เปรี้ยง!
ขณะที่ฉินจงกำลังจมอยู่ในความคิด จู่ ๆ เขาก็สังเกตเห็นว่าแสงแดดด้านนอกเริ่มมืดครึ้มลง เขามองลอดกระจกรถออกไป เห็นกลุ่มเมฆดำทะมึนก่อตัวหนาแน่น พร้อมกับเสียงฟ้าร้องคำรามต่ำ ๆ แว่วมาจากเบื้องลึกของชั้นเมฆ
ทันใดนั้น สายฟ้าก็แลบปลาบฟาดฟันทะลวงแผ่นฟ้า ราวกับความพิโรธของทวยเทพ มันฉีกกระชากท้องฟ้าอันมืดมิดในวันสิ้นโลกให้กลายเป็รอยแยกสว่างจ้า อาบไล้ทุกสรรพสิ่งรอบตัวจนสว่างวาบ
หยาดฝนเริ่มสาดเทลงมาอย่างรวดเร็ว แรกเริ่มยังเป็เพียงหยดน้ำประปราย ทว่าไม่นานก็แปรเปลี่ยนเป็พายุฝนห่าใหญ่ กระหน่ำตกกระทบพื้นดินและหลังคารถตู้จนเกิดเสียงดังกังวานใส
"ฝนตกเหรอ?"
ภาพตรงหน้าทำเอาฉินจงชะงักไปเล็กน้อย เพราะนับั้แ่วันสิ้นโลกเปิดฉากมาเกือบครึ่งปี นี่เพิ่งจะเป็ฝนแรกที่ตกลงมา หลังจากคุ้นชินกับสภาพอากาศเย็นสบายของฤดูใบไม้ร่วง พอต้องมาเจอพายุฝนฟ้าคะนองโหมกระหน่ำกะทันหันแบบนี้ เขาก็อดประหลาดใจไม่ได้
แต่แล้วจู่ ๆ เสียงกริ๊ง ๆ ๆ ก็ดังขึ้นมา!
ทำเอาฉินจงสะดุ้งโหยง ศีรษะกระแทกเข้ากับประตูรถปัง! จนเจ็บจี๊ด
ชายหนุ่มลูบหัวตัวเองพลางมองซ้ายมองขวา ก่อนจะพบต้นตอของเสียง แท้จริงแล้วมันคือโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อของเขาที่กำลังแผดเสียงร้อง โชคดีที่เสียงกริ่งไม่ได้ดังมากนัก ประกอบกับข้างนอกมีพายุฝนฟ้าคะนองพอดี จึงไม่ต้องกังวลว่าพวกซอมบี้จะได้ยิน
แต่ปัญหาคือ... เขาจำได้แม่นยำว่าตัวเองปิดเครื่องไปแล้ว แล้วมันจะมีเสียงเรียกเข้าดังขึ้นมาได้ยังไง?
เขามองโทรศัพท์ในมือที่ยังคงสั่นเบา ๆ อย่างต่อเนื่อง บนหน้าจอปรากฏเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย ฉินจงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดรับสาย แล้วเสียงแผดร้องสบถด่าของผู้หญิงคนหนึ่งก็พุ่งปรี๊ดเข้ามา จนแทบจะแทงแก้วหูเขาให้ขาดกระจุย
"หวังเชียน ไอ้คนเฮงซวย! หลี่อวิ๋นดีกับนายขนาดนี้ แต่นายยังกล้านอกใจเหรอ! แน่จริงก็บอกมาสิว่าตอนนี้มุดหัวอยู่ที่ไหน แม่จะตามไปเตะผ่าหมากให้ยับเลย!"
ฉินจงดึงโทรศัพท์ให้ออกห่างหูเล็กน้อย พลางจ้องมองหน้าจอ มันเป็เบอร์แปลกที่ไม่ได้บันทึกไว้
เื่นี้มันแปลกประหลาดสุด ๆ วันสิ้นโลกผ่านมาตั้งครึ่งปีแล้ว สัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตหายวับไปตั้งนานแล้ว โทรศัพท์พวกนี้สูญเสียฟังก์ชันการสื่อสารไปหมด จนกลายเป็แค่ที่ทับกระดาษไปแล้วไม่ใช่หรือไง
หากไม่ใช่เพราะเขามีนิสัยชอบเปิดดูรูปถ่ายเก่า ๆ ในมือถืออยู่บ่อยครั้ง เขาคงไม่พกของเกะกะแบบนี้ติดตัวแน่ ลองคิดดูสิว่าถ้าต้องออกไปลุยดงซอมบี้ตอนกลางคืน แล้วจู่ ๆ มีเสียงกริ่งดังขึ้นมา... นั่นมันหายนะถึงตายเชียวนะ
แต่วินาทีนี้ โทรศัพท์ที่เขาปิดเครื่องไปแล้วแท้ ๆ กลับมีสายเรียกเข้าจากเบอร์แปลกโผล่มาซะงั้น!
ฉินจงมองลอดกระจกรถออกไปสังเกตการณ์ด้านนอก เมื่อเห็นว่าพวกซอมบี้ยังไม่ได้หันมาสนใจ เขาจึงเอามือป้องปากแล้วกดเสียงต่ำพูดลงไป "ฮัลโหล คุณเป็ใคร? ผมไม่ใช่หวังเชียน..."
แต่ผู้หญิงปลายสายเห็นได้ชัดว่ากำลังปรี๊ดแตกขั้นสุด เธอไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งนั้น เธอแค่นหัวเราะเยาะใส่เขาทันที "ทำไมฮะ? หวังเชียน กล้าทำแต่ไม่กล้ารับเหรอ! ถ้านายไม่ใช่หวังเชียน แล้วนายเป็ใคร!"
"ผมคือฉินจง แล้วคุณล่ะเป็ใคร!"
"ฉันก็คือซุนเสี่ยวเหยียน ย่าทวดของนายไงล่ะ! ถ้านายยังเป็ลูกผู้ชาย ก็บอกมาสิว่าตอนนี้นายอยู่ที่ไหน!"
"ผม... ผมน่าจะยังอยู่ในเซี่ยงไฮ้ ส่วนพิกัดชัด ๆ ว่าตรงไหน ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน!"
...
"หืม?"
ขณะเดียวกัน ณ กรุงจิงตูที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ บนระเบียงของอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ซุนเสี่ยวเหยียนดึงโทรศัพท์ในมือออกห่างเล็กน้อยเพื่อเช็กเบอร์ที่โทรออก ก็ไม่ผิดนี่นา นี่มันเบอร์ของไอ้เวรหวังเชียนชัด ๆ
แล้วทำไม...
หมอนั่นเพิ่งจะเดินออกไปจากที่นี่ไม่ใช่เหรอ? แล้วจะไปโผล่ที่เซี่ยงไฮ้ได้ยังไง?
ที่นี่มันจิงตูนะ! จากจิงตูไปเซี่ยงไฮ้ ต่อให้นั่งเครื่องบินก็ไม่มีทางถึงภายในสิบกว่านาทีหรอก แล้วเธอก็ไม่ได้กดเบอร์ผิดด้วย!
เปรี้ยง!
จู่ ๆ เสียงฟ้าร้องก็ดังกึกก้องมาจากบนฟ้า ทำเอาซุนเสี่ยวเหยียนสะดุ้งโหยงไปทั้งตัว หลังจากสบถด่าสภาพอากาศเฮงซวยไปสองสามคำ เธอก็หมุนตัวเดินออกจากระเบียงกลับเข้าไปในห้อง
"ฮัลโหล ฮัลโหล คุณยังอยู่ไหม?"
ทันทีที่เดินเข้ามาในห้อง ซุนเสี่ยวเหยียนก็ได้ยินเสียงอู้อี้ดังมาจากในสาย ดูเหมือนอีกฝ่ายจะสังเกตเห็นว่าเธอเงียบไป เลยเอาแต่ส่งเสียงเรียกไม่หยุด
หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู แล้วเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง "เมื่อกี้... นายบอกว่านายชื่ออะไรนะ?"
"ผมชื่อฉินจง แล้วคุณอยู่ที่ไหน?"
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ทันทีที่ซุนเสี่ยวเหยียนมาถึงบ้านเพื่อนสนิท เธอก็เห็นหลี่อวิ๋นกำลังนั่งร้องไห้ฟูมฟาย พอถามไถ่ดูก็ได้ความว่าหวังเชียน แฟนหนุ่มของยายนี่แอบนอกใจ แถมไอ้เวรนั่นยังขู่ว่าถ้าจะให้เลิกกันก็ได้ แต่ต้องจ่ายค่าเลิกรามา ไม่อย่างนั้นมันจะเอารูปโป๊ของหลี่อวิ๋นไปปล่อยลงเน็ต
พอได้ยินเื่บัดซบแบบนั้น ซุนเสี่ยวเหยียนก็โกรธจนฟิวส์ขาด รีบต่อสายตรงไปด่าเปิงทันที ด้วยความใจร้อนบวกกับข้างนอกมีพายุฝนฟ้าคะนองพอดี เธอเลยไม่ได้ตั้งใจฟังเสียงผู้ชายปลายสายให้ชัดเจน
แต่ตอนนี้พอเข้ามาในห้อง แล้วลองตั้งใจฟังเสียงแหบห้าวของผู้ชายปลายสายดูดี ๆ... ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เสียงนุ่ม ๆ สไตล์หนุ่มหน้าใสของไอ้หวังเชียนจริง ๆ ด้วย
เมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองอาจจะโทรผิดเบอร์จริง ๆ ซุนเสี่ยวเหยียนก็แลบลิ้นน้อย ๆ ด้วยความขัดเขิน ก่อนจะรีบพูดรัวเร็วว่า "คุณฉินคะ ขอโทษทีค่ะ ฉันโทรผิดเบอร์ ไม่รบกวนคุณแล้วนะคะ..."
"เดี๋ยว! อย่าเพิ่งวาง! คุณโทรติดเบอร์ผมได้ยังไง?" พอได้ยินว่าอีกฝ่ายตั้งท่าจะวางสาย ฉินจงก็ร้อนรนขึ้นมาทันที เขารีบพูดสวนไปว่า "ผมไม่รู้ว่าคุณเป็ใคร แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าคุณโทรติดได้ยังไง แต่ถ้าเป็ไปได้ ช่วยอะไรผมหน่อยได้ไหม ตอนนี้ผมกำลังถูกพวกซอมบี้ล้อมไว้!"
"ซอมบี้?"
พอได้ยินคำนี้ ซุนเสี่ยวเหยียนก็เลิกคิ้วขึ้นทันที
แค่ฉันโทรผิดเบอร์แล้วด่านายไปฉาดใหญ่ นี่ยังกล้าแต่งเื่ตอแหลมาหลอกคุณย่าทวดคนนี้อีกเหรอ!
ในเมื่ออยากจะเล่นนัก งั้นฉันก็จะเล่นเป็เพื่อนหน่อยก็แล้วกัน พอดีเลย แม่ซุนเสี่ยวเหยียนคนนี้กำลังอารมณ์บูดอยู่พอดี
เมื่อคิดได้ดังนั้น ดวงตาของซุนเสี่ยวเหยียนก็พราวระยับไปด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ ทว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกไปกลับจงใจสั่นเครือไปด้วยความหวาดกลัว "ฉะ... ฉัน... ทางนี้ก็มีเหมือนกัน ซอมบี้มันบุกขึ้นมาแล้ว ทำยังไงดี!"
"หา!"
ได้ยินเสียงที่ลอดมาจากปลายสาย ฉินจงก็ขมวดคิ้วมุ่น
หมายความว่ายังไง ยายนี่ก็ถูกซอมบี้ล้อมเหมือนกันเหรอ? แต่ฟังจากน้ำเสียงที่แวด ๆ ใส่เขาก่อนหน้านี้ มันไม่เห็นจะเหมือนคนกำลังตกอยู่ในอันตรายเลยนี่นา!
"คุณลุงคะ ขอถามหน่อยสิ ตอนนี้ซอมบี้บุกมาแล้ว ฉันควรจะวาง 'พืชยิงถั่ว' ไว้ข้างหน้า หรือจะสร้าง 'กำแพงวอลนัท' บล็อกมันไว้ดีล่ะ?"
"..."
ใบหน้าของฉินจงพลันมืดครึ้มลงทันที นี่มันเื่บ้าอะไรกัน พืชยิงถั่วอะไร กำแพงวอลนัทอะไร มันคือตัวอะไรกันล่ะเนี่ย?
เดี๋ยวก่อน!
จู่ ๆ ฉินจงก็สะกิดใจขึ้นมา พืชยิงถั่วเหรอ? เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนนะ พืชยิงถั่ว... นึกออกแล้ว! เหมือนมันจะเป็เกมแนวป้องกันฐานสุดคลาสสิกเกมหนึ่ง น่าจะเป็มินิเกมเมื่อสิบกว่าปีก่อนนู่นเลย
สิบกว่าปีก่อน?
คิ้วของฉินจงขมวดเข้าหากันแน่นยิ่งกว่าเดิม เขาค่อย ๆ กดเสียงให้ต่ำลงอย่างระมัดระวัง "นี่... ทางฝั่งคุณน่ะปีอะไร?"
"หืม?" ซุนเสี่ยวเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะย้อนกลับทันควัน "แล้วนายล่ะ? ฝั่งนายปีอะไร? คงไม่ใช่รัชศกกวงซวี่หรอกนะ?"
"กวงซวี่?"
ฉินจงจำได้ราง ๆ ว่านั่นเป็ชื่อรัชศกของระบอบศักดินาสุดท้ายในประวัติศาสตร์จีน เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังกวนประสาทเขาอยู่ แต่ใจลึก ๆ เขาก็อยากรู้เหลือเกินว่าสถานการณ์ฝั่งนั้นมันเป็ยังไงกันแน่
เขาจึงยังคงกดเสียงต่ำแล้วตอบกลับไปว่า "ทางนี้คือปี 2034 ไม่ใช่รัชศกกวงซวี่..."
"2034?"
พรืด!
ซุนเสี่ยวเหยียนหลุดขำก๊ากออกมาทันที แต่ก็รีบตะครุบปากตัวเองเอาไว้ เสียงร้องไห้ของเพื่อนสนิทยังแว่วมาจากห้องข้าง ๆ ขืนมาหัวเราะร่วนเอาป่านนี้ ดูจะไร้มนุษยธรรมไปหน่อย
"ลุงคะ ลุงจำผิดหรือเปล่า ตอนนี้มันปี 2024 ย่ะ ไม่ใช่ 2034 เวลาทางฝั่งลุงนี่เดินไวจังเลยน้า!"
พอได้ยินคำตอบที่ฟังดูทีเล่นทีจริง แถมยังแฝงความรำคาญนิด ๆ ดังมาจากปลายสาย หัวของฉินจงก็ดังวิ้ง! ราวกับมีคนแคระนับไม่ถ้วนกำลังโหวกเหวกโวยวายอยู่ในสมอง หูทั้งสองข้างอื้ออึงไปด้วยเสียงรบกวน ทำเอาเขายืนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
"ฮัลโหล ฮัลโหล?"
"เป็คนประหลาดแท้ ๆ!"
เมื่อเห็นว่าพูดจบแล้วปลายสายดันเงียบกริบไป ซุนเสี่ยวเหยียนก็ทึกทักเอาเองทันทีว่าอีกฝ่ายคงจะรู้ตัวว่าโป๊ะแตก เลยไม่กล้าเถียงกับเธอต่อแล้ว
หญิงสาวเบะปาก ก่อนจะกดวางสายด้วยท่าทีของผู้ชนะ ทว่าเธอไม่ได้สังเกตเลยว่า... ในวินาทีที่กดตัดสายนั้น โทรศัพท์ได้เผลอไปปัดโดนแหวนที่สวมอยู่บนนิ้วชี้ข้างขวาของเธอเข้าอย่างจัง
แสงสว่างวาบขึ้นมาจาง ๆ เพียงแวบเดียว แล้วแหวนบนนิ้วของซุนเสี่ยวเหยียนก็อันตรธานหายวับไป ซึ่งทั้งหมดนี้... เธอไม่ได้เอะใจเลยสักนิด
ตอนนี้ความสนใจทั้งหมดของเธอถูกดึงดูดไปด้วยเสียงร้องไห้ของเพื่อนสนิทในห้องข้าง ๆ เธอคลึงขมับเบา ๆ ตัดสินใจว่าจะเข้าไปปลอบใจยัยเพื่อนตัวดีอีกสักรอบ
ตอนที่เดินผ่านหน้าต่าง ซุนเสี่ยวเหยียนก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่า ก่อนหน้านี้ข้างนอกยังมีเมฆดำทะมึนกับเสียงฟ้าร้องครืน ๆ อยู่เลย แต่ตอนนี้ท้องฟ้ากลับเปิดโล่งโปร่งใส พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่กลางนภา ราวกับว่าพายุฝนฟ้าคะนองเมื่อครู่เป็เพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น
"เจออากาศประหลาด ๆ แล้วยังมาเจอคนประหลาด ๆ อีก"
ซุนเสี่ยวเหยียนพึมพำกับตัวเองเบา ๆ โดยไม่ได้เก็บไปคิดให้มากความ เธอหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องข้าง ๆ เพื่อปลอบใจเพื่อนสนิทของเธอต่อไป