นาชาญเปิดเอกสารประวัติส่วนตัวของผู้ตายแต่ละคนและเริ่มกวาดสายตาอ่านไปเรื่อยๆ เอวายกแก้วกาแฟขึ้นเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตนเองเธอเหลือบมองนาฬิกาจึงเห็นว่าเที่ยงครึ่งแล้วก่อนจะหันไปเตือนนาชาญให้ออกไปทานอาหารกลางวันแต่ท่าทางของนาชาญบ่งบอกว่าไม่อยากให้ใครรบกวนทำให้เอวาต้องเปิดมือถือเพื่อสั่งอาหารให้มาส่งที่สำนักงานแทนในระหว่างที่รออาหารมาส่งนาชาญเรียกเอวามาที่โต๊ะพร้อมกับหยิบมือถือซึ่งเปิดภาพของสถานที่แห่งหนึ่งยื่นให้เธอดู
“รู้จักที่นี่มั้ย”เขากล่าวน้ำเสียงเรียบพลางมองหน้าเอวาเหมือน้าคำตอบหญิงสาวเดินมาชะโงกดูมือถือก่อนจะเลิกคิ้วอย่างสงสัย
“ตำหนักที่พึ่งเปิดใหม่ไม่นานนี่นามีชื่อเื่ทายแม่นแล้วก็ให้รับขันธ์เพื่อสะเดาะเคราะห์ด้วย” กล่าวจบเธอก็ย่นคิ้ว“เดี๋ยวสิ แล้วทำไมถึงคิดว่าฉันจะรู้ว่ามันเป็ที่ไหน”
“ก็เธอชอบหาหมอดูดูดวงให้บ่อยๆไม่ใช่หรือ ก็เลยคิดว่าถ้าเป็เธอต้องรู้แน่”
เอวาเบ้ปากหมดหนทางโต้แย้งเพราะเธอมีนิสัยชอบหันหาความเชื่อเป็ที่พึ่งเวลามีปัญหาแต่ก็ยังพยายามพูดหาทางแก้เขิน “คนไทยส่วนใหญ่เขาก็ทำกันไม่ใช่หรือไง แล้วทีนายล่ะชื่อนาชาญนี่มายังไง ตั้งจากความเชื่อเหมือนกันไม่ใช่หรือ”
นาชาญยักคิ้วนิดหนึ่งเหมือนนึกไม่ถึง“นั่นน่ะสิ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าชื่อตัวเองแปลว่าอะไร”
เอวาหรี่ตากับความไม่ใส่ใจอันน่าเหลือเชื่อของอีกฝ่ายก่อนจะพูดติดตลก“อย่าบอกนะว่าตอนแรกชื่อชำนาญ แต่ดันชำนาญไม่จริงเลยเรียกเป็นาชาญแทน”
“ก่อนจะชำนาญก็ต้องเริ่มจากไม่ชำนาญก่อนนั่นแหละขนาดพวกไอคิวสูงยังไม่รู้ทุกเื่ั้แ่เกิดเลย”
เอวาแอบยิ้มชอบใจกับท่าทางเก้ๆกังๆ ของเขา “ก็เพราะไม่รู้ทุกเื่ไงบางอย่างถึงต้องพึ่งพาสิ่งที่อธิบายไม่ได้และถึงจะชอบหาหมอดูแต่ฉันก็เลือกนะตำหนักที่ว่านี่อ้างว่าเป็ร่างทรงของผีเม็งที่เป็ผีบรรพบุรุษของชาวเหนือตามความเชื่อล้านนาพอได้ไปเห็นจริงๆ มันก็คล้ายกับพิธีกรรมของทางนั้นอยู่แหละแต่บางอย่างมันขาดๆเกินๆ ที่สำคัญเรียกเงินเกินพอดีด้วยก็เลยลาขาด”
“แล้วทายแม่นจริงมั้ยล่ะหรือเธอไปตกลงรับขันธ์กับเขามาเรียบร้อยแล้ว”น้ำเสียงของนาชาญกลั้วหัวเราะแต่เอวากลับหยุดใช้ความคิดครู่หนึ่งพลางเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มเก้อเขิน
“ก็ตอนแรกเขาทำเหมือนน่าเชื่อถือแถมยังทักซะฉันกลุ้มใจหนักมาก่นั้นมีปัญหาเื่เงินกับงานจริงๆ เลยยิ่งหลงเชื่อง่ายไปกันใหญ่”เธอถอนหายใจยาว“แต่มาผิดสังเกตเอาตอนเห็นเครื่องแต่งกายที่จัดถวายผีตอนเข้าทรงนี่แหละ ดันมีกางเกงสมัยนี้หลงไปให้นุ่งซะงั้นกำลังจะจับพานสำหรับรับขันธ์มาแล้วเชียวแต่แกล้งปัดตกไปเสียก่อน”
“ปัดตกเลยหรือรู้มั้ยว่ามันอาจจะมีผลไปแล้วก็ได้นะ”
“อย่ามาอำกันสิ”เอวากล่าวรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมากะทันหัน “ว่าแต่ทำไมถามถึงตำหนักนี้ล่ะ”
“เพราะเท่าที่อ่านประวัติผู้ตายทุกคนมีปัญหาเื่การเงินหรือไม่ก็ปัญหาครอบครัวทำให้หันไปพึ่งหมอดูหลายเ้าแต่เ้าที่ถูกระบุว่าผู้ตายทุกคนเคยไปและเสียเงินไปจำนวนมากด้วยก็คือตำหนักสิริล้านนาที่นี่แหละ”
“ไม่จริงน่างั้นที่มีคนตายติดๆ กันก็อาจเป็เพราะไปรับขันธ์ที่นี่งั้นหรือ”
“เป็ไปได้เงินที่เสียไปก็คือค่าพานสำหรับรับขันธ์เหมือนที่เธอเคยโดนน่ะ”นาชาญกล่าวพร้อมรอยยิ้มย่นมุมปากเอวาไม่ชอบเลยที่เห็นรอยยิ้มแบบนี้เพราะเป็อะไรที่คาดเดาไม่ได้เขาเคยยิ้มแบบนี้ก่อนจะเปิดโปงหมอผีในคดีที่แล้วมันคงไม่มีอะไรแปลกถ้าหลังถูกเปิดโปงแล้วหมอผีคนนี้ไม่เก็บเอาคำพูดของนาชาญที่ทิ้งท้ายไว้ไปคิดจนเสียสติไปทุกวันนี้ยังต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลโรคประสาทอยู่ทั้งที่คำพูดนั้นไม่ได้มีอะไรพิเศษแต่ราวกับวาจาสิทธิ์
“แล้วฉันจะวิ่งเข้าไปให้รถชนด้วยมั้ยล่ะเนี่ย”
นาชาญเอนหลังพิงเก้าอี้นวมพลางกวาดสายตาสำรวจเอวาซึ่งยืนอยู่ตรงข้ามกับเขาอย่างพินิจพิเคราะห์“เมื่อเช้าตอนไปสำรวจที่เกิดเหตุ รู้สึกอยากวิ่งออกไปบนถนนมั้ยล่ะ”
“ไม่มี”หญิงสาวตอบทันควันแม้ว่าในใจจะแอบหวั่นไหวนิดๆไม่มั่นใจว่าตัวเองมีความคิดชั่ววูบแบบนั้นขึ้นมาหรือไม่ “ขอให้ไม่มีทีเถอะยังไงก็ไม่ใช่ร่างทรงผีเม็ง[1]ของจริงอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
“ผีเม็งยังไงก็เป็ผีบรรพบุรุษเชื่อกันว่าสมัยก่อนขุนนางชาวมอญอพยพเข้ามาอยู่ในล้านนาและเมื่อตายไปก็กลายเป็ผีคอยปกปักรักษาลูกหลานในปกครองของตนไม่ใช่ผีหรือิญญาเร่ร่อนทั่วไป” น้ำเสียงของนาชาญเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นมา “ถ้าเป็ผีเม็งจริงๆไม่น่าห่วงหรอก แต่ถ้าไม่ใช่…อันนี้แหละที่ต้องดูว่าแล้วเป็ผีอะไร”
เอวาคิดตามในที่สุดเธอก็เริ่มสะกิดใจ“เดี๋ยวนะ นายจะบอกว่าสรุปคดีนี้เป็ฝีมือผีหรือ มันฟังดูมีเหตุผลมั้ยเนี่ย”
“มันมีเื่เงินเข้ามาเกี่ยวน่ะสิ”นาชาญเบือนสายตาไปยังเอกสารบนโต๊ะก่อนกล่าวตอบ“ตำหนักสิริล้านนาได้เงินจากผู้ตายคนนึงเป็แสนหลังจากนั้นผู้ตายก็วิ่งเข้าไปให้รถชนตาย คิดว่ายังไงล่ะ”
“หลอกเอาเงินแล้วฆ่าก่อนจะถูกเปิดโปงน่ะหรือ”
“เหมือนจะเป็อย่างนั้นแต่ไม่มีหลักฐานว่าใช้วิธีไหนเพราะเขาเอาเื่ไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องไง”
“จะว่าไปก็ใช่แล้วทำยังไงคนถึงวิ่งเข้าไปให้รถชนตายตอนหนึ่งทุ่มกับตีหนึ่งพอดีได้ล่ะบังเอิญจนไม่น่าจะเป็การฆาตกรรม”
“เลขหนึ่งตามความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับความตายก็น่าจะเป็… ธูปหนึ่งดอกหมายถึงจุดไหว้ศพหรือิญญาเร่ร่อน”
เอวายกมือขึ้นเกาหัวเพราะยิ่งพูดก็ยิ่งเหมือนกลับไปเข้าเื่ไสยศาสตร์“ถ้าสงสัยขนาดนั้นวันจันทร์ลองไปดูที่ตำหนักสิริล้านนามั้ยล่ะ ฉันพาไปถูกอยู่นะ”
เอวาอาสาซึ่งเข้าทางนาชาญอยู่แล้วเสียงโทรศัพท์ของเอวาดังขัดจังหวะบทสนทนาของทั้งสองคน เมื่อกดเปิดดูหน้าจอจึงพบว่าเป็เสียงเตือนจากแอพพลิเคชั่นส่งอาหาร
“ถ้างั้นวันนี้ช่วยทานข้าวเป็เพื่อนฉันก่อนวันจันทร์ค่อยไปสืบเื่นี้ต่อได้มั้ย”
“ตามนั้นเลยฉันก็พึ่งนึกได้ว่าหิว”คำพูดของนาชาญทำให้เอวาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจว่าในโลกใบนี้มีคนที่ลืมหิวได้ด้วยเธอหัวเราะแห้งๆพลางเดินลงไปรับอาหารจากรถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาจอดรออยู่ชั้นล่างบริเวณหน้าอาคารสำนักงาน
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำบอกเวลาห้าโมงเย็นซึ่งเป็เวลาเลิกงานแล้วนาชาญกับเอวาเดินออกจากอาคารมุ่งหน้ามาทางลานจอดรถซึ่งรถห้าประตูสีเทาดำของนาชาญจอดสนิทอยู่เอวามักจะติดรถนาชาญกลับบ้านด้วยเพราะไปทางเดียวกันในขณะที่กำลังจะเปิดประตูรถเสียงคุ้นหูก็ดังขึ้นทำให้นาชาญหันไปสนใจเ้าของเสียงแทน
“รีบกลับบ้านทุกวันเลยนะว่างหรือ”
“ออลันด์กับธนันต์นี่”เอวากล่าวพลางมองตามนาชาญทั้งสองเป็ชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนาชาญและอยู่ทีมเดียวกันออลันด์รูปร่างผอมสูงส่วนธนันต์รูปร่างเล็กดูปราดเปรียวสองคนนี้ถนัดเื่ประวัติศาสตร์และวัตถุโบราณ
“ก็ไม่ว่างขนาดตามไปทักทายคนได้ทั่วหรอกมีธุระอะไรหรือเปล่า หรือไม่มีอะไรทำ”การทักตอบของนาชาญทำให้เอวาแอบยิ้มขำในขณะที่สองคนที่ถูกทักหน้าเจื่อนยกมือขึ้นปราม
“ล้อเล่นน่าทำไมเครียดตลอดเวลาเลยนะแกเนี่ย” ออลันด์กล่าวพลางหยิบใบปลิวมาขึ้นมายื่นให้นาชาญ“พอดีฉันไปเจอร้านกาแฟน่าสนใจเปิดอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าร้านของเขาเป็แบบกึ่งเรือนไทยบรรยากาศดีมาก ว่างๆ ก็ลองแวะไปนะ”
“ร้านของนายเองหรือเปล่า”เอวาแทรกขึ้นเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่แนะนำอะไรแบบนี้ถ้าไม่มีผลประโยชน์เธอรู้จักกับออลันด์นานสองปีแล้วนับแต่เขาเริ่มทำงานที่นี่แต่ไม่นานเท่ากับนาชาญที่รู้จักกับออลันด์มาั้แ่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
“ก็แค่ร่วมลงทุนนิดหน่อยเธอน่ะถ้าอยากเปลี่ยนทีมก็มาบอกนะ ฉันยินดีต้อนรับ” เอวาเม้มปากไม่ตอบเธอรู้ว่าออลันด์เป็ลูกชายของผู้ก่อตั้งมูลนิธิเหรียญปราชญ์แต่นิสัยของเขาค่อนข้างเอาแต่ใจและเธอไม่ได้ถนัดเอาใจคนเสียด้วย
“ฉันพอใจกับสภาพตอนนี้ขอบคุณนะ”เอวากล่าวพลางหันไปมองธนันต์ที่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จามาั้แ่เมื่อครู่แล้ว “แล้วพูดแบบนั้นไม่เกรงใจคนในทีมตัวเองบ้างหรือ”
“ทีมไม่ได้กำหนดว่าต้องมีสองคนนี่ใช่มั้ยธนันต์”
“ฉันไม่ได้มีปัญหาถ้าจะมีคนเพิ่มหรือสลับทีม”ธนันต์กล่าวก่อนจะชี้ไปที่รถห้าประตูคันใหญ่สีขาวซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้“ฉันไปรอที่รถนะ”
ออลันด์เลิกคิ้วรู้สึกขัดใจแต่ก็รู้จักนิสัยเพื่อนดี“ทำไมฉันมีแต่เพื่อนมนุษยสัมพันธ์แย่นะ”
“ก็พอเจอคนพูดมากแกก็ไม่สบอารมณ์อย่ามาบ่นเลย กลับบ้านเหอะ” นาชาญกล่าวตอบก่อนจะเปิดประตูขึ้นรถเอวาโบกมือลาอีกฝ่ายแล้วเปิดประตูขึ้นนั่งฝั่งข้างคนขับออลันด์สีหน้าผิดหวังมองตามหลังรถของทั้งคู่ที่ขับออกไปแล้วก่อนเดินไปหาธนันต์
นาชาญไม่ค่อยชวนคุยในระหว่างขับรถถ้าเอวาไม่เป็ฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาก่อนเขาก็สามารถที่จะนั่งเงียบตลอดทางจนกระทั่งเธอลงจากรถได้เลยทุกครั้งเธอจึงต้องเป็คนชวนคุยก่อนเพื่อทำลายบรรยากาศตึงเครียดในรถแต่วันนี้พิเศษนิดหน่อยเพราะเธอบังเอิญได้ยินเื่ที่บ้านของนาชาญมาจากคุณเอ็มม่าด้วยเธอชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่จึงตัดสินใจลองถามเขา
“บ้านของนายอยู่ต่างจังหวัดหรือ”
นาชาญเหลือบตามองเธอนิดหนึ่งก่อนจะกล่าวตอบ“ที่จริงพ่อแม่ฉันอยู่กรุงเทพแต่มีเหตุให้ย้ายไปอยู่ที่เชียงรายตอนขึ้นชั้นประถมปีที่สี่แม่ก็พาฉันย้ายกลับมาอยู่ที่กรุงเทพ”
“เอ๊ะแต่นายได้กลับไปที่บ้านที่เชียงรายอีกรอบด้วยไม่ใช่หรือก่อนจะมาทำงานที่นี่น่ะ”
“พอดีมีเื่นิดหน่อยหลังฉันเรียนจบเธอไปได้ยินเื่บ้านที่เชียงรายของฉันมาจากไหนล่ะ”
เอวาหน้าตาเลิ่กลั่กพูดไม่ถูก“ก็คนในสำนักงานคุยๆ กัน เขาสงสัยว่านายกลับไปทำอะไรที่บ้านโน้นน่ะสิ”
“แค่กลับไปเยี่ยมบ้านที่โน่นไม่ได้หรือยังไงพ่อของฉันก็ตายที่นั่น”
เอวาเม้มปากรีบยกมือปิดปากซ้ำอีกรอบเพราะกลัวเสียมารยาทถ้าอย่างนั้นเื่พิธีกรรมที่เอ็มม่าบอกก็อาจจะหมายถึงพิธีในงานศพก็เป็ได้เธอพูดเสียงแ่เหมือนเสียงกระซิบ “ขอโทษนะ”
“ไม่มีอะไรต้องขอโทษนี่ก็แค่คำถามทั่วไป”นาชาญหยุดพูดเมื่อขับรถเข้ามาจอดที่หน้าบ้านของเอวาในหมู่บ้านใกล้ถนนใหญ่เธอลงจากรถซึ่งนาชาญก็ไม่ลืมที่จะเตือนเธอ “วันจันทร์เราจะไปตำหนักสิริล้านนากันพวกนั้นอาจจะยังไม่ลืมหน้าเธอก็ได้ ลองคิดหาข้อแก้ตัวดีๆ ไว้หน่อย”
“ลืมไปเลยว่าเคยปัดพานรับขันธ์เขาทิ้ง”เอวาบ่นพึมพำก่อนโบกมืออำลาเขาชายหนุ่มขับรถออกจากหมู่บ้านในขณะที่เอวาเดินเข้าบ้านมา
บ้านของเอวาเป็แบบบ้านสองชั้นทั่วๆไปที่เห็นได้ในหมู่บ้านจัดสรรต่างๆ พ่อแม่ของเธอเป็ข้าราชการไม่ได้มีฐานะมั่งคั่งเท่าใดนักแต่ก็พอจะเลี้ยงเธอให้เติบโตมาได้โดยไม่เดือดร้อนหลังเกษียณแล้วพ่อกับแม่ของเธอมักจะออกไปเที่ยวต่างจังหวัดค้างคืนกันทำให้บ้านเงียบเหงาอยู่บ่อยครั้งเอวาจึงต้องสั่งอาหารเย็นจากแอพลิเคชั่นในมือถือแทน
หลังอาบน้ำสระผมเสร็จแล้วเอวาเดินเช็ดผมออกมาลงนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานในห้องนอนของตนเองห้องนอนของเธอตกแต่งด้วยสีม่วงอ่อนสลับขาวดูแล้วสบายตา เฟอร์นิเจอร์ต่างๆล้วนเรียบง่ายไม่ได้ออกแบบให้มีความหรูหราเป็พิเศษ ตุ๊กตาผ้ารูปตัวการ์ตูนต่างๆบ่งบอกความชอบและนิสัยที่ยังคงมีความเป็เด็กอยู่บ้างหนังสือไม่กี่เล่มซึ่งวางอยู่บนชั้นส่วนใหญ่เป็หนังสือที่เกี่ยวกับการดูดวงและความเชื่อต่างๆ
เอวากำลังหาข้อมูลในคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับการรับขันธ์เธอไม่ค่อยเข้าใจว่ามันคืออะไรแต่ถูกร่างทรงในตำหนักยุยงให้รับเธอก็เลยเกือบรับใส่ตัวมา เธออ่านข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่พึ่งค้นหามาได้
“การรับขันธ์คือการสร้างพันธสัญญายินยอมให้ผู้ใดก็ตามมีสิทธิ์ในขันธ์ห้าของผู้รับขันธ์โดยมีสิทธิ์จะทำกรรมอย่างไรก็ได้ต่อขันธ์ห้าได้แก่ รูป เวทนา สัญญาสังขารและิญญา รวมถึงการให้ผู้รับขันธ์รับเคราะห์กรรมต่างๆ แทนก็ได้ ฮะ…” เอวาอ้าปากค้างไม่คิดว่าจะมีความหมายอันตรายขนาดนี้“ถึงจะพิสูจน์ไม่ได้ก็เถอะว่าเป็ความจริงหรือเปล่าแต่หลอกให้จ่ายเงินแล้วหาเื่ใส่ตัวเนี่ยนะ จะบ้าตาย”
เอวาปิดคอมพิวเตอร์แล้วล้มตัวลงนอนบนที่นอนนุ่มสบายก่อนจะเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เช้าวันจันทร์เอวาเป็คนขับรถเก๋งสีเทาของสำนักงานมุ่งหน้าไปยังตำหนักสิริล้านนาซึ่งอยู่แถวอ่อนนุชแสงอาทิตย์ในฤดูร้อนยังคงร้อนระอุแม้ในยามเช้าซึ่งต่างจากอากาศภายในรถที่เย็นกำลังดีเพราะเครื่องปรับอากาศนาฬิกาบอกเวลาแปดโมงกว่าๆ แต่นาชาญเริ่มหาวและนั่งสัปหงกอยู่ที่เบาะข้างคนขับ เอวาหันมองเขาเป็ระยะสลับกับมองกระจกหน้ารถเพราะสงสัยว่าเขาน่าจะนอนไม่พอ
“นายเป็อะไรน่ะหยุดตั้งสองวันไม่ได้นอนหรือ”
“พอดีอ่านหนังสือดึกไปหน่อย”นาชาญพึมพำตอบเบาๆ แต่ตายังลืมไม่ขึ้น“แล้วก็ไม่ได้ข่าวว่ามีคนตายเพิ่มจากคดีนี้นะ”
“ใช่ฉันยังลุ้นอยู่เลย แต่ยังไงก็มีคนตายแปดคนแล้ว เราต้องสืบคดีนี้ต่อ”เอวาเห็นนาชาญเงียบไปก็ชวนคุย “แล้วก็ฉันรู้ความหมายของการรับขันธ์แล้วนะ แย่สุดๆเลย ถ้ารู้แล้วใครมันจะไปยอมทำสัญญาบ้าๆ บอๆ แบบนั้นกัน”
“มีสิคนที่สิ้นหวังหรือป่วยจนหาทางรักษาแบบอื่นไม่ได้แล้วถึงได้ยอมทำสัญญาแบบนั้นเพื่อถวายตัวเป็ศิษย์กับผู้ที่ตนทำพิธีรับขันธ์เพื่อเรียนวิชาเป็ร่างทรงและผู้ที่เป็ครูหรืออาจารย์ที่ว่าก็คือร่างทรงที่อ้างตนว่ามีเทพหรือิญญาศักดิ์สิทธิ์มาเข้าร่างซึ่งให้แต่คุณไม่ได้ให้โทษบางคนถึงได้ยอมทำสัญญาเพราะคิดว่าเทพไม่ทำร้ายตนเองไง”
“สรุปง่ายๆ ก็คือถวายตัวเป็ศิษย์กับร่างทรงเทพเพื่อให้เทพเข้าร่างว่างั้น”
“ถึงจะไม่รู้ว่ามีจริงมั้ยแต่เธอก็ไม่ควรยอมทำอะไรทั้งที่ไม่เข้าใจความหมายั้แ่แรก”นาชาญลุกขึ้นนั่งตัวตรงเหมือนจะเริ่มตาสว่าง
“รู้ซึ้งเลยล่ะตอนร่างทรงมาทักเขาทำเหมือนเื่มันใหญ่โตมากและฉันอาจจะต้องโชคร้ายจนถึงตายจริงๆ ฉันก็เลยยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้เขาเหมือนโดนหลอกให้โชคร้ายกว่าเดิม”
“แล้วทำไมถึงรู้สึกว่าตัวเองโชคร้ายจนถึงตายล่ะ”
“ก็มันทำอะไรก็แย่ไปหมดงานก็ทำไม่สำเร็จสักงาน เงินก็ขาดมือ แถมยังทะเลาะกับเพื่อนกับครอบครัวอีก”
“เธอเคยมีปัญหาขนาดนั้นเลยหรือ”
“เป็เื่ก่อนที่นายจะเข้ามาทำงานน่ะพอทำลายพิธีไปแล้วหลังจากนั้นฉันก็ต้องอดทนอยู่พักใหญ่กว่าชีวิตจะกลับเป็ปกติสุขแล้วสองหรือสามเดือนหลังจากนั้นนายก็เข้ามาเริ่มงานที่มูลนิธิ”
“รู้มั้ยว่าผู้ตายทั้งแปดรายก็มีปัญหาเหมือนเธอเลยคิดว่าเป็เื่บังเอิญมั้ย”
“คนส่วนใหญ่ที่ไปหาหมอดูหรือร่างทรงก็เพราะมีปัญหาชีวิตอยู่แล้วไม่ใช่หรือไม่ใช่เื่บังเอิญอะไรหรอกมั้ง” เอวากล่าวพลางนึกย้อนถึง่เวลาที่เกิดเื่“มาคิดๆ ดู บางเื่ก็เหมือนมีคนจงใจทำให้เกิดยังไงก็ไม่รู้”
“ที่จริงบางตำหนักก็ใช้วิธีส่งคนไปก่อเื่ให้คนที่ไม่มีปัญหามีปัญหาขึ้นมาจะได้มาเสียเงินให้ตัวเองไงแต่ตำหนักนี้อาจจะมีอะไรพิเศษกว่านั้น…”นาชาญกล่าวพลางมองกระจกหน้ารถ “เลี้ยวเข้าซอยข้างหน้านั่นก็ถึงแล้วใช่มั้ย”
“ใช่จำได้ว่าอยู่ลึกจนไม่ค่อยอยากเข้ามาสักเท่าไร”
เอวาเลี้ยวรถทำให้มองเห็นบ้านหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ท้ายซอยดูภายนอกก็เหมือนบ้านที่สร้างขึ้นตามแบบบ้านที่อยู่อาศัยทั่วไปไม่ได้ตกแต่งเป็พิเศษให้ดูเหมือนตำหนักร่างทรงรอบตำหนักเป็ลานว่างสำหรับจอดรถได้หลายคัน เมื่อเดินผ่านที่จอดรถเข้าประตูรั้วไม้จึงมองเห็นประตูทางเข้าตำหนักเอวาเดินนำนาชาญซึ่งกำลังมองไปรอบๆ อย่างพินิจผ่านประตูเข้ามาด้านในตำหนักแม้แต่ภายในก็ยังเป็เหมือนบ้านคนธรรมดา มีของใช้ต่างๆวางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะและเก้าอี้ไม่นานนักหญิงวัยกลางคนก็เดินเข้ามาต้อนรับทั้งคู่ด้วยรอยยิ้ม
“พวกคุณมาหาเ้าพ่อหรือคะ”
“ใช่ค่ะมีคนแนะนำมาว่าที่นี่ดูดวงแม่นและสะเดาะเคราะห์ได้ผลด้วย”
“ห้องเ้าพ่ออยู่ชั้นสองค่ะตอนนี้มีคนมาให้ทำพิธีพอดี สามารถถอดรองเท้าเข้าไปร่วมชมพิธีกรรมได้เลยนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ”