ชีวิตจะดำรงอยู่หากหลีกพ้นการไล่ล่า เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังสะท้อนในป่าทึบ เสี่ยวหลิ่งพุ่งตัวผ่านกิ่งไม้ที่ระโยงระยาง เหงื่อไหลโซมกาย เสียงเห่าหอนของสุนัขล่าเนื้อดังใกล้เข้ามาทุกที
“ไม่มีทางรอด” เสียงทุ้มต่ำดังลอยมาตามสายลม
เขากวาดตามองรอบกาย ที่รายล้อมด้วย กับดักซ่อนอยู่ทุกที่ เชือกบางใสพาดอยู่ระหว่างต้นไม้ หลุมพรางแอบแฝงใต้ใบไม้ร่วง แม้แต่อากาศก็อวลด้วยกลิ่นยาพิษ
เงาดำสิบร่างเคลื่อนไหวราวภูตผี ไร้เสียงฝีเท้า ไม่มีสัญลักษณ์ใดบ่งบอกที่มา ในมือถือดาบสั้นวาววับด้วยยาพิษ
“วิชาตัวเบาระดับสูง...” เสี่ยวหลิ่งกระซิบกับตัวเอง พลางประเมินสถานการณ์ “ต้องเป็ฝีมือสำนักพิษงูแน่”
กลุ่มนักฆ่าเริ่มล้อมวงแคบเข้ามา เสี่ยวหลิ่งรู้ดีว่าเขาไม่มีทางสู้พวกมันได้ตามลำพัง
“อี้เฟิง...” เขานึกถึงคู่หมั้นหมายแต่กำเนิดที่เพิ่งแยกย้าย "อย่างน้อยเ้าต้องปลอดภัย..."
สุนัขล่าเนื้อส่งเสียงเห่าดังลั่น วงล้อมแคบเข้ามาอีก กับดักเริ่มทำงาน เสี่ยวหลิ่งเหลือเวลาเพียงเสี้ยววินาทีในการตัดสินใจ...
...
เสี่ยวหลิ่งตัดสินใจในชั่ววินาที พุ่งตัวผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ ใช้วิชาตัวเบาเหินข้ามกับดักที่วางไว้ เงาร่างพลิ้วไหวราวกับใบไม้ปลิวในสายลมเสียงเห่าหอนของสุนัขล่าเนื้อดังไล่หลังมา
“ตาม! อย่าให้มันหนีไป!” เสียงะโดังก้องป่า
เขาพุ่งตัวลงเนินชัน กลิ้งผ่านพงหญ้าสูง กระบี่ในมือพร้อมป้องกันการโจมตีทุกเมื่อ เสียงฝีเท้าและเสียงหอนดังใกล้เข้ามาทุกที จนกระทั่ง...
“ระวัง!”
เสียงะโดังขึ้นพร้อมกับร่างหนึ่งที่พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ ทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ ก่อนจะม้วนตัวลงพื้นอย่างรวดเร็ว
“เ้าเอง...” เสี่ยวหลิ่งเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย
ชายหนุ่มในชุดสีเขียวเข้ม บนใบหน้ามีรอยาแจางๆ และดวงตาที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
“อย่าเพิ่งเอ่ยอะไร เวลามีไม่มาก” อี้เฟิงกระซิบเร่ง “พวกมันตามมาทั้งสองทาง”
เสียงเห่าหอนดังขึ้นพร้อมกันสองทิศทาง ตามด้วยเงาดำที่เคลื่อนไหวในความมืด พวกเขาถูกล้อมไว้กลางวงล้อม
“มาช่วยกัน” เสี่ยวหลิ่งกระชับกระบี่ ขณะที่อี้เฟิงเคลื่อนร่างมายืนชิดหลังเขา
บางสิ่งสั่นะเืในอากาศ พลังบางอย่างเชื่อมต่อระหว่างพวกเขา ความรู้สึกคุ้นเคยที่ไม่อาจอธิบายได้
เสี่ยวหลิ่งและอี้เฟิงยืนหันหลังชนกัน ล้อมรอบด้วยทหารชุดดำนับสิบ ในมือถือกระบี่พร้อมรบ อากาศรอบกายพวกเขาหนาวเยือกจากพลังมารที่แผ่ซ่าน
...
เสี่ยวหลิ่งและอี้เฟิงยืนหันหลังชนกัน ล้อมรอบด้วยทหารชุดดำนับสิบ ในมือถือกระบี่พร้อมรบ อากาศรอบกายพวกเขาหนาวเยือกจากพลังมารที่แผ่ซ่าน
“พร้อมไหม” เสี่ยวหลิ่งกระซิบ มือกำด้ามกระบี่แน่น
“ข้าพร้อม” อี้เฟิงตอบ ริมฝีปากยกมุมเห็นรอยยิ้มเล็กน้อย
ทันใดนั้น ทหารชุดดำก็พุ่งเข้าโจมตีพร้อมกัน เสี่ยวหลิ่งเริ่มร่ายรำกระบี่เก้าสายธารา กระบี่ในมือพลิ้วไหวราวกับสายน้ำ แต่ละท่วงท่าต่อเนื่องกลมกลืน หมุนวนรอบตัวสร้างม่านการป้องกัน ขณะที่อี้เฟิงใช้วิชาสายลมปีก ร่างพลิ้วไหวเบาหวิวดุจใบไม้ปลิวไปตามสายลม หลบหลีกการโจมตีอย่างง่ายดาย
“ท่าสายธาราแยกเก้า!” เสี่ยวหลิ่งะโ พลังกระบี่แตกออกเป็เก้าสาย พุ่งเข้าใส่ศัตรูรอบทิศ
“รับไว้!” อี้เฟิงตอบรับ ร่างทะยานขึ้นสูง ใช้วิชาตัวเบาหมุนตัวกลางอากาศ สร้างพายุหมุนขนาดย่อมที่ช่วยเสริมพลังกระบี่ของเสี่ยวหลิ่งให้แข็งแกร่งขึ้น
ทหารชุดดำหลายนายถูกโจมตีล้มลง แต่ยังมีอีกมากที่เข้ามาแทนที่ไม่ขาดสาย สุดท้ายพวกเขาจำต้องแยกย้ายกันต่อสู้ เสี่ยวหลิ่งหลอกล่อศัตรูส่วนหนึ่งไปทางโขดหิน ใช้ภูมิประเทศบังการโจมตี ขณะที่อี้เฟิงนำอีกกลุ่มเข้าไปในป่าทึบ
“ระวัง!” อี้เฟิงะโเตือนเมื่อเห็นธนูพิษพุ่งเข้าหาเสี่ยวหลิ่ง แต่เขาก็สามารถใช้กระบี่ปัดป้องได้ทัน พลังจากวิชาผูกพันร่างกระบี่ทำให้พวกเขารับรู้ภัยที่มาถึงอีกฝ่ายได้
อี้เฟิงกวาดตามองรอบๆ อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเห็นโอกาส “ทางนั้น ต้นไม้ใหญ่!”
เสี่ยวหลิ่งพยักหน้ารับ เข้าใจความคิดของอี้เฟิงทันที พวกเขาค่อยๆ ถอยร่นไปทางต้นไม้ใหญ่ ล่อให้ศัตรูไล่ตามมา
“ท่าน้ำพุคืนถ้ำ” เสี่ยวหลิ่งร่ายกระบี่ท่าพิเศษ พุ่งพลังใส่โคนต้นไม้ ขณะที่อี้เฟิงะโขึ้นไปบนกิ่งไม้ ใช้วิชาสายลมปีกสร้างแรงกดอากาศ
ต้นไม้ใหญ่โค่นลงมาทับทหารชุดดำหลายนาย ที่เหลือแตกฮือวิ่งหนี บ้างก็ติดกับดักที่พวกเขาวางไว้ก่อนหน้า
“ใช้ได้!” เสี่ยวหลิ่งยิ้ม หอบหายใจเล็กน้อย
อี้เฟิงะโลงมายืนข้างเขา “แต่ยังไม่จบ ต้องรีบไปจากที่นี่ก่อนที่พวกมันจะตามมาเพิ่ม”
ทั้งสองประสานพลังผ่านวิชาผูกพันร่างกระบี่อีกครั้ง กระบี่ของเสี่ยวหลิ่งและวิชาตัวเบาของอี้เฟิงผสานเป็หนึ่ง พาพวกเขาทะยานข้ามยอดไม้หายเข้าไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงเสียงลมโชยและใบไม้ไหว
...
ระหว่างที่หลบซ่อนตัวอยู่บนกิ่งไม้สูง เสี่ยวหลิ่งสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ ศัตรูที่โจมตีพวกเขาดูเหมือนจะรู้จุดอ่อนของทั้งคู่เป็อย่างดี
“อี้เฟิง...” เสี่ยวหลิ่งกระซิบ มือข้างหนึ่งจับแขนของอีกฝ่ายไว้แน่น “ระวังตัว พวกมันรู้ว่าข้างซ้ายของเ้าช้ากว่าปกติเพราะาแเก่า”
อี้เฟิงพยักหน้า ดวงตาหรี่ลงอย่างครุ่นคิด “และพวกมันรู้จุดบอดในวิชากระบี่ของเ้าด้วย... มีเพียงคนในที่เท่านั้นที่รู้ความลับเหล่านี้”
ทันใดนั้น เสียงนกหวีดแหลมดังขึ้นสามครั้งจากทิศตะวันออก ตามด้วยเสียงตอบรับจากทิศตะวันตก เป็สัญญาณลับที่พวกเขาไม่คุ้นเคย
“ข้างล่างนั่น” อี้เฟิงชี้ไปที่ซากศพทหารชุดดำ บนตัวมีสัญลักษณ์ดอกบัวสีม่วง มันคือ ตราประจำเมืองซิ่งหวา
เสี่ยวหลิ่งะโลงไปค้นตัวศพอย่างรวดเร็ว พบจดหมายที่เปื้อนเื เขาคลี่อ่านอย่างรีบร้อน ก่อนจะสูดหายใจเฮือก
“นี่...” มือที่ถือจดหมายสั่นเทา “ข้อความของกุนซือพิษ สั่งจับตัวเป็ข้าและเ้า”
อี้เฟิงะโลงมายืนข้างเสี่ยวหลิ่ง ดึงร่างเข้ามากอดแ่เบา “ไม่เป็ไร เราจะผ่านมันไปด้วยกัน”
พวกเขาพบแผนที่การเคลื่อนพลในกระเป๋าทหาร แสดงให้เห็นว่าพวกเขาถูกล้อมไว้จากทุกทิศทาง กองกำลังจากเมืองซิ่งหวากำลังเคลื่อนพลเข้ามา
“เ้าาเ็ตรงนี้” อี้เฟิงเอ่ยอย่างเป็ห่วง นิ้วแตะที่แผลถลอกบนแก้มของเสี่ยวหลิ่งแ่เบา
“มิต้องกังวล เพียงแค่รอยถลอก” เสี่ยวหลิ่งจับมืออี้เฟิงไว้ “ข้าห่วงาแที่ขาของเ้ามากกว่า”
“ไม่ต้องห่วงข้า” อี้เฟิงยิ้มบางๆ “แต่เราต้องรีบไปจากที่นี่ ก่อนที่กำลังเสริมจะมาถึง”
เสียงฝีเท้าและเสียงอาวุธกระทบกันดังคืบคลานเข้ามา พวกเขามองตากันอย่างเข้าใจ ก่อนจะประสานพลังผ่านวิชาผูกพันร่างกระบี่อีกครั้ง พร้อมเผชิญหน้ากับศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
“อยู่ข้างกันเสมอ” ทั้งสองกระซิบพร้อมกัน ก่อนจะพุ่งตัวออกจากที่ซ่อนสู่ความมืดอีกครั้ง
...
เงาดำสิบกว่าร่างในชุดนักฆ่าสวมหน้ากากสีเงินโผล่ออกมาจากความมืด ล้อมเสี่ยวหลิ่งและอี้เฟิงไว้ในซอกเขาแคบ ทางเดียวที่เหลือคือหน้าผาสูงชันเื้ั
“พี่น้องตระกูลโด่งดังแห่งยุทธภพ” เสียงเย็นะเืดังมาจากร่างสูงใหญ่ที่ก้าวออกมา สวมหน้ากากทองคำ ตำแหน่ง หัวหน้ากองกำลัง “ยอมจำนนเสียโดยดี จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว”
“อี้เฟิง ระวัง!” เสี่ยวหลิ่งดึงร่างของอีกฝ่ายหลบ ขณะที่ลูกธนูพุ่งเฉียดไหล่ไป เขาััได้ถึงความเ็ปที่แล่นผ่านร่างของอี้เฟิง “าแเ้า...”
“ไม่เป็ไร” อี้เฟิงกระซิบตอบ มือกุมแผลที่สีข้าง “ยังสู้ได้”
นักฆ่าพุ่งเข้าโจมตีพร้อมกัน เสี่ยวหลิ่งและอี้เฟิงหันหลังชนกัน ผสานพลังผ่านวิชาผูกพันร่างกระบี่ขั้นสูงสุด แสงสีทองวาบขึ้นรอบกาย
“ท่าสายธาราทำลายภูผา!” เสี่ยวหลิ่งร่ายรำกระบี่
“วิชาสายลมตัดฟ้า!” อี้เฟิงเสริมพลัง
คมกระบี่และสายลมผสานเป็หนึ่ง พุ่งทะยานออกไปทุกทิศทาง นักฆ่าหลายคนล้มลง แต่หัวหน้ากองกำลังก็พุ่งผ่านม่านพลังเข้ามาได้ กระบี่ในมือเสี่ยวหลิ่งแตกออกเป็เสี่ยงๆ
“เสี่ยวหลิ่ง!” อี้เฟิงผลักร่างของอีกฝ่ายหลบ รับดาบของศัตรูเต็มๆ เืสดไหลออกจากาแใหม่
“อย่า!” เสี่ยวหลิ่งะโ พุ่งเข้าปกป้องอี้เฟิงที่ล้มลง ใช้ด้ามกระบี่ที่แตกหักต้านการโจมตี
“ไปด้วยกัน... หรือตายด้วยกัน” อี้เฟิงกระซิบ มือกุมมือเสี่ยวหลิ่งแน่น พลังสุดท้ายที่เหลือพุ่งขึ้นรอบร่างทั้งสอง
“อยู่หรือตาย ด้วยกัน... เสมอ” เสี่ยวหลิ่งตอบ น้ำตาไหลริน ขณะที่พลังมหาศาละเิออกจากร่างของทั้งคู่ ส่งศัตรูกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง
ความมืดโอบล้อมพวกเขาอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบและเสียงหัวใจที่เต้นเป็จังหวะเดียวกัน รอคอยการมาถึงของรุ่งอรุณ หรือความตาย – ไม่ว่าอะไรจะมาถึงก่อนกัน
...
เสียงเพลงพิณแ่เบาดังแว่วมา ตามด้วยหมอกสีม่วงแผ่ซ่านออกมาจากความมืด ทหารชุดดำล้มลงทีละคนๆ ร่างของหลี่อิงฮวาปรากฏขึ้น ในมือถือขวดยาสีม่วงเข้ม
“รีบไปจากที่นี่!” หลี่อิงฮวาะโ ขณะโยนลูกแก้วบรรจุพิษออกไปอีกหลายลูก
ดวงตาของเสี่ยวหลิ่งเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ขณะที่อี้เฟิงชะงักไปชั่วขณะ แต่ทั้งคู่รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะถามไถ่
เสี่ยวหลิ่งพยุงร่างของอี้เฟิงลุกขึ้น “เ้าาเ็หนักเกินไป...”
“ข้ายังไหว” อี้เฟิงฝืนยิ้ม มือกุมแผลที่สีข้าง “แต่เ้าก็เสียเืมากเช่นกัน”
หลี่อิงฮวา ตรงเข้ามา ดึงผ้าพันแผลและขวดยาออกมา “ไม่มีเวลารักษาเต็มที่ แต่นี่จะช่วยบรรเทาไว้ก่อน”
“ระวัง!” อี้เฟิงดึงเสี่ยวหลิ่งหลบลูกธนูที่พุ่งมา แม้จะทำให้แผลที่สีข้างปริออก
“อย่าขยับมาก!” เสี่ยวหลิ่งส่งเสียงดุ น้ำตาเอ่อคลอ “เ้าจะเสียเืมากกว่านี้”
หลี่อิงฮวารีบพันแผลให้ทั้งคู่ “ฟังข้า เราต้องร่วมมือกัน ข้าจะใช้พิษสกัดทางด้านหลัง พวกเ้าสองคนผสานพลังเพื่อเปิดทาง”
ทั้งสามประสานพลังเข้าด้วยกัน หลี่อิงฮวาโปรยพิษร้ายแรงออกไป ขณะที่เสี่ยวหลิ่งและอี้เฟิงจับมือกัน ใช้วิชาผูกพันร่างกระบี่ครั้งสุดท้าย
“เ้าไหวไหม” เสี่ยวหลิ่งกระซิบ รู้สึกได้ถึงร่างที่สั่นเทาของอี้เฟิง
“เ้าก็เช่นกัน ไหวไหม” อี้เฟิงบีบมือตอบ “เราจะไปด้วยกัน”
พลังมหาศาละเิออกมา ผสานกับพิษของหลี่อิงฮวา เปิดเส้นทางหนีท่ามกลางความวุ่นวาย ทั้งสามวิ่งหายเข้าไปในความมืด เสียงไอและหอบหายใจดังแ่ แต่มือที่จับกันไว้ไม่มีทีท่าจะปล่อย
“ทางนี้” หลี่อิงฮวานำทาง “ข้ารู้ที่ซ่อนตัวปลอดภัย ข้าจะนำทางไปที่นั่น”
เสี่ยวหลิ่งและอี้เฟิงเดินโซเซตามไป พยุงกันและกัน แม้จะาเ็สาหัส แต่หัวใจของทั้งคู่เต้นเป็จังหวะเดียวกัน
เสี่ยวหลิ่งมองหลี่อิงฮวาด้วยความสงสัยแวบหนึ่ง แต่เขาก็รู้สึกว่านี่คงเป็สิ่งที่ฟ้าลิขิต ที่ทำให้พวกเขารอดชีวิตมาได้ในวันนี้ ส่วนอี้เฟิงก็เก็บความประหลาดใจไว้ในใจ เชื่อว่าทุกอย่างคงมีเหตุผลที่ดี
ยังมีชีวิต ยังอยู่ด้วยกัน และนั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนคำถามทั้งหมดในใจ คงต้องรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม...
...
น้ำตกสูงตระหง่านบดบังปากถ้ำลับ หลี่อิงฮวาพาทั้งสองเข้าไปในโพรงที่ซ่อนอยู่เื้ัม่านน้ำ กลิ่นสมุนไพรหอมละมุนลอยอวล
“พักที่นี่ก่อน” หลี่อิงฮวาว่า พลางจุดตะเกียงน้ำมัน “ข้าติดตั้งกลไกป้องกันไว้รอบด้าน ไม่มีใครตามมาถึง”
เสี่ยวหลิ่งไม่ได้ตอบรับ ดวงตาจับจ้องอยู่ที่รอยแผลบนร่างของอี้เฟิง มือสั่นเทาเมื่อยื่นไปแตะต้องบริเวณที่เืซึม “เ้า... เจ็บมากใช่หรือไม่?”
“แค่รอยขีดข่วน” อี้เฟิงตอบเบาๆ พยายามซ่อนความเ็ป มือเผลอเอื้อมไปปัดเืที่มุมปากของเสี่ยวหลิ่ง “เ้าต่างหากที่น่าเป็ห่วง”
หลี่อิงฮวาเลิกคิ้วเล็กน้อย สังเกตท่าทางประหลาดของทั้งคู่ ในใจครุ่นคิด นี่มันความสัมพันธ์ที่ดูแปลกที่เธอเองยังไม่เคยพบก่อน
“นอนลง ทั้งคู่นั่นแหละ” หลี่อิงฮวาสั่ง เตรียมเข็มเงินและยาสมุนไพร “ข้าจะรักษาให้พร้อมกัน”
ขณะที่หลี่อิงฮวาเริ่มถอนพิษ เธอไม่อาจละสายตาจากการกระทำของทั้งคู่ได้ ทุกครั้งที่อี้เฟิงแสดงอาการเ็ป เสี่ยวหลิ่งจะสะดุ้งราวกับตัวเองเป็คนเจ็บ และทุกครั้งที่เสี่ยวหลิ่งขมวดคิ้วด้วยความเจ็บ อี้เฟิงจะเผลอยื่นมือไปหา แม้จะทำให้แผลตัวเองปริออก
พวกเขาทำอะไรกันพฤติกรรมแบบนี้มิเคยพานพบ หลี่อิงฮวาครุ่นคิด แต่สิ่งที่ทำดูคล้ายกับ... หรือบางที...
“อย่าขยับ!” หลี่อิงฮวาดุเมื่ออี้เฟิงพยายามลุกขึ้นไปหาเสี่ยวหลิ่งที่ครางด้วยความเ็ป “พวกเ้าสองคนนี่... ทำตัวเหมือนไม่เคยห่างกันเลย”
ทั้งคู่ชะงัก สบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบหลบตา แต่ไม่วายเผลอเผยรอยยิ้ม
เมื่อการรักษาเสร็จสิ้น หลี่อิงฮวาสังเกตว่าทั้งคู่ขยับเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว เสี่ยวหลิ่งซบไหล่อี้เฟิงเบาโดยไม่รู้ตัว ขณะที่อี้เฟิงตอบรับโดยการโอบร่างอีกฝ่ายไว้อย่างทะนุถนอม สิ่งนี้ทำหลี่อิงฮวานึกถึงในวัยเยาว์ที่พวกเขาดูแลกัน
“ข้าจะเฝ้ายาม” หลี่อิงฮวาบอก พลางเดินไปที่ปากถ้ำ ทิ้งให้ทั้งคู่ได้พักผ่อน
เธอนั่งมองดวงดาว ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้เห็น บางทีนี่อาจเป็พรหมลิขิต เธอคิด หรือบางที... พวกเขาอาจมีความเชื่อมโยงบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าที่ใครจะเข้าใจ
เสียงลมหายใจสม่ำเสมอดังมาจากด้านใน บ่งบอกว่าทั้งคู่หลับสนิทแล้ว หลี่อิงฮวายิ้มบางๆ ขอแค่พวกเขาปลอดภัย... เื่อื่นๆ คงต้องรอให้ถึงเวลา
...
แสงตะเกียงวูบไหวในถ้ำ ทั้งสามนั่งล้อมวงกัน สีหน้าเคร่งเครียด หลี่อิงฮวาวางแผนที่ลับลงตรงกลาง
“พวกเ้า ฟังให้ดี” หลี่อิงฮวาเอ่ยเสียงเข้ม “สถานการณ์ร้ายแรงกว่าที่คิด นั่นเพราะกุนซือพิษตู้ชิงเยว่แอบร่วมมือกับเมืองมาร”
เสี่ยวหลิ่งขมวดคิ้ว นิ้วชี้ลากไปตามเส้นทางในแผนที่ “เมืองซิ่งหวาอยู่ตรงกลางพอดี... เป็จุดยุทธศาสตร์สำคัญ”
“ถูกต้อง” อี้เฟิงพยักหน้า ดวงตาฉายแววคมกริบ “และยังควบคุมเส้นทางการค้าสมุนไพรด้วย”
“แผนของพวกมันคือสร้างกองทัพลับ” หลี่อิงฮวาชี้จุดต่างๆ บนแผนที่ “ใช้พิษมารควบคุมทหาร สร้างกองกำลังที่ไม่รู้จักกตาย”
เสี่ยวหลิ่งลุกขึ้นยืน เดินวนรอบวงอย่างเชื่องช้า สมองกลับครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว “ดังนั้น การโจมตีพวกเราไม่ใช่เป้าหมายหลัก... พวกเราเป็แค่อุปสรรค”
“อาจเป็เพราะ พวกเรารู้ความลับของหินกักเทพ” อี้เฟิงต่อความคิด “และการสืบสานวิชาผูกพันร่างกระบี่ของพวกเราอาจเป็กุญแจสำคัญในการต่อกรกับพลังมาร”
หลี่อิงฮวาพยักหน้า “และนั่นคือจุดอ่อนของพวกมัน มันคือ ความกลัว พวกมันกลัวพลังของพวกเ้า”
เสี่ยวหลิ่งหยุดเดิน หันมามองอี้เฟิง ดวงตาเป็ประกาย “ถ้าเช่นนั้น เราต้องพัฒนาวิชาของเราให้แข็งแกร่งขึ้น”
“และต้องหาพันธมิตร” อี้เฟิงลุกขึ้นยืนเคียงข้าง “เมืองอื่นจำเป็ต้องรู้ความจริงนี้”
“ข้าจะส่งข่าวถึงเครือข่ายลับของข้า” หลี่อิงฮวากล่าว “แต่ต้องระวัง ทุกที่ ในเมืองซิ่งหวามีสายลับของกุนซือพิษอยู่ทุกหนแห่ง”
“ด้วยเหตุนี้ เราต้องเคลื่อนไหวเร็วกว่าพวกมัน” เสี่ยวหลิ่งสรุป น้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “และต้องแม่นยำกว่า ทุกก้าวต้องไม่พลาด”
“พวกเราสามคนอาจดูเหมือนน้อย” อี้เฟิงเอ่ย รอยยิ้มเย็นผุดขึ้นบนใบหน้า “แต่บางครั้ง งูพิษตัวเล็กก็อันตรายกว่าพญาั”
ทั้งสามสบตากัน ความมุ่งมั่นและปณิธานแน่วแน่ส่งผ่านไปมา ไม่ต้องพูดอะไรก็เข้าใจ ศึกครั้งนี้พวกเขาต้องชนะ เพื่อทุกคน เพื่อยุทธภพ และเพื่ออนาคตที่สดใส
...
เปลวเทียนสั่นไหวในถ้ำลับ ทอดเงาสามร่างที่นั่งล้อมวงกัน เสี่ยวหลิ่งใช้กิ่งไม้วาดแผนที่ลงบนพื้นทราย ขณะที่อี้เฟิงและหลี่อิงฮวาจ้องมองอย่างตั้งใจ
“พวกเราจำต้องแยกย้ายกันชั่วคราว” เสี่ยวหลิ่งชี้จุดต่างๆ บนแผนที่ “ข้าจะไปทางเหนือ สืบข่าวที่เมืองหลงเฟิง”
“ส่วนข้าจะไปทางใต้” อี้เฟิงเสริม พลางเอื้อมมือไปแตะบ่าเสี่ยวหลิ่งเบาๆ “อย่าทำหน้าเครียดนักสิ ข้ากลัวหน้าของเ้าจะก้าวข้ามเกินวัยที่เ้าเป็”
เสี่ยวหลิ่งสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง “ข้าเพียงกังวล... เ้านี่แหละ ชอบพูดจาเหลวไหลพาไปนอกเื่”
หลี่อิงฮวานั่งมองทั้งคู่ มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มจาง เธอสังเกตเห็นสายตาที่ทั้งสองมองกัน สายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและความรู้สึกลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่
“ข้าจะแฝงตัวเข้าไปในจวนกุนซือพิษ” หลี่อิงฮวาเอ่ยขึ้น ตัดเปลี่ยนเป็บรรยากาศขณะนั้น “ในฐานะหมอสมุนไพรคนใหม่”
“อันตรายเกินไป” อี้เฟิงขมวดคิ้ว
“ใช่” เสี่ยวหลิ่งพยักหน้าเห็นด้วย “ถ้าเกิดอะไรขึ้น...”
“พวกเ้าสองคนนี่...” หลี่อิงฮวาส่ายหน้า “เลิกทำหน้าเป็ห่วงเหมือนพี่ชายข้าได้แล้ว ข้าไม่ใช่เด็กน้อยที่ต้องคอยปกป้องนะ”
“แต่...”
“ไม่มีแต่” หลี่อิงฮวายกมือห้าม “ข้าเป็ราชินีแห่งพิษ จำได้ไหม ไม่มีใครรู้เื่ยาพิษดีเท่าข้าอีกแล้ว”
อี้เฟิงถอนหายใจ “เป็จริงดั่งเ้าพูด... แต่อย่างไร ต้องระวังตัวด้วย”
“พวกเ้าต่างหากที่ต้องระวัง” หลี่อิงฮวายิ้มมุมปาก "โดยเฉพาะเวลาอยู่ด้วยกันสองคน... "
ใบหน้าของทั้งคู่แดงระเรื่อขึ้นมาทันที
“เ้านี่...” เสี่ยวหลิ่งพูดเสียงเน้น ใส่หลี่อิงฮวา
“ข้าพูดผิดตรงไหน?” หลี่อิงฮวาหัวเราะเบาๆ “ข้าเห็นพวกเ้าคอยปกป้องกัน แทบจะแยกจากกัน ตัวข้าหาใช่คนตาบอดไม่” หลี่อิงฮวายิ้มเล็กน้อย
“เรามาคุยเื่แผนการกันต่อดีกว่า” อี้เฟิงรีบเปลี่ยนเื่ แม้ใบหูจะยังแดงก่ำ
เสี่ยวหลิ่งพยักหน้าเห็นด้วย พลางก้มลงมองแผนที่อีกครั้ง “เื่การส่งข่าว...”
“ข้ามีนกพิราบพิเศษ” หลี่อิงฮวาเอ่ย “พวกมันถูกฝึกมาพิเศษ บินเร็วกว่าพิราบทั่วไปสามเท่า ทุกตัวมีภูมิต้านทานพิษ”
“เยี่ยม” อี้เฟิงพยักหน้า “แล้วเราจะใช้รหัสโบราณของสองตระกูลในการสื่อสาร”
“ใช่” เสี่ยวหลิ่งเสริม “มีแต่พวกเราเท่านั้นที่อ่านออก”
ทั้งสามวางแผนกันต่อจนดึก กำหนดจุดนัดพบและเส้นทางสำรอง วางแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน และซักซ้อมรหัสลับต่างๆ จนแน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาด
รุ่งอรุณของวันใหม่เริ่มสาดแสง ทั้งสามลุกขึ้นยืน ทั้งสาม จับมือกันเป็ครั้งสุดท้าย
“สามสิบวัน” เสี่ยวหลิ่งย้ำ “ที่ศาลเ้าร้างนอกเมืองซิ่งหวา”
“อย่าลืมระวังตัว” อี้เฟิงกำชับ โดยเฉพาะกับหลี่อิงฮวา
“พวกเ้าก็เช่นกัน” หลี่อิงฮวายิ้ม “หากไม่มีตัวข้าร่วมเดินทาง … แล้วก็... อย่าทะเลาะกันล่ะ”
“เราไม่เคยทะเลาะกัน เ้าก็พูดไป” เสี่ยวหลิ่งแย้ง
“จริงสิ” อี้เฟิงพยักหน้า “มีแต่เ้าที่ชอบบ่นข้า”
“ข้าเนี่ยนะ?” เสี่ยวหลิ่งค้อน “เ้าต่างหากที่ชอบกลั่นแกล้งข้า”
หลี่อิงฮวาส่ายหน้าอย่างระอา “เริ่มแล้ว... ข้าไปก่อนดีกว่า จะกลั่นแกล้งกันแบบใดก็เชิญ ส่วนข้าจะไปเตรียมตัวเดินทางแล้วนะ”
“เราไม่ได้...” ทั้งคู่เอ่ยพร้อมกัน ก่อนจะชะงักเมื่อสบตากัน
หลี่อิงฮวาหัวเราะ ก่อนจะโบกมือลา เดินจากไปที่พักอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้เสี่ยวหลิ่งและอี้เฟิงยืนเก้ๆ กังๆ
“เอ่อ...” เสี่ยวหลิ่งเกาแก้มเบาๆ “ข้าว่าเราควรไปได้แล้ว”
“ใช่” อี้เฟิงพยักหน้า แต่ไม่ขยับ “แต่ก่อนจะไป...”
“อะไร?”
“ระวังตัวด้วย” อี้เฟิงยื่นมือมาแตะแก้มเสี่ยวหลิ่งเบาๆ “ข้ามักจะห่วงเ้า แม้แต่ที่แก้มเ้ายังได้รับรอยแผล”
เสี่ยวหลิ่งเอาหน้าเอียงหลบยิ้มบาง “ข้าก็ห่วงเ้าเช่นกัน”
ทั้งคู่แยกย้ายไปคนละทิศละทาง หัวใจเต้นรัวด้วยความรู้สึกหลากหลาย ความหวัง ความกังวล และความรู้สึกอบอุ่นที่มีให้กัน โดยไม่รู้ว่าหลี่อิงฮวายังแอบมองอยู่ไกลๆ พลางยิ้มกับตัวเอง
“ครอบครัวที่จากไปของพวกเ้า คงรับรู้ พวกเ้าทั้งคู่ห่วงใยกันจริงๆ” เธอพึมพำ ก่อนจะหายตัวเข้าสู่ความมืด เริ่มต้นภารกิจของตัวเอง
...
แสงจันทร์สาดส่องผ่านปากถ้ำ ทอดเงายาวบนพื้นหิน หลี่อิงฮวานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มือกำกระบอกไม้ไผ่เก่าแน่น สีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเสี่ยวหลิ่งและอี้เฟิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า
“ก่อนการเดินทาง มีบางสิ่งที่ข้าต้องบอกพวกเ้า” เธอเอ่ยเสียงเครือ “เื่ที่ข้าเก็บงำมานาน... จนแทบอึดอัดเจียนตาย”
“เ้าจะบอกอะไร?” เสี่ยวหลิ่งขมวดคิ้ว
หลี่อิงฮวาถอนหายใจยาว วางกระบอกไม้ไผ่ลงตรงหน้า มือสั่นเล็กน้อย “นี่คือบันทึกของบิดาข้า... สิ่งที่ทำให้ข้าต้องกลับมาช่วยพวกเ้า”
เสี่ยวหลิ่งและอี้เฟิงสบตากัน ก่อนจะคลี่ม้วนกระดาษเหลืองกรอบออกอ่าน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความใ
“ไม่... นี่ไม่อาจเป็ไปได้” เสี่ยวหลิ่งเสียงสั่น “ตระกูลของพวกเรา... เคยเป็พี่น้องร่วมสาบาน?”
“ใช่” หลี่อิงฮวาพยักหน้า น้ำตาคลอ “ตระกูลหลิ่ง ตระกูลอี้ และตระกูลของข้า เคยร่วมกันสร้างหินกักเทพ เพื่อต่อต้านพลังมาร... ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลาย”
“แล้วทำไม...” อี้เฟิงกำม้วนกระดาษแน่น เสียงเย็นเยียบ “ทำไมตระกูลของพวกเราจึงต้องโดนสังหาร”
“เพราะการหลอกลวง” หลี่อิงฮวาตอบ น้ำเสียงสั่นเครือ “กุนซือพิษใส่ร้ายว่าสองตระกูลจะทรยศเมือง... บิดาข้าถูกหลอกใช้เป็เครื่องมือ จนกระทั่งรู้ความจริงในวาระสุดท้าย”
“ข้าเฝ้าติดตามความจริงนี้มาตลอด” หลี่อิงฮวาสารภาพ “และเมื่อได้รู้ว่าพวกเ้ายังมีชีวิตอยู่... ข้าต้องมาช่วย ต้องชดใช้บาปที่ตระกูลข้าก่อไว้”
เสี่ยวหลิ่งลุกขึ้น “แล้วตอนนี้มันกำลังจะทำอีกครั้ง... มันวางแผนโจมตีทุกเมือง!”
“ใช่” หลี่อิงฮวาคลี่แผนที่อีกแผ่น “หินกักเทพถูกแบ่งเป็สามส่วน ซ่อนไว้ในสามเมือง มัน้ารวบรวมทั้งหมด เพื่อปลดผนึกพลังมารที่ถูกกักขัง”
อี้เฟิงกวาดตามองรายชื่อผู้ร่วมฏ สีหน้าเคร่งเครียด “ทั้งขุนพลเหล็กไหล... หลี่เหยียนซู... พวกมันวางแผนมานานเพียงใด?”
“อีกสิบห้าวัน” หลี่อิงฮวาตอบ “พวกมันจะโจมตีพร้อมกันทั้งสามเมือง ในคืนเดือนมืด... ถ้าข้าไม่ได้มาช่วยพวกเ้า...”
“เ้าพูดถูก” อี้เฟิงพยักหน้า “ถ้าไม่มีเ้า พวกเราคงตายไปแล้ว”
“หรือไม่ก็ถูกจับได้” เสี่ยวหลิ่งเสริม “เ้าช่วยชีวิตพวกเราไว้หลายครั้ง”
หลี่อิงฮวายิ้มทั้งน้ำตา “ข้าแค่อยากชดใช้ความผิดในอดีต... และช่วยสหายของข้า”
“เ้าไม่ได้มีความผิดอะไร” อี้เฟิงส่ายหน้า “เ้าเป็คนละคนกับบิดาของเ้า”
“และตอนนี้เ้าก็พิสูจน์ตัวเองแล้ว” เสี่ยวหลิ่งเอ่ย “ว่าเป็มิตรแท้ของพวกเรา”
หลี่อิงฮวาสูดหายใจลึก ปาดน้ำตา “ขอบคุณ... ข้าสัญญาว่าจะช่วยพวกเ้าจนถึงที่สุด”
“และพวกเราจะยืนเคียงข้างเ้า" เสี่ยวหลิ่งยิ้ม "เหมือนที่บรรพบุรุษของพวกเราเคยทำ”
“ถึงเวลาที่สามตระกูลจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง” อี้เฟิงเสริม “เพื่อปกป้องยุทธภพ”
“แต่ก่อนอื่น..” หลี่อิงฮวาลุกขึ้นยืน “พวกเราต้องหยุดแผนชั่วร้ายนี้ให้ได้”
“ใช่” เสี่ยวหลิ่งพยักหน้า “เราต้องวางแผนให้รอบคอบ”
“และต้องรีบ” อี้เฟิงเสริม “เวลาของเราเหลือน้อย”
ทั้งสามนั่งลงวางแผนกันต่อ บรรยากาศเคร่งเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อย เมื่อความจริงถูกเปิดเผยและความไว้วางใจถูกสร้างขึ้นใหม่
หลี่อิงฮวามองเพื่อนทั้งสองด้วยรอยยิ้ม “เ้าสองคนนี่... ถ้าไม่มีข้า จะเป็เยี่ยงไร”
“หลี่อิงฮวา!” ทั้งคู่ะโพร้อมกัน ใบหน้าแดงก่ำ
"หยุดแกล้งกันบ้างนะ เราพ้นวัยเยาว์มาแล้ว" เธอหัวเราะ "ข้าเห็นพวกเ้ามองกันทีไร ก็ตามด้วยการแกล้งกันตลอด จนข้าเริ่มชินตาแล้ว”
"พวกเราแค่..." เสี่ยวหลิ่งอึกอัก
"สืบสานเจตนาของตระกูล ปรองดอง และ เกื้อกูล" อี้เฟิงเสริมเร็ว
"ดังนั้นงานหมั้นที่โด่งดังแห่งยุทธภพจึงเกิดขึ้น" หลี่อิงฮวาแซว “ในอดีตเป็การหมั้น หากภายภาคหน้าเกิดงานมงคลขึ้นจริง โปรดแจ้งข้าด้วย” หลี่อิงฮวาพูดไปยิ้มไป
ทั้งคู่เงียบกริบ หน้าแดงยิ่งกว่าเดิม
“เอาล่ะ เล่นพอแล้ว” หลี่อิงฮวายิ้ม “มาวางแผนกันต่อดีกว่า ว่าจะจัดการพวกทรยศยังไง”
บรรยากาศกลับมาจริงจังอีกครั้ง แต่ความอบอุ่นและมิตรภาพยังคงอยู่ ทั้งสามรู้ดีว่า พวกเขาจะต้องร่วมมือกัน เพื่อกู้คืนความยุติธรรมและสันติสุขกลับมาสู่ยุทธภพอีกครั้ง
...
แสงตะวันสุดท้ายของวันทอทาบผนังถ้ำ ขณะที่ทั้งสามเร่งเตรียมข้าวของสำหรับการเดินทาง
“นี่เ้าจะเอาข้าวแห้งไปเยอะขนาดนั้นเชียว?” เสี่ยวหลิ่งหัวเราะ มองอี้เฟิงที่กำลังยัดเสบียงใส่ย่ามจนแทบปิดไม่ลง
“อ้าว ข้าจำได้นะว่าใครบางคนชอบบ่นหิวทุกครึ่งชั่วยาม” อี้เฟิงยิ้มมุมปาก “แถมยังลอบกินตอนเข้ายามสาม”
“ข้าไม่ได้...” เสี่ยวหลิ่งแก้ตัว แก้มแดงระเรื่อ
“ไม่ได้อะไร?” อี้เฟิงแกล้งท้าว “เมื่อคืนแมวตัวใดแอบย่องมาขโมยขนมของข้า?”
"เ้าเปรียบข้าเป็แมวเลยรึ ความจริง นั่นเพราะเ้าเก็บไว้ใกล้ที่นอนข้านี่!"
หลี่อิงฮวาที่กำลังจัดยาใส่ขวดอดหัวเราะไม่ได้ “ถ้าข้าไม่อยู่ตรงนี้ พวกเ้าคงลงไม้ลงมือกันไปแล้ว ใช่ไหม”
"หลี่อิงฮวา!" ทั้งคู่ะโพร้อมกัน หน้าแดงก่ำ
"ก็จริงนี่" เธอยักไหล่ "ข้าต้องคอยทำตัวเป็ธาตุลม เพราะถ้าไม่อยู่ตรงนี้ พวกเ้าบางคนคงสิ่นชีพไป... หรือไม่ก็ทั้งคู่บรรลุวัตถุประสงค์การหมั้นหมายของตระกูล ไปแล้วกระมัง"
“วาจาเ้านี่ เ้านี่ชอบพูดเรื่อยเปื่อยจริงๆ” เสี่ยวหลิ่งแทบจะค้อน แต่ก็ยังอดยิ้มไม่ได้
“ข้าแค่พูดความจริง” หลี่อิงฮวายิ้มกริ่ม "ดูสิ พวกเ้าดูอาการกันเองเถิด"
“เอาล่ะๆ” อี้เฟิงรีบแทรก แม้ใบหูจะแดงก่ำ “มาดูแผนที่กันดีกว่า”
ทั้งสามก้มดูแผนที่บนพื้น หลี่อิงฮวาชี้เส้นทางลับผ่านูเา “ถ้าใช้เส้นทางนี้ พวกเราจะแยกย้ายกันได้อย่างปลอดภัย”
“แต่ข้ากังวลเื่ด่านตรวจ” เสี่ยวหลิ่งขมวดคิ้ว
“ไม่ต้องห่วง” อี้เฟิงยิ้ม “ข้ามีวิธีผ่านด่านโดยไม่ต้องใช้วิชาตัวเบา”
“ออ วิธีที่เ้าชอบใช้ยามวิกฤต” เสี่ยวหลิ่งแซว “แสร้งเมาแล้วเดินโซเซ?”
“ใช่ วิธีที่ข้าเคยช่วยคนขี้กลัวบางคนผ่านด่านไงล่ะ” อี้เฟิงย้อน
“ข้าไม่ได้กลัว!”
“ข้าจำได้ว่า แขนข้าโดนแน่นจนเป็รอยช้ำ เพราะมีใครบางคนกอด?”
หลี่อิงฮวาถอนหายใจเฮือกใหญ่ “พอได้แล้ว! มาซ้อมรหัสลับกันอีกทีดีกว่า”
“ดอกท้อผลิบาน แปลว่าปลอดภัย” เสี่ยวหลิ่งท่องเสียงใส
“สายฝนโปรยปราย แปลว่าถูกตาม” อี้เฟิงต่อ พลางแอบปัดแมลงตัวเล็กที่แก้มเสี่ยวหลิ่ง
“และ พระจันทร์เต็มดวง แปลว่าพบกันที่จุดนัดพบ” หลี่อิงฮวาสรุป “อย่าลืมล่ะ”
รุ่งอรุณเริ่มสาดแสง ทั้งสามลุกขึ้นยืน สวมชุดเดินทางและสะพายย่าม
“ระวังตัวด้วยนะ” เสี่ยวหลิ่งกอดหลี่อิงฮวา
“พวกเ้าต่างหากที่ต้องระวัง” หลี่อิงฮวายิ้ม “ถ้าไม่มีข้าคอยดู พวกเ้าอย่าห่วงดูแลกันจนลืมภารกิจ”
“เ้านี่...” ทั้งคู่หลบมองค้อนเบาๆ
“ไปได้แล้ว” หลี่อิงฮวาโบกมือ “แล้วอย่าลืม สามสิบวัน ที่ศาลเ้าร้าง”
ทั้งสามแยกย้ายออกจากถ้ำ มุ่งหน้าสู่ทิศทางต่างกัน แต่หัวใจผูกพันด้วยความมุ่งมั่นเดียวกัน หารู้ไม่ว่า เบื้องหน้าจะมีอันตรายและการทดสอบครั้งใหญ่รออยู่...