ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 45 ชายหนวดเครา

            การขายยาเซียนตันผ่านไปด้วยดีอีกทั้งราคาของยาห้าขวดก็สูงกว่าครั้งที่แล้ว

            เพราะว่าคุณภาพนั้นดีกว่ายาเซียนตันขั้นหนึ่งเยอะทีเดียวลูกค้าบางรายเพียงแค่ชิมเม็ดยาก็ยอมจ่ายในราคาสูงให้ทันที

            ถึงแม้ในดินแดนหลงเสียงจะไม่ได้ขาดแคลนโอสถขั้นหนึ่งถึงขั้นปริมาณท่วมท้นเลยก็ว่าได้ แต่นักฝึกตนที่ต้องการยานั้นก็ขาดมันไม่ได้ถ้าหากมีตัวเลือกที่ดีกว่า พวกเขาก็ยินยอมที่จะจ่ายมากกว่า

            ที่เจ้าของร้านเปลี่ยนหน้าร้านใหม่ได้มาจากยาของโหยวเสี่ยวโม่เป็นที่ยอมรับแล้ว

            พวกเขาไม่รู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่จะมาอีกเมื่อไรฉะนั้นจึงไม่กล้ารับจองจากลูกค้า เพียงแต่รับปากว่าถ้ามีของมาจะแจ้งพวกเขาทันที

            ถึงแม้จะเป็นยาเซียนตันขั้นหนึ่งร้อยเม็ดแต่สำหรับเจ้าของร้านนั้นมันมากพอแล้ว

            เพราะราคาที่ขายออกไปได้กำไรเป็นเท่าตัวฉะนั้นเจ้าของร้านถึงได้ให้ราคาที่สูงขึ้นกับโหยวเสี่ยวโม่

            เจ้าของร้านตั้งใจวางแผนเช่นนี้ เพียงเท่านี้เด็กหนุ่มนี่คงจะเอายามาขายให้เขาอีกแน่นอนเพราะอย่างไรเสียก็ได้กำไร แถมยังสร้างชื่อเสียงได้ ใครล่ะจะไม่อยากทำเรื่องยุ่งยากอย่างเดียวคือ ร้านอื่นที่อยู่ถัดไปเริ่มสืบหาที่มาของยาบ้างแล้ว

            โหยวเสี่ยวโม่กำเงินสองพันตำลึงทองที่ได้จากเจ้าของร้านอย่างพอใจและออกจากร้านโอสถ

            ครั้งนี้ราคายาเซียนตันสูงกว่ารอบที่แล้วครึ่งต่อครึ่งหนึ่งเม็ดสิบห้าตำลึงทอง หนึ่งร้อยเม็ดก็เท่ากับหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงทอง

            บวกกับเงินที่เหลือคราวก่อนเงินทองที่เขามีอยู่ตอนนี้นั้นเยอะกว่าศิษย์สำนักเทียนซินหลายคนขนาดบางคนที่ทางบ้านฐานะร่ำรวยก็ยังไม่มีมากเท่านี้

            หลิงเซียงไม่ได้ห้ามปรามที่เขาขายยาพอเห็นพวกเขาจบการค้าขาย ก็เดินออกจากร้านพร้อมโหยวเสี่ยวโม่

            “จะไปที่ไหนต่อล่ะ?” หลิงเซียวถามอย่างใจร้อน ท่าทางลึกลับ ดูไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่

            “เอ่อ ศิษย์พี่หลิงเห็นว่าท่านก็มีธุระนี่ เดินตามข้าแบบนี้ จะทำให้ท่านทำธุระล่าช้าหรือเปล่า?”

            หลิงเซียวฉีกยิ้มมุมปากพร้อมเอ่ย “ไม่หรอกตอนนี้ก็ยังเช้าอยู่”

            โหยวเสี่ยวโม่แสดงสีหน้าผิดหวังถัดไปเขาจะไปซื้อเมล็ด แต่ไม่อยากให้หลิงเซียวไปด้วยกัน

            เพราะว่าเมล็ดพันธุ์ปกติแล้วจะมีแต่ผู้ที่มีแปลงสมุนไพรถึงจะมาซื้ออีกทั้งเขาเป็นแค่นักหลอมโอสถขั้นหนึ่งที่พึ่งเข้าสำนัก ไม่จำเป็นต้องซื้อเมล็ดเยอะแยะขนาดนั้นดูแล้วเหมือนมีลับลมคมใน วัดจากความฉลาดของหลิงเซียวต้องดูออกฉะนั้นถึงตอนนั้นเขาต้องถามแน่นอน

            ถึงรู้อยู่เต็มอกว่าหลิงเซียวไม่มีทางแยกไปตามที่เขาต้องการแน่แต่โหยวเสี่ยวโม่ก็แอบหวังเพียงเล็กน้อย

            ท้ายสุดหลิงเซียวก็ไปร้านหญ้าเซียนบนถนนทิศใต้พร้อมกับเขาจนได้

            ถนนทิศใต้ไม่ได้คึกคักเหมือนทิศเหนือแต่ผู้คนก็เดินไปมาขวักไขว่ ส่วนน้อยที่เป็นนักฝึกตนส่วนใหญ่จะเป็นนักหลอมโอสถเสียมากกว่า

            เรือนกล้วยไม้ที่โหยวเสี่ยวโม่ไปคราวก่อนโหยวเสี่ยวโม่เดินเข้าไป พนักงานคราวก่อนจำเขาได้ พอเห็นปุ๊บก็ต้อนรับอย่างอบอุ่นทว่าไม่ลืมที่จะเชื้อเชิญหลิงเซียวด้วย อันที่จริงคนที่พนักงานเห็นแวบแรกไม่ใช่โหยวเสี่ยวโม่ แต่เป็นหลิงเซียว

            คนทำงานเช่นพวกเขา สายตานั้นสำคัญมากหลิงเซียวแต่งกายดูมีฐานะ ดูไปก็รู้ว่าเป็นคุณชายผู้ร่ำรวย

            ทว่าเพราะเป็นลูกค้าประจำฉะนั้นพนักงานจึงมุ่งความสนใจไปที่ตัวโหยวเสี่ยวโม่

            เมื่อรู้อยู่แล้วว่าเขาจะซื้อเมล็ดพันธุ์พนักงานไม่ได้เอ่ยอะไร หากแต่นำสินค้าชุดใหมออกมา ตั้งแต่ขั้นหนึ่งถึงขั้นสามเมล็ดพันธุ์ยังสดๆ ใหม่ๆ

            โหยวเสี่ยวโม่นึกถึงการเจริญเติบโตของหญ้าเซียนในห้วงเวลาบวกกับเงินที่มีอยู่ ครั้งนี้เขาจึงตั้งใจซื้อเมล็ดพันธุ์กลับไปจำนวนเยอะขั้นสามเขาซื้อเพียงหนึ่งชุดหนึ่งพันเมล็ดขั้นสองเขาซื้อสองขุดแบบหนึ่งพันเมล็ดต่อถุง ทั้งหมดเท่ากับแปดร้อยกว่าตำลึงทองไม่ทันไรกระเป๋าเงินก็ฟีบไปครึ่งหนึ่ง

            ข่าวดีก็คือพนักงานยิ้มพร้อมกับยื่นเมล็ดขั้นหนึ่งห้าร้อยเม็ดให้เขา

            พอออกจากเรือนกล้วยไม้โหยวเสี่ยวโม่เปิดดูเงินในถุงเก็บของอย่างเจ็บปวด เหลือเพียงเจ็ดร้อยกว่า

            ทว่าโหยวเสี่ยวโม่แอบเหลือบมองหลิงเซียว เหนือความคาดหมายที่เขาไม่ได้ถามว่าทำไมถึงซื้อเมล็ดพันธุ์

            “ศิษย์พี่หลิงของที่ข้าต้องการซื้อครบหมดแล้วถัดไปคือต้องทำธุระของท่านหรือจะตรงไปพบกับพวกศิษย์น้องเล็กที่โรงเตี๊ยมเลย?”

            หลิงเซียวหรี่ตามองเขาชั่วครู่ แต่ทำเอาเขาขนลุกตั้งชันทีเดียวจากนั้นจึงเอ่ยช้าๆ “ไปโรงเตี๊ยมก่อน สองคนนั้นยังไงก็เป็นคนที่ข้าพามา ถ้าหากเกิดเรื่องข้าจะให้คำตอบเจ้าสำนักลำบาก”

            แม้จะพูดแบบนี้โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้สึกว่าสีหน้าเขาไม่ได้แสดงความลำบากใจเช่นที่เขาเอ่ย

            จากนั้นช่วงที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าสู่ถนนทิศตะวันตกด้านหลังก็มีเสียงคนทะเลาะวิวาทกันดัง อีกทั้งยังมีเสียงฝีเท้าวิ่งวุ่นไปหมด

            โหยวเสี่ยวโม่หันกลับไปมองก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งมุ่งมาทางพวกเขา แต่สีหน้าไม่ได้ดูตื่นเต้นอะไรแต่กลับเป็นสีหน้าแบบคนที่พึ่งได้ยินข่าวลือมาเสียมากกว่าท่าทางแบบนี้โหยวเสี่ยวโม่เคยเห็นมาบ้าง ราวกับกำลังจะไปดูความสนุกสนาน

            คนกลุ่มนั้นวิ่งตัดหน้าพวกเขาไปยังถนนทิศตะวันออก

            โหยวเสี่ยวโม่กำลังจะเดินจากไปด้วยท่าทีนิ่งเฉยก่อนจะได้ยินเสียงคนขายแผงร้านค้าคุยกัน

            “ได้ยินว่าถนนทิศตะวันออกมีเรื่องสนุกให้ดู”

            “ข้าก็ได้ยินมา เหมือนจะมีคนทะเลาะวิวาทกันคราวก่อนที่ถนนทิศตะวันตก คราวนี้มาถนนทิศตะวันออก”

            “หรือว่าเป็นพวกเดิม? พวกเขานี่ช่างไม่ไว้หน้าสำนักเทียนซินเลยนะถึงแม้เมืองเหอผิงจะไม่อยู่ในเขตของสำนัก แต่ยังไงก็ได้รับการดูแลอยู่แล้วคนพวกนั้นเป็นพวกไหนกัน ถึงกล้ามีเรื่องที่นี่?”

            “ใครจะไปรู้ แต่คงเป็นพวกใหญ่โตไม่มีใครกล้าหาเรื่อง เพียงแต่หญิงสาวเมืองเหอผิงก็แย่หน่อยนะ”

            “ไม่ใช่รึไงล่ะข้ายังไม่กล้าให้ลูกสาวออกจากบ้านเลย กลัวเจอคนแบบนี้แหละ”

            “ฮ่าๆๆ ลำพังลูกสาวเจ้าจะมีคนชอบรึเปล่า ยังเป็นปัญหาเลย”

            “พูดบ้าอะไรของเจ้าน่ะ?”

            โหยวเสี่ยวโม่ฟังจนถึงตอนท้ายถึงกับตาโตถ้าเขาเดาไม่ผิดละก็ ทังอวิ๋นฉีกับศิษย์พี่เฉินก็น่าจะอยู่ถนนทิศตะวันออกเมื่อคิดเช่นนี้ เขาจึงรีบหันไปมองหลิงเซียว “ศิษย์พี่หลิง หรือว่าเราจะไปดูที่ถนนฝั่งตะวันออกก่อน”

            ถ้าเป็นอย่างที่เขาคิดคงเกิดเรื่องบานปลายแล้วจากนิสัยของทังอวิ๋นฉี มีแต่เรื่องใหญ่โต

            หลิงเซียวไม่ได้สนใจว่าคนพวกนั้นคือทังอวิ๋นฉีหรือไม่เพียงรู้สึกว่าถ้านางจะก่อเรื่องให้เขา ทว่าทังอวิ๋นฉีเป็นถึงลูกสาวเจ้าสำนักปล่อยไว้ก็ไม่ดี จึงตรงไปฝั่งตะวันออกพร้อมโหยวเสี่ยวโม่ถนนทิศใต้ไม่ห่างจากทิศตะวันออกนัก ถ้ารีบตรงไปตอนนี้ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีใครจะรู้ว่าระหว่างจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นจนแก้ไขไม่ได้หรืออย่างไร

            จากนั้นหลิงเซียวจึงหิ้วคอปกเสื้อโหยวเสี่ยวโม่ไปยังมุม

            พอปรากฏตัวมาอีกครั้ง ทั่งคู่ก็มาโผล่ที่ถนนทิศตะวันออก

            โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกหัวหมุนไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่ ถัดมาจึงได้สติเพราะเสียงกรีดร้องโวยวาย

            เสียงนี้ช่างคุ้นเคยเสียจนโหยวเสี่ยวโม่อยากลืมก็ทำไม่ได้เป็นเสียงที่มาจากศิษย์น้องทังนั่นเอง เมื่อมองไปยังต้นเสียงดวงตาสองข้างของโหยวเสี่ยวโม่แทบจะหลุดจากเบ้า หน้าแดงก่ำ สายตาเลิ่กลั่กไม่กล้ามองไปยังศิษย์น้องทัง

            ทังอวิ๋นฉีในตอนนี้ยากที่จะเชื่อว่าพึ่งแยกกันได้ไม่ถึงชั่วยาม

            ชุดสีชมพูกระโปรงถูกฉีกขาดเผยให้เห็นท่อนขาเรียวขาว ผ้าชิ้นที่เหลือยังพอคลุมส่วนสะโพกงอนงาม ท่อนบนแย่กว่าเสื้อผ้าช่วงหน้าอกถูกฉีกออก คงเพราะทั้งอับอายและเคียดแค้นผิวนวลเผยสีชมพูระเรื่อออกมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ท่าทางแบบนี้ของทังอวิ๋นฉีนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดกว่าเดิม

            ชายหนุ่มแถวนั้นล้วนจับจ้องเป็นตาเดียวส่วนหญิงสาวนั้นต่างอิจฉาริษยาชื่นชม จำนวนไม่น้อยสนุกบนความทุกข์ของคนอื่น

            จะบอกว่าไม่ใจเต้นเลยกับภาพสาวงามตรงหน้าก็คงมีแต่หลิงเซียว ที่สีหน้าแน่นิ่งจนไร้ความรู้สึก

            สายตาของเขาไม่ได้จดจ้องทังอวิ๋นฉีที่กำลังโป๊เปลือยเหมือนคนอื่นแต่กลับหรี่ตาจ้องมองชายหนวดเคราครึ้มบนใบหน้าสงบนิ่ง

            ชายผู้นั้นคือชายที่รังแกทังอวิ๋นฉีเจ้าหื่นกามที่ฉีกเสื้อผ้านางขาดรุ่ย แต่เขาไม่ใช่พวกหื่นกามทั่วไป

            “เจ้าคนชั่วสมควรตาย วันนี้เจ้าหยามหน้าข้ารอเรื่องถึงท่านพ่อข้า เจ้าจะโดนสับไม่เป็นชิ้นดี!”

            ทังอวิ๋นฉีโกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว แววตาปะทุไปด้วยความอาฆาตแค้นถ้าสายตาสามารถฆ่าคนได้ ชายตรงหน้าคงตายไปไม่รู้กี่ร้อยรอบ

            ชายผู้นั้นหาได้เกรงกลัวคำขู่ของนางกลับหัวเราะยกใหญ่ เลียริมฝีปากพร้อมเอ่ย “รอพ่อเจ้ารู้ถึงตอนนั้นคงสายเกินไปแล้ว ถึงตอนนั้นเจ้าตกเป็นคนของข้าแล้ว ข้าเตือนเจ้าทางที่ดีไปกับข้าดีๆ ไม่แน่ถ้าข้าพอใจ ข้าอาจจะอ่อนโยนกับเจ้าหน่อย”

            “เจ้าโรคจิตศิษย์พี่ใหญ่ข้าอยู่แถวนี้ ถ้าเจ้ากล้าแตะศิษย์น้องข้าแม้แต่ปลายเส้นขนศิษย์พี่ใหญ่ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”

            เฉินเกาหยางที่นอนอยู่บนพื้นกล่าวอย่างเคียดแค้นก่อนหน้านี้ฟังชายผู้นี้หยามศิษย์น้องเล็กจนเกิดการปะทะ ทว่าสู้ไม่ไหว ไม่เช่นนั้นศิษย์น้องเล็กก็คงไม่ถูกกระทำจนเป็นสภาพเช่นนี้อีกทั้งตอนที่ต่อสู้กัน ขาสองข้างของเขาก็ถูกหักจนไม่สามารถยืนได้

            “ศิษย์พี่ใหญ่? หึ!” ชายผู้นั้นยิ้มเย็นเยือก “เจ้าวางใจได้ ถ้าเขากล้าโผล่หัวมาอยู่หน้าข้าเมื่อไหร่ ข้าจะ…”

            “เจ้าจะทำอะไรงั้นรึ?”

            ทันใดนั้นท่ามกลางฝูงชนก็มีเสียงแผ่วเบาดังขัดคำพูดเขาขึ้น

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663