“ฐานะของตัวข้างั้นหรือ ยามนี้ยังมิอาจบอกเจ้า”
...เพราะแท้จริงแล้วข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน
โม่จ้านกำข้อมือของซีนั่วพลางดึงมังกรกึ่งมนุษย์ที่อยู่ในสภาพจนตรอกขึ้นมา
“เพียงแต่ เจ้าจำต้องรู้เอาไว้ว่าข้ามิใช่ศัตรูเป็นพอ”
ขณะมองสายตาฉายแววสงสัยของซีนั่ว โม่จ้านเกาหัว หากแต่ไม่ว่าอย่างไรก็นึกหาวิธียืนยันตัวตนของตนมิได้
หากเป็นเรื่องเขา เมื่อวานตนเพิ่งจะฝนตอเขาทั้งสองข้างนั้น ยามนี้หน้าผากราบเรียบ
หากเป็นเรื่องภายใน ตนอาศัยการคาดเดาคำบอกกล่าวโดยนัย ไม่ว่าเรื่องใดล้วนแต่ต้องใช้สมองเติมแต่งเอาเอง
...หากเป็นเรื่องพลังเวท ตนกลับพอจะลองดูได้บ้าง
โม่จ้านสูดหายใจเข้า รวบรวมสมาธิ ยกมือขึ้นชี้ไปทางซีนั่วก่อนเริ่มเคลื่อนย้ายพลังธาตุ
มังกรกึ่งมนุษย์มองนิ้วมือของโม่จ้านด้วยความประหลาดใจ --- ภายในโบสถ์ พลังธาตุบางตาถูกดึงดูดเข้ามา รวมตัวกันอยู่บริเวณปลายนิ้วของบุรุษที่อยู่เบื้องหน้า หมุนวนล้อมรอบนิ้วมือจนกลายเป็นวงกลม
เหตุการณ์เช่นนี้มิใช่เรื่องแปลก ไม่ว่าจอมเวทขั้นสูงผู้ใดล้วนแต่ทำได้ ทว่าหลังอีกฝ่ายดีดนิ้ว พลังธาตุมืดสีดำพลันแยกตัวออกมาจากพลังธาตุที่ผสมปนเปก่อนโอบล้อมพลังเวทธาตุอื่นไว้ด้านใน เมื่อดึงปลายนิ้วมือออกมาแผ่วเบา พลังธาตุมืดพลันเข้าไปซ่อมแซม กลายเป็นก้อนพลังธาตุสุญญากาศสีดำขนาดใหญ่เทียบเท่ากำปั้น
ซีนั่วตาเบิกโพลงอย่างคาดไม่ถึง ถึงกับเบิกตาอ้าปากค้างอีกครั้ง โม่จ้านควบคุมลมหายใจให้สงบพลางเคลื่อนไหวมือต่อไป
ฝ่ามือของโม่จ้านรองอยู่ใต้ลูกบอลธาตุโดยมีอากาศกั้นกลาง แต่ละนิ้วมือขยับงอแผ่วเบาอย่างยิ่ง มิต่างกับกำลังควบคุมเครื่องมือที่มีความแม่นยำสูง ทั้งภายนอกของลูกบอลธาตุสีดำแลดูคล้ายไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ราวกับภายในห้องเล็กที่ไร้ซึ่งประตูหน้าต่าง มิว่าผู้ใดล้วนมิอาจล่วงรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นด้านใน
ลูกบอลธาตุลอยอยู่กลางอากาศอย่างเงียบเชียบกว่าสามนาที ซีนั่วพลันจดจ้องมิวางตาเป็นเวลากว่าสามนาทีเช่นกัน มังกรกึ่งมนุษย์รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอยากพิสูจน์บางสิ่งกับตน เพียงแต่เมื่อดูจนถึงยามนี้ การแสดงออกของอีกฝ่ายยังคงมิอาจสามารถขจัดข้อสงสัยทั้งหมดออกไปได้
ทันใดนั้น ‘เปลือกนอก’ ของลูกบอลธาตุที่เกิดจากการรวมตัวของพลังธาตุมืดพลันขยายออกอย่างรวดเร็ว จากทรงกลมกลายเป็นตาข่าย มิต่างกับผลไม้ที่ถูกปอกเปลือกออกจนหมด หั่นเปลือกเป็น 'ถุงตาข่าย' อย่างสวยงามก่อนจะโอบล้อมเนื้อผลไม้เอาไว้อีกครั้ง กระนั้นเปลือกถุงตาข่ายกับเนื้อผลไม้กลับต่อต้านซึ่งกันและกันอย่างน่าประหลาด ไม่สัมผัสกันแม้แต่น้อย
มิใช่เรื่องง่ายกว่าซีนั่วจะย้ายความสนใจจาก ‘ถุงตาข่าย’ ที่งดงามประณีต ทว่าทันใดนั้นกลับถูกส่วนในของลูกบอลธาตุทำให้ตกตะลึงเสียแล้ว --- พลังธาตุแต่ละชนิดเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ แยกเป็นก้อนกลมขนาดเล็กอย่างสมบูรณ์แบบหลายก้อนโดยที่ปริมาตรเท่ากัน เพียงแต่มีสีสันต่างกัน
ธาตุลมคือสีเขียวอ่อน ธาตุไฟคือสีแดงเพลิง ธาตุดินคือสีน้ำตาลอ่อน ธาตุน้ำแข็งคือสีน้ำเงินอ่อน...เหล่าธาตุที่มารวมกันมิต่างกับกลีบส้มสีใส ต่างฝ่ายต่างอยู่ใกล้ชิดทว่ากลับแยกกันอย่างชัดเจน ถูกต้องแม่นยำราวกับทาสีลงบนลูกบอลอย่างไรอย่างนั้น
และท่ามกลางหลากสีสัน ขาดไปเพียงสีทอง--- พลังธาตุแสงที่ในสายตาผู้คนทั่วไปสื่อถึงความอ่อนโยนและการเยียวยากลับมิได้ปรากฏอยู่ในลูกบอล
สีหน้าของซีนั่วแปรเปลี่ยนจากตกตะลึงเป็นสงบราบเรียบ เขาหยัดกายลุกขึ้นคำนับไปทางโม่จ้านด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“สำหรับเรื่องที่คลางแคลงใจในตัวท่าน ข้าน้อยต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่หากท่านไม่สะดวกเปิดเผยตัวตนจริงๆ เช่นนั้นข้าน้อยคงทำได้เพียงเรียกขานด้วยนามเป็นการชั่วคราวขอรับ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายสามารถควบคุมธาตุมืดได้ตามอำเภอใจ ตนพลันเชื่อไปกว่าครึ่งแล้ว เดิมทีจอมเวทธาตุมืดมีน้อยนัก ผนวกกับสันตะสำนักต้องการกดข่มทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทำให้ผู้ที่สามารถควบคุมพลังธาตุมืดหายากยิ่งนัก และเผ่าปีศาจทุกตนสามารถควบคุมพลังธาตุมืดได้ตั้งแต่กำเนิด อีกฝ่ายคงอยากจะยืนยันเรื่องนี้กับตนกระมัง
เพียงแต่สิ่งที่แสดงออกมาหลังจากนั้นกลับเหนือความคาดหมายของตนเสียแล้ว อีกฝ่ายมิเพียงแต่สามารถควบคุมพลังเวทธาตุมืด กลับยังสามารถควบคุมและขับไล่พลังธาตุอื่นได้อย่างแม่นยำอย่างมาก ถึงขั้นที่ว่าแม้จะเป็นพลังธาตุที่หักล้างกันสองชนิดก็ยังสามารถรักษา 'ระยะห่างปลอดภัย' ได้ตามคำสั่ง
เผ่าปีศาจที่มีความสามารถในการควบคุมพลังธาตุเช่นนี้ ตนเคยพบเพียงสองคน --- คือท่านราชาปีศาจกับหนึ่งในหัวหน้ากองพลและยังเป็นผู้ทรยศอย่างปู้ไหลเต๋อ...
ปัญหาอยู่ที่ว่า ถึงแม้ปู้ไหลเต๋อจะสามารถสร้าง ‘งานศิลปะ’ ที่ทั้งประณีตและมีทักษะเช่นนี้ แต่กระนั้นจะต้องสิ้นเปลืองพลังวิญญาณอย่างมาก อย่างน้อยก็ต้องหอบหายใจหลายครั้ง ทว่าโม่เจ๋อเอ่อร์ที่อยู่ตรงหน้ากลับสงบและผ่อนคลาย นึกมิถึงว่าเพียงมีเหงื่อหยดไม่กี่เม็ด กระทั่งลมหายใจยังไม่เปลี่ยนแปลง
กล่าวได้อีกอย่างว่าความสามารถในการปกปิดอำพรางของโม่เจ๋อเอ่อร์เยี่ยมยอดเสียยิ่งกว่าปู้ไหลเต๋อ เพียงแต่ในเมื่อเผ่าปีศาจมีผู้ที่มีความสามารถในการสู้รบที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ซ่อนอยู่ เหตุใดท่านราชาปีศาจจึงไม่ใช้การในสงคราม ถึงขั้นไม่แม้แต่จะบอกกล่าวกับตนมาก่อน? หรือว่าฐานะของอีกฝ่ายพิเศษมากเกินไป ท่านราชาปีศาจจึงมิอยากดึงอีกฝ่ายเข้ามาข้องเกี่ยว?
หลังมองใบหน้าของบุรุษที่ไม่คุ้นเคยแม้แต่น้อย ซีนั่วก้มหน้าลงก่อนจมเข้าสู่ห้วงความคิดอีกครั้ง
โม่จ้านแสร้งทำท่าทางยโสโอหังและแลดูลึกลับ มองมังกรกึ่งมนุษย์ที่กำลังใคร่ครวญพลางแอบหัวเราะในใจ ---เจ้าค่อยๆ เดาไปเถิด หากเดาได้แล้วก็เท่ากับถือโอกาสช่วยข้าไปในตัวเช่นกัน
………………
…………
……
“ข้าเคยใกล้ชิดเพียงท่านราชาปีศาจ ไม่รู้จักเผ่าปีศาจอื่นๆ การได้พบทั้งสองคนนั้นและพวกเจ้าล้วนแต่เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย”
ท้ายที่สุด ผู้ที่เป็นฝ่ายทำลายความเงียบก่อนยังคงเป็นโม่จ้านที่มิอาจข่มอารมณ์
ภายในโบสถ์ร้าง นึกมิถึงว่าซีนั่วจะเอาแต่ยืนนิ่งใช้ความคิดอยู่เช่นนั้น ตนจึงทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่กับที่เพื่อแสร้งแสดงท่าทางมั่นอกมั่นใจในตนเอง ทว่าหลังจากเวลาล่วงเลยไปอย่างช้าๆ โม่จ้านกลับเริ่มร้อนใจเสียแล้ว --- ตนแอบหนีออกมา หากยังถ่วงเวลาต่อไปจนถูกคนอื่นพบเข้าคงจะอธิบายได้ยากเสียแล้ว
ซีนั่วพยักหน้าอย่างใช้ความคิด ในที่สุดพลันเบนหัวข้อสนทนาเข้าสู่ 'ลู่ทางที่ถูกที่ควร'
“...ท่านโม่เจ๋อเอ่อร์ สองพี่น้องชายหญิงคู่นั้นที่ท่านเอ่ยถึง คงจะเป็นฉิวอินกับปาอินกระมัง?”
“ถูก มิผิด นึกมิถึงว่าเจ้าจะเดาถูกเสียแล้ว”
โม่จ้านกลับค่อนข้างประหลาดใจ หรือว่าสองพี่น้องชายหญิงในเผ่าปีศาจหายากมากงั้นหรือ?
“สตรีในเผ่าปีศาจหายากยิ่งนัก แทบจะถอนทัพกลับมายังตรอกขี้เถ้าเสียทั้งหมด ด้วยเพราะปีศาจแฝงฝันมีพลังต่อสู้ไม่มากนัก ท่านราชาปีศาจจึงให้พวกเขาไปหลบซ่อนตัวก่อนจะเกิดช่วงศึกตัดสิน”
ซีนั่วถอนหายใจ หวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ในยามนั้น
“พวกเขาทั้งสองคนร่ำไห้วิงวอนท่านราชาปีศาจ คิดอยากจะเข้าร่วมสงคราม หากแต่ท่านราชาปีศาจมีคำสั่งลงมาอย่างเด็ดขาด ท้ายที่สุดขับไล่พวกเขาสองคนออกไป”
โม่จ้านพยักหน้าด้วยความรู้สึกซับซ้อน เผ่าเดียวกันกำลังจะเผชิญหน้ากับสงครามชี้เป็นชี้ตาย ทว่าตนกลับช่วยเหลืออันใดมิได้สักอย่าง ความรู้สึกเช่นนี้จะต้องทรมานมากอย่างแน่นอน
“ถึงแม้จะล่วงเกินไปบ้าง ทว่าซีนั่วอยากจะเอ่ยเตือนท่านโม่เจ๋อเอ่อร์สักหนึ่งประโยค”
ซีนั่วเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาแนวตั้งสีสลัวอันคมกริบจดจ้องโม่จ้านไม่วางตา
“หากท่านราชาปีศาจไม่ต้องการให้ท่านโม่เจ๋อเอ่อร์ออกหน้าเพื่อพวกเรา เช่นนั้นก็ขอให้ท่านโม่เจ๋อเอ่อร์ได้โปรดทำตามขอรับ”
โม่จ้านชะงัก ขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความสองจิตสองใจ ประโยคนี้ของอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไรกัน?
ทว่าซีนั่วกลับคิดว่าสีหน้าของโม่เจ๋อเอ่อร์คือความสับสน สีหน้าพลันบึ้งตึงและน้ำเสียงดังลั่นขึ้นมา
“ซีนั่วทราบว่าท่านโม่เจ๋อเอ่อร์ต้องการปกป้องเผ่าปีศาจ เพียงแต่ยามนี้ตรอกขี้เถ้ามีระลอกคลื่นใต้น้ำ ภัยอันตรายด้านนอกกำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ หากฐานะของท่านโม่เจ๋อเอ่อร์ถูกเปิดโปงต่อหน้าศัตรู จะต้องนำพามาซึ่งผลลัพธ์อันน่าสะพรึงอย่างแน่นอนขอรับ!”
น้ำเสียงของมังกรกึ่งมนุษย์เน้นหนักอย่างยิ่ง โม่จ้านถึงกับควานหาสมองมิเจอ ทำได้เพียงรอให้อีกฝ่ายเอ่ยต่อไป
“ตรอกขี้เถ้าอันตรายอย่างยิ่ง กองทัพที่แตกซ่านล่าถอยมายังที่นี่ก็เพราะอับจนหนทาง กองอัศวินแห่งพระวิหารและกองทัพของจักรวรรดิอันปู้เอ่อร์ได้รวมกำลังเข้าด้วยกันแล้ว ไม่รู้ว่าจะบุกโจมตีเมื่อใด สันตะสำนักล่วงรู้ฐานะของทุกคนในกองทัพราชาปีศาจเป็นอย่างดี ถึงขั้นแยกแยะแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ หากไม่กวาดล้างพวกเราให้สิ้นซากคงไม่มีทางยอมรามือขอรับ”
เมื่อเห็นสีหน้า ‘อดกลั้น’ ของโม่จ้าน ซีนั่วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ใช้สายตาจริงใจมองไปยังเผ่าปีศาจที่อยู่ตรงหน้า
“ทว่าท่านต่างออกไป ท่านปกปิดฐานะของตนเองได้อย่างแยบยล ไม่อยู่ในขอบเขตการไล่ล่าของพวกเขา หวังว่าท่านโม่เจ๋อเอ่อร์จะพาเด็กเล็กและทารกแรกเกิดหนีไปก่อนจะเกิดสงคราม สันตะสำนักคงไร้หนทางไล่ล่าการมีอยู่ของพวกท่าน”
“หาก...พวกเราถูกกวาดล้างจนหมด ท่านก็คือความหวังสุดท้ายของเผ่าปีศาจ”
ซีนั่วก้มหน้าลง น้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์เจือเสียงสะอื้นเล็กน้อย