สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 113 ก่อนรุ่งอรุณ

            ก่อนฟ้าจะมืดซุนเฟยขี่หลังสุนัขยักษ์วิ่งไปรอบๆ วิ่งไปมาเพื่อทำสิ่งต่างๆ มากมาย

            ในเวลาสั้นๆ ไม่ถึงชั่วโมง เขาก็แทบจะเหมือนผึ้งงานตัวหนึ่งที่ยุ่งวุ่นวายวิ่งไปรอบๆ เมืองแซมบอร์ดไม่หยุดคอยดูว่าใครสามารถตอบสนองทุกความต้องการของเขาได้แล้วส่งคำสั่งไปให้จัดการทุกเรื่องอย่างระมัดระวัง...

            ในที่สุดพระอาทิตย์ที่ทอแสงราวกับเลือดก็ค่อยๆ จมลงไปท่ามกลางภูเขาที่ทอดยาวติดกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดด้านตะวันตกของเมืองแซมบอร์ดซุนเฟยได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาคิดว่าจำเป็นต้องเตรียมพร้อมเสร็จแล้วในวันเดียวกันเขาก็ไปยังโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ปกติไม่ค่อยจะมารอบที่สอง

            ห้องลับด้านหลังห้องโถงของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์

            แสงไฟมืดสลัวมากขาตั้งไฟเหล็กสีดำที่อยู่ด้านขวามือของประตูหินในห้องลับ มีเทียนไขจุดไว้หลายร้อยเล่ม จนเกิดแสงสีส้มอ่อนในห้องลับบรรยากาศเคร่งขรึมเล็กน้อย ซุนเฟยนั่งลงใต้หินรูปปั้นสีขาวของพระบิดาเขาหลับตาครุ่นคิดบางอย่างได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว ด้านหน้าของเขามีบาทหลวงแมซโซลาและหัวหน้าอัศวินลูเซียโนที่กำลังยืนคำนับอย่างสุภาพด้วยสีหน้ากังวลใจหน้าผากของพวกเขามีเหงื่อไหลพราก พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ

            สุดท้ายซุนเฟยก็ลืมตาขึ้น

            พวกเขาลูบขมับเล็กน้อยซุนเฟยมองแมซโซลาและหัวหน้าอัศวินลูเซียโนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและท่าทางเอาอกเอาใจจึงพูดขึ้นว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากจำเป็นต้องให้เจ้าทั้งสองคนช่วยทำให้ข้าทันที!”

            “นายท่านกรุณาพูดมาเถิด พวกเราจะพยายามอย่างหนักเพื่อรับใช้ท่าน!” ทั้งสองคนถอนหายใจอย่างโล่งอก

            “ความพยายามไม่ต้องใช้ข้าแค่หวังว่าพวกเจ้าจะสามารถใช้ประโยชน์จากลู่ทางโบสถ์แอบช่วยข้าซื้อคัมภีร์คลื่นพลังระดับหนึ่งถึงสามมาให้ข้าจำนวนหนึ่งและบันทึกการฝึกฝนของนักเวท...จำไว้ว่าจะต้องเป็นห้าธาตุคลื่นพลังและห้าองค์ประกอบเวทมนตร์ สำหรับค่าใช้จ่ายในการซื้อเจ้าก็หักจากบรรดาก้อนหินเวทมนตร์ หนึ่งหมื่นกว่าก้อนที่ข้าฝากไว้ที่นี่โดยตรงก็แล้วกัน...อืมข้าจะมอบก้อนหินเวทมนตร์หนึ่งร้อยก้อนให้พวกเจ้าล่วงหน้าถือว่าเป็นการขอบคุณสำหรับพวกเจ้าสองคนที่ช่วยข้าจัดการเรื่องนี้!”

            “นายท่าน พวกข้าไม่กล้า ก้อนหินเวทมนตร์หนึ่งพันก้อนที่ท่านมอบให้พวกข้าเป็นรางวัลในครั้งก่อนก็มากกว่ารายได้ที่พวกข้าทั้งสองคนได้รับมาหลายปีเสียอีก พูดอีกทีการรับใช้ท่านถือว่าเป็นเกียรติของพวกข้า พวกข้าไม่อาจรับรางวัลจากนายท่านได้อีกจริงๆ!” แมซโซลาที่มีฏิกิริยาตอบสนองฉับไวมากเขาคุกเข่าใต้ขาของซุนเฟย “เพียงแต่...ตามกฎหมายของราชอาณาจักรเซนิทราชอาณาจักรบริวารระดับหกไม่สามารถครอบครองคัมภีร์สามดาวได้ ถึงแม้ว่าทางโบสถ์จะไม่กลัวราชอาณาจักรเซนิทแต่ก็ไม่อาจละเมิดกฎได้ ไม่ทราบว่าการที่นายท่านซื้อคัมภีร์คลื่นพลังและบันทึกการฝึกฝนของนักเวทเพื่อ....”

            เขารู้สึกว่าตัวเองไม่กล้ารับก้อนหินเวทมนตร์ของซุนเฟยอีก

            ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาสองคนได้รับก้อนหินเวทมนตร์มาหนึ่งพันก้อน ซึ่งเกือบเท่ากับเงินเดือนที่พวกเขาได้รับจากทางโบสถ์สองปีและการขูดรีดขูดเนื้อจากชาวบ้านที่มั่งมีมาตลอดสองปีตอนที่หยิบก้อนหินเวทมนตร์หนึ่งพันก้อนคราวนั้นก็ทำให้พวกเขารู้สึกหวาดผวาหากยื่นมือไปหยิบมาอีกครั้ง แมซโซลารู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขากำลังจะหยิบไม่ใช่เงินแต่เป็นตั๋วแห่งความตายต่างหาก

            ดังนั้นแมซโซลาจึงไม่สนใจสายตาของลูเซียโนที่มองมาทางตนแต่รีบบอกปัดปฏิเสธ

            คนคนนี้เหมือนพัศดีโอเลเกร์ เป็นคนฉลาด

            ซุนเฟยมองเห็นความเหมือนระหว่างสองคนนี้ อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้มีเวลามาเล่นกับสองคนนี้ เมื่อพูดธุระเสร็จก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องลับ

            ขณะที่เดินก็พูดไปพลางว่า“จะเอาคัมภีร์ไปใช้อะไรนั้น...นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องถามมากพวกเจ้าช่วยข้าแอบซื้อคัมภีร์และบันทึกมาให้ข้าก็พอ...ส่วนรางวัลก้อนหินเวทมนตร์หนึ่งร้อยก้อนนั้น ราชาพูดแล้วไม่คืนคำ ในเมื่อพวกเจ้าไม่อยากได้ก้อนหินเวทมนตร์หนึ่งร้อยก้อนนี้ ก็นำไปโยนทิ้งในแม่น้ำจูลี่เสีย!”

            แมซโซลาพลันมองตาค้าง

            “ขอรับๆ...พวกข้าจะรับไว้ รับไว้! ...นายท่านได้โปรดวางใจพวกเราจะทำทุกอย่างเพื่อซื้อคัมภีร์ที่ท่านต้องการให้ได้...” เขาทำได้เพียงตอบตกลงเท่านั้น

            ซุนเฟยเดินมาถึงหน้าประตูห้องลับ เขาก็พลันนึกอะไรบางอย่างออกจึงหยุดเดินแล้วหันไปถามว่า “อ้อ จริงสิ ยังมีอีกเรื่อง พิธีราชาภิเษกพรุ่งนี้ พวกเจ้าทั้งสองคนจะไปเข้าร่วมไหม?”

            “แน่นอน พวกข้าเป็นตัวแทนของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อพิธีราชาภิเษกของนายท่าน พวกข้าจะต้องไปร่วมอวยพร!” พิธีสำคัญเช่นนี้ทำไม่พวกเขาจะไม่ไปแมซโซลาและลูเซียโนมองว่า พิธีราชาภิเษกบนยอดเขาตะวันออกพรุ่งนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้ประจบซุนเฟย

            “งั้นข้าจะมอบคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ แก่พวกเจ้า ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ไม่ไปจะเป็นรื่องที่ดีที่สุด!”

            พูดจบซุนเฟยก็ออกจากโบสถ์

            แมซโซลาและลูเซียโนพากันยื่นนิ่งอึ้งอยู่กับที่ทั้งสองคนต่างมองหน้ากัน ไม่รู้ว่าที่นายท่านพูดมันหมายถึงอะไรนายท่านไม่อยากเห็นพวกเขาสองคนไปปรากฏตัวอยู่ในพิธีราชาภิเษก หรือว่า...แมซโซลาก้มหน้าครุ่นคิดเขาย้อนคิดถึงท่าทางของซุนเฟยที่พูดเมื่อครู่ ก็พลันตระหนักถึงอะไรบางอย่างขึ้นมา

            ……

            หลังจากที่ออกจากโบสถ์ ซุนเฟยกลับไปที่พระราชวัง

            ความมืดค่อยๆ ปกคลุมเมืองแซมบอร์ด ทั่วทั้งพระราชวังเงียบสนิทคู่หมั้นสาวแองเจล่าและสาวน้อยผมทองเจ็มม่า ป่านนี้คงนอนหลับฝันหวานอยู่ซุนเฟยกลับนั่งเงียบๆ อยู่บนบัลลังก์ในห้องโถง กำลังรอคอยการมาถึงของรุ่งอรุณ

            หลังจากเลยเที่ยงคืน ซุนเฟยก็มีเวลาสี่ชั่วโมงสำหรับเข้าสู่โลก Diablo

            เมื่อเขาเข้ามาใน 'โหมดมือสังหาร' ก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งในการเคลียร์สองเควสสุดท้ายที่เหลือใน 'ค่ายโร้ก' ของ 'โหมดมือสังหาร' สังหารเคาน์เตสใน 'หอคอยที่ถูกลืม' จากนั้นก็ลงไปยังเขาวงกตใต้ดินในอารามเพื่อสังหารอดีต 'ดอกไม้โร้ก' แม่ชีแอนเดเรียผู้งดงามที่ไปตกหลุมรักกับปีศาจ

            หลังจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ตัวละครมือสังหารก็เลเวล 17

            พลังใน 'โหมดมือสังหาร' ของซุนเฟย น่าจะมีพลังเทียบเท่ากับนักรบสามดาวในโลกแห่งความจริงหากบวกกับทักษะที่หลากหลายของมือสังหาร ยามประมือกับยอดฝีมือสี่ดาวระดับต้น คิดว่าการจะเอาชนะได้นั้นคงเป็นไปได้ยาก แต่อีกฝ่ายก็ต้องเจ็บหนักเช่นกัน

            หลังจากนั้นซุนเฟยก็ออกจาก 'โหมดมือสังหาร' กลับมาที่หน้าจอโฮโลแกรมสามมิติ จากนั้นเขาก็เลือกอาชีพที่ไม่เคยเล่น...นักรบเผ่าอเมซอน นี่เป็นตัวละครหญิงในโลก Diablo โชคดีที่หลังจากที่ซุนเฟยเลือกนักรบเผ่าอเมซอน ก็เพียงเปลี่ยนชุดเล็กน้อย ไม่ได้เปลี่ยนร่างเป็นผู้หญิง

            ในความมืดบนแผ่นดินโร้ก การสังหารหมู่ได้เริ่มต้นขึ้น

            มอนสเตอร์และปีศาจทุกตัวต่างพากันกรีดร้องและสิ้นใจด้วยน้ำมือของนักธนูหนุ่มจากเผ่าอเมซอนคนแรกในประวัติศาสตร์

            สองชั่วโมงครึ่งต่อมา

            เมื่อถึงขีดจำกัดในการเล่นวันนี้ ซุนเฟยก็ออกมาจากโลก Diablo

            ตอนนี้ 'โหมดนักรบเผ่าอเมซอน' ของซุนเฟยได้ทำเควสเสร็จไปแล้วห้าเควสใน 'ค่ายโร้ก' เหลือเพียงเควสเดียวนั่นคือสังหารแอนเดเรียก็จะสามารถเคลียร์แผนที่แรกของ 'ค่ายโร้ก' ได้ และเลเวลของ ‘นักรบเผ่าอเมซอนชายซุนเฟย’ ก็ถึงเลเวล 16 แล้ว

            เพียงสองชั่วโมงครึ่งก็สามารถอัพเลเวลได้ถึง 16 หลังจากที่ซุนเฟยมายังโลก Diablo นี่เป็นครั้งแรกที่อัพเลเวลได้เร็วที่สุดคิดว่าน่าจะเกี่ยวกับอาชีพด้วยนักรบเผ่าอเมซอนเชี่ยวชาญในการโจมตีระยะไกลด้วยธนูและหอกซัดความเร็วในการสังหารมอนสเตอร์จึงได้เปรียบกว่าคนเถื่อนที่เป็นนักสู้ระยะประชิด

            ผ่านไปสี่ชั่วโมงเหลือเวลาไม่ถึงสามชั่วโมงที่พระอาทิตย์กำลังจะขึ้นนี่เป็นช่วงเวลาที่มืดที่สุดก่อนรุ่งอรุณจะมาถึง

            ซุนเฟยกำลังเตรียมตัวครั้งสุดท้ายก่อนที่พิธีราชาภิเษกจะมาถึง

            ตอนนี้ ในเมืองแซมบอร์ดมีคลื่นใต้น้ำที่มองไม่เห็นมีการดับไฟจำนวนมากในเมืองกองกำลังทหารที่อยู่บนกำแพงทั้งหมดค่อยๆ ออกไปอย่างเงียบๆนอกเหนือจากความเงียบสงบของพื้นที่หวงห้ามภูเขาด้านหลังแล้ว หากฟังเสียงดีๆก็จะพบว่ามีเสียงฝีเท้าและเสียงลมหายใจที่หนาแน่นดังออกมาจากในท้องถนน ทุกคนต่างพากันปิดปากให้สนิทภายใต้การควบคุมจัดการของเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ด ทุกคนพากันทยอยออกไปจากเมืองไปยังค่ายพักชั่วคราวที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ เมื่อตอนกลางวัน ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำจูลี่อย่างเงียบๆ

            แม้ว่าพวกชาวบ้านจะไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาต้องแอบย่องออกจากบ้านตัวเองเหมือนขโมยแต่มันเป็นคำสั่งขององค์ราชาอเล็กซานเดอร์ ดังนั้นพวกเขาก็ยินดีที่จะปฏิบัติตามอย่างตั้งใจทำให้ภารกิจในการอพยพคนของบรู๊คไม่ได้ยุ่งยากอะไรแน่นอนว่าบรู๊คเตรียมคำอธิบายไว้มากมายพร้อมที่จะโน้มน้าวชาวบ้านแต่ใครจะรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรเลย

            แต่มันก็มีบางส่วนที่ไม่เชื่อฟัง

            พวกขุนนางและพวกพ่อค้าที่มีไวเคานต์ลิวอิสเป็นผู้นำกลุ่มพวกเขาปฏิเสธความต้องการของบรู๊คอย่างเด็ดเดี่ยว หรือจะพูดตรงๆคือปฏิเสธที่จะไม่ทำตามคำสั่งขององค์ราชาอเล็กซานเดอร์ ตามกฎของราชวงศ์และประเพณีดั้งเดิม หากอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผล พวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธคำสั่งขององค์ราชาดังนั้นตอนที่บรู๊คกลับไปรายงานเรื่องนี้แก่ซุนเฟย ซุนเฟยก็แค่ยิ้มออกมาอย่างไม่สนใจ ขุนนางพวกนี้จะทำอะไรก็ปล่อยให้ทำไป

            เหลือเวลาไม่ถึงสองชั่วโมงก่อนที่รุ่งอรุณจะมาถึงในพระราชวังเริ่มวุ่นวายขึ้น

            ข้ารับใช้และเหล่าทหารยามเริ่มเตรียมตัวสำหรับพิธีราชาภิเษกที่กำลังจะมาถึง ธรรมเนียมปฏิบัติที่มีขั้นตอนซับซ้อนมากมายและของเซ่นไหว้บรรพบุรุษเริ่มถูกลำเลียงขึ้นไปยังยอดภูเขาตะวันออก แองเจล่าและเจ็มม่าเองก็เริ่มวุ่นวายเหมือนกัน เลขานุการเบสท์ที่อยู่ค้างที่พระราชวัง โดยไม่ได้นอนตลอดคืนเพื่อที่จะวางแผนเตรียมงานขั้นสุดท้าย

            ตอนนี้ซุนเฟยเปลี่ยนเป็น 'โหมดมือสังหาร'

            เขาบิดขี้เกียจ ก่อนจะเดินมาที่ชั้นบนของห้องโถงอย่างเงียบๆมองไปยังเมืองแซมบอร์ดที่อยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างเงียบๆ โดยมี 'ลมกรดทมิฬ' คอยตามหลังซุนเฟยเหมือนภูตผีหนึ่งคนหนึ่งสุนัขอยู่ด้วยกันโดยมีฉากด้านหลังเป็นพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้ากลิ่นอายที่เคร่งขรึมแผ่ออกมา

            ต่อมา ซุนเฟยกับ 'ลมกรดทมิฬ' ก็พากันวิ่งไปยังพื้นที่หวงห้ามด้านหลังของภูเขาอย่างรวดเร็วเพียงพริบตาก็มาถึงเขาวงกตใต้ดินซุนเฟยอัญเชิญทหารรับจ้างสาวเอเลน่าและเหล่าพี่น้องมายังห้องโถงของเขาวงกตใต้ดิน และยังเคลียร์ของที่อยู่ในเข็มขัดมิติของทุกตัวละครออกนอกจากอาวุธแล้วก็มีแต่พวกน้ำยาและของใช้อื่นๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ในยามจำเป็นจากนั้นก็เรียกให้แปเตอร์ แช็คกับทหารทั้งหนึ่งร้อยนายมาหาเพื่อมอบภารกิจให้ไปจัดการ

            ส่วนนักรบทั้งยี่สิบคนต่างก็ได้รับภารกิจของตัวเองบางส่วนได้ติดตามซุนเฟยไปยังพิธีราชาภิเษกบนยอดเขาตะวันออกส่วนคนอื่นๆ ถูกสั่งให้เฝ้าคุ้มกันที่พระราชวัง

            เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ซุนเฟยก็นำนักรบที่ยังตัวเขียวอยู๋นิดหน่อยประมาณสิบคนกลับไปยังพระราชวังเพื่อให้คุ้มครองแองเจล่าและเจ็มม่ากับคนอื่นๆ รถม้าสีทองของราชานำขบวนทหารองครักษ์และคนรับใช้ขึ้นไปยังยอดภูเขาทางทิศตะวันออก

            เหลือเวลาก่อนรุ่งอรุณจะมาเยือนไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง

            เส้นทางที่จะขึ้นไปยังภูเขาต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ ก็ครึ่งชั่วโมงในฐานะที่เป็นราชาในอนาคตของเมืองแซมบอร์ดก็ต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีโบราณของอาเซรอทซุนเฟยจำเป็นต้องสวมมงกุฎท่ามกลางแสงแรกของวันเพื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นราชาอย่างเป็นทางการแล้วขึ้นครองราชย์

            ดังนั้น เขาจำเป็นต้องออกเดินทางก่อน

            ……

            ในขณะเดียวกัน

            ในขณะที่พัศดีโอเลเกร์กำลังเตรียมตัวออกจากคฤหาสน์

            เขาเป็นผู้บัญชาการคนแรกที่ซุนเฟยเลือกให้เข้าร่วมในพิธีราชาภิเษกด้วยตัวเองภารกิจสำคัญแบบนี้ทำให้ในใจของโอเลเกร์รู้สึกดีใจพอๆ กับกังวลในความเป็นจริง หลังจากเลยเที่ยงคืนไปเป็นช่วงที่เขาวุ่นวายมากที่สุด เขาได้นอนไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลยถ้าไม่ใช่เพื่อรักษาพลังของเขาที่อาจจะต้องใช้ในงานพิธีราชาภิเษกขององค์ราชาอเล็กซานเดอร์บางทีพัศดีโอเลเกร์คงไม่ยอมนอนพักผ่อนแน่ๆ

            โชคดีที่เขาไม่เหมือนซุนเฟยที่ต้องนำคนรับใช้ไปด้วยจำนวนมากดังนั้น แม้ว่าจะออกเดินทางทีหลัง แต่ก็มั่นใจว่าคงไปถึงที่ยอดเขาก่อนซุนเฟยแน่ๆ

            “อืม ดอนนี่ รีบหยิบชุดคลุมเวทมนตร์ที่ข้าต้องเสียเงินถึงร้อยเหรียญทองเพื่อซื้อมันมาเมื่อสามปีก่อนมาให้ข้าเร็ว...ข้าต้องสวมมันในพิธีราชาภิเษกของฝ่าบาทข้าจะต้องไม่ให้องค์ราชาอเล็กซานเดอร์ต้องเสียหน้าไอ้พวกคณะทูตต่างเมืองนั่นเด็ดขาด!”

            ในห้องโถง

            พัศดีโอเลเกร์ยืนยิ้มหล่ออยู่หน้ากระจกพลางจัดระเบียบเสื้อผ้าของตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับกลับมาเขาจึงหันไปเรียกข้ารับใช้ของตัวเองอีกครั้ง

            “ดอนนี่...ดอนนี่ เจ้าไปตายที่ไหน ทำไมยังไม่...”

            โอเลเกร์หันกลับมาก็เห็นคนรับใช้ที่อยู่ข้างกายไม่ขยับไปไหนปากที่กำลังจะด่าก็พลันชะงัก จิตใต้สำนึกร้องเตือนว่านี่มันไม่ถูกต้องด้านหลังของดอนนี่มีชายลึกลับที่สวมชุดคลุมสีดำทั้งตัวโดยที่ดอนนี่คนรับใช้คนสนิทของเขาเหมือนกับกำลังหลับทั้งยืน

            คนคนนี้เป็นใคร?

            เขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร?

            พัศดีโอเลเกร์รู้สึกถึงอันตราย

            หลังจากที่เขาได้รับ 'น้ำยาฮัลค์' ปรับเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายพลังของโอเลเกร์เพิ่มขึ้นมา บวกกับมีความแข็งแกร่งของนักรบหนึ่งดาวด้วยแล้ว ตอนนี้เขาถือว่าเป็นหนึ่งในยอดฝีมือในเมืองแซมบอร์ดแต่การที่ผู้บุกรุกสามารถเข้ามาประชิดตัวได้โดยที่เขาไม่ทันสังเกตได้นั้น เหงื่อของโอเลเกร์ไหลลงมาอาบหน้า!

            นี่เป็นยอดฝีมือ

            และเขาไม่ใช่คู่มืออีกฝ่าย

            ----------------------------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน