10 : โรงเรียนอันตราย
“ถ้าจะกลับก็โทรมาที่บ้านนะ พ่อจะได้มารับ”
สันขับรถพลางบอกเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างคนขับเป็รอบที่ห้า
“ค่ะ” เนียร์ตอบไปครั้งที่ห้าเช่นกัน และแทบไม่ต้องฟังคำถามเลยด้วยซ้ำ
มีเสียงเหมือนคนกลั้นหัวเราะมาจากทางเบาะหลัง ซึ่งไม่บอกก็รู้ว่าใคร ทินนั่นเอง
“ทำไมลูกไม่เอาบ๊อกไปด้วยล่ะ” สันนึกถึงเ้าตัวประหลาดสีฟ้านั่น เขากลัวว่ามันจะทำร้ายคนในบ้านใน่ที่เ้าของไม่อยู่ ถึงทุกคนจะไว้ใจ แต่เขายังไว้ใจไม่ลงสักนิด
“ถ้าเอาไป คงไม่ต้องมาเล่นเกมพิสูจน์ความกล้าแล้วล่ะ” เนียร์หัวเราะเหอะๆแต่ดูเหมือนสันจะไม่ได้ยิน
รถจอดลงเมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียนประถมอนุรักษ์ เนียร์และทินเดินลงจากรถ เขายื่นหน้ากากให้โดยไม่ให้สันเห็น พลางกระซิบบอกน้องสาว
“รอดกลับมาเล่าให้ฉันฟังด้วยแล้วกัน” ก่อนจะผลักเธอไปข้างหน้าเบาๆแล้วขึ้นนั่งตรงข้างคนขับแทน
เนียร์มองรถเคลื่อนตัวออกไปไกลเรื่อยๆแล้วก้มลงมองมือที่ถือหน้ากากอยู่นั้นกำลังสั่น
ไม่ใช่ไม่กลัว แต่กำลังกลัวสุดๆ เลยละ หากเป็ไปได้ก็อยากให้ทินมาเป็เพื่อนด้วย แต่...ถ้าเกิดงานนี้มีอันตราย เธอก็ไม่อยากให้พี่ชายเข้ามาเสี่ยงเหมือนกัน
เนียร์สูดลมหายใจก่อนสวมหน้ากากเดินเข้าไปในโรงเรียนประถมอนุรักษ์
ข้างในเป็บริเวณให้จอดรถที่เวลานี้ว่างเปล่า เสียงฝีเท้าสะท้อนก้องให้คนเดินอยู่คนเดียวแอบผวาไม่ได้ หันไปมองข้างหลังราวกับกลัวว่าจะมีตัวอะไรเดินตามหลังมา
ก่อนพ้นจากที่จอดรถ มีแสงไฟสาดส่องมาพอให้เห็นทางเล็กน้อย เนียร์พบว่าแสงนั้นมาจากเสาไฟรอบสนามกว้างนี่เอง ซึ่งน่าจะเป็ที่ให้เด็กเข้าแถวตอนเช้ากันเพราะมีเสาธงอยู่ด้วย เบื้องหน้าสนามเป็อาคารเรียนสี่ชั้นท่าทางโทรมๆ สีอาคารซีดหมองบอกอายุของมันได้เป็อย่างดี จนอดคิดแปลกๆ ไม่ได้ว่า หากเห็นคนใส่ชุดนักเรียนเปื้อนเืตรงระเบียงกำลังจ้องมองมา คงไม่น่าสงสัยเลยสักนิดว่าเป็ตัวอะไร ที่ทินบอกว่ามาพิสูจน์ความกล้าก็ไม่ผิดนักหรอก...แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรสนใจในตอนนี้
กลุ่มคนที่ยืนอยู่กลางสนามนั่นต่างหาก กลุ่มคนสวมหน้ากากอีกสิบเก้าคน แต่ละคนมีเด็กที่คาดว่าน่าจะเรียนอยู่่ประถมต้นมาด้วย
“พี่คะ” เสียงเล็กๆพร้อมแรงดึงตรงชายเสื้อทำให้เนียร์ต้องก้มมอง พบเด็กผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับเด็กในสนามนั้น รัดผมแกละดูน่ารัก แต่ยิ่งคิดยิ่งน่าสงสัย ว่าตอนนี้เด็กมาทำอะไรที่นี่
“ทำไมน้องยังไม่กลับบ้านอีกล่ะคะ” เนียร์ก้มลงไปคุยด้วย
“พี่ต้องพาหนูไปด้วยเหมือนพี่พวกนั้น” เด็กหญิงชี้ไปยังคนกลุ่มนั้น เสียงของเด็กน้อยนั้นสั่นราวกับจะกลัวอะไรบางอย่างอยู่
เนียร์ทำท่าจะปฏิเสธ แต่พอเห็นสีหน้าหวาดกลัวหากเธอคิดปฏิเสธแล้วนั้น จึงต้องพาไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อไปถึง ผู้คนทั้งสิบเก้าคนที่ยืนอยู่ก่อนแล้วพากันหันมามองเธอเป็สายตาเดียวกัน ทำเอาเธอชักกลัวขึ้นมาตงิดๆ คนใส่หน้ากากเยอะๆ มารวมตัวกันแบบนี้ เอามาสร้างเป็หนังสยองขวัญได้เลยแฮะ
“ยินดีต้อนรับ ผู้มีพลังทั้งหลาย” เสียงจากลำโพงดังขึ้น ทำให้คนเลิกสนใจผู้มาใหม่ แล้วหันไปสนใจเสียงนั้นพูดแทน
“มากันครบแล้วสินะ” เสียงจากลำโพงดังขึ้น เป็เสียงผู้ชายที่เนียร์รู้ว่า เป็คนเดียวกันกับในความฝันนั้นแน่
“แกเป็ใครน่ะ” หนึ่งในผู้สวมหน้ากากร้องถาม
“ตอนนี้พวกเธอรู้แค่ว่า ฉันเป็สาเหตุที่ทำให้พวกเธอมีพลังแล้วกัน และถ้าเธออยากรู้มากกว่านี้ละก็...ก็จำเป็ต้องเข้าร่วมกับฉัน แต่หากมีคนไม่ยอมเข้าร่วมด้วยแม้แต่คนเดียว จะถือว่าเป็ศัตรูทันที และจะไม่มีใครได้รู้เื่พวกนี้ด้วย เป็ไง...ตกลงมั้ย” เหมือนจะเป็ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ
มีคนหนึ่งถามกลับไปว่าต้องทำยังไง เนียร์รู้สึกได้เลยว่าตอนนี้ผู้ชายที่พูดออกลำโพงนี้อยู่กำลังยิ้มเมื่อทุกอย่างเป็ไปตามที่คาดไว้
“วิธีนั้นง่ายมาก เชื่อว่าพวกเธอจะต้องถูกใจกันแน่...ผูกโบว์ได้”
“ผูกโบว์?” เนียร์ทวนคำอย่างสงสัย แต่ไม่นานนักก็ได้คำตอบเมื่อเด็กที่เธอพามาด้วย และเด็กคนอื่นๆพากันหยิบโบว์สีแดงขึ้นมาผูกผมตัวเอง
“ไม่จริง!” เนียร์หันหน้าไปทางอื่นทันทีเพื่อไม่มองหัวของเด็ก
ไม่นานนักเสียงร้องของเด็กที่ถูกฆ่า เสียงเืที่กระฉูดออกมาจากกายก็ดังขึ้นรอบทิศ เสียงหัวเราะของคนสวมหน้ากากดังจนน่าขนลุก ทำเอาเนียร์ตัวแข็งทื่อ
“ทำไมไม่ฆ่ามัน” คนสวมหน้ากากคนหนึ่งถาม ที่มือเปื้อนไปด้วยเื
เนียร์รีบขวางตัวเองบังร่างเด็กเอาไว้ เพื่อไม่ให้พวกนั้นเห็นสีดำ-แดง ก่อนจะพูด “ฉันจะไม่ฆ่าเด็กคนนี้”
ทุกคนหันมามองที่เนียร์เป็สายตาเดียวกันอีกครั้ง
“เธอกำลังจะบอกว่าไม่ยอมเข้าร่วมงั้นเหรอ”
เสียงเย็นเยียบทำให้เนียร์ขนลุก ความกลัวพุ่งขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ ถึงแม้ใจจะอยากรู้เื่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่...เธอไม่อยากฆ่าใคร ถ้าต้องฆ่าอีก ก็ไม่ขอรู้เื่เลยซะดีกว่า!
“ใช่!ฉันจะไม่เข้าร่วมกับพวกนาย” เนียร์รู้ได้ว่าพูดแบบนี้ก็เหมือนขุดหลุมฝังตัวเองชัดๆ
“ถ้าไม่ใช่ก็จงตายซะ!” ทุกคนล้วนกระโจนเข้าหาทันที
“หนีเร็ว!” เนียร์ลากเด็กออกมา แล้ววิ่งหายเข้าไปในตึกเรียน
“พวกเรากระจายหาให้ทั่วดีกว่า” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งออกความคิดเห็น และได้เสียงอื่นสนับสนุนตาม
“ดี กระจายให้ทั่วอาคาร เจอแล้วฆ่ามันให้ได้”
ไม่นานนัก ทั่วตึกก็มีแต่คนสวมหน้ากากเดินร่อนเต็มไปหมด
“หึ..หึ..หึ”
เสียงหัวเราะเย็นเยียบในความรู้สึกจากชายคนหนึ่งที่กำลังมองภาพจากกล้องที่ติดอยู่ทั่วโรงเรียนประถมอนุรักษ์ผ่านจอคอมพิวเตอร์บางเฉียบ เป็เขาเองที่พูดกับเด็กทั้งหลายนั่นผ่านไมค์ที่เชื่อมต่อกับลำโพงนั้นได้แม้ตัวจะไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนก็ตาม
เพื่อความปลอดภัย...ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เขาและเด็กพวกนั้นจะมาเจอกันซึ่งๆหน้า
ตอนนี้ภาพจากกล้องที่ถ่ายจากจุดต่างๆของโรงเรียนกำลังฉายภาพเด็กหลายคนและหลายกลุ่มกระจัดกระจายไปทั่วเพื่อตามหาเด็กผู้หญิงสองคนที่หนีไป ราวกับกำลังเล่นเกมซ่อนหากันอยู่
ไม่น่าแปลกใจหากจะมีสักคนสองคนที่ทำตัวแปลกแยกไปจากคนอื่น แต่เขาก็มีวิธีที่จะทำให้คนนอกคอกนั้นกลับมาอยู่ในการควบคุมดังเดิมเหมือนกัน
“ปัดโธ่เว้ย! แล้วแบบนี้จะหนีออกไปได้ยังไงกันเล่า” เนียร์สบถเบาๆ
ในขณะนี้เธอและเด็กซ่อนตัวอยู่ในห้องเรียนห้องหนึ่ง มีแสงไฟที่พวกนั้นเปิดตามทางเดิน เห็นเงาและเสียงฝีเท้าไปมาไม่ขาดสาย
เนียร์รับรู้ได้ว่าเด็กสาวข้างตัวกำลังตัวสั่นหงึกไม่หยุด ท่าทางคงช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กคนอื่น
“ขอโทษนะ แต่เธอช่วยเอาโบว์นั่นออกได้มั้ย”
เด็กคนนั้นส่ายหน้าแรงซะจนเด็กสาวรู้สึกได้ “มะ..ไม่ได้ค่ะ ถอดออกไม่ได้ ขะ..เขาสั่งมาแบบนั้น”
เขา? คนที่เรียกให้พวกเธอมาโรงเรียนนี้หรือ
“...นะ..หนูจะตายเหมือนคนอื่นมั้ยคะ”
เด็กคนนี้ไม่ได้รู้เื่อะไรเลย เพียงแค่ถูกพาตัวมาที่นี่เท่านั้น...เนียร์กำมือแน่น
“พ่อแม่ของเธอล่ะ อยู่ไหน”
“ไม่รู้ค่ะ ฮือ...พวกเขาบอกว่าไม่้าหนูแล้ว” ว่าแล้วเด็กน้อยก็ร้องโฮออกมา ทั้งเศร้าและหวาดกลัวกับสิ่งที่กำลังประสบอยู่นี้ แต่เพราะเสียงร้องไห้นั้นดังขึ้นเรื่อยๆจนเนียร์จะห้ามก็ห้ามไม่ทัน ทำให้คนข้างนอกได้ยิน
“พวกมันอยู่ในห้องเรียนนี่” เสียงะโบอกพรรคพวก เนียร์รีบออกมาจากห้องพลางเตะเข้าไปตรงหน้า และต่อด้วยต่อยไปที่ท้องอย่างหนักหน่วง จนคนโดนต่อยทรุดลงไปนั่งกับพื้น พูดไม่ออกด้วยความจุก แต่สายไปเสียแล้ว เนียร์ได้ยินเสียงคนกำลังวิ่งมาทางนี้
“บ้าฉิบ!” เธอวิ่งพร้อมอุ้มตัวเด็กที่ยังร้องไห้ไม่หยุด และยิ่งตื่นกลัวกว่าเดิมที่เจอคนอื่น
“คิดว่าจะหนีไปไหนพ้น”
ที่สุดปลายทางอีกฟากหนึ่งก็มีอีกพวกดักรอไว้เช่นกัน
ถูกล้อมไว้ทั้งสองทางแล้ว และนี่มันก็ชั้นสามซะด้วยสิ เธอไม่อยากโดดตึกลงไปตายหรอกนะ แต่...ก็ไม่อยากมาถูกฆ่าตายแบบนี้เหมือนกัน!
“เื่อะไรจะมาตายที่นี่กันล่ะ” เนียร์พึมพำ มองไปรอบๆ หาช่องทางหนี จนพวกที่อยู่ด้านหลังใกล้เข้ามาแล้ว จำใจให้เนียร์ต้องหนีไปตามแผนที่คิดเอาไว้ตอนแรก ซึ่งยังไม่ได้รับการไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน และไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยว่าจะหนีได้โดยปลอดภัย ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...
“เป็ไงเป็กันล่ะวะ!!” เนียร์พุ่งเข้าหาพวกที่อยู่ด้านหน้าอย่างรวดเร็ว สร้างความตื่นใจนพวกนั้นถึงกับผงะไป แต่ก็ได้ผลเพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้นเมื่อคนที่อยู่ตรงแถวหลังเริ่มได้สติ แล้วพยายามจะจับตัวเด็กเอาไว้
เนียร์พยายามสลัดมือที่มาจับให้หลุดไปแต่ก็ไร้ผล เพราะจำนวนที่ต่างกันมากทำให้เธอเริ่มต้านทานแรงนั้นไม่ไหวอีก
“หึๆ เธอนี่เืร้อนใช้ได้เลยนี่นา” ตรงเบื้องหน้าเนียร์นี้เองที่มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น เรียกให้เธอเงยหน้ามอง รวมไปถึงพวกที่จับเนียร์อยู่ก็สนใจเช่นกัน
ชายร่างสูงใส่หน้ากากคนยิ้มอย่างเ้าเล่ห์สีดำ กำลังก้มหน้าลงมองเธอ
“นาย...” ยังไม่ทันถามว่าเป็ใคร เขาก็ดึงตัวเนียร์ออกมา ท่ามกลางความงุนงงของพวกนั้นอีกเป็ระลอกที่สอง
“ขอโทษนะ ฉันยังไม่อยากให้ยัยนี่ตายก่อนวัยอันควร” เขาจับแขนเนียร์พาวิ่งลงบันไดหนีทันที จนกว่าพวกที่เหลือจะได้สติ สามคนนั้นก็ลับสายตาไปแล้ว
ผู้ชายที่พาเนียร์หนี พาเธอมาซ่อนที่ห้องแห่งหนึ่ง พร้อมล็อกกลอนปิดทันที
เนียร์วางเด็กลง แล้วหันมองผู้ช่วยชีวิตตัวเองไว้อย่างหวาดๆ เพราะในสถานการณ์แบบนี้ คงยากจะเชื่อว่ามีคนคิดมาช่วยจริงๆ หากหมอนี่เป็คนของพวกนั้นพาเธอมาฆ่าที่นี่ขึ้นมาล่ะ
“นาย...เป็ใคร” เนียร์ถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ก็เตรียมรับมือเต็มที่หากอีกฝ่ายพุ่งมาจะทำร้าย หากเด็กหนุ่มนั้นกลับส่งคำด่ามาด้วยความรำคาญแทน
“แล้วเธอคิดว่าเป็ใครกันล่ะยัยเบ๊อะ เจอหน้ากันทุกวันยังจำไม่ได้อีกรึไง”
เจอกันทุกวันงั้นเหรอ...เดี๋ยวสิ! เสียงกวนๆที่ชวนให้หาอะไรมายัดปาก ที่มีคนเดียวในโลกที่สามารถทำได้แบบนี้มัน...
“ทิน!”
“ก็เออน่ะสิ นึกว่าจะยังซื่อบื้อไม่รู้ซะอีก” พี่ชายของเธอตัวจริงเสียงจริงเลยละ
“นายมาทำอะไรที่นี่น่ะ” เนียร์ถามด้วยความประหลาดใจ ก็เมื่อกี้เขากลับบ้านไปพร้อมกับพ่อแล้วไม่ใช่หรือไง ไหงมาโผล่ที่นี่ได้ล่ะ
“ก็มาร่วมงานเลี้ยงด้วยไงล่ะ” ทินตอบแบบไม่ค่อยใส่ใจ
“แล้วหน้ากากนั่น”
“นี่น่ะเหรอ แม่หามาให้น่ะ” สักพักทินถึงเล่าให้ฟังแต่แรก
ความจริงแล้วกุลหาหน้ากากให้เนียร์เจอั้แ่วันแรกที่เธอขอแล้ว แต่ทีนี้ทินมีความคิดแปลกๆขอให้หาหน้ากากอีกอันให้ด้วย ซึ่งกว่าจะหาเจอก็วันต่อมา
แล้วเมื่อกี้ที่สันมาส่ง หลังจากส่งเนียร์แล้ว พอแยกพ้นสายตา ทินก็ขอลงจากรถบอกว่าจะไปร่วมด้วยเพราะดูน่าสนุกดี สันก็ให้มา ก่อนจะเข้าไปปะปนรวมอยู่กับกลุ่มหน้ากากพวกนั้น และเป็กังวลแทบตายตอนที่พวกนั้นคิดจะกำจัดน้องสาวของตัวเอง...ซึ่ง่นี้ทินไม่คิดเล่าให้เนียร์ฟัง
จากนั้นพอมีคนะโบอกว่าพบตัวเนียร์แล้ว เขาก็แกล้งตามไปช้าๆ พอพบว่าพวกนั้นไปกันหมดแล้ว จึงไปรออีกทางหนึ่งเพื่อพาเนียร์หนี แต่ปรากฏว่าดันมีอีกกลุ่มดักรออยู่ด้วย ก็เลยจำต้องเลยตามเลย รอเวลาจนถึงตอนที่เขาช่วยเนียร์ออกมาเมื่อครู่
“เฮ้อ ฉันเลยกลายเป็ผู้ช่วยนักโทษหลบหนีเลย” ทินถอนหายใจอยู่ใต้หน้ากากสีดำนั่น
“ก็อยากทำตัวเป็ฮีโร่มาช่วยเองนี่ ช่วยไม่ได้”
ต่างฝ่ายต่างปากแข็งไม่ยอมบอกความรู้สึกจริงๆ ให้รู้ ฝ่ายหนึ่งก็ห่วงแต่ไม่กล้าบอก ส่วนอีกฝ่ายก็อยากบอกขอบคุณจะแย่ แต่ก็ไม่ยอมพูดซะที
เนียร์เลิกสนใจการสนทนาของคนปากแข็ง ทั้งคู่หันมาสนใจห้องที่พวกเธอเข้ามาหลบแทน “ว่าแต่ นี่มันห้องอะไรกันเนี่ย ดูโล่งๆชอบกล”
ตอนกลางคืนแบบนี้ทำให้มืดซะจนมองอะไรไม่เห็น
“เนียร์ เด็กนี่เป็ใบ้รึไง ไม่เห็นยอมพูดอะไรบ้างเลย” ทินชี้ไปที่เด็กที่เหมือนจะอยู่ในอาการช็อกไปแล้ว
“เออใช่ นายช่วยเอาโบว์ออกให้หน่อยสิ” ทินพยักหน้าก่อนจะเอื้อมมือไป แต่เด็กคนนั้นกลับสะดุ้งและผละตัวออกห่างเขา
“มะ..ไม่ได้นะคะ จะเอาออกไม่ได้”
ทั้งที่เป็เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เด็กหญิงก็ยังคงคิดทำตามคำสั่งของใครบางคนอย่างเคร่งครัด
“เขาบอกว่าถ้าเอาออก หนูจะไม่ได้เจอพ่อกับแม่อีกเลย”
นั่นเป็คำโกหก เนียร์รู้ทันที แต่ไม่อาจทำลายความหวังด้วยการบอกกับเด็กน้อยว่า ไม่ว่าจะทำตามคำสั่งนั้นหรือไม่ ก็คงไม่มีโอกาสได้เจอพวกท่านสองคนอีกแล้ว เพราะถ้าให้เนียร์เดาไว้ไม่ผิดละก็...เด็กคนนี้คงจะถูกขายมาแล้ว
เนียร์ไม่อยากตกอยู่ในความสลดใจกับเื่ของเด็กหญิงนานนัก จึงพยายามเปลี่ยนความสนใจไปที่อย่างอื่นแทน
“จะว่าไป นี่มันห้องอะไรกันนะ” เนียร์ถาม
“ก็เป็ห้องสันทนาการธรรมดาๆนั่นแหละ” คราวนี้กลับเป็เสียงผู้ชายดังออกมาจากในลำโพง ราวกับว่าเขารู้ทุกการกระทำของพวกเขา ไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็เห็นหมดทุกอย่าง แต่พวกเนียร์กลับไม่เห็นตัวเ้าของเสียงนั้นเลยสักนิด
“นาย้าอะไร” เนียร์ถามเสียงในลำโพง
“ก็แค่ อยากให้เธอฆ่าเด็กนั่นเพื่อเป็การยอมรับเป็พวกเดียวกันไง” เสียงตอบเรียบๆ ราวกับมันเป็เื่ธรรมดา “และเธอก็ต้องฆ่าเดี๋ยวนี้เลยด้วย”
ทันทีที่พูดจบ ห้องทั้งห้องก็สว่างขึ้นเพราะแสงไฟ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครไปกดสวิตซ์ ทำให้เนียร์ยังไม่ทันระวังตัวจึงเผลอไปมองเด็กสาวที่ผูกโบว์สีแดงตัดกับผมดำเข้าอย่างจัง
ระบบอัตโนมัติงั้นสินะ... ทินคิดในใจ
“ฆ่าเธอสิ”
เหมือนมีบางอย่างในตัวเนียร์ถูกกระตุ้นขึ้นมา และสิ่งนั้นกำลังจ้องเด็กน้อยอย่างกระหาย เนียร์เห็นแววตาของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัวชัดเจน ไม่เข้าใจว่าเธอเป็อะไรไป
เนียร์เดินเข้าไปกอดร่างเล็กนั้น ปิดตาแน่น
“ไม่! ฉันจะไม่ฆ่าเธอ และจะไม่ฆ่าใครด้วย” เธอปฏิญาณหนักแน่น แม้อีกส่วนหนึ่งในตัวเธอจะเรียกร้องอีกอย่าง
“ฆ่าเธอซะ” เสียงนั้นพูดยุ
“ฆ่า!!”
ปัง!
เสียงดังขึ้นพร้อมกับเสียงประตูที่ถูกคนข้างนอกที่ถีบเข้ามา ทินหันหน้ามาเจอกับพวกที่เข้ามาใหม่พอดี เพียงแต่อยู่กันคนละฟากเท่านั้น
“ฮึ มาซ่อนกันอยู่ที่นี่เอง ปล่อยให้หาซะตั้งนาน” หนึ่งในนั้นพูดเมื่อเห็นทิน และเนียร์ที่นั่งหันหลังให้พร้อมกอดเด็กเอาไว้
“เตรียมตัวตายไว้แล้วสินะ”
มีคนประกาศออกมาว่าจะฆ่าอยู่แท้ๆ แต่ทั้งอย่างนั้นทินกลับนิ่งเฉยเหมือนรออะไรบางอย่าง ถ้ามีคนมองผ่านทะลุหน้ากากได้ คงเห็นไปแล้วว่าเขากำลังยิ้มอยู่
เนียร์หัวเราะหึๆ ออกมา จนพวกนั้นถึงกับสงสัยกัน
“หัวเราะทำไมวะ หรือว่ากลัวจนเป็บ้าไปแล้ว”
“แค่...สงสัยนิดหน่อย”
“จะตายอยู่แล้วยังมาสงสัยอีก” พวกนั้นทำท่ารำคาญก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น
“แค่สงสัย...” เนียร์ยังพูดไม่หยุด
“ว่าใครกันแน่ จะเป็ฝ่ายถูกฆ่า”
หมับ!
ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะตั้งตัว เนียร์ก็คว้าคอของเขา ยกลอยสูงจากพื้นหลายเซนฯ
ตุ๊บ!
เสียงจากทางด้านหลังทำให้คนที่ถูกเนียร์บีบคอหันไปมองอย่างลำบาก ก่อนจะเห็นร่างของเด็กนอนจมกองเืที่ทะลักออกมาจากอก เืเปื้อนทั้งพื้น ทั้งเสื้อผ้าที่เด็กสวมใส่ หรือแม้แต่มือที่กำลังบีบคอเขาอยู่ในขณะนี้ และไกลออกไปอีก ผู้ชายสวมหน้ากากสีดำก็กำลังชูนิ้วโป้งคว่ำลงให้กับเขา
“คิดว่าฉันจะยอมให้แกทำอยู่ฝ่ายเดียวรึไง” เขาพูดพลางเตะเข้าไปตรงหน้าของเธออย่างแรง จนเนียร์ต้องหันไปตามแรงเตะ ยังดีที่หน้ากากไม่หลุดไปจากหน้า
เมื่อถูกปล่อยให้เป็อิสระ อีกฝ่ายก็กลับมาทรงตัวตรงพื้นอีกครั้ง และถึงแม้จะไม่เห็นหน้าของอีกฝ่าย แต่เขาก็รู้ดีว่าผู้หญิงตรงหน้าต้องกำลังโกรธแค้นเขามากแน่ๆ เพราะเธอตั้งท่าจะเข้าจู่โจมต่อ และคงมีการปะทะกันอีกครั้ง ถ้าไม่มีเสียงจากลำโพงขัดขึ้นเสียก่อน
“งานเลี้ยงนี้ไม่ได้จัดขึ้นมาเพื่อสู้กันเองนะ”
เ้านั่นมันเห็นทุกการกระทำของพวกเขาจริงๆ นั่นแหละ ทินคิด พลางมองหากล้องที่อาจจะซ่อนไว้ที่ไหนก็เป็ได้ แต่ก็ไม่พบอะไรอยู่ดี
“แล้วงานนี่จัดขึ้นเพื่ออะไรล่ะ เพื่อให้มาฆ่าเด็กอย่างเดียวเนี่ยนะ” ผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาเตะศพเด็กอย่างนึกรำคาญ เกิดเสียงพูดขึ้นมาจากกลุ่มคน ราวกับอยากรู้ถึงคำตอบที่อีกฝ่ายเรียกพวกเขามาที่นี่เช่นเดียวกัน
“ถ้าพวกเธอหยุดพูดกัน ฉันก็จะบอกให้”
เหล่าคนสวมหน้ากากเงียบลงทันที
“ดี” เสียงในลำโพงดูพอใจ ก่อนจะเริ่มอธิบายเกี่ยวกับพลังที่พวกเขาได้รับ “อย่างแรกคงเป็เื่ของพลังสินะ พลังที่ทุกคนได้รับนั้นถูกเรียกว่าเป็พลังจากธรรมชาติ...ส่วนเื่ที่ว่าได้มาได้ยังไงนั้น ฉันขออุบเอาไว้ก่อน” เสียงพูดอย่างรู้ดีเมื่อมีคนอ้าปากจะถาม นั่นทำให้เนียร์กับทิน และคนส่วนใหญ่ในนั้นรู้ว่าคนที่พูดอยู่จะต้องแอบดูพวกเขาจากที่ไหนสักแห่งแน่
คนในลำโพงเริ่มพูดต่อ “และนอกจากพลังนั้นแล้ว พวกเธอก็คงจะมีสัตว์ประหลาดอยู่อีกคนละตัวสินะ วางใจได้ มันจะไม่ทำร้ายใครแน่ถ้าเ้าของไม่ได้สั่ง หรืออารมณ์ของเ้าของจะโกรธหรือเคียดแค้นมากจนควบคุมไม่ได้ คนที่มีประสบการณ์นี้แล้ว รบกวนช่วยอย่าให้มันเกิดขึ้นอีก คนอื่นก็เช่นกัน เพราะเงินค่าปิดปากคนพวกนั้นนี่ไม่ใช่เล่นเลย”
ทีนี้ก็เป็อันรู้กันแล้วว่า คนคนนี้ เป็คนเดียวกันกับที่มาปรากฏตัวในคืนนั้น
“ส่วนเื่สีดำ-แดง ทางเราเองก็ไม่รู้ว่าพวกเธอจะไปเจอสองสีนี้ตอนไหนหรอก ฉะนั้นกว่าจะตามไปควบคุมสถานการณ์ได้ ก็คงมีศพโผล่มาแล้ว ทุกคนคงต้องดูแลตัวเองให้ดีถ้าไม่อยากถูกตราหน้าเป็ฆาตกร”
“แล้วทำไมเวลาเห็นสองสีนี้อยู่ด้วยกันแล้วถึงอยากฆ่าล่ะ แล้วสัตว์ประหลาดพวกนั้นมาจากไหนกัน” ในที่สุดก็มีคนเอ่ยถามในเื่ที่พวกเขาสงสัยมากที่สุดในเวลานี้
“อืม...จะให้อธิบายยังไงดีล่ะ ทำไมมองแล้วถึงอยากฆ่าน่ะหรือ นั่นเป็สิ่งที่จะมากระตุ้นอารมณ์ของพวกที่มีพลังอย่างพวกเธอ ถ้าให้เปรียบก็เหมือนเวลาคนดูสื่อลามกแล้วเกิดอารมณ์ทางเพศนั่นแหละ”
“งั้นก็หมายความว่า มันเป็สิ่งกระตุ้นอารมณ์อย่างหนึ่งของพวกที่มีพลังสินะ” ทินสรุปออกมาง่ายๆ
“ใช่แล้ว แต่มันออกจะซับซ้อนอยู่เล็กน้อย คือหากสีที่เห็นนั้นเป็สิ่งของ เช่นแก้วหรือดอกไม้ มันจะไม่มีผลอะไร แต่หากมันอยู่บนร่างกายคน หรือสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่นเสื้อผ้า เครื่องประดับ มันจะมีผลทันที แต่หากมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตนั้นตายไปแล้ว มันก็ไม่มีผลเช่นกัน เพราะคนปกติถึงได้เห็นผู้หญิงนอนเปลือยแต่รู้ว่าตายไปแล้วก็คงไม่เกิดอารมณ์หรอกนะ” ฟังแล้วก็มีคนทำท่างงอยู่ แต่เมื่อได้ทบทวนดีๆ แล้วก็เข้าใจ
“ส่วนที่ว่าสัตว์นั้นมาจากไหน ก็คงจะเหมือนกับคำถามที่ว่า ‘มนุษย์เกิดมาได้อย่างไร’ และคำตอบของมันก็คือ ‘ธรรมชาติเป็ผู้สร้างขึ้นมายังไงล่ะ’ สร้างเพื่อผู้มีพลังจากธรรมชาติมาโดยเฉพาะ จะเพื่อช่วย ปกป้อง ทำลาย หรือจะอะไรก็ตาม มันจะทำตามสิ่งที่เ้าของสั่งทุกอย่าง...ว่าไง มีใครสงสัยเื่อะไรอีกมั้ย”
เกิดความเงียบตอบกลับมาแทนคำตอบได้เป็อย่างดี หรืออันที่จริงแล้วนั้น พวกเขายังคงตามเื่นี้ไม่ทันอยู่นั่นเอง จนไม่อาจรู้ได้ว่าพวกเขาควรจะสงสัยเื่อะไรอีก
“เอาละ มีเื่ที่พวกเธอต้องรู้อีกเื่หนึ่งเกี่ยวกับพลังนี้ ในเมื่อพลังนี้คือพลังจากธรรมชาติ ธรรมชาติ...ก็จะให้ผู้ที่ถูกเลือกนั้นยืมใช้พลังจากท่าน”
แต่ละคนถูกดึงออกจากโลกความคิดของตัวเองในทันที เมื่อได้ยินแบบนั้น
“น้ำ..ลม..ไฟ..ไม้ ทั้งสี่ธาตุนี้คือธาตุที่อยู่ในธรรมชาติ
น้ำ..หล่อเลี้ยงชีวิตคน
ลม..มอบอากาศหายใจ
ไฟ..ให้ความอบอุ่นเป็แสงนำทาง และ..
ไม้..เหล่าพฤกษามอบร่มเงาให้ได้พึ่งพิง
แต่ละคนจะมีธาตุแตกต่างกันออกไป จะมีความแข็งแกร่งมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเธอเอง ว่าจะดึงพลังนั้นออกมาใช้ได้มากแค่ไหน...มีเื่เท่านี้แหละที่ฉันจะอยากจะบอกให้พวกเธอรู้ไว้เพื่อให้พวกเธอรู้จักพลังนี้ให้มากขึ้น รู้จักใช้มันให้ดียิ่งขึ้น และถ้าพวกเธอสามารถทำได้ ฉันก็จะรู้สึกยินดีเป็อย่างมาก...” เสียงในลำโพงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอีกครั้ง “ฉันคงไม่มีเื่จะพูดอะไรอีกแล้ว ขอเชิญทุกคนกลับไปได้”
“เฮ้ย! เดี๋ยวสิ คิดจะไปก็ไปเลยเรอะ” มีเสียงโวยวายทันที มันก็น่าอยู่หรอก จู่ๆ ก็ถูกเรียกให้มาฟังๆ แล้วพอได้พูดในสิ่งที่้าจะพูดจบ ก็ไล่กลับไปอย่างไม่สนใจอะไรอีก
ไม่บอกก็รู้ว่านิสัยผู้ชายคนนี้จะเป็อย่างไร คงเป็พวกโลกต้องหมุนรอบตัวเองชัวร์
และถึงแม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นจากไปแล้วหรือยัง ก็ยังมีคนถามขึ้นมา
“แล้วนายจะช่วยตอบหน่อยได้มั้ยว่า ทำไมนายจะต้องเอาพลังบ้าๆนี่มาใส่ไว้ในตัวพวกเราด้วย หวังจะให้พวกเราทำอะไรให้รึไง แล้วไม่คิดว่าพวกเรา..” คนพูดเงียบไปครู่พลางยักไหล่ หันไปมองคนอื่นๆ อยู่แป๊ปหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า “จะไม่ทำตามสิ่งที่นายคิดรึไง มีเหตุผลอะไรที่พวกเราจะต้องคอยทำตามสิ่งที่นายคิดไว้ด้วย”
“…ก็จริงอยู่ที่ฉันเอาพลังนี้มอบให้แก่พวกเธอเพื่อทำตามแผนของฉัน แต่ตอนนี้คงยังบอกไม่ได้หรอกนะว่ามันคืออะไร เพียงแต่...ขอให้พวกเธออย่าคิดพยายามต่อต้านฉันก็แล้วกัน เพราะฉันคงไม่รับประกันชีวิตของพวกที่คิดจะปฏิเสธฉันหรอก เอาเป็ว่าถ้ายังไม่อยากตาย อย่าขัดขืน แล้วเล่นไปตามที่ฉันวางไว้ก็พอ...อ้อ แต่ถ้าตายเพราะสู้กันเอง มันก็อีกเื่นะ หึๆๆ”
ฆ่ากันเอง... เนียร์คิดแล้วเกิดหนาววูบขึ้นมา ตอนนี้เธอเริ่มกลับมาเป็ตัวของตัวเองแล้ว...
งั้นก็หมายความว่า จะฆ่าคนพวกนี้ก็ได้สินะ...เนียร์หันมองคนสวมหน้ากากที่อยู่รอบตัวด้วยความหวาดหวั่น ไอ้ตัวเธอน่ะไม่คิดหรอก แต่คนอื่นเนี่ยสิ...
“คนแรกที่ฉันจะฆ่าในหมู่พวกเดียวกัน รับรองเลยว่าคนๆ นั้นจะต้องเป็แก” เสียงเย็นชวนขนลุกดังขึ้นจากทางด้านหลัง เป็คนที่สู้กับเธอเมื่อกี้นี้ ในขณะที่ทินคอยจับตาดูอยู่ทุกเวลา
หลังจากนั้นพอมีคนถามอะไรออกไปอีก ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมาอีกเลย ทำให้ทุกคนเข้าใจว่าคนในลำโพงนั้นได้จากไปแล้ว แต่ละคนจึงเริ่มไปตามยถากรรมของตนเอง เพราะรู้ว่าต่อให้ยังรั้นอยู่ต่อไปก็คงไม่ได้เื่อะไรขึ้นมาอีก สู้กลับไปทบทวนเื่ราวที่ได้รับฟังมา น่าจะเป็ทางที่ดีเสียกว่า
คนเริ่มทยอยกันกลับไป จนเหลือเพียงเนียร์กับทินสองคนเท่านั้น
“กลับรึยัง” ทินเดินเข้ามาถาม พลางถอดหน้ากากออกเมื่อเห็นว่าปลอดคนแล้ว
“อือ ไปกันเถอะ” เนียร์ตอบ ถอดหน้ากากออกเช่นกัน ทินเดินออกไปก่อน แต่ขณะที่เนียร์ก้าวออกไปเพียงครึ่งก้าว เธอก็หันมามองศพเด็กอีกครั้ง เนื่องจากไร้ซึ่งชีวิตแล้ว ถึงมองสีดำ-แดง ก็ไม่เกิดผลอะไร
“...ก็เป็นแค่อีกศพหนึ่งสินะ” เนียร์พึมพำ ก่อนจะเดินตามทินไป