่กลางดึกในเหล่ากองกำลังและพระยาเดโชได้ลอบเข้าไปยังป้อมปราการทหารของเมืองอินตราอย่างลับ ๆพวกเขาเห็นว่ามีทหารเฝ้ายามอยู่ทางเดิน พวกเขาค่อย ๆกำจัดทหารเฝ้ายามเ่าั้ออกไปทีละคน พร้อมลากร่างไปซ่อนเอาไว้เพื่อไม่ให้มีใครมาเห็น แล้วพวกเขาก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าไปต่อทุกก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
ทางฝั่งของกล้าและพวกพ้องได้มาถึงยังจุดที่ครอบครัวของเขาและเหล่าชาวบ้านถูกจับมาขังไว้แล้วก็เริ่มทำตามแผนการที่วางไว้ โดยพวกเขาวิ่งออกไปจากตรงนั้นทันทีเพื่อล่อให้ทหารเฝ้ายามตามพวกเขาและให้ทิวแอบเข้าไป กล้าวิ่งนำหน้าผ่านทางเดินแคบๆ ด้านข้างป้อมปราการ โดยมีคนอื่น ๆ ตามมาติด ๆเสียงฝีเท้าของพวกเขาดังก้องไปตามพื้นหินแม้จะพยายามเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบก็ตาม
ทันใดนั้นทหารเฝ้ายามนายหนึ่งก็ได้สังเกตเห็นเงาของพวกเขา ทหารเฝ้ายามนายนั้นจึงะโขึ้นทำให้ทหารที่อยู่บริเวณต่างก็หันไปมอง
ทหารเฝ้ายาม : เฮ้ย!มีผู้บุกรุก จับพวกมันไว้!!
สิ้นสุดเสียงนั้น ทหารยามที่อยู่รอบ ๆรีบกรู่กันเข้ามาทันที กล้าเมื่อรู้ว่าทหารเฝ้ายามรู้ตัวแล้วว่าพวกเขาแอบเข้ามาเขาจึงหันไปสบตากับพวกพ้องก่อนกล่าวขึ้นอย่างเร่งรีบ
กล้า : ทุกคนแยกกันไป!ล่อทหารพวกนั้นออกไปให้ไกลได้มากที่สุด
เมื่อคนอื่น ๆ ที่ได้ยินแบบนั้นแล้วทุกคนต่างก็รีบวิ่งแยกตัวไปตามทางเดินต่าง ๆ ในป้อมปราการโดยมีทหารเฝ้ายามไล่ตามทางด้านหลัง
ทางด้านของทิวเขาใช้่จังหวะที่ทหารถูกดึงความสนใจไปกับกล้าและพวกพ้องท่ามกลางเงามืดของค่ำคืน หัวใจของเขาเต้นรัว ๆ ในขณะที่เขาค่อย ๆลัดเลาะไปตามกำแพงของป้อมปราการ เหล่าชาวบ้านที่เห็นทิวที่แอบเข้ามาต่างก็จ้องมาที่เขาด้วยความหวัง
ทิวก็อยากจะช่วยแต่ในตอนนี้เขายังไม่สามารถช่วยใครได้เนื่องจากที่เท้าของชาวบ้านที่ถูกจับมาต่างก็มีโซ่สีดำล่ามไว้อย่างแ่าติด ๆกันไปเป็แถว เขาที่ยืนอยู่บนที่สูง เขาพยายามมองลงไปรอบพื้นที่เพื่อหาบางอย่างที่จะสามารถตัดโซ่ได้ แต่แถวนั้นกลับไม่มีอะไรเลย เขาคิดอยู่สักพักก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าในคืนที่หมู่บ้านของพวกเขาถูกโจมตีครูใหญ่รงค์เคยพูดว่าธีระเป็นักรบศาสตราวุธที่มีขั้นพลังมากที่สุดในหมู่บ้าน
เมื่อเขานึกขึ้นได้แบบนั้นแล้วเขาจึงคิดว่าจะหาตัวครูธีระและช่วยเขาก่อนเป็คนแรกเผื่อว่าครูธีระจะสามารถช่วยคนอื่นได้มากกว่าที่ทิวทำได้ในตอนนี้
เมื่อนึกขึ้นได้แบบนั้นแล้วทิวพยายามกวาดสายตามองอีกครั้ง จนเห็นว่าครูธีระถูกขังอยู่ในกรงเหล็กขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากจากจุดที่เขายืนอยู่ทิวจึงค่อยหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตัว เข้าใกล้กรงที่ขังธีระให้มากขึ้นธีระที่อยู่ในกรงสังเกตเห็นว่าทิวกำลังจะมาช่วยเขา เขามองทิวอย่างใก่อนกล่าวขึ้น
ธีระ : ไอ้หนู!เอ็งมาที่นี่ได้ยังไง! ออกไปเดี๋ยวนี้ มันอันตรายเกินไป!!
ทิว : ชู่ว… ครูครับอย่าเสียงดังข้ากับพวกพี่กำลังมาช่วยทุกคน
ธีระ : นี่พวกเอ็ง…บ้าไปแล้วรึไงมาแบบนี้อีกหน่อยก็โดนจับกันหมดพอดี ข้าอุตส่าห์ให้พวกเอ็งหนีไป
ทิว : ไม่ต้องห่วงหรอกครับครูมีกองกำลังจะมาช่วยอีกอยู่ครับ
ธีระ : กอง..กองกำลังหรอ…นี่พวกเ้า…
ทิว : ครับพวกเราเดินทางไปขอความช่วยเหลือได้แล้วครับ และพวกเขาก็จะมาช่วยทุกคนออกไป
ธีระที่ได้ยินว่าทิวและคนที่เหลือได้เดินทางไปขอความช่วยเหลือได้สำเร็จทั้งอึ้งจนแทบพูดไม่ออก ได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจแต่ตอนนี้เหมือนทิวจะเจอกับปัญหาใหม่เนื่องจากโดยรอบของกรงที่ขังธีระอยู่นั้นมีสนามพลังสกัดกั้นคุมอยู่ทิวจึงไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้ ทันใดนั้นวิโรจน์ที่ถูกขังอยู่กรงด้านหลังก็กล่าวขึ้น
วิโรจน์ : เ้าหนูเ้าต้องทำลายสนามพลังนั้นก่อน ถึงจะให้เขาออกมาได้
วิโรจน์กล่าวขึ้นแต่ดูเหมือนกับว่ามันจะไม่ได้ช่วยอะไรทิวได้เลย เนื่องจากสนามพลังสกัดกั้นถูกสร้างขึ้นมาจากพลังเวทย์ศาสตราดังนั้นจำเป็ต้องใช้ศาสตราวุธเท่าที่จะสามารถทำลายได้ซึ่งตัวของทิวก็ไม่มีศาสตราวุธ นั่นทำให้ทิวเริ่มคิดหนักมากขึ้นโดยไม่รู้จะทำยังไงต่อ
แต่ไม่ทันที่เขาจะได้ทำอะไรคลื่นพลังบางอย่างตรงเข้ามาใส่ทิวอย่างรวดเร็ว แต่ทิวะโหลบได้ทันท่วงทีทำให้คลื่นพลังได้พลาดไปโจมตีใส่กับค่ายพลังสกัดกั้นธีระที่อยู่ด้านหลังของเขาเมื่อมองไปที่ต้นตอของคลื่นพลัง ในตาของทิวเบิกกว้างหัวใจของเขาร่วงไปอยู่ที่ปลายเท้า เมื่อเห็นว่ามีทหารเฝ้ายามหลายสิบคนกำลังเข้ามา
ทิวเมื่อเห็นแบบนั้น เขาจึงรีบลุกขึ้นและวิ่งอย่างสุดชีวิตฝีเท้าของเขาดังสะท้อนพื้นหิน เหล่าทหารเฝ้ายามกรูกันเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือพร้อมเสียงะโของทหารเฝ้ายามดังไล่หลัง
ทหารเฝ้ายาม : จับมันไว้!อย่าให้มันหนีไปได้!
เสียงะโดังลั่นไปทั่วป้อมปราการทำให้บรรยากาศเงียบสงบก่อนหน้านี้เปลี่ยนไปเป็เสียงเกราะกระทบกันและเสียงฝีเท้าของทหารที่กำลังเคลื่อนพลเข้ามา คลื่นพลังอีกลูกถูกปล่อยออกมาทิวเห็นประกายพลังวาบขึ้นในสายตา รีบะโพุ่งไปข้างหน้าหลบพลังที่พุ่งเข้าใส่เขาไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะพุ่งไปด้านข้างหัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาธีระที่อยู่ในกรงขังกัดฟันแน่นเมื่อเห็นทิวตกอยู่ในอันตราย
ธีระ : เวรแล้วไง!
วิโรจน์ : เ้าหนูหนีไปให้ได้! รีบไปซะ!!
วิโรจน์ะโอย่างสุดเสียง แต่ในตอนนี้ทิวไม่มีทางที่จะตอบโต้อะไรได้ อีกทั้งในมือของเขาไม่มีอาวุธแม้แต่ระดับเดียวจะสู้กับใครก็ไม่ได้ เขาได้แต่วิ่งหลบการโจมตีของทหารเฝ้ายามเ่าั้ไปเรื่อย ๆก่อนจะถูกจับตัวได้ในที่สุด
ในด้านของอีกฝั่งกองกำลังทหารและพระยาเดโชที่สวมชุดเกราะสีดำทมิฬมาพร้อมอาวุธครบมือ กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง นั่นคือกองกำลังของพระยาเดโชที่ค่อย ๆลอบเข้ามาในป้อมปราการทหารอย่างช้า ๆไม่ให้มีแม้แต่เสียงของฝีเท้าที่เหยียบลงบนดินเมื่อพวกเขาเข้ามาถึงด้านในของป้อมปราการแห่งนั้นแล้วทหารที่มาด้วยเริ่มสังเกตว่าตามทางกลับโล่งมาก บรรยากาศวังเวง
ทหารนายหนึ่ง : ที่นี่เป็ถึงป้อมปราการทหารหรอกรึทำไมข้าคิดว่าที่นี่มีทหารน้อยผิดปกติ
ทหารอีกนาย : อืมข้าว่ามันเงียบแปลก ๆ…
ทหารนายหนึ่ง : หรือว่าพวกมันจะรู้ตัวว่าพวกเรามาพวกมันอาจจะเปิดทางล่อให้เราเข้ามาก็เป็ได้นะขอรับ
พระยาเดโช : ข้าก็ไม่แน่…
ทหารอีกนาย : ท่านเห็นว่าพวกเราควรทำเช่นไรต่อ หากว่าทางที่โล่ง ๆ นี้เป็กับดักพวกเราควรใช้เส้นทางอื่นหรือไม่ขอรับ
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วพระยาเดโชเหลียวมองไปที่กองกำลังทหารของเขา แต่ไม่ได้กล่าวอะไรเขาครุ่นคิดอยู่ครู่สักพักก่อนที่ทหารนายนึงจะกล่าวขึ้น
ทหารนายหนึ่ง : หรือว่า…พวกเราควรเดินไปดูทางโรงนอนของพวกทหารข้าว่าพวกมันไม่น่าวางกับดักไว้ที่หัวที่นอนของตัวเองหรอกขอรับ
พระยาเดโช : อืม... ถ้าอย่างนั้นก็ลองไปดู
หลังจากนั้นพวกเขาค่อยเดินลัดเลาะไปตามกำแพงของป้อมปราการจนมาถึงทางโรงนอนของทหารเมืองอินตรา แต่ก็เช่นเคยที่โรงนอนนั้นไม่มีทหารแม้แต่คนเดียว
ทหารนายหนึ่ง : ทางสะดวก!
พระยาเดโชจ้องมองไปยังโรงนอนของทหารที่ว่างเปล่าดวงตาคมกริบของเขาสอดส่องไปทั่วบริเวณโดยรอบความเงียบงันนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกโล่งใจเลยแม้แต่น้อย กลับกันมันทำให้เขายิ่งระแวงมากขึ้น
พระยาเดโช : แปลกจริงแม้แต่โรงนอนยังไม่มีทหารสักคน ข้าว่ามันเงียบเกินไป…
เสียงของเขาต่ำและหนักแน่นพอให้ทหารที่อยู่รอบตัวได้ยินพวกทหารเริ่มหันมองกันไปมา บางคนกระชับอาวุธในมือแน่นขึ้นราวกับััได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ
ทหารนายหนึ่ง : ท่านคิดว่าพวกเขาไปที่ใดหรอขอรับ
พระยาเดโช : ข้าว่าพวกมันอาจไม่ทำกับดักพวกเรา…แต่อาจกำลังไปรวมตัวกันอยู่ที่ไหนสักที่
คำพูดของเขาทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียดมากขึ้นเพราะถ้าหากเป็เช่นนั้นจริงนั่นหมายความว่าทหารส่วนใหญ่ในป้อมปราการแห่งนี้อาจกำลังเคลื่อนไหวอยู่ที่อื่นซึ่งอาจไม่ใช่ที่นี่อาจจะไปเฝ้ายามที่คุมขังเหล่าชาวบ้านที่จับตัวมาอย่างแ่าก็เป็ได้
ทหารนายหนึ่ง : ถ้าเป็เช่นนั้นจริงพวกเราต้องรีบไปแล้วขอรับ!
ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้เคลื่อนตัวเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นรอบทิศทาง มันไม่ได้เป็เพียงแค่เสียงฝีเท้าผสานไปกับเสียงของชุดเกราะกระทบกัน เงาดำมากมายเคลื่อนตัวจากปลายทางเดินแสงจันทร์ที่สาดส่องทำให้พวกเขาเห็นเงาของกองทหารจำนวนมากที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาล้อมพวกเขาไว้ในทันที
ทหารนายหนึ่ง : แย่ล่ะ!
ทหารอีกนาย : พวกมันมาจากไหนกันล่ะเนี่ย!!
ทหารทุกคนตั้งท่ารับมืออย่างเต็มกำลังพระยาเดโชกำดาบในมือแน่น สายตาแหลมคมของเขากวาดไปทั่วพื้นที่รอบตัวตอนนี้พวกเขาไม่มีทางหนี
แต่ก่อนที่ใครจะได้ทำอะไรทหารนายหนึ่งที่ยืนใกล้เสาเผลอไปปัดโดนตะเกียงน้ำมันที่แขวนอยู่ตะเกียงร่วงกระแทกพื้น น้ำมันราดไปบนผ้าบาง ๆที่ถูกตรึงไว้เป็เต็นท์สำหรับพักผ่อนของทหารเพียงเสี้ยววินาทีไฟก็ได้ลุกโชนขึ้นและลามไปตามกอหญ้าและเสาไม้และคานที่รองรับโครงสร้างของโรงนอนอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็กองเพลิงขนาดใหญ่ ความร้อนจากเปลวเพลิงทำให้เหงื่อไหลซึมตามไรผมทุกคนชะงักไปชั่วขณะ ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว ทหารศัตรูฉวยโอกาสพุ่งเข้าโจมตี
ทหารเฝ้ายาม : พวกมันเป็ผู้บุกรุกฆ่ามันให้หมด!!
เสียงะโดังขึ้นพร้อมกับเสียงดาบที่ถูกชักออกจากฝักเงาวาวประกายคมของโลหะวูบไปมา ฝ่าไปบนกองเพลิงลุกโชนภายใต้แสงจันทร์พระยาเดโชและกองกำลังพวกเขาไม่มีทางเลือกแล้ว นอกจากต้องสู้อย่างเดียวถึงแม้ว่านั่นเป็การขัดต่อคำสั่งของเ้าเมืองก็ตาม
ทางฝั่งของกล้าและพวกพ้องที่ล่อให้ทหารเฝ้ายามออกมาเพื่อให้ทิวไปช่วยชาวบ้าน พวกเขาวิ่งมาจนถึงทางตันแต่เื้ัของพวกเขาเป็เหล่าทหารเฝ้ายามของเมืองอินตราจำนวนมากกำลังวิ่งตรงมา
เอก : ทางตัน…เอาไงกันต่อดีล่ะทีนี้
เอกกล่าวขึ้นพร้อมหันหน้าไม่มองคนอื่น ๆต่างคนต่างมองหน้ากันแต่ไม่มีคำตอบใด ๆ ในสถานการณ์ที่คับขันเสียงฝีเท้าของเหล่าทหารเฝ้ายามที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ พวกเขาไม่รู้จะทำยังไงต่อทันใดนั้นกล้าก้าวออกไปข้างหน้า แล้วกล่าวขึ้นอย่างกะทันหัน
กล้า : เตรียมตัวให้พร้อมทุกคน!
เมื่อกล่าวจบกล้าพุ่งตัวเข้าไปโจมตีทหารด้วยความสามารถ เกราะอาวุธแขนขวา ระดับที่ 2 หมัดขวาฟ้าคำราม ทันที การโจมตีของเขารุนแรงมากจนทำให้ทหารที่โดนหมัดของเขากระเด็นออกไปกันเป็ระนาว ตามมาด้วยทิศใต้ที่ใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 1 คมเล็บวิปลาส เข้าสู้กับทหารเฝ้ายามพวกนั้นคลื่นพลังศาสตราวุธที่ถูกปล่อยออกมาราวกับใบมีดที่คมกริบตรงไปที่เหล่าทหารเฝ้ายามที่อยู่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็วก่อนที่ยุพินจะใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้าย ระดับที่ 1 เพลิงพิษมรณะ ตามมาด้วยอีกคนด้วยความสามารถของยุพินที่โจมตีได้ในวงกว้างความสามารถของเกราะอาวุธของเธอนั้นสามารถกำจัดทหารที่อยู่รอบ ๆตัวของเธอได้เป็จำนวนมาก ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
รำพาที่เห็นกล้าสู้อยู่ข้างหน้าคนเดียวเธอจึงใช้ความสามารถ เกราะอาวุธสวนแขนขวา ระดับที่ 2 ประกายแสงนิโลบล และบลิ้งเข้าไปสู้ช่วยกล้าถึงแม้ว่าความสามารถของศาสตราวุธของพวกเขาจะสามารถกำจัดทหารเฝ้ายามของเมืองอินตราได้อย่างรวดเร็ว แต่ทหารเหล่าก็บุกมาเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดพักทำให้พวกเขาเริ่มที่จะหมดแรงและยุพินที่โจมตีได้ในระยะกว้างก็เริ่มจะหมดพลัง
เอกที่เห็นแบบนั้นแล้วเขาจึงได้มายืนและใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัวระดับ ระดับที่ 1 มหิสาคุ้มกัน แสงสีทองแผ่ออกจากร่างของเอกอย่างรวดเร็วพลังนั้นก่อกันเป็รูปร่างของมหิงสาขนาดใหญ่ค่อยโน้มตัวลง ก่อนจะเกิดเป็โล่เพื่อรับการโจมตีไว้ให้คนอื่น ๆ และรอให้พลังเวทศาสตราของยุพินฟื้นตัว
สถานการณ์เริ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆทันใดนั้น ร่างของชาย 2คน ก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังเอกพยายามเพ่งมองไปที่ใบหน้าของชายทั้งสอง รูม่านตาของเขาเบิกกว้างมากขึ้นเมื่อเห็นว่าชายสองคนนี้ คือ จันทร์ และ เ้า คนที่พวกเขาเคยสู้ด้วยเมื่อครั้งก่อนในตอนที่กลุ่มของเอกและคนอื่น ๆ เดินทางมากับชาวบ้าน พวกเขาเคยสู้กันก่อนหน้านี้ซึ่งในการปะทะกันในครั้งนั้น ทำให้เกราะอาวุธของเอกเกิดรอยร้าวและจนทำให้พวกเขาต้องหลบหนีออกมา
เมื่อนึกขึ้นได้แบบนั้นแล้วเอกกัดฟันแน่นระงับความหวาดหวั่นนั่นเอาไว้แต่ใบหน้าของเขากลับเผยให้เห็นความเคร่งเครียดอย่างชัดเจน คนอื่น ๆที่สังเกตเห็นสีหน้าของเอกก็หันไปมองชายทั้งสองทันที
ไม่นานต่อมา เ้าก้าวเดินตรงมาที่พวกเขาท่าทางของเขาดูใจเย็นราวกับไม่หวาดกลัวพวกของกล้าเลยแม้แต่น้อยก่อนจะหยุดต่อหน้าพวกเขาแล้วกล่าวขึ้น
เ้า : พวกเ้า…ไม่เจอกันหลายวันเลยนะ
เ้ากล่าวขึ้นพร้อมยกแขนขึ้นกอดอกใบหน้าของเขายังคงแฝงไปด้วยความไม่ยี่หระต่อสถานการณ์ที่อยู่เบื้องหน้าเขาเหลือบตามองพวกกล้าเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางออกมาซึ่งทำให้กล้าและพวกพ้องงงเล็กน้อยก่อนที่พี่ชายของเขาจันทร์จะเดินเข้ามาแล้วกระชากคอเสื้อน้องชายของตนให้ถอยกลับไปด้านหลังแล้วหันกลับมาหากล้าและอื่นด้วยแววตาที่เยือกเย็น ก่อนกล่าวขึ้น
จันทร์ : พวกเ้านี่ช่างโง่เขลายิ่งนักที่เข้ามาที่นี่
เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างดวงตาคมกริบจ้องมองพวกกล้าราวกับผู้ล่า ท่าทางของเขายังคงแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความหวาดหวั่น
จันทร์ : ครั้งที่แล้วก็แค่เกราะร้าวแต่ครั้งนี้… พวกเ้าไม่รอดแน่
จันทร์กล่าวขึ้นพร้อมแสดงศาสตราวุธของเขา นั่นคือ คันศรเพลิงโทสะโชติ่ ออกมาทันใดนั้นคลื่นพลังเวทศาสตราจำนวนมากแผ่กระจายออกไปเป็วงกว้างนั่นแสดงให้เห็นว่าเขากำลังจะเลื่อนเป็ นักรบขั้น 2 แต่เพียงยังไม่ได้หลอมเกราะอาวุธเท่านั้นซึ่งไม่ใช่แค่ตัวของจันทร์ที่สามารถเลื่อนระดับขั้นพลังนักรบได้ ทางฝั่งของ เ้าน้องชายของเขานักรบศาสตราวุธ ทวนเทพราชัย ก็ได้เลื่อนขั้นเป็ นักรบขั้น1 อย่างเต็มตัวแล้ว
เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วกล้าได้แต่กำหมัดไว้แน่น ทิศใต้ก็ก้าวออกมายืนเคียงข้างเขาใบหน้าของทิศใต้เต็มไปด้วยความไม่เกรงกลัวต่อศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าดวงตาของเขาสะท้อนความแน่วแน่
ทิศใต้ : ไม่มีทาง!
ทิศใต้กล่าวขึ้นเสียงแข็งทำให้จันทร์หันไปมองที่เขา จันทร์จ้องมองเขาด้วยสายตาที่นิ่งสงบจากนั้นรอยยิ้มบางเบาก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เขาก้มศีรษะลงไปขำเบา ๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา
กล้า : พวกเราในตอนนี้น่ะไม่เหมือนกับที่สู้กับพวกเ้าเมื่อครั้งก่อนหน้าอีกต่อไปแล้วล่ะ
จันทร์ : หึ..พวกเ้าคงไปฝึกพัฒนาระดับขั้นมากสินะดีมาก… ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน ว่ามัน… จะเก่งกว่าเดิมจะแค่ไหน!!
สิ้นสุดเสียงนั้นจันทร์เล็งศรธนูของเขาไปยังทิศใต้ ก่อนเปิดการโจมตีด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวาระดับที่ 2เพลิงโทสะทำลายล้าง ศรธนูขนาดใหญ่ตรงมาที่กล้าและคนอื่นที่อยู่ต่อหน้าอย่างรวดเร็วขณะเดียวกัน เปลวเพลิงสีแดงฉานก็ลุกโชนขึ้นจากปลายศรที่พุ่งตรงเข้าหาเอกและอื่น ๆที่อยู่เบื้องหน้า
เอกเห็นว่าศัตรูของเขากำลังจะโจมตีทันทีที่เห็นว่าศัตรูกำลังโจมตี เขาจึงจะใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัวระดับที่ 1มหิงสาคุ้มกัน แสงสีทองแผ่ออกจากร่างของเอกอย่างรวดเร็วพลังนั้นก่อกันเป็รูปร่างของมหิงสาขนาดใหญ่แต่ก่อนที่มันจะสร้างขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ศรโทสะของจันทร์พุ่งผ่าผ่านพลังป้องกันของเอกอย่างง่ายดาย
เปลวเพลิงะเิออกเป็วงกว้างพลังทำลายของมันทำให้ทุกคนกระเด็นกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางเอกกระแทกเข้ากับกำแพงไม้เก่า จนเศษไม้แตกกระจายออกไปทั่วรำพาและยุพินกลิ้งไปกับพื้น ส่วนกล้าและทิศใต้เองก็พยายามตั้งหลัก
แต่ยังไม่ทันที่ใครจะทันตั้งตัวร่างของจันทร์พุ่งเข้าโจมตีทันที คันศรเพลิงโทสะโชติ่ที่อยู่ในมือของเขาสลายไปก่อนเขาจะหยิบดาบออกมาจากศพของทหารนายหนึ่งและฟาดฟันใส่กล้าหลายครั้งเขาไม่เว้นจังหวะให้พวกกล้าตั้งหลักแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่ากล้าจะยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาตั้งการ์ดป้องกันแล้วแต่การโจมตีทางกายภาพของจันทร์ก็แรงมาก จนเขาต้องก้าวถอยหลังไปหลายก้าว
ทิศใต้ที่เห็นว่าเพื่อนของเขารับการโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวเขาจึงพุ่งเข้าไปเพื่อหวังจะโจมตีจันทร์แต่จันทร์ไหวตัวได้ทันจึงหันไปถีบทิศใต้ให้กระเด็นออกไปร่างของทิศใต้กระแทกกับกำแพงด้านหลังอย่างแรง เศษฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วในตอนที่จันทร์กำลังสนใจทิศใต้อยู่นั้น กล้าจึงใช้จังหวะนี้ ใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวาระดับที่ 2หมัดขวาฟ้าคำราม แสงของพลังส่องจากเกราะอาวุธและไหลไปตามแขนของเขาทำให้ก็เกิดประกายสายฟ้าสีทองสว่างปะทุออกมาก่อนจะพุ่งเข้าไปโจมตีศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าของเขาทันที
แต่ทว่าศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าของเขาก็ไม่ธรรมดาเช่นกับคนก่อน ๆ หน้าที่เขาเคยสู้มานอกจากความสามารถให้การโจมตีที่รุนแรงแล้ว จันทร์ยังสามารถเคลื่อนไหวหลบการโจมตีได้ดีอีกด้วยซึ่งทำการโจมตีของกล้าไร้ผล
กล้ากัดฟันแน่น เขาขมวดคิ้วเคร่งเครียดสายตาจับจ้องศัตรูตรงหน้า พลางพยายามคิดหาทางรับมือ แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหนศัตรูที่เผชิญอยู่ก็เหนือกว่าเขาในทุก ๆ ด้าน
กล้าและทิศใต้พยายามตั้งรับและมองหาช่องโจมตีกลับทว่าทุกครั้งที่ทิศใต้โจมตีความสามารถของเกราะอาวุธจากระยะไกลแต่จันทร์กลับหลบพ้นและสามารถโจมตีกลับได้อย่างแม่นยำส่วนกล้าจะเข้าปะทะในระยะประชิดกลับพบว่าจันทร์สามารถรับมือได้อย่างดีเยี่ยมไม่แพ้กัน ราวกับเขากำลังสู้กับคู่ต่อสู้ที่ไม่มีจุดอ่อน
ส่วนเอกกับรำพาและยุพินที่เห็นแบบนั้นแล้วกำลังจะเข้ามาช่วย แต่ก็ถูกเ้าขวางทางเอาไว้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีกันสามคนแต่เนื่องด้วยขั้นพลังนักรบของเอกและรำพาจะอยู่ขั้นเริ่มต้น ที่มีเกราะอาวุธระดับ 2 ส่วนเ้าอยู่ขั้น 1 ซึ่งหมายความว่าเขาต้องหลอมเกราะอาวุธส่วนไปจนถึงระดับ 3 แล้วแม้ว่าเกราะอาวุธจะห่างกันเพียงระดับเดียวก็แต่ในเื่ของพลังเวทศาสตราและความสามารถของเกราะอาวุธก็ถือว่าห่างกันพอสมควรโดยเฉพาะยุพิน ที่เพิ่งเลื่อนขั้นมาเป็นักรบขั้นเริ่มต้นและได้เกราะอาวุธแค่ระดับเดียว ทำให้พวกเขาเสียเปรียบเื่พลังเป็อย่างมาก และพวกเขาต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุดและได้ถูกทหารเมืองอินตรามัดจับตัวเอาไว้และได้พาตัวไปพวกเขาถูกนำตัวไปยังวังของเมืองอินตรา
ณ วังหลวง เมืองอินตรา จันทร์และเ้าเดินนำอยู่ด้านหน้าในระหว่างทางกล้าและทิศใต้พยายามมองไปรอบ ๆ เพื่อหาช่องโหว่ที่จะหลบหนีแต่ทั้งด้านข้างและด้านหลังของพวกเขาก็ต่างเต็มไปด้วยทหารอย่างหนาแน่นส่วนด้านหน้าก็เป็ศัตรูที่พวกเขาไม่อาจเอาชนะได้นั่นดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สามารถออกไปจากตรงนี้ได้ ทำให้พวกเขาจำใจต้องเดินต่อไป
เมื่อเข้าไปถึงด้านในของวังหลวงแสงคบเพลิงที่ส่องสว่างอยู่ตามเสาหินตลอดทางเดินทอดยาวเข้าไปในวังหลวงของเมืองอินตราทำให้เห็นเงาทะมึนของทหารเมืองอินตรานับสิบยืนเรียงรายเป็แนวสองฝั่งอย่างเป็ระเบียบสายตาเ็าทุกคู่จับจ้องมายังกลุ่มผู้ถูกจับกุมมา เสียงฝีเท้าของพวกเขาดังสะท้อนกับพื้นหินท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ทั่วถึงพวกเขายังคงโดนลากตัวมาจนถึงท้องพระโรงของวังแห่งนั้น
ณ ท้องพระโรง บนบัลลังก์ที่สูงสง่าปรากฏร่างมีเ้าเมืองอินตราที่นั่งอยู่บนบัลลังก์พร้อมกับนางสนมที่รายล้อมอยู่ด้านข้าง ใบหน้าคมสันของเขานิ่งเฉยดวงตาเรียวยาวมองลงมายังผู้บุกรุกที่อยู่เบื้องอย่างเยือกเย็นกล้าพยายามจะมองหน้าเขา แต่กลับต้องถูกกดลงให้คุกเข่าต่อหน้าเ้าเมืองพร้อมกับคนอื่นๆ ก่อนที่ทหารจะสร้างสนามพลังสกัดกั้นล้อมพวกเขาเอาไว้ไม่ให้พวกเขาใช้ศาสตราวุธได้
ทางด้านเ้าเมืองอินตราที่เห็นแบบนั้นแล้ว เขานั่งจ้องมองอย่างเงียบ ๆ อยู่บนบัลลังก์แล้วยกถ้วยเหล้ามาจิบเบา ๆ แล้ววางลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยใบหน้ายังเต็มไปด้วยความเรียบเฉยราวกับไม่ได้คิดอะไร ก่อนที่จันทร์จะกล่าวขึ้น
จันทร์ : เสด็จพ่อลูกพบคนพวกนี้บุกรุกเข้ามาที่ป้อมปราการทหารทางทิศตะวันออกลูกจึงนำตัวมาให้เสด็จพ่อตัดสินโทษ
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วเ้าเมืองอินตราไม่ได้กล่าวตอบไปในทันทีแต่เขายังคงมองไปยังผู้บุกรุกที่ถูกนำตัวมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นจากบัลลังก์แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่าย
เ้าเมืองอินตรา : พวกเ้าเป็ใคร… กล้าดียังไงถึงบุกรุกเข้ามาที่เมืองของข้า
คำกล่าวของเ้าเมืองอินตราทำให้รำพารู้สึกโกรธมาก จนไม่สามารถทนฟังได้อีก เธอกัดฟันแน่นก่อนะโตอบกลับไปด้วยโทสะ
รำพา : ยังจะมีหน้ามาถามอีก!ทหารของท่านทำร้ายหมู่บ้านของพวกข้าแถมยังจับตัวคนในหมู่บ้านมาท่านยังมาทำเป็ไม่รู้เื่อีกหรอ!!
เสียงของเธอดังก้องสะท้อนทั่วท้องพระโรงบรรดาทหารที่ยืนเฝ้าสะดุ้งเล็กน้อย หลายคนจับด้ามดาบแน่นพร้อมหันไปมองเ้าเมืองราวกับรอฟังคำสั่ง
เอกหันไปรำพาเพื่อให้เธอใจเย็นลงก่อนแต่คำพูดนั่นของรำพาไม่ได้ทำให้เ้าเมืองอินตรารู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อยเขายกมือขึ้นเป็สัญญาณให้เหล่าทหารเก็บดาบเอาไว้ก่อนถอนหายใจเล็กน้อยแล้วกล่าวขึ้นอีกครั้ง
เ้าเมืองอินตรา : เฮ้อ~ ที่แท้ก็คนของหมู่บ้านนั้นนี่เอง ข้าจำได้ว่าให้ทหารจับตัวมาหมดแล้วแต่ไม่คิดว่ายังเหลือรอดอยู่อีก… แต่ก็ ยังดีที่พวกเ้ามาหาข้าด้วยตัวเองเลยข้าจะได้ไม่ต้องเสียกำลังทหารออกตามหา
น้ำเสียงของเขาเหมือนกำลังพูดเื่ธรรมดากับท่าทางที่นิ่งเฉยราวกับการทำลายหมู่บ้านและจับคนไปขังเป็เื่ปกติในชีวิตประจำวันไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความสำนึกหรือเมตตาใด ทิศใต้จ้องเขม็งเขานิ่งเงียบแต่แววตากลับไม่อาจปิดบังความโกรธได้ ขณะที่กล้ากัดฟันแน่นเพื่อควบคุมอารมณ์เอาไว้มือสั่นเล็กน้อยแต่ยังอดทนไว้ ส่วนเอกและรำพาเพียงมองเ้าเมืองด้วยแววตาเดือดดาลยุพินหันมองดูเพื่อนพ้องของเธอ เธอที่รู้ดีว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรแต่ในตอนนี้เธอยังไม่สามารถทำอะไรได้เช่นกัน
ทางฝั่งของเ้าที่เห็นว่าคนที่พวกเขาจับมานั้นเริ่มนิ่งเงียบและไม่โต้ตอบใดๆ เขาจึงได้โอกาสเล่าเื่ราวที่เขาและพี่ชายของเขาเคยปะทะกันก่อนหน้านี้
เ้า : จริงด้วยสิเสด็จพ่อลูกจำได้ว่าลูกกับท่านพี่จันทร์เคยสู้กับคนพวกนี้ในตอนที่นำทหารออกหาเชลยด้วยล่ะไม่คิดเลยนะว่าจะได้เจอกันอีก
เมื่อสิ้นเสียงของเ้าท้องพระโรงที่เคยเงียบงันก็เริ่มมีเสียงซุบซิบนินทาเบา ๆจากขุนนางและเหล่าสนมที่นั่งเรียงรายอยู่ด้านข้างเสียงฝีเท้าทหารที่ขยับตัวเล็กน้อยดังก้องในความสงบสายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่เขา เ้าเมืองอินตราหันมามองลูกชายคนรองของเขา ใบหน้าเขาไม่ได้เปลี่ยนสีหน้ามากนักเพียงแต่ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ
เ้าเมืองอินตรา : ถ้าเป็เช่นนั้นจริงแสดงว่าพวกเ้าทั้งคู่เคยสู้กับคนพวกนี้ด้วยใยพวกเ้าจึงไม่เคยพูดให้พ่อฟังบ้างเล่า
จันทร์ : เป็เื่จริงเสด็จพ่อลูกเห็นว่าไม่ใหญ่เื่ใหญ่อะไรจึงไม่ได้รายงาน
เ้าเมืองอินตรา : โอ้…งั้นรึ
เขากล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่งแต่แฝงด้วยความสนใจก่อนหยิบถ้วยเหล้าขึ้นจิบอีกครั้งพร้อมฟังลูกชาย เ้าที่เห็นว่าพ่อของเขาหันมาให้ความสนใจกับเื่นี้เขาจึงถือโอกาสเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาและพี่ชายเคยสู้กับคนพวกนี้เมื่อก่อนหน้าที่เกินจริงไปบ้างแต่กล้าและพวกพ้องก็ไม่ได้ขัดแต่อย่างใด
ในขณะที่เขากำลังเล่าอยู่นั้นเ้าก็สังเกตถึงสิ่งผิดปกติเนื่องจากที่พวกเราสู้กันก่อนหน้านี้ จะมีอีกคนนึงที่ไม่มีศาสตราวุธเหมือนคนอื่นเขาจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ แล้วกล่าวออกไปอย่างเร่งรีบ
เ้า : อ้อ!ข้าจำได้ว่าคนพวกนี้มีคนที่ไม่มีศาสตราวุธอยู่คนนึงนี่นา… แต่ไม่มาด้วยกันหรอกหรือแล้ว…ผู้หญิงคนนี้หน้าตาไม่คุ้นเลยนะ
เ้ากล่าวขึ้นพร้อมจ้องมองไปที่ใบหน้าของยุพิน แต่เธอไม่ได้โต้ตอบอะไรเพียงหลบสายตาของเขาทันใดนั้นเสียงจากด้านนอกของท้องพระโรงและในไม่นานประตูก็ถูกเปิดเข้าทำให้ผู้คนที่อยู่ในบริเวณต่างก็กันหันไปมองด้วยความสงสัยก่อนจะปรากฏร่างของทหารเฝ้ายามที่พยายามลากตัวชายคนหนึ่งเข้ามารายงานให้เ้าเมืองอินตราซึ่งชายคนนั้นคือ ทิว ที่โดนทหารเฝ้ายามจับตัวได้เมื่อก่อนหน้านี้
เอก : อ้าว!ไอ้ทิวทำไงให้โดนจับได้ล่ะเนี่ย!!
ทิว : เ้าจะให้ข้าหนียังไงให้รอดก่อนล่ะ…
รำพา : หมดแล้วความหวังของพวกเราจบแน่คราวนี้…
รำพากล่าวด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวังเอกและทิวต่างก็เข้าใจความรู้สึกนั้นดี แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ส่วนกล้าและทิศใต้พวกเขาได้แต่มองหน้ากันแล้วเงียบเอาไว้แต่นั่นทำให้เ้าได้ใจเป็อย่างมาก เขาคิดว่าคนเหล่านี้ยอมจำนนแล้วซึ่งจะให้เขาและพี่ชายได้เชลยมาใช้แรงงานเพิ่มอีกเขาจึงได้ใช้โอกาสนี้เล่าเื่ราวที่เขาเคยสู้กันก่อนหน้าให้พ่อของเขาฟัง
ในขณะที่เขากำลังเล่าเื่อยู่ก็มีทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามาที่ท้องพระโรงอย่างเร่งรีบ แล้วกล่าวขึ้น
ทหารนายหนึ่ง : กราบทูลฝ่าา!กระหม่อมขอรายงานตอนนี้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่บริเวณโรงนอนที่ป้อมปราการทหารฝั่งทิศตะวันออกพะย่ะค่ะ
ในขณะที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับทหารนายนั้นทิวก็พยายามจะดิ้นให้หลุด ทำให้ทหารหลายคนพยายามไปคุมตัวเขาเอาไว้ทิศใต้จึงได้ใช้จังหวะนี้เปลี่ยนร่างเปลวไฟสีทองอมส้มลุกไหม้ร่างของเขาอย่างรวดเร็ว และเกิดแสงที่เจิดจ้าออกมาร่างของเขาก็เปลี่ยนเป็พยัคฆ์ไพรอำพันได้อย่างสมบูรณ์
หลังจากนั้นทิศใต้ได้พุ่งเข้าไปทำลายแก่นพลัง ที่เป็ตัวให้เวทศาสตรากับสนามพลังสกัดกั้น และเมื่อแก่นพลังถูกทำลายลงทำให้สนามพลังสกัดกั้นก็หายไปในทันที เ้าเมืองอินตราและบุตรชายทั้งสองรวมไปถึงนางสนมและทหารที่ยืนอยู่ก็ต่างใกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะสนามพลังสกัดกั้นที่ถูกทำลายแต่เป็ชายที่เขาจับตัวมานั้นไม่ใช่มนุษย์จริง ๆ กลับเป็อสูรศาสตราจำแลงกายมา
เ้า : พี่จันทร์!นั่นมัน…
จันทร์ : เ้านั่นเป็ุ์ทหารทุกคนจับตัวมันให้ได้!
เ้า : ุ์…หมายถึงอะไรกันน่ะ!ั้แ่เกิดมาข้ายังไม่เคยได้ยินเลย
จันทร์ : ุ์ก็คืออสูรศาสตราที่จำแลงกายมาเป็มนุษย์เหมือนเ้านี่ที่พวกเราเจอกันมาเมื่อก่อนหน้านี้ ถ้าดูจากภายนอกแล้วไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าเป็ุ์นี่คงเป็ร่างอสูรศาสตราที่เป็ร่างจริงของมันสินะ
เ้าที่ได้ยินพี่ชายของเขาพูดแบบนั้นแล้วเขาแทบไม่เชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นุ์ตัวเป็ ๆเ้าคิดมาโดยตลอดว่าเขาเก่งในเื่การสังหารอสูรศาสตรามากอีกทั้งยังสามารถระบุระดับของอสูรศาสตราตัวนั้นได้อย่างแม่นยำหากไม่นับว่าจันทร์ได้กำเนิดมาก่อน จึงได้ฝึกฝนและพัฒนาระดับพลังของศาสตราวุธไปก่อนเขาซึ่งมันทำให้เขามั่นใจในทุก ๆ การออกล่าอสูรศาสตราในทุก ๆ ครั้งนั่นทำให้เขาคิดว่าตัวของเขาเหนือกว่าพี่ชายในทุกด้าน แต่ในตอนนี้เ้ากลับไม่สามารถแยกระหว่างุ์กับมนุษย์ธรรมดาได้เลยทำให้เ้ารู้สึกว่าตนเองโง่เขลายิ่งนัก รวมถึงที่เขาไม่เคยรู้เืุ่์มาก่อนมันยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนั้น
ในขณะที่เ้ากำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดจันทร์ก็กล่าวขึ้น ทำให้เขาสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยก่อนจะได้สติกลับมา
จันทร์ : สนามพลังสกัดกั้นมีคุณสมบัติสกัดพลังไม่ให้ใช้พลังของศาสตราวุธได้ แต่ไม่ได้ห้ามไม่ใหุ้์เปลี่ยนร่างเป็อสูรศาสตรา ทำให้เมื่อุ์คนนั้นเมื่อเปลี่ยนร่างเป็อสูรศาสตราแล้วสามารถโจมตีทางกายภาพได้ตามปกติ
เ้าได้ยินแบบนั้นแล้วเขาไม่ได้กล่าวอะไรต่อแล้วเขาวิ่งเข้าไปจัดการกับทิศใต้ในร่างของพยัคฆ์ไพรอำพันทันที
ทันใดนั้น ยุพินเปลี่ยนร่างเปลวไฟสีเขียวที่ลุกโชยขึ้น ไม่นานเปลวไฟก็มอดลงแล้วก็ปรากฏเป็อสูรศาสตรานาคามรกตขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้าเหล่าขุนนางหลายที่เห็น ต่างพากันลุกขึ้นหนีทหารบางนายถึงขั้นดวงตาทุกคู่เบิกกว้าง และก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัวนั่นทำให้คนที่อยู่ในท้องพระโรงแห่งนั้น เพิ่งรู้ว่ามีุ์ไม่ใช่แค่คนเดียวแต่มีถึงสองคน แล้วยุพินเลื้อยตัวไปอยู่ด้านหน้า พร้อมสู้เคียงข้างทิศใต้และคนอื่นๆ และการต่อสู้ก็ได้เริ่มขึ้น