เดิมทีชีชีคิดว่าหลังจากที่ชีหมิงเยว่ขู่ทิ้งท้ายเอาไว้อีกสามวันให้หลังหล่อนจะต้องมาหาเรื่องแน่ๆ
เธอเตรียมการไว้พร้อมสรรพแล้วว่าหากหล่อนมาจริงเธอจะตะโกนเรียกคนทั้งเขตบ้านพักทหารออกมา เพื่อให้ทุกคนช่วยกันตัดสินความ
เมื่อถึงตอนนั้นเรื่องที่หล่อนพยายามหาเงินไปช่วยหม่าหลงก็อาจถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนถูกตรวจสอบเข้าให้
ส่วนพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรต่อไปนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ชีชีจะต้องไปแยแส
แต่เดิมชีชีไม่ได้มีความคิดร้ายกาจต่อโลกใบนี้แต่หากใครสักคนรนหาที่เข้ามาทำให้เธอต้องขุ่นเคืองรำคาญใจเธอก็ไม่เกี่ยงที่จะลงมือสั่งสอนเสียบ้าง
ทว่าชีชีกลับรอเก้อเพราะชีหมิงเยว่ไม่ได้ปรากฏตัว และหลายวันมานี้เธอก็ไม่เห็นวี่แววของหม่าหลงอีกเลย
เรื่องนี้ทำให้สภาพจิตใจของหญิงสาวดีขึ้นไม่น้อย
แต่น่าเสียดายที่วันคืนอันสงบสุขอยู่ได้ไม่นานเหมียวหงก็มาหา
ในมือของหล่อนมีเพียงกระเป๋าใบเล็กที่ใส่เสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนเพียงไม่กี่ชุดนอกเหนือจากนั้นไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาเลย
ชีชีไม่อยากถือสาหาความกับหล่อนอย่างไรเสียคนตรงหน้าก็คือแม่แท้ๆ ของเจ้าของร่างเดิมพิธีรีตองที่ควรมีก็ต้องมีไว้ เพื่อไม่ให้ผู้คนเอาไปนินทาให้เสียหาย
ทันทีที่เหมียวหงมาถึงหล่อนก็รื้อค้นบ้านของเธอจนทั่วทุกซอกทุกมุม
ยังดีที่ชีชีมีนิสัยชอบเก็บของดีๆไว้ในมิติ
บ้านหลังนี้แม้จะไม่ถึงขั้นยากจนข้นแค้นแต่ก็ตกแต่งอย่างเรียบง่ายยิ่งนัก
ธัญพืชที่วางไว้ด้านนอกมีไม่เกินห้าจินผักต่างๆ ก็ปลูกไว้ในสวน ส่วนเนื้อสัตว์นั้นอย่าได้หวังว่าจะได้เห็นแม้แต่เงา
“ทำไมบ้านหล่อนถึงได้จนขนาดนี้? ดูปราดเดียวก็รู้ว่าใช้ชีวิตไม่เป็นเอาเสียเลย”
ชีชีลอบกลอกตาอยู่ในใจ“คุณก็ไม่เคยสอนฉันนี่คะว่าต้องใช้ชีวิตยังไง”
เหมียวหงถึงกับสะอึกหล่อนเอ่ยอย่างหงุดหงิดว่า “ฉันไม่สนหรอกเอาเงินที่หล่อนมีติดตัวออกมาให้หมด ฉันต้องใช้มัน”
“งานฉันยังไม่มี แล้วจะมีเงินได้ยังไงคะ?”
“แล้วลู่เหย่ไม่มีเงินเดือนหรือไง?”
“แล้วพ่อส่งเงินเดือนให้คุณหมดเลยเหรอคะ?”
เหมียวหงถูกย้อนจนจุกอกอีกครั้งกว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ก็ผ่านไปครู่ใหญ่ “งั้นหล่อนก็ไปขอจากลู่เหย่สิ”
“ลู่เหย่ไปปฏิบัติภารกิจค่ะ ไม่รู้จะกลับมาวันไหน”
เหมียวหงจ้องเขม็งมาที่ชีชีแววตานั้นราวกับอยากจะฉีกกระชากอีกฝ่ายออกเป็นชิ้นๆ
ชีชีไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อยเธอเดินเข้าครัวไปต้มโจ๊กข้าวโพดเหลวๆ แล้วเด็ดใบผักจากในสวนโยนลงไปสองสามใบมื้อเย็นก็กินประทังชีวิตไปแบบส่งๆ
“ปกติหล่อนกินแค่นี้เหรอ? หมิงเยว่บอกฉันว่าหล่อนกินดีอยู่ดีมีปลาเนื้อครบทุกมื้อเลยนะ”
“หล่อนพูดอะไรคุณก็เชื่อไปหมดเลยนะคะ? สภาพบ้านฉันเป็นยังไงคุณก็เห็นอยู่ไม่ใช่เหรอ?ฉันจะไปเสกเนื้อเสกปลามาจากไหนได้ล่ะ?”
เหมียวหงซดโจ๊กข้าวโพดจนหมดเกลี้ยงในไม่กี่คำจากนั้นก็ผลักถ้วยออกอย่างไม่แยแส ปากก็ยังพึมพำด่าทอไม่หยุด
“บอกทีสิว่า ฉันคลอดหล่อนออกมา แล้วมีประโยชน์อะไรบ้าง? หวังพึ่งพาอะไรไม่ได้สักอย่าง”
“คุณไม่เคยเลี้ยงดูฉันเลยสักวัน ฉันยอมรับคุณเป็นแม่ก็ดีเท่าไรแล้วคุณยังจะเอาอะไรอีกคะ?”
“พูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไง? ฉันเป็นแม่หล่อนนะ”
“ถ้าคุณเห็นฉันเป็นลูกสาวจริงๆ ที่นี่คุณก็ไม่ควรมาเหยียบเลยด้วยซ้ำค่ะ”
“คิดว่าฉันอยากจะมานักหรือไง? ถ้าไม่มาพ่อหล่อนก็จะหย่ากับฉันน่ะสิ”
“ถ้าขาดผู้ชายคนนั้นไปคุณจะตายเลยใช่ไหมคะ?” ชีชีกลอกตามองบนจนแทบจะค้าง“คุณเป็นพนักงานประจำ มีเงินเดือนตั้งสามสิบกว่าหยวนแถมไม่มีภาระอะไร กินของดีๆ ใช้ชีวิตสบายๆ คนเดียวไม่ดีกว่าเหรอ? ทำไมต้องไปประจบเอาใจเขาขนาดนั้น ฉันล่ะไม่รู้จริงๆ ว่าคุณต้องการอะไร”
“ฉันอายุเท่าไรแล้ว? ถ้าต้องหย่าจริงๆฉันจะเอาหน้าที่ไหนไปสู้หน้าคนอื่น?”
“ค่ะๆๆ คุณอยากทำอะไรก็ทำเถอะ ฉันจัดการไม่ได้และไม่อยากจัดการด้วย”
ชีชีเก็บถ้วยชามเสร็จก็เดินกลับเข้าห้องทันที
ส่วนเหมียวหงนั้นชีชีปล่อยให้นอนปูฟูกอยู่กลางห้องโถงเธอไม่มีนิสัยชอบนอนเบียดเตียงเดียวกับใครทั้งนั้น
แน่นอนว่ายกเว้นลู่เหย่เอาไว้คนหนึ่ง
ชายคนนั้นออกไปปฏิบัติงานหลายวันแล้วแต่กลับไม่มีข่าวคราวส่งมาเลยแม้แต่นิดเดียว ชีชีอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นห่วง
ในเมื่อนอนไม่หลับชีชีจึงเข้าไปในมิติเพื่อหาของอร่อยๆ กิน เพราะโจ๊กข้าวโพดนั่นน่ะไม่อิ่มท้องหรอก
หญิงสาวทำสเต๊กเนื้อกินเองเคียงด้วยพาสต้าและไข่ดาวเยิ้มๆ แถมยังรินไวน์แดงออกมาจิบอีกแก้ว
หากไม่มีเรื่องกวนใจที่บ้านชีวิตน้อยๆ ของเธอก็คงสุขสบายไม่น้อยเลยทีเดียว
เช้าวันรุ่งขึ้นชีชีออกไปทำงานในไร่ตั้งแต่เช้าตรู่ส่วนอาหารเช้านั้นเธอจัดการเรียบร้อยแล้วในมิติ
อย่างไรเสียในบ้านก็มีธัญพืชในสวนก็มีผัก ถ้าเหมียวหงอยากกินก็จัดการเองได้
เธอกับคนสติไม่สมประกอบนั้นคุยกันไม่รู้เรื่องหรอกในเมื่อสู้ไม่ได้ก็ต้องหลบเลี่ยงเอา
ทว่าขณะที่ยุ่งอยู่นั้นพี่สะใภ้หลี่ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาหาแต่ไกลพลางตะโกนเรียก
“เสี่ยวชี เสี่ยวชี! อย่ามัวแต่ยุ่งอยู่เลย รีบกลับบ้านไปดูเร็วเข้า”
“มีอะไรเหรอคะ? ลู่เหย่กลับมาแล้วเหรอ?”
“ไม่ใช่!” พี่สะใภ้หลี่วิ่งจนหอบตัวโยน “แม่เธอ... แม่เธอขนของในบ้านเธอไปจนเกลี้ยง ขายทิ้งหมดแล้ว!”
“ว่าไงนะ!”
ชีชีขว้างจอบทิ้งทันทีแล้ววิ่งตามพี่สะใภ้หลี่กลับบ้าน
มองเห็นแต่ไกลว่าประตูบ้านถูกเปิดทิ้งไว้กว้างขวางพอเดินเข้าไปใกล้เท่านั้นล่ะ ความดันของเธอแทบจะพุ่งปรี๊ดทะลุปรอท
เหมียวหงช่างโหดเหี้ยมจริงๆตั้งแต่เครื่องเรือนชิ้นใหญ่ไปจนถึงเข็มกับด้ายแม้แต่ผักในสวนหล่อนก็ถอนไปจนเกลี้ยง
ชีชีไม่รอช้ามุ่งหน้าไปยังป้อมยามเพื่อแจ้งความทันที “คุณตำรวจคะขโมยขึ้นบ้านฉันค่ะ”
เมื่อได้ยินว่าเกิดเหตุลักทรัพย์ในเขตพำนักทหารตำรวจก็รุดมาถึงอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เข้าบ้านมาตำรวจทั้งสองนายถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ
“สหายชี เล่ารายละเอียดมาหน่อยครับ”
“ตอนที่ฉันออกจากบ้านเมื่อเช้า ทุกอย่างยังปกติดีอยู่เลยพอกลับมาก็เป็นแบบนี้แล้วค่ะ”
“หัวขโมยนี่คงจะแค้นกับคุณมากเลยนะครับเนี่ย ขนไปซะเกลี้ยงเชียว”
“คงจะเป็นอย่างนั้นมั้งคะ”
ขอบตาของชีชีแดงก่ำทำท่าทางราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมาต่อหน้า
ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังพวกเขาเดินสอบถามทั้งยามหน้าประตูและผู้อยู่อาศัยในเขตบ้านพักหลายราย
ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าเหมียวหงนั่นเองที่เป็นคนขนของในบ้านเธอไปจนหมด
หลังจากยืนยันตัวตนของเหมียวหงกับชีชีแล้วตำรวจก็เริ่มลำบากใจ “เรื่องนี้พูดตามตรงมันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของคุณนะครับ ถ้าเจรจากันได้เองจะดีที่สุด”
ชีชีกลั้นไม่อยู่อีกต่อไปน้ำตาร่วงเผาะลงมาไม่ขาดสาย “คุณตำรวจคะสภาพการณ์แบบนี้คุณก็เห็นแล้ว มันยังเป็นเรื่องที่จะเจรจากันได้อยู่อีกเหรอคะ?บอกฉันทีสิคะ ต่อไปฉันจะใช้ชีวิตยังไง?”
เรื่องแบบนี้ใครเจอก็ต้องช้ำใจตำรวจกำลังจะหาคำพูดมาปลอบโยน แต่เหมียวหงกลับเดินย้อนกลับมาเสียอย่างนั้น
หล่อนไม่ได้ดูเลยว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรตรงเข้าใส่ชีชีแล้วแผดเสียงลั่น “หล่อนไปหาหยิบยืมเงินมาห้าร้อยหยวนเดี๋ยวนี้ฉันต้องใช้เดี๋ยวนี้เลย!”
ชีชีร้องไห้หนักกว่าเดิม“คุณตำรวจดูสิคะ นอกจากหล่อนจะขนของในบ้านจนเกลี้ยงแล้วยังจะมาไถเงินฉันอีก นี่กะจะบีบให้ฉันตายเลยใช่ไหมคะ?”
พี่สะใภ้หลี่ก็ทนดูไม่ไหวอีกต่อไป“สหายคะ เสี่ยวชีเขามีครอบครัวแล้วนะ สองสามีภรรยาก็ต้องกินต้องใช้
อีกอย่างคุณเพิ่งมาอยู่เขตบ้านพักทหารได้ไม่กี่วัน บ้านช่องก็ไม่มีอะไรเหลือแล้วใครจะกล้าให้คุณยืมเงินมากมายขนาดนั้น?”
“ฉันคุยกับลูกสาวฉัน แล้วคุณมายุ่งอะไรด้วย?” เหมียวหงไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้นก่อนจะหันไปทางชีชีอย่างดุร้าย “ถ้าหล่อนยืมเงินมาไม่ได้ก็ไปขายตัวซะ เงินนี่ฉันต้องได้!”
ตำรวจทนดูไม่ไหวจริงๆเอ่ยถามเสียงเย็น “คุณจะเอาเงินมากมายขนาดนั้นไปทำอะไร?”
“ลูกสาวคนโตของฉันต้องรีบใช้เงิน”
“เครื่องเรือนพวกนั้นคุณคงขายได้เงินไปไม่น้อยเลยสินะ? ตอนนี้ยังจะเอาอีกห้าร้อย ลูกสาวคนโตคุณอยู่หน่วยงานไหน? หล่อนจะเอาเงินเยอะแยะขนาดนั้นไปทำอะไรกันแน่?”
“นี่มันเรื่องภายในครอบครัวเรา ไม่ผิดกฎหมายหรอก”
“คุณเป็นแม่แท้ๆ ของฉันจริงๆ หรือเปล่าคะ? รื้อบ้านฉันเพื่อไปประเคนให้ลูกบุญธรรมในโลกนี้มีแม่แบบคุณด้วยเหรอ?” ชีชีสะอึกสะอื้นจนพูดไม่เป็นคำ
“หล่อนคลานออกมาจากท้องฉัน ก็ต้องกตัญญูต่อฉัน ฉันขอเงิน หล่อนก็ต้องให้”
เหมียวหงพูดออกมาได้อย่างเต็มปากไม่มีความละอายแก่ใจแม้แต่น้อย
“ยายแก่คนนี้ไม่ฟังเหตุผลเอาเสียเลย เสี่ยวชีมีแม่แบบนี้ช่างโชคร้ายจริงๆ”
“ได้ยินมานานแล้วว่าบ้านนี้ลำเอียงรักแต่ลูกบุญธรรมไม่นึกว่าจะลำเอียงขนาดนี้ เปิดหูเปิดตาจริงๆ”
“ทุกคนหลีกทางหน่อย รองผู้บังคับกองพันลู่กลับมาแล้ว!”
ทุกคนหันไปมองพร้อมกันก็พบว่าลู่เหย่ถูกหามมาบนเปลสนาม ตามตัวพันผ้าพันแผลไว้เต็มไปหมดขาข้างหนึ่งยังเข้าเฝือกหนา
ชีชีรีบวิ่งเข้าไปหาทันที“ลู่เหย่ คุณไปโดนอะไรมาคะ?”
หลี่ต้าเฉียงตาแดงก่ำ“พี่สะใภ้น้อยครับ ขาข้างนี้ของรองผู้พันลู่...เกรงว่าอาจจะรักษาไว้ไม่ได้แล้วครับ”
ในหัวของชีชีดัง‘วิ้ง’ ขึ้นมาทันที เธอแทบล้มทั้งยืน
แต่เหมียวหงกลับแหวกฝูงชนพุ่งเข้ามา“เขาพิการแล้วใช่ไหม? มีเงินชดเชยทุพพลภาพหรือเปล่า?อย่างน้อยต้องมีห้าร้อยหยวนใช่ไหม? เอามาให้ฉันสิ!”