สีหน้ามันแม้เคร่งขรึมแต่มองไปคล้ายคนที่ตลกอยู่มิน้อยในแววตามันประกายความไร้ความเห็นใจเป็ประกายอำมหิต
เป็คนอำมหิตอย่างยิ่งอำมหิตชนิดที่มิอาจให้มีชีวิตรอดต่อไปได้ เพราะมันหากรอดต้องเข่นฆ่าผู้คนอีกจำนวนมากแน่นอน เจี้ยนเว่ยมองมันแวบหนึ่งใบหน้าเ็าไร้ความรู้สึกของมัน สร้างความตื่นตระหนกใแก่ผู้พบเห็นอย่างยิ่ง เสียงของชายหน้ากลมพอดังสนามรบพลันหยุดนิ่ง สายตาของทุกคนล้วนแต่จับจ้องมายังบุรุษหนุ่มอันแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัวผู้นี้
ผู้ใดมองดูมันเป็ต้องอึ้งชะงักค้างราวกับเจี้ยนเว่ยเป็บุปผาที่งดงามขนาดหยุดการเข่นฆ่าได้ แต่ความงดงามของมันก็มืดมิด เขาราวกับเทพบุตรแต่ด้วยแผลเป็สิบจุด บนใบหน้าทำให้เขาถูกมองเป็คนที่น่าหวาดหวั่นคล้ายเป็คนอำมหิตก็มิปาน
มันน่าสะพรึงกลัวเพราะรูปกายที่สูงใหญ่จนน่าใ มันน่าหวาดหวั่นเพราะแผลเป็บนใบหน้าที่สยบขวัญคนพบเห็นอย่างยิ่ง มันสร้างความตื่นตระหนกแก่คนเพราะสัญชาตญาณบอกว่ามันอันตรายอย่างยิ่ง ทุกคนที่ยืนอยู่ล้วนแต่จิตใจหนักอึ้ง เพราะการมาของบุรุษหนุ่มคนนี้ถึงกับหยุดชะงักการฆ่าฟันไปชั่วขณะ ผู้คนเหตุใดต้องหวาดหวั่นเพราะเขา...
หวาดหวั่นเพราะมิทราบว่าบุรุษหนุ่มที่น่าสะพรึงกลัวดั่งอสูร ผู้นี้มาเพื่อทำอะไรมันมาเพื่อช่วยเหลือคนฝ่ายไหน ดังนั้นความกดดันครั้งนี้ใหญ่หลวง มาตรแม้นมันไม่ขยับแต่สีหน้าเ็าและแววตาเยือกเย็น พอกวาดมองก็สร้างความหวาดกลัวจนสูญเสียจิตที่คิดจะต่อสู้ไป แม้แต่ชายหนุ่มหน้ากลมยังหวาดหวั่น เพราะแววตานี้มันน่าสะพรึงกลัวน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า แววตาของคนที่มันยำเกรงและหวาดกลัวมากที่สุด
ขณะนี้จิตใจมันไม่สงบคล้ายระส่ำระสาย ประหนึ่งตึกใหญ่ที่ฐานกำลังถูกสั่นคลอน จิตใจพอไม่สงบบังเกิดความหวาดหวั่นจะเป็อย่างไร ... ขาดความเฉียบคมขาดความคิดที่จะต่อสู้ ขาดความสงบนิ่งของจิตใจ ความสงบนิ่งของจิตใจพอสูญเสียจะเป็อย่างไร ฝีมือการต่อสู้ก็ถูกลดทอน มันหากใช้อาวุธเพลงอาวุธและเคล็ดวิชาก็จะอ่อนแอจนมิอาจใช้ออก
รอบด้านสงบนิ่งผู้คนนับร้อยคล้ายตกอยู่ในหลุมน้ำแข็ง นั้นเป็หลุมน้ำแข็งที่ไม่มีจริงเพราะมันคือหลุมน้ำแข็งที่เยือกแข็งจิตใจของผู้คน ยามนั้นชายหนุ่มหน้ากลมผมเขียวรวบรวมจิตใจกล่าวเสียงกังวานที่สั่นเครือออกมาว่า" ท่านหากไม่... ไม่เกี่ยวข้อง...ขออย่าได้ยุ่งเกี่ยว...มิฉะนั้นท่านอาจ... " มันยังไม่ทันกล่าวจบ ที่จริงมิใช่มิทันกล่าวจบแต่เป็มิกล้ากล่าวให้จบประโยค
เจี้ยนเว่ยเงยหน้าเ็ากล่าวเสียงที่หนักแน่นดั่งฟ้าร้องว่า" มิฉะนั้น...ข้าอาจจะตายเพราะยุ่งเื่ผู้อื่นใช่หรือไม่? " ชายหนุ่มหน้ากลมไม่กล้าสบตากับบุรุษที่ใบหน้าทั้งหล่อเหลาทั้งอัปลักษณ์ เพราะแผลเป็ผู้นี้รอบข้างผู้คนนับร้อยมิทราบจะมีผู้ใดกล้าสบตากับมันบ้าง เจี้ยนเว่ยเพียงแค่นเสียงหัวเราะเ็า
ชายหนุ่มหน้ากลมผมเขียวก็กล่าวเสียงสั่นเครือออกมาว่า" ข้าเป็คนของสำนักดาบปฐี ท่านหากรู้จักคงทราบว่าพวกเราเป็ใคร ฉะนั้นขอท่านอย่าได้ตอแยเื่ที่ไม่สมควรตอแย ท่านหากฆ่าพวกเราท่านอาจต้อง.... " คำสุดท้ายที่ต้องกล่าวออกมามันกลับพูดไม่ออกคำว่า" ตาย" คล้ายหนักอึ้งดั่งหินผาหลายร้อยชั่งมันมิอาจพูดออกมา
เจี้ยนเว่ยแค่นเสียงเย็นะเืคราหนึ่งกล่าวออกมาว่า" ข้ามิอาจฆ่าเ้า..ฮื่ม...เหตุใดพวกเ้าจึงสามารถฆ่าคนอื่นได้? พวกเ้าอาศัยกฎเกณฑ์อันใดถึงกล้ากำเริบเสิบสานขนาดนี้ ในแผ่นดินไหนเลยมีกฎหรือความคิดที่น่าหัวเราะเช่นนี้? " ยามนั้นแรงกดดันยิ่งอยู่ก็ยิ่งหนักหน่วง เป็แรงกดดันทางจิตใจมิทราบว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้จะช่วยเหลือผู้ใด แต่ขณะนี้สีหน้าของคนสำนักบุปผามืดคลายใจลงเล็กน้อย คล้ายสัญชาตญาณบอกให้พวกมันสงบใจ สงบใจจึงเป็ผลดี
ชายหนุ่มหน้ากลมผมเขียวตอนนี้แม้แต่ใบหน้าก็เขียวปัดไปด้วย มันขบกรามกรอดคล้ายอดกลั้นคับแค้น คล้ายหวาดกลัวจนสะท้านตอนนี้มันคล้ายคาดเดาออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นมันจึงหวาดกลัวมันคาดเดาออกได้แล้วว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้มิสนใจมันเลย ไหนเลยหวาดกลัวสำนักดาบปฐีแม้สักนิด มันสูดลมหายใจลึกคำหนึ่ง ตวาดเสียงดังสนั่นคำหนึ่งมือโบกขึ้นลงครั้งหนึ่ง
วงต่อสู้รอบด้านพลันมีเสียงอุทานแตกตื่นดังยกใหญ่ เป็เสียงอุทานของคนสำนักดาบปฐี พวกมันหวาดกลัวเพราะทราบว่าบุรุษหนุ่มดั่งอสูรผู้นี้มิได้อยู่ข้างพวกมัน ดังนั้นมันจึงปล่อยให้เกิดช่องว่างในวงต่อสู้ขึ้น ในยุทธจักรกฎหลักของนักสู้ผู้คนยึดถือสมาธิและความเยือกเย็นเป็หลัก โดยเฉพาะเวลาต่อสู้มิอาจบังเกิดความระย่นย่อหรือหวาดหวั่นได้
เพราะหากเสียสมาธิก็จะเกิดช่องว่างรอยโหว่ให้ศัตรูจู่โจม พอถูกจู่โจมก็อาจจะเพลี่ยงพล้ำง่ายดาย ดังนั้นพอเพลี่ยงพล้ำอาจตกตายอย่างง่ายดาย ดังนั้นนี้จึงเป็ข้อที่นักสู้ทั้งหมดทราบกระจ่างแจ้งดี แต่ขณะนี้พวกมันเกิดจิตขลาดเขลา ดังนั้นจึงปรากฏช่องว่างรอยโหว่ขึ้นเปิดโอกาสให้นักสู้ของสำนักบุปผามืด พลันชิงลงมือจู่โจมประกายดาบกระบี่ทั้งสว่างจ้าและมืดสลัวกะพริบแลบลั่นดั่งบุปผากำลังโปรยปราย
ละอองโลหิตน้ำพุโลหิตโชยกลิ่นคาวรุนแรงในอากาศ เสียงโหยหวนกรีดร้องอย่างเ็ปนับสิบนับร้อยเสียงดังระงม กลางอากาศปรากฏศีรษะของคนลอยขึ้นหลายเศียร เป็ศีรษะของคนสำนักดาบปฐีไม่ว่าผู้ใดก็คาดไม่ถึงว่าการมาของบุรุษที่หล่อเหลาดั่งเทพบุตรแต่ก็อัปลักษณ์ดั่งอสูรปีศาจ ของคนผู้นี้ทำให้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกกลับเช่นนี้
เพียงแค่ไม่กี่วินาทีคนของสำนักบุปผามืดก็ชิงเป็ฝ่ายได้เปรียบ ไล่สังหารคนของสำนักดาบปฐีอย่างหักโหม ชายหนุ่มหน้ากลมผมเขียวพอโบกมือสี่ทิศรอบด้านของเจี้ยนเว่ย ก็ปรากฏสายเงาสี่สายพุ่งออกจากต้นไม้ เงาทั้งสี่นี้รวดเร็วยิ่งกว่าสามคนเมื่อครู่ ทั้งรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน เพียงแค่ทราบว่าคนที่มาเป็ยอดฝีมือไม่ธรรมดาทั้งยังเป็มือฆาตกร
เจี้ยนเว่ยหลังจากที่อาศัยกับหยางอี้ เขามิเพียงได้รับการถ่ายทอดวิชาฝีมืออย่างเดียว หยางอี้ยังสั่งสอนวิธีการใช้ชีวิตและข้อควรระวังหมดอย่างแก่มัน ดังนั้นเขาถึงใจเย็นเขาพอใจเย็นจึงตื่นตัวระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เขาระวังตัวแต่แรกดังนั้นแม้แต่สายฟ้าที่ผ่าลงจากฟ้าก็ยากจะจับต้องตัวมันได้ ขณะที่เงาสี่สายเข้าใกล้มันในระยะสิบเมตร เสียงหนึ่งพลันดังขึ้น นั้นเป็เสียงสะท้อนแสงเสียงนี้แปลกประหลาดราวกับเป็เสียงพิณที่ผิดเพี้ยน
เจี้ยนเว่ยเพียงขยับตัวเล็กน้อย สองแขนยกขึ้นชี้ไปสองข้างซ้ายขวา หันหน้าหลังไปหาเงาอีกสองสาย เช่นนี้เท่ากับมันกลายเป็กางเขนอันหนึ่งที่ชี้ถูกทั้งสี่ทิศ แสงสีขาวสะท้อนแสงพร่างพรายพุ่งออกจากด้านหน้าและด้านหลังของเขา จากนั้นแสงสีส้มทองก็พุ่งออกจากปลายนิ้วแขนซ้ายและขวา พลังที่เย็นเยียบและร้อนแรงสองสายะเิออกโดยพร้อมเพรียง กลายเป็สภาวะที่น่าสะพรึงกลัว สภาวะการจู่โจมนี้ทั้งรวดเร็วทั้งหนักหน่วงคล้ายไม่มีช่องว่างให้หลบหนี
สีหน้ามันยังคงเ็าคล้ายไม่แยแสสนใจ พลังสภาวะพอแผ่พุ่งออกมือฆาตกรทั้งสี่ถึงกับแตกตื่นจนลนลาน พวกมันความจริงเป็ยอดฝีมือชั้นสูงของสำนัก เป็มือสังหารเป็ฆาตกรดังนั้นจิตใจเยือกเย็นไม่เคยว่อกแว่ก ทุกครั้งที่ลงมือมักเฉียบขาดรวดเร็วเพียงแค่คนเดียวก็สามารถสังหารผู้ห้าหกคนได้ในไม่กี่นาที ครั้งนี้พวกมันจู่โจมพร้อมกันสี่คนอานุภาพของการลงมือครั้งนี้ยิ่งน่ากลัว
แต่น่าเสียดายที่คนที่พวกมันลงมือลอบสังหารกลับน่ากลัวยิ่งกว่า เพราะมันมิใช่มนุษย์แม้แต่ตัวเขาเองก็มิทราบว่าตนเองเป็อะไร เขาเพียงทราบอย่างเดียวนั้นก็คือหากถูกโจมตีให้โจมตีกลับ หากถูกลอบสังหารให้สังหารคนเ่าั้กลับ ดังนั้นเขาจึงลงมือเป็การลงมือจู่โจมด้วยความเร็วในเสี้ยววินาที เจี้ยนเว่ยแผ่พุ่งพลังกระจกและพลังของเปลวตะวันของวิชาหัตถ์สุริยเทพ เขาพอปลดปล่อยออกพลังสี่สายนี้ก็เจิดจ้าสว่างไสว
รอบตัวมันสว่างจ้าจนมองไม่เห็นสิ่งใด นอกจากแสงที่ขาวโพลนพลังสี่สายบรรจุด้วยรัศมีพลังที่รวดเร็วหมดจด พุ่งจู่โจมใส่มือฆาตกรอุทานเสียงใโดยพร้อมเพรียงเสียงอุทานดังได้อึดใจเดียวก็แปรเปลี่ยนเป็เสียงโหยหวนกรีดร้อง เสียงหวนโหยนี้พอดังสนั่นก็สะท้านขวัญผู้คนอย่างมหาศาล เสียงตึงตังดังสนั่นสี่ครั้งก็เงียบหายไป แสงสว่างพอดับเห็นตรงกลางยืนหยัดด้วยบุรุษหนุ่มคนเดิม เพียงแต่รอบข้างสี่ทิศกลับปรากฏร่างคนสี่คนยืนอยู่
มือฆาตกรสวมใส่ชุดสายลับรัดกุมสีดำปิดหน้าปิดตา พอกวาดตามองไม่ว่าผู้ใดก็ต้องหวาดหวั่น เพราะที่ทรวงอกซ้ายและแถบชายโครงคนทั้งสี่กลับปรากฏรูใหญ่เท่าฝ่ามือหนึ่งรู โลหิตและอวัยวะภายในแหลกเหลวสาดกระจายออกดั่งคลื่นมัจฉา รัศมีพลังพอจู่โจมออกก็ทะลวงหัวใจมือฆาตกรหลุดกระเด็นไปด้านหลัง ขณะนี้บนพื้นไร้โลหิตมีแต่เศษผงสีดำกองเป็ก้อน นั้นคือิัและเนื้อที่ไหม้เกรียมสิ่งที่คนเห็นคือมือฆาตกรสี่คนที่ถูกสังหารกลับในชั่วเสี้ยววินาที อานุภาพของรัศมีพลังที่แผ่พุ่งออกเมื่อครู่เพียงแค่สว่างวาบ มิได้แฝงกลิ่นอายใดๆ ทั้งสิ้น
แต่รัศมีพลังไร้กลิ่นอายกลับสังหารยอดฝีมือสี่คนพร้อมกัน เป็เื่น่าตะลึงยิ่ง มือฆาตกรสองคนร่างไหม้เกรียมอีกสองคนร่างแข็งทื่อคล้ายถูกแช่แข็ง เวลานั้นรอบด้านล้วนเงียบสงัดแม้แต่เสียงลมหายใจยังแ่เบา ชายหนุ่มหน้ากลมผมเขียวถึงกับแข้งขาอ่อนระทวย ใบหน้าที่เขียวปัดกลายเป็ซีดเผือด มือฆาตกรทั้งสี่มีพลังฝีมือแข็งแกร่งเทียบเท่ากับมัน
แต่ตอนนี้กลับถูกสังหารอย่างง่ายดายมันไหนเลยไม่หวาดกลัว ลักษณะภายนอกของเจี้ยนเว่ยแม้เ็าคล้ายก้อนน้ำแข็ง แต่ในใจกลับตื่นเต้นจนเดือดระอุ เขารู้สึกว่าตัวเองแสดงได้ดีอย่างยิ่ง เจี้ยนเว่ยหันหน้าหาชายหนุ่มหน้ากลมผมเขียว กล่าวเสียงเยือกเย็นหนักแน่นว่า" มีผู้ใดมากับท่านบ้างหากให้คาดเดาท่านต้องไม่ใช่หัวหน้าหน่วยจู่โจมนี้"
ชายหนุ่มหน้ากลมผมเขียวพอถูกสายตาคล้ายอสูรของเขาจดจ้อง จิตใจก็หวาดหวั่นลนลานจนพูดไม่ถูก มันขณะจะกล่าวเสียงสั่นเครือ พลันปรากฏเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลังและด้านหน้าของเจี้ยนเว่ย เสียงนี้หนึ่งแหลมเล็กหนึ่งหนักทุ้มฟังดูแล้วไม่เข้ากันเลยแม้แต่นิดเดียว เสียงนี้พอดังขึ้นก็คล้ายยาปลุกใจคนของสำนักดาบปฐีให้ฮึกเหิมมากกว่าเดิม ได้ยินเสียงแหลมเล็กดังจากด้านหน้านั้นกล่าวว่า
" มิต้องคาดเดาเพราะสักครู่เ้าก็ตายแล้ว"
เสียงหนักทุ้มพลันดังขึ้นจากด้านหลังกล่าวว่า
" เพ้ย ท่านอย่าได้ขี้โม้เราไม่ยอมให้ท่านสังหารเราจะลงมือเอง" เสียงหัวเราะทั้งสองเสียงพลันดังสนั่น ชายหนุ่มหน้ากลมผมเขียวถึงกับดีใจหัวเราะตาม เจี้ยนเว่ยตื่นตัวแต่แรกพอได้ยินเสียงนี้ก็รีบโคจรพลังวัตรในร่างกาย ลมปราณหนาแน่นแผ่ขยายออกเป็ลมปราณคุ้มกายไร้ลักษณ์ ยามนั้นเขาพลันได้ยินเสียงแหวกฝ่าอากาศดังจากด้านหน้าเสียงฉีกอากาศดังจากด้านหลัง เป็เสียงที่ทั้งทึบและรวดเร็ว