แสงอุทัยทอแสงสีทองอาบไล้ไปทั่วผืนป่าหิมพานต์อันกว้างใหญ่ ทว่าภายในวิมานจำลองที่สลักจากไม้จันทน์หอมของ วายุ หรือจอมอสุรา ทศกัณฐ์ กลับสว่างไสวด้วยแสงเรืองรองจาก "ศิลาเนตรทิพย์" รุ่นพิเศษที่เขารังสรรค์ขึ้นเองกับมือ วายุนั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้แกะสลักอย่างสง่างาม ในมือถือพัดใบตาลทองคำด้ามงาแกะสลักโบกสะบัดแ่เบา ดวงตาคู่คมจดจ้องไปยังภาพนิมิตที่ปรากฏบนแผ่นศิลา ซึ่งยามนี้กำลังแสดงภาพของผู้บำเพ็ญหัวโล้นในชุดนักพรตสีเทาผู้หนึ่ง นามว่า "สัมพาที"
สัมพาทีผู้นี้หาใช่คนธรรมดา แต่คือ "คนธรรพ์" ผู้มีความสามารถในการสื่อสารและโน้มน้าวจิตใจอย่างยอดเยี่ยม ยามนี้เขากำลังยืนอยู่ท่ามกลางศาสตราอาคมหลากหลายชนิด พร้อมกับบรรยายสรรพคุณด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลัง
"เหล่าสหายธรรมและผู้ใฝ่ในมรรคาแห่งตบะทุกท่าน..." เสียงของสัมพาทีดังชัดเจนผ่านข่ายใยมนตรา "ข้าเชื่อว่าหลายท่านคงเคยประสบปัญหา ยามที่ต้องเดินทางข้ามทวีปอันกว้างใหญ่ 'พระขรรค์ลมกรด' แม้จะรวดเร็วประดุจวาโย แต่กลับไร้ซึ่งพลานุภาพในการป้องกันตัว หากเจออสูรร้ายระหว่างทางก็มิอาจต่อกรได้..."
วายุมองดูตัวเลข "มณีรัตน์พราย" ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในมุมจอ พร้อมกับข้อความสรรเสริญจากเหล่าผู้บำเพ็ญทั่วทุกสารทิศที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย เขาพลันบังเกิดดวงตาเห็นธรรมในสัจธรรมข้อหนึ่งที่ว่า แม้เหล่าผู้บำเพ็ญในชมพูทวีปแห่งนี้จะดูเหมือนชนพื้นเมืองที่ยึดติดกับจารีตโบราณ แต่เนื้อแท้แล้วพวกเขาหาได้โง่เขลาไม่ พวกเขาเพียงแค่ขาด "เครื่องมือ" และ "องค์ความรู้" ที่จะเชื่อมโยงถึงกันเท่านั้น
'เพียงแค่ข้ามคืน ข่ายใยมนตรามหาละลวยที่ข้าสร้างขึ้น ก็แปรเปลี่ยนโลกที่เงียบเหงาให้กลายเป็ตลาดการค้าอาคมที่ไร้พรมแดน' วายุครุ่นคิดด้วยความภาคภูมิใจ 'ด้วยตบะที่สั่งสมมานับร้อยปี จิตประมวลผลของคนเหล่านี้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ในโลกเก่าเสียอีก ขอเพียงข้าป้อนระบบที่ถูกต้องเข้าไป พวกเขาก็จะกลายเป็ฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนโลกใหม่ของข้าโดยไม่รู้ตัว'
ในขณะที่วายุกำลังเพลิดเพลินกับการวิเคราะห์สถิติ สัมพาทีในหน้าจอก็เริ่มนำเสนอสินค้าชิ้นถัดไปที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากกว่าเดิม
"และเพื่อเป็การตอบแทนศรัทธาของทุกท่าน ในนิมิตนี้ข้าขอนำเสนอสิ่งที่เป็ที่สุดแห่งการเดินทาง... 'พระขรรค์คลื่นสมุทร' ระดับสูง! มันมิใช่เพียงแค่พาหนะ แต่มันคือศัสตราอาคมที่สามารถเรียกคลื่นน้ำวนมาห่อหุ้มกายผู้ใช้ ปกป้องจากการโจมตีทุกทิศทางในขณะที่ทะยานไปด้วยความเร็วแสง!"
วายุพยักหน้าอย่างชื่นชมในลีลาการขายของสัมพาที หากในโลกเก่ามีเน็ตไอดอล ในโลกนี้สัมพาทีก็คือ "มหาอริยสงฆ์แห่งโลกนิมิต" ผู้ที่จะนำพาระบบเศรษฐกิจมณีรัตน์พรายของวายุให้เติบโตอย่างก้าวะโ
ทว่า... สำหรับวายุแล้ว สิ่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงบารมีของจอมอสุราได้ เขาใช้นิ้วเรียวยาวปัดหน้าจอศิลาเนตรทิพย์อย่างคล่องแคล่ว ข้ามผ่านอาวุธระดับพื้นๆ ไปจนถึงหมวด "พาหนะระดับเทวัญ" ที่ต้องใช้สิทธิ์การเข้าถึงระดับสูงซึ่งมีเพียงเขาและผู้มีบุญหนักเท่านั้นที่จะมองเห็นได้
และแล้ว สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับไอเทมชิ้นหนึ่งที่ดูโดดเด่นเหนือสรรพสิ่งในร้านค้าทิพย์
"ราชรถเก้านัคราช"
วายุหยุดมองรายละเอียดของมันด้วยความหลงใหล ราชรถคันนี้มิได้ลากจูงด้วยม้าหรือสัตว์ป่าธรรมดา แต่ถูกรังสรรค์ขึ้นจาก "หุ่นพยนต์นาคราช" ขนาดมหึมาเก้าตนที่หล่อหลอมจากเหล็กไหลสัตตโลหะและทองสัมฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ดวงตาของนาคราชแต่ละตนฝังด้วยมณีทับทิมสีเืที่บรรจุอักขระไฟบรรลัยกัลป์ไว้ภายใน ตัวรถด้านหลังมิใช่เพียงแค่ที่นั่งแคบๆ แต่คือวิมานจำลองที่ลงอาคม "ข่ายใยพับมิติ" ไว้อย่างซับซ้อน ทำให้พื้นที่ภายในกว้างขวางเกินกว่าที่ตาเห็นนับร้อยเท่า
วายุเหลือบมองราคาที่ระบุไว้อย่างชัดเจน... ๕ ล้านมณีรัตน์พราย
หากเป็ผู้บำเพ็ญทั่วไป ต่อให้ต้องบำเพ็ญตบะถึงสามชาติก็มิอาจหาเงินจำนวนมหาศาลเช่นนี้มาครองได้ แต่สำหรับวายุที่มี "ระบบธนาคารมณีรัตน์" อยู่ในกำมือ ตัวเลขนี้ก็เป็เพียงแค่เศษเสี้ยวของผลกำไรจากข่ายใยมนตราในวันเดียว
เขากดสั่งซื้อผ่าน "ตะกร้าทิพย์" ทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย!
ชั่วอึดใจนั้นเอง ท้องฟ้าเหนือวิมานของวายุก็พลันมืดครึ้มลง เสียงคำรามของนาคราชเก้าตนดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ กระแสพลังตบะอันมหาศาลควบแน่นจนกลายเป็กลุ่มหมอกสีเงิน ก่อนจะปรากฏเป็ราชรถทองคำที่ลากจูงด้วยพญานาคหุ่นพยนต์ทั้งเก้าตน ร่อนลงมาจอดสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า
วายุลุกขึ้นเดินเข้าไปสำรวจผลงานชิ้นเอกนี้ด้วยความพึงพอใจ ยามที่เขาก้าวเท้าขึ้นสู่ราชรถ อาคมพับมิติก็เริ่มทำงาน พื้นที่ภายในขยายกว้างออกกลายเป็ตำหนักรับรองที่วิจิตรบรรจง มีห้องนอนหรูหราถึงสามห้อง ห้องโถงสำหรับนั่งพักผ่อนที่ประดับด้วยแก้วเจียระไน และโต๊ะเสวยที่จัดเตรียมโอสถทิพย์ไว้พร้อมสรรพ
"หากสิ่งนี้อยู่ในโลกเก่า มันคงเทียบได้กับเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวรุ่นที่แพงที่สุดชัดๆ!" วายุพึมพำกับตนเองพลางลูบไปที่ผนังรถที่สลักลายกนกอย่างประณีต
ในขณะที่เขากำลังชื่นชมความโอ่อ่าอยู่นั้น เสียงเย็นเยียบและราบเรียบของ บ่าวพราย ตนหนึ่งซึ่งยามนี้อยู่ในสภาวะ "อนัตตาสูญสิ้น" ก็ดังขึ้นที่ด้านข้างรถ
"ฝ่าา... ไหนท่านเคยมีดำริว่าประสงค์จะสัญจรอย่างเรียบง่าย มิให้ผู้ใดล่วงรู้ถึงฐานะที่แท้จริงมิใช่หรือพระพุทธเ้าข้า?"
วายุชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดพัดใบตาลทองคำแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ ดวงตาฉายแววทะโมนและทรงอำนาจในเวลาเดียวกัน
"สงบเสงี่ยมงั้นรึ? พังโม (ช้างโม)เอ๋ย (เขาเรียกบ่าวพรายด้วยชื่อสมมติในใจ) สงบเสงี่ยมบ้าบออะไรกัน! ในเมื่อยามนี้ข้าคือ 'ผู้ควบคุมสรรพสิ่ง' ผู้กุมชะตาข่ายใยมนตราทั้งชมพูทวีป เหตุใดข้าต้องลดตัวลงไปทำท่าทางกระจอกงอกง่อยให้พวกมดปลวกดูแคลนด้วย!"
เขาก้าวขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ภายในราชรถ ก่อนจะสั่งการด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
"ไป! เร่งเครื่องหุ่นพยนต์นาคราช มุ่งหน้าสู่ มหานครขรรค์อุกกาบาต ด้วยความเร็วสูงสุด ข้าอยากรู้นักว่าพวกสำนักเทวะขรรค์ฟ้าจะทำหน้าเช่นไร เมื่อเห็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เยือนถึงประตูเมือง!"
บ่าวพรายทั้งสองตนซึ่งมีตบะในระดับ "ผู้บรรลุฌานสมาบัติขั้นสูง: อนัตตาสูญสิ้น" น้อมรับคำสั่งด้วยความเงียบงัน พวกเขานั่งประจำตำแหน่งด้านหน้าเพื่อควบคุมสายบังเหียนอาคมที่เชื่อมต่อกับเศียรนาคราชทั้งเก้าตน เพียงชั่วพริบตา ราชรถเก้านัคราชก็ทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา ทิ้งไว้เพียงรอยไหม้ของสายฟ้าบนกลุ่มเมฆ
ด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าพระขรรค์เหาะทั่วไปนับร้อยเท่า ระยะทางนับแสนโยชน์ที่ต้องใช้เวลาเดินทางเป็ปี กลับถูกย่อลงเหลือเพียงไม่ถึงครึ่งวัน ราชรถเก้านัคราชพุ่งฝ่าม่านหมอกและชั้นบรรยากาศ จนกระทั่งเงาของมหานครขนาดมหึมาเริ่มปรากฏแก่สายตา
มันคือ มหานครขรรค์อุกกาบาต เมืองที่สร้างขึ้นจากหินสีดำขลับที่ตกลงมาจากฟากฟ้า สถาปัตยกรรมทุกอย่างดูแข็งแกร่งและน่าเกรงขาม ใจกลางเมืองมีหอคอยรูปทรง "พระขรรค์ั์" สีดำพุ่งเสียดฟ้า แผ่รัศมีสังหารและกลิ่นอายอาคมที่รุนแรงจนเมฆรอบๆ ม้วนตัวหนี
"ฝ่าา... เราเข้าสู่เขตขอบมหานครแล้วพระพุทธเ้าข้า" บ่าวพรายส่งกระแสจิตรายงาน
วายุซึ่งยามนี้กำลังเอนกายปัดศิลาเนตรทิพย์ดูคลิปวิดีโอตลกๆ เพื่อฆ่าเวลา รีบเก็บศิลาเข้าสู่ "กระเป๋าระบบ" ที่เอวทันที เขาจัดแจงฉลองพระองค์ให้เรียบร้อย ดูสง่างามประดุจเทพบุตรจุติลงมา
"จดจำไว้... ยามที่เราอยู่ต่อหน้าผู้คนเบื้องล่าง ให้เรียกข้าว่า 'คุณท่าน' หรือ 'คุณชาย' ก็เพียงพอ อย่าได้หลุดปากเรียกข้าด้วยฐานะอื่นเป็อันขาด"
"รับทราบพระพุทธเ้าข้า ฝ่าา"
ราชรถเก้านัคราชค่อยๆ ลดระดับลงจากสรวง์ ประดุจวิมานลอยฟ้าที่กำลังร่อนลงสู่พื้นดิน การปรากฏตัวของมันสร้างความตื่นตะลึงให้แก่เหล่าผู้บำเพ็ญนับพันที่กำลังรอเข้าเมือง พวกเขาต่างหยุดกิจกรรมทุกอย่างแล้วแหงนมองท้องฟ้าด้วยความตกตะลึง
"นั่นมัน... ราชรถเก้านัคราชในตำนาน! ข้าเคยเห็นเพียงในภาพนิมิตของร้านค้าสัมพาทีเท่านั้น ราคาของมันถึง ๕ ล้านมณีรัตน์พรายเชียวนะ!" เสียงผู้บำเพ็ญคนหนึ่งะโขึ้นด้วยความตื่นเต้น
"จะเป็ใครไปได้ล่ะ? ถ้าไม่ใช่ 'คุณชายผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่' จาก นครลับแล หรือไม่ก็เป็หน่อเนื้อเชื้อเทพที่ลงมาบำเพ็ญตบะหาประสบการณ์!" อีกคนเสริมด้วยความเลื่อมใส
ยามที่ราชรถแตะพื้นดินเบื้องหน้าประตูเมือง วายุเยื้องกรายออกมาจากวิมานรถอย่างช้าๆ พัดใบตาลทองคำในมือโบกสะบัดสร้างกระแสลมปราณอ่อนๆ ที่ทำให้ผู้คนรอบกายรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลแต่ก็นุ่มนวลในเวลาเดียวกัน เขาเพียงสะบัดมือเบาๆ ราชรถเก้านัคราชขนาดมหึมาก็หายวับเข้าไปอยู่ในกระเป๋าระบบ สร้างความใให้แก่ฝูงชนยิ่งขึ้นไปอีก เพราะนั่นหมายความว่าเขามีอุปกรณ์มิติระดับสูงที่หายากยิ่ง
"ข้าไม่สามารถมองทะลุตบะของเขาได้เลย..." ผู้าุโท่านหนึ่งพึมพำด้วยตัวสั่น "หรือว่าคุณชายผู้นี้จะบรรลุถึงระดับ 'มหาอสูร' ั้แ่อายุยังน้อยเพียงเท่านี้!"
"ช้าก่อน! เ้าดูบ่าวรับใช้สองตนที่ยืนประกบเขาข้างกายสิ!" ชายอีกคนชี้ไปที่บ่าวพราย "ข้าััได้ถึงกลิ่นอายที่ว่างเปล่า... มันเย็นะเืจนน่าขนลุก ราวกับพวกมันมิได้มีตัวตนอยู่จริง หรือว่าบ่าวของเขาจะเป็ถึงระดับ 'ผู้บรรลุฌานสมาบัติขั้นสูง: อนัตตาสูญสิ้น' กันแน่!"
"พระเ้าช่วย... ใช้ยอดฝีมือที่เข้าสู่สภาวะอนัตตาสูญสิ้นมาเป็บ่าวรับใช้ คนผู้นี้ต้องเป็ 'ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่' จากนครลับแลแน่ๆ! ข้าไม่นึกเลยว่ามหานครขรรค์อุกกาบาตจะได้ต้อนรับบุคคลที่บารมีสูงส่งเช่นนี้ในวันนี้!"
วายุพึงพอใจกับปฏิกิริยาของฝูงชนเป็อย่างยิ่ง แผนการพรางตัวในฐานะ "ผู้มีบุญ" ของเขานั้นได้ผลชะงัดนัก ยิ่งเขารวยและดูสูงส่งเท่าไหร่ ผู้คนก็จะยิ่งเกรงกลัวและไม่สงสัยในตัวตนที่แท้จริงของเขา
ทว่า... ในขณะที่วายุกำลังจะย่างเท้าผ่านประตูเมืองอุกกาบาตเข้าไปนั้นเอง บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไป เสียงะเิดังกึกก้องมาจากภายในเมือง พร้อมกับร่างของชายผู้หนึ่งในชุดพราหมณ์สีขาวที่ยามนี้ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิต ร่างนั้นถูกพลังอาคมมหาศาลเหวี่ยงกระเด็นออกมาจากประตูเมืองประดุจลูกะุ พุ่งตรงมายังจุดที่วายุนิ่งสงบอยู่พอดี!
วายุหรี่ตาลง มองเห็นดวงตาของชายผู้นั้นที่เป็สีทองหม่นและดูพร่าเลือน เขาตระหนักได้ทันทีว่าชายผู้นี้อยู่ในสภาวะ "เอกัคคตาสะกดจิต" ของ ระดับผู้บรรลุฌานสมาบัติขั้นต้น แต่ดูเหมือนจิตตานุภาพจะแตกซ่านเพราะถูกทำร้ายอย่างรุนแรง
ร่างนั้นร่วงลงมากระแทกพื้นดินห่างจากเท้าของวายุเพียงไม่ถึงสองศอก! กลิ่นอายความสิ้นหวังและความอยุติธรรมแผ่ซ่านออกมาจากร่างที่นอนสลบไสนั้น และนี่คือจุดเริ่มต้นของเื่ราวบทใหม่ที่วายุจะได้ใช้ "พลังแห่งปชามติ" สั่นคลอนทั้งชมพูทวีป!