ความมืดมิด... มันคือสิ่งสุดท้ายที่หลินเฟิงจจำได้
เสียงหวีดหวิวของลมที่ปะทะใบหู เสียงเชียร์กึกก้องในสนามกีฬาระดับชาติ และวินาทีที่เท้าของเขาลื่นไถลขณะหมุนตัวขว้างจักร ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดุจหินผาเสียหลักล้มฟาดพื้นอย่างรุนแรง ตามมาด้วยความเ็ปที่แล่นปราดไปทั่วร่างก่อนที่สติจะดับวูบลง
"นี่ข้า... ตายแล้วงั้นรึ?"
หลินเฟิงพยายามลืมตาขึ้น เปลือกตาของเขาหนักอึ้งราวกับมีตะกั่วถ่วงไว้ กลิ่นอับชื้นของราและฟางเน่าโชยเข้าจมูก แทนที่จะเป็กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาล
"ตื่นได้แล้วไอ้ขยะ! เ้าจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน!"
เสียงตวาดดังลั่นพร้อมกับแรงกระแทกที่สีข้างอย่างจัง ความเ็ปแล่นพล่านจนหลินเฟิงต้องสะดุ้งเฮือก ร่างของเขากลิ้งตกลงจากแคร่ไม้แข็งๆ กระแทกพื้นดินที่เย็นเฉียบ
"โอ๊ย..."
เสียงที่หลุดออกมาจากปากของเขาช่างแหบแห้งและแ่เบา หลินเฟิงพยายามยันกายลุกขึ้นด้วยความเคยชิน แต่ทว่า... แขนของเขากลับสั่นระริก
นี่ไม่ใช่แขนของเขา!
หลินเฟิงเบิกตากว้างมองดูท่อนแขนที่ลีบเล็กจนเห็นกระดูก ิัหยาบกร้านเต็มไปด้วยรอยแผลเป็และรอยฟกช้ำ มือคู่นี้ไม่มีกล้ามเนื้อที่เขาเคยภาคภูมิใจจากการฝึกฝนมาทั้งชีวิต มันเป็มือของคนขาดสารอาหารที่ทำงานหนักเกินตัว
"ข้า... ข้ามาอยู่ที่ไหน?"
"ยังจะมาทำหน้าโง่อีก!" ชายร่างท้วมสวมชุดผ้าเนื้อหยาบสีเทายืนค้ำหัวเขาอยู่ ในมือถือไม้เรียวหวายที่เพิ่งฟาดลงมาเมื่อครู่ "รีบไปตักน้ำใส่ถังให้เต็ม ก่อนที่ศิษย์พี่จางเหว่ยจะออกมาฝึกซ้อม ไม่อย่างนั้นวันนี้เ้าจะไม่ได้กินข้าวแม้แต่เม็ดเดียว!"
หลินเฟิงยังคงมึนงง แต่สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำให้เขาต้องพยุงร่างผอมแห้งนี้ลุกขึ้น ความทรงจำแปลกปลอมเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในหัวจนปวดร้าว
ร่างนี้ชื่อ 'หลินเฟิง' เหมือนกับเขา... แต่เป็เพียงเด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเป็บ่าวรับใช้ระดับล่างสุดใน 'สำนักกระบี่เหล็ก' แห่งนี้ ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีวรยุทธ์ และที่สำคัญคือ... ร่างกายนี้มีเส้นลมปราณพิการโดยกำเนิด ไม่สามารถฝึกฝนวิชาใดๆ ได้เลย เป็ได้แค่กระสอบทรายและทาสรับใช้
"จากนักกีฬาทีมชาติ... กลายเป็ขยะในยุคโบราณเนี่ยนะ?" หลินเฟิงแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความสมเพชตัวเอง
"เร็วเข้าสิโว้ย!" ชายร่างท้วมง้างไม้เรียวขึ้นอีกครั้ง
หลินเฟิงกัดฟันแน่น รีบคว้าถังไม้เก่าๆ สองใบแล้ววิ่งโซซัดโซเซออกจากเรือนพักบ่าวที่สภาพเหมือนเล้าหมู อากาศภายนอกหนาวเหน็บจนบาดผิว เขาเพิ่งสังเกตว่าตัวเองสวมเพียงเสื้อผ้ากระสอบบางๆ ที่มีรอยปะชุนเต็มไปหมด
เบื้องหน้าคือลานกว้างของสำนักกระบี่เหล็ก ที่ซึ่งเหล่าศิษย์สวมชุดสีขาวสะอาดตากำลังร่ายรำกระบี่กันอย่างสง่างาม เสียงโลหะปะทะกันดังกังวาน พลังปราณที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศรอบตัวพวกเขารู้สึกกดดัน
หลินเฟิงต้องเดินเลี่ยงไปทางด้านหลังเพื่อไปตักน้ำที่ลำธาร เขาพยายามยกถังน้ำที่เต็มปริ่มขึ้นมา... แต่แค่น้ำหนักเพียงเท่านี้ เขาก็รู้สึกเหมือนแขนจะหลุดออกจากไหล่
'อ่อนแอ... อ่อนแอเกินไปแล้ว!'
ในชาติก่อน เขาเคยยกน้ำหนักได้มากกว่า 200 กิโลฯ ขว้างจักรได้ไกลจนเป็สถิติ แต่ตอนนี้แค่ถังน้ำสองใบ เขากลับต้องใช้แรงทั้งหมดที่มี ขาสั่นพั่บๆ เหมือนลูกนกตกน้ำ
"ดูสิ นั่นมันเ้าขยะหลินเฟิงนี่นา" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังมาจากกลุ่มศิษย์สายนอกที่ยืนพักอยู่ริมทาง
"ได้ข่าวว่าเมื่อวานมันโดนซ้อมจนสลบไป นึกว่าจะตายไปแล้วซะอีก หนังเหนียวใช้ได้"
"ฮ่าๆๆ ก็มันเกิดมาเพื่อรองมือรองตีนพวกเรานี่นา ถ้ามันตายไปใครจะซักผ้าให้เราล่ะ"
ก้อนหินก้อนหนึ่งถูกปามาจากกลุ่มนั้น กระแทกเข้าที่หัวไหล่ของหลินเฟิงอย่างจัง
"อึก!"
ถังน้ำในมือหลุดร่วง น้ำเย็นเฉียบราดรดขาของเขาจนเปียกโชก ความเ็ปแล่นจี๊ดขึ้นสมอง แต่สิ่งที่เจ็บกว่าคือศักดิ์ศรี
หลินเฟิงกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เขาเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มคนที่หัวเราะเยาะด้วยแววตาแข็งกร้าว... แววตาของนักสู้ที่ไม่ยอมจำนน
แต่ทว่า... ความจริงก็ตบหน้าเขาฉาดใหญ่
เขาสู้ไม่ได้... ไม่ใช่ตอนนี้
ร่างกายนี้ไม่มีแรงแม้แต่จะกำหมัดให้แน่นด้วยซ้ำ ถ้าเขาพุ่งเข้าไปตอนนี้ คงไม่ต่างอะไรกับเอาไข่ไปกระทบหิน และจุดจบอาจไม่ใช่แค่เจ็บตัว แต่อาจหมายถึงความตายในโลกที่ไร้กฎหมายคุ้มครองคนจนเช่นนี้
หลินเฟิงสูดหายใจลึก ข่มความโกรธแค้นลงไปในอก ก้มหน้าลงเก็บถังน้ำขึ้นมาเงียบๆ
'ฝากไว้ก่อนเถอะ...'
เขากัดฟันกรอด แบกถังน้ำเดินกะเผลกกลับไปทางโรงครัว ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่ไล่หลังมา
นี่คือจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขา... ชีวิตที่เริ่มต้นจากศูนย์ ไม่สิ... เริ่มต้นจากติดลบ
และนรกขุมนี้... เพิ่งจะเปิดประตูต้อนรับเขาเท่านั้น