้เขาก้มมองและพบว่าฝ่ามือเล็กของนางบาดเจ็บถึงเพียงนี้
ไวเท่าความคิดเสวี่ยเฟิ่งรีบจับมือนางพลิกหงาย แผลถลอกเป็นรอยแดงเถือก ช่างชวนให้คนเห็นปวดใจนัก
หลินหลานหรูอดชำเลืองมองไม่ได้ในใจของเขาคงรู้สึกร้อนรุ่มเป็นห่วงน้องสาวต่างมารดาของนางผู้นี้มากกระมังยิ่งคิดยิ่งรู้สึกชิงชังในใจ หลินหลานหย่ามีดีอะไรเหตุใดถึงได้แย่งทุกอย่างที่ควรเป็นของนางไปจนหมด!
นางเก็บสายตากลับมาอย่างเย่อหยิ่งนัยน์ตาดำน้ำหมึกฮุยโม่คมลึกไม่แยแสโลก เชิดหน้าขึ้นอย่างทระนงในเวลานี้หากพวกเขาคิดจะไปก็ไป จะช่วยก็ช่วยเหตุใดต้องทำให้นางรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นภาระเช่นนี้คนเป็นภาระมิเท่ากับเป็นคนไร้ประโยชน์หรอกหรือ น่าเจ็บใจนัก ไม่มีทางที่นางจะก้มหัวขอร้องให้ช่วยชีวิตเป็นแน่
"เพดานจะถล่มลงมาอยู่แล้วยังจะยืนแสดงความรักให้ขวางหูขวางตาอยู่ได้ ...โง่งมกันทั้งคู่"ประโยคหลังนี้นางเพียงพึมพำมันแผ่วเบา จากนั้นก็ไม่สนใจอะไรอีกลากโซ่เหล็กคลานขยับเข้าไปด้านในให้ชิดมุมติดผนัง หวังใช้ระแนงกรงเหล็กเป็นเกาะป้องกันเพดานหิน
ทว่าข้อมือกลับถูกคว้าขึ้นดึงนางให้หันกลับไป
เสวี่ยเฟิ่งย่อตัวลงจับข้อมือหลินหลานหรูแผลใหญ่บนหลังมือเปิดเกินกว่าจะทำให้เด็กน้อยผู้หนึ่งทนความเจ็บไหวนางทนได้อย่างไรกัน กระนั้นเขาก็ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องนี้มองหาเส้นโซ่ที่เป็นปัญหาอย่างรวดเร็ว
เป็นอีกครั้งในรอบหนึ่งปีที่ได้เผชิญหน้ากันอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ทว่าสิ่งที่นางต้องการให้เขาเอ่ยก่อนหน้านั้น โอกาสที่นางพร้อมจะให้เขาอีกครั้งดวงตาของเขาได้ตอบนางชัดหมดทุกอย่างแล้ว ในยามนี้ใบหน้างดงามของเด็กหนุ่มเรียบเฉยแสดงออกถึงความห่างเหินอย่างเห็นได้ชัด ราวกับเป็นอีกคนที่นางไม่เคยรู้จักคิ้วเข้มไม่ปรากฏเส้นความรู้สึกใดที่มีต่อนาง และยิ่งแววตา...
ดวงตาของเจ้าไม่มีเงาของข้าแม้แต่น้อย
เสวี่ยเฟิ่งมองออกว่าหลินหลานหรูกำลังคาดหวังสิ่งใดจึงเอ่ยตัดความวาดหวังนั้นของนางอย่างเจตนา ด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นไม่ปรานี"ข้าไม่รู้จักเจ้า ที่ช่วยเจ้าเพราะน้องสาวข้าขอร้องมาเก็บสายตาคาดหวังของเจ้ากลับไปเถอะ"
หลินหลานหรูอึ้งจนพูดไม่ออกคำพูดนี้กระทบจิตใจนางอย่างจัง ปล่อยให้เขาตวัดกระบี่ตัดโซ่เหล็กขาดอย่างง่ายดายประหนึ่งเสียงสายสัมพันธ์ดั่งสหายในอดีตขาดสะบั้น เขาตัดได้เกลี้ยงกริบไม่เหลือไว้ให้นางระลึกถึงสักเศษเสี้ยวเบื้องลึกในใจแล้วนางกำลังหัวเราะเยาะหยันในความโง่ตัวเองไม่หยุด
โซ่เหล็กบนข้อมือตัดออกยากเกินไปและด้วยเวลามีน้อยเสวี่ยเฟิ่งจึงปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น
หลินหลานหย่าดีใจจนยิ้มกว้างรีบรุดมาหาแล้วคว้าแขนหลินหลานหรูออกไป เด็กหญิงทั้งสองเดินนำหน้าเสวี่ยเฟิ่ง
เพิ่งพ้นหน้าประตูห้องขังมาได้สามก้าวเหตุวุ่นวายตรงทางเข้ายังไม่สงบ ไม่รู้ว่าเสียงผู้ใดตะโกนลั่นโถงเตือน"ลูกดอกมีพิษ!"
เพียงพริบตาเงาดำสองสายพุ่งมาหาปานสายฟ้า
ต่อให้หลินหลานหรูยืนนิ่งไม่ยอมหลบก็ไม่มีทางที่ลูกดอกพิษจะเฉียดผิวนาง ทว่ามือหนึ่งกลับผลักนางเข้าหาลูกดอกเต็มเป้าด้วยความตื่นตะลึงจึงไม่ทันเอะใจว่าผู้ใดผลักนาง
ด้วยสัญชาตญาณนางจึงยกมือที่พ่วงโซ่เหล็กขึ้นกำบังอกซ้ายปัดป้องลูกดอกพิษได้หนึ่งดอก ส่วนอีกดอกปักเหนือขึ้นไปบนไหล่ความเจ็บแล่นปลาบไปทั่วร่าง ตามด้วยความรู้สึกชาหนึบค่อยๆ ลามเลียไปทั่วส่วนอกแรงผลักเมื่อครู่ยังส่งผลให้นางหมุนกลับหลัง
ไม่ทันเข้าใจสิ่งใดด้วยทุกอย่างเกิดขึ้นห่างกันเพียงกระชั้นชิดกระบี่ในมือเสวี่ยเฟิ่งก็แทงทะลุไหล่ซ้ายของนางแล้ว
ก่อนหน้านั้นผู้ใดผลักนางก็ช่างเถอะลำพังพิษจะแค่ไหนกันเชียว แต่เหตุใดเขาต้องหันกระบี่มาที่นางด้วย
ครั้งนั้นตอนที่นางเปิดใจยอมรับเขาวางใจไว้ที่เขาหมดทั้งดวง นางแค่หวังว่าเขาจะปกป้องนางหวังให้เขารักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ต่อให้คิดมาก่อนว่าต้องมีวันนี้ก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะกล้าทรยศนางจริงๆความผิดนี้นางขอรับไว้ผู้เดียวทั้งหมด จะไม่ถือโทษอย่างที่เคยออกปากไปทว่าท้ายที่สุดแล้วนางปล่อยวางไม่ได้!
แววตาว่างเปล่านั้นของเจ้าคือความจริงใช่หรือไม่ หลินหลานหรูกระอักเลือดก่อนยกมุมปากยิ้มอย่างเยาะหยัน หนึ่งปีไม่ได้พบหน้า...คนทรยศ!เจ้าช่างเหยียบย่ำจิตใจข้าได้แหลกละเอียดนัก
ทันทีที่เสวี่ยเฟิ่งชักกระบี่กลับร่างของหลินหลานหรูก็ถูกกระชากอีกเป็นครั้งที่สองตัวนางพลิกหมุนตามแรงดึงก่อนทรุดหงายไปอีกทางพร้อมกับการสั่นสะเทือนครั้งสุดท้ายของโถงใต้ดินกลิ่นคาวเลือดเจือกลิ่นน้ำมันลอยตีกันคลุ้ง เสียงอึกทึกอื้ออึงดังเสียดหู
ทว่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั้งหมดสำหรับนางแล้วนั้นช่างเป็นไปอย่างเชื่องช้าราวกับว่าขาข้างหนึ่งได้ก้าวเข้าสู่ทางน้ำพุเหลืองแล้วอย่างไรอย่างนั้น
ตอนที่เสวี่ยเฟิ่งดึงกระบี่กลับเขารู้สึกเช่นไร คิดอะไรอยู่นางอยากรู้ยิ่ง ประกายตาตื่นตระหนกเล็กๆเพียงชั่ววูบใช่นางคิดไปเองคนเดียวหรือไม่ว่ากันว่าคนใกล้ตายมักนึกถึงความสุขเล็กๆ น้อยๆให้เสียดายการมีชีวิตอยู่ในช่วงสุดท้ายของลมหายใจ
คนอื่นอาจกล่าวเช่นนี้แต่กับนางนั้นไม่ภาพความทรงจำก้อนสุดท้ายที่นางจงใจเก็บไว้เพื่อให้โอกาสแก่เขายามนี้ได้แตกสลายลงแล้ว มันถูกแทนที่ด้วยภาพชายหญิงสองคนประคองกันวิ่งออกไปทางประตูหินที่เปิดอ้ารอรับจนกระทั่งภาพนั้นเลือนหายไปพร้อมกับเปลวเพลิงที่เข้ามาแทนที่
หลินหลานหรูปวดใจจนสุดทนนางกระอักเลือดออกมาคำแล้วคำเล่า หัวใจบีบรัดทรมานให้ตายทั้งเป็นยื่นมือไปข้างหน้าแต่คว้าได้เพียงความว่างเปล่า ความร้อนไหลลามไปมาตามขาทำให้นางรับรู้ได้ทันทีว่าร่างกายส่วนล่างได้ถูกเปลวไฟแผดเผาไปแล้ว
ความเคียดแค้นในใจพวยพุ่งถึงขีดสุดนางกรีดร้องสุดเสียงอย่างบ้าคลั่ง "พวกเจ้าอย่าให้ข้ารอดไปได้!อย่าให้ข้ารอดไปได้!!"
เสียงของนางหายไปพร้อมกับเพดานด้านบนที่ถล่มลงมา...
ไม่มีเทพเซียนองค์ใดรู้ได้ว่าดวงวิญญาณที่เต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทนี้จะลอยไปที่ใด
นรก? หรือสวรรค์ชั้นฟ้า?
'ข้าตายแล้วจริงหรือ?'
[ความตายมีอะไรแย่]
'ตายแล้วไม่เห็นดีตรงไหน'
[เมื่อเจ้าอยู่มานานเช่นข้า เจ้าจะรู้ว่าการมีชีวิตอยู่มิสู้ตายเป็นอย่างไร]
'ท่านเอาแต่พล่ามเรื่องพวกนี้มาครึ่งค่อนวันตกลงจะให้ข้ากลับไปเกิดใหม่หรือไม่'
[ไม่มีร่างใดเหมาะกับเจ้าอีกแล้ว]
'ร่างเดิมแม้เหลือเพียงเถ้ากระดูกข้าก็จะกลับไป!'
[...แล้วเจ้าจะเสียใจ]
'จนวันนี้ข้าไม่เคยนึกเสียใจแม้สักครั้ง'
...................
ช่วงเวลาไล่เรียงกันเพิงพักกลางป่ารกร้างแห่งหนึ่ง...
"เจ้าหนุ่มเหตุใดไม่กลับไปหาครอบครัวล่ะ" ชายชราผมสีดอกเลา ผิวหนังเหี่ยวย่นตามอายุดวงตาทอประกายมากความรู้และประสบการณ์ใบหน้าคร้ามแดดปรากฏรอยยิ้มเมตตาให้ความรู้สึกน่าเคารพยำเกรงกลายๆ
หลังชายชราช่วยชีวิตเด็กหนุ่มไร้ที่มาผู้หนึ่งจากก้นเหวตลอดระยะเวลาสามเดือนก็พักรักษาตัวอยู่ที่นี่มาตลอด
"ข้ายังกลับไปไม่ได้และไม่มีหน้ากลับไปทั้งที่ยังอ่อนแอไร้พลังเช่นนี้แม้แต่น้องสาวคนเดียวยังปกป้องไว้ไม่ได้ เมื่อใดที่ข้าแข็งแกร่ง วันนั้นข้าจะกลับไปทวงคืนทุกสิ่งที่เป็นของน้องสาวข้ากลับมาทุกอย่างที่ควรเป็นของนาง ข้าจะเอามันคืนมาให้หมด!"
หลินหลงอู่เอ่ยด้วยความหนักแน่นให้คำสัตย์ไว้ต่อหน้าชายชรา แววตาฉายประกายความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม
ใต้หล้านี้กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตนักมีหรือจะไม่มีที่ที่ให้เขาไป
น้องเล็กเจ้ารอพี่ใหญ่กลับไปหาเจ้า...
ช่วงเวลาไล่เรียงกันบนรถม้าขณะกำลังสัญจร เข้าสู่ประตูเมืองหลวงฝั่งทิศตะวันออก...
"ท่านพี่ ข้ากลัวเจ้าค่ะ"หลินหลานหย่าแหงนหน้ามองเสวี่ยเฟิ่งด้วยสีหน้าเศร้าสลด ดวงตาคู่งามมีน้ำตาเอ่อคลอ
เสวี่ยเฟิ่งยิ้มบางๆ ปลอบใจนางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นประหนึ่งดวงอาทิตย์สาดส่องกลางหิมะ "ไม่ใช่ความผิดเจ้าลืมมันเสียเถิด"
หลินหลานหย่าหลับตาลงก่อนโผเข้ากอดเด็กหนุ่มอย่างไม่สำรวมกิริยา รถม้ายังคงเคลื่อนที่ไปเอื่อยเฉื่อยเสียงผู้คนจอแจตามท้องถนน เขายกมือข้างหนึ่งกอดปลอบ แล้วลูบศีรษะนางแผ่วเบาเผยรอยยิ้มบางๆ จนแทบมองไม่รู้ว่ากำลังยิ้มอยู่นัยน์ตาคมกริบลุ่มลึกดุจเหยี่ยวเจือแววเบื่อหน่ายจางๆ
"ข้าจะซื้อเสื้อคลุมให้ท่านใหม่เจ้าค่ะ"หลินหลานหย่าเอ่ยด้วยใจที่รู้สึกอบอุ่น
"ได้ ข้าจะรอเสื้อคลุมจากเจ้า"
แม้ปากจะเอ่ยตอบเช่นนั้นทว่าในใจกลับคิดอีกแบบ... หลินหลานหย่าเจ้าไม่มีทางหาเสื้อคลุมใดมาแทนที่ของเดิมได้อีกแล้ว
ช่วงเวลาไล่เรียงกันพื้นที่ทางเหนือแทบป่ารกร้างตะวันตก...
เกาฟังจูงเชือกม้าเดินไปตามถนนก่อนย่อตัวลงเก็บเศษฟางบนพื้น
"ก็แค่เศษฟางธรรมดา มีอะไรให้เจ้ามองมันราวกับของล้ำค่าเยี่ยงนั้น"
เกาฟังเหลือบตาเบื่อหน่ายมองหญิงสาวบนหลังม้าที่ขอติดตามมาด้วย"เจ้าช่วยเงียบสักครึ่งวันไม่ได้หรือไร"
ถ้าไม่เห็นแก่พี่ชายนางที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกับเขามาตอนนี้คงฟาดเท้าเตะตกหลังม้าไปแล้ว
สามเดือนก่อน... หลังกลับไปหาหลินหลานหรูตามกำหนดเจ็ดวันกลับพบว่านางหายไป เบาะแสเดียวที่ตามมาตลอดสามเดือนคือเศษฟางที่ถูกถักจนคล้ายดอกไม้ประหลาดสิบสองกลีบบนหยก
หลินหลานหรูเป็นเด็กฉลาดเชื่อว่าฟางพวกนี้ต้องเป็นนางถักแล้วทิ้งไว้ให้เขาแน่
เกาฟังลุกขึ้นยืนพลางมองออกไปยังป่ามืดทึบเบื้องหน้า
หลินหลานหรูข้าติดหนี้เจ้าครั้งใหญ่ เพื่อตอบแทนแล้วข้าจะไม่หยุดตามหาเจ้า
ช่วงเวลาไล่เรียงกันร้านน้ำชาในเมืองเสิ่นหยาง...
"มีข่าวใดเกี่ยวกับฮวาสิบสองกลีบหรือไม่"เฉิงอิ้นวางหยกสลักสีขาวหม่นบริเวณขอบเจือสีส้มอ่อนๆ ลงตรงหน้าเสี่ยวเอ้อก่อนที่ทั้งคู่จะเดินหายเข้าไปยังห้องชั้นใน
"เรียนท่าน วันนี้เหลาปานไม่อยู่แต่ได้ฝากงานทั้งหมดให้ข้าแล้ว ช่วงนี้ไม่มีอะไรใหญ่ร้ายแรงนอกจากเรื่องผู้นำสูงสุดว่างลงเป็นการชั่วคราวยังมีอีกเรื่องที่ใหญ่พอให้กลุ่มฮวาสิบสองกลีบต้องค้นหา"
"เรื่องอะไร?" เฉิงอิ้นขมวดคิ้วเผยสีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย
"คุณหนูหายไป..."
หลังเดินออกจากร้านน้ำชาประโยคหนึ่งของเสี่ยวเอ้อยังดังติดอยู่ในหัวเฉิงอิ้นมาด้วย
'ข่าวว่าคุณหนูตายแล้วไม่ว่าอย่างไรจนกว่าจะครบห้าปี ท่านก็สอดมือเข้ามายุ่งเรื่องนี้ไม่ได้'
เพราะอย่างนั้นเสี่ยวเอ้อเลยถูกเฉิงอิ้นซัดหมัดจนฟันหลุดตามด้วยฝ่ามือเคลื่อนกำลังภายในไปอีกยก เหลือเพียงนิดเดียวก็ได้ไปเยือนปรโลกแล้ว
เรื่องอะไรเขาจะปล่อยไปโดยไม่ยุ่งเกี่ยวเทียบกับน้องชายที่หายไปสิบกว่าปี หลินหลานหรูยังสำคัญยิ่งกว่านักในเมื่อเขาเสียน้องชายไปแล้ว น้องสาวที่เขามีคนเดียวอย่างนางจะปล่อยให้ตกอยู่ในอันตรายได้อย่างไร
คุณหนูต่อให้ท่านใช้สัญญาห้าปีลงโทษข้า ข้าก็จะไม่หยุดตามหาท่าน
ช่วงเวลาไล่เรียงกันเรือนใหญ่จวนสกุลหลินในเมืองหลวง...
"ใต้เท้าได้ข่าวคุณหนูแล้วขอรับ"
หลินหานฉีกำหัวลูกธนูไว้ในมือทันใดเงยหน้ามองผู้ติดตามด้วยสายตาเยือกเย็น ยืดตัวนั่งหลังตรงบนตำแหน่งเก้าอี้ประธาน
"คดีเด็กหายปิดลงแล้วขอรับในซากหินไม่พบศพคุณหนู คาดว่า...คุณหนูอาจยังมีชีวิตอยู่"
หลินหานฉีเพิ่มแรงกำหัวลูกธนูตามอารมณ์ทว่าสีหน้ายังคงสงบเยือกเย็นดุจเดิม เอ่ยเนิบช้าแต่หนักแน่นทรงอำนาจ"ตามต่อไป ตามจนกว่าจะเจอ ต่อให้เหลือแค่ซากศพก็ต้องนำกลับมาให้ข้า"
"ขอรับ ข้าน้อยขอตัว"
หลินหานฉีคลายมือออกมองหัวลูกธนูเหล็กเปื้อนเลือด ภายในดวงตาปรากฏอารมณ์หลากหลายซ้อนทับ …หลานหลันพ่อผิดต่อเจ้านัก