ตำนานแห่งซีน : บันทึกเก้าจันทรา (ตีพิมพ์ สนพ. อาเธน่า)

    บทที่ 2 : ดาบดำ (8/10)

    “ไหนบอกว่าจะไปเจรจาไงคะ” ฮาจาแซวทันทีที่เห็นว่าลูนาร์กลับขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว
    “ก็นี่ไง เจรจาด้วยกำปั้น” ลูนาร์หัวเราะ “อุตส่าห์บอกแล้วนะว่าข้าเป็นหลานของท่านปู่ เห็นว่าท่านปู่เคยมีสัมพันธ์อันดีกับพวกอมนุษย์หลายเผ่า ที่ไหนได้มันบอกว่าเรื่องโบราณแบบนั้นมันเกิดไม่ทันหรอก”
    “รู้อย่างนี้ทำแบบนี้ตั้งแต่แรกก็ดีหรอก” เอ็ดวานเกาหัวแกรกๆ
    “ไม่หรอกค่ะ เจรจาก่อนน่ะดีแล้ว เราไม่มีทางรู้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นยังไงถ้าเราไม่พยายามเปิดใจก่อน” ฮาจาแย้งซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยกับเธอ
    บึงแห่งนี้แม้จะกว้างสุดลูกหูลูกตา แต่มันก็ไม่ได้มีความลึกมากพอที่จะเอาเรือเหาะทั้งลำลงไปซ่อนได้ ลูนาร์จึงตัดสินใจจอดมูนไลท์ไว้ในบริเวณที่ไม่สะดุดตา โชคดีที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ของพวกบอร์แมน แม้แต่หมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดก็ยังถือว่าห่างไกลอยู่มาก ที่แห่งนี้จึงเป็นที่ซ่อนที่ดีที่สุด
    “ไม่ต้องห่วงค่ะ อาวุธบนเรือก็มีพร้อม ถ้าอนุญาตให้ใช้ความรุนแรงได้” เอแคลร์ยืนยันว่าพวกมนุษยกลอย่างเธอสามารถดูแลมูนไลท์ได้อย่างดีต่อให้พวกบอร์แมนจะกลับมาทวงพื้นที่ของมันคืน ซึ่งลูนาร์ก็เชื่อเช่นนั้น อย่าว่าแต่ใช้สารพัดอาวุธบนเรือเลย ต่อให้เป็นการต่อสู้ประชิดตัว มนุษย์กลทั้งหลายของเธอก็แข็งแกร่งพอๆ หรือเหนือกว่าบอร์แมนทั้งฝูงรวมกันเลยทีเดียว
    “เอาเป็นว่าเลี่ยงการปะทะได้ก็เลี่ยงแล้วกันค่ะ” ฮาจาเสริม ส่วนลูนาร์ก็พยักหน้าบอกพวกเด็กๆ ของเธอว่าทำตามที่ฮาจาว่าก็แล้วกัน
    พวกเขาตัดสินใจเดินเท้าไปยังจุดหมาย เนื่องจากบริเวณนี้พื้นดินเฉอะแฉะ ต้นไม้ขึ้นรกชัฎ ยากแก่การเดินทางด้วยม้า หลังจากปีนป่ายผ่านอุปสรรคทางธรรมชาติจนพ้นเขตบึงแล้วเข้าสู่ป่าดิบชื้น กิ่งก้านสาขาของไม้สูงส่งผลให้แสงแดดลอดลงมาอย่างเบาบาง บรรยากาศในป่าจึงเย็นเยียบและอึมครึม
    นักบวชสาวสัมผัสได้ถึงไอความมืดปกคลุมทั่วบริเวณ มันหนาแน่นเสียจนระบุไม่ได้ว่าต้นกำเนิดอยู่ที่ไหน ราวกับว่ามันมีอยู่ทุกที่ ทว่าพอลองสัมผัสให้ดีเธอก็รู้สึกว่ามันอยู่ด้านล่างใต้ผิวดินลึกลงไป หรือว่าจะมีพวกศพถูกฝังอยู่ใต้ดินในป่าเต็มไปหมด แค่คิดก็ขนลุกแล้ว
    “เหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง” ลูนาร์พึมพำเสียงเย็น
    “เสียงกรีดร้องทรมาน” เอ็ดวานกระซิบต่อ
    “เสียงเพรียกจากนรก”
    “เสียงบทสวดแห่งความตาย”
    “ไม่!!” ฮาจาร้องกรี๊ดแล้วโผเข้ากอดหนุ่มหน้าหวานเต็มแรง แต่เมื่อรู้ตัวว่าโดนแกล้งจึงส่งค้อนวงใหญ่ให้ทั้งสองคน เธอยิ่งรู้สึกไม่ค่อยดี ยังจะมาแกล้งกันอีก
    หลังจากเอ็ดวานหัวเราะจนพอใจจึงเอ่ยถามขึ้น
    “ดูท่าว่าที่นี่น่าจะมีพวกอันเดดเยอะนะ เจ้าพอจะชี้ทางหลบเลี่ยงได้ใช่ไหม”
    ฮาจาพยักหน้าและเดินนำทาง เธอพาเดินทางซ้ายบ้างขวาบ้างเพื่อหลบเลี่ยงศัตรู จะมีบางครั้งที่ศัตรูรู้ตัวแล้ววิ่งกรูกันเข้ามาหา แต่ก็เป็นพวกระดับต่ำเสียส่วนใหญ่ พวกมันจึงถูกส่งคืนสู่ความตายอีกครั้งอย่างง่ายดาย
    ยิ่งเข้าใกล้จุดหมายในแผนที่มากเท่าไหร่ จำนวนศัตรูก็ยิ่งมากขึ้น กระทั่งฮาจาไม่สามารถพาหลบเลี่ยงได้ สุดท้ายลูนาร์จึงบอกให้เดินฝ่าไปตรงๆ
    ทั้งสามเดินวนอยู่ในป่าครึ่งวันเพื่อหาทางเข้าเนโครโปลิส กระทั่งพบกับสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยหินขนาดใหญ่ลักษณะเหมือนเสาสองต้นตั้งอยู่บนแท่นสูงไล่ระดับคล้ายบันไดนับสิบขั้น
    “น่าจะที่นี่แหละ ก็ไม่มีอะไรสะดุดตาเท่าเจ้านี่แล้วนี่นะ” เอ็ดวานเอ่ยขณะก้าวขึ้นบันไดจนไปยืนอยู่ระหว่างเสาสองต้น
    “ปลอดภัยสินะ” ลูนาร์เดินขึ้นมายืนข้างเอ็ดวาน ตามด้วยฮาจา
    “นี่เจ้าปล่อยให้ข้าขึ้นมาคนเดียวเพื่อทดสอบความปลอดภัยก่อนงั้นรึ”
    “ประมาณนั้น เผื่อว่านี่คือกับดัก เจ้าจะได้โดนก่อน” หนุ่มหน้าหวานยักไหล่ตอบแบบไม่ยี่หระเห็นแล้วช่างกวนอวัยวะเบื้องล่างยิ่งนัก แต่เอ็ดวานขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงด้วยเพราะเริ่มชินชากับนิสัยแบบนี้ของเพื่อนร่วมเดินทางเสียแล้ว
    “เอาล่ะค่ะ จะเริ่มแล้วนะคะ”
    ฮาจาหยิบคัมภีร์คาถาที่ซีรินมอบให้ออกมากางเบื้องหน้า เธอหลับตาแล้วร่ายมนตร์ด้วยภาษาโบราณยากจะเข้าใจ ลำแสงสีขาวห่อหุ้มร่างของทั้งสามไว้ก่อนจะหายวับไปทิ้งไว้เพียงแค่ความว่างเปล่าและความเงียบปกคลุมทั่วบริเวณเท่านั้น
    อีกด้านหนึ่งของทวีปที่อยู่ห่างไกลออกไป
    เสียงเครื่องยนต์ดังครืนครั่นสนั่นทั่วทั้งป่าทำเอาสัตว์น้อยใหญ่รวมทั้งเดวัลตัวเล็กๆ แตกตื่นวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง เหนือยอดไม้สีเขียวปรากฏจักรกลจำนวนสิบกว่าตัวบินผ่านด้วยความเร็ว เดวัลกลด้านหน้าสุดที่มีลักษณะคล้ายปลาปีกเหล็กมีร่างชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่บนตัวมัน...ไม่สิ ต้องบอกว่าบริเวณส่วนหัวของมันมีช่องที่มนุษย์หนึ่งคนสามารถลงไปนั่งได้ และมนุษย์คนนั้นมีชื่อว่า ลูนาร์
    “วางตำแหน่งรูปแบบการโจมตี!” ร่างแยกของลูนาร์บนเดวัลกลรูปปลาตะโกนสั่งทันทีที่เห็นตัวอะไรก็แล้วแต่อาจหาญพุ่งเข้ามาโจมตี
    จักรกลรอบข้างบินพุ่งมาด้านหน้าอย่างรวดเร็วก่อนที่กระสุนเวทมนตร์หลากหลายชนิดจะระดมยิงเดวัลนกที่น่าสงสารฝูงนั้นจนเกรียม
    “เดวัลตัวไหนยังไม่ตายให้จับเป็นกลับไปด้วย ข้าจะเอาไปฝากช็อกโกพาย” เขาสั่งต่อ
    เดวัลกลเมื่อได้รับคำสั่งก็เปิดช่องว่างบริเวณท้องออก และยิงกรงเล็บเข้าจับเดวัลโชคร้ายในบริเวณนั้นดึงมาขังไว้ในร่างของมัน
    กลุ่มจักรกลนี้เดินทางโดยไม่ได้หยุดพัก เพียงสองวันก็ถึงจุดหมาย ดีที่ตลอดทางมีแต่ป่าเขา ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องจะมีชาวบ้านที่ไหนแตกตื่น มีก็แต่เหตุการณ์ที่เหมือนกับป่าแตกอย่างที่เห็นกันอยู่
    บัดนี้เบื้องหน้าของร่างแยกลูนาร์คือผาสูงที่มีเถาไม้ขึ้นรกเรื้อ หากไม่สังเกตให้ดีคงไม่มีทางเห็น รอบๆ มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่เดินผ่านไปมาอยู่ตลอดบ่งบอกว่าเบื้องหลังเถาไม้มีสิ่งที่เขาตามหาอยู่ทว่า...
    “เจ้าสินะคือตัวการที่ทำให้ในช่วงนี้ประตูนรกหลายบานถูกผนึก” เสียงคำรามเกรี้ยวกราดดังมาจากเบื้องล่าง เมื่อลูนาร์ก้มลงมอง พบว่าเจ้าของเสียงคือปีศาจที่มีรูปร่างคล้ายหมาป่าที่มีแผงคอสายฟ้าและมีหางเหมือนหนู รอบกายมันยังมีปีศาจที่มีรูปร่างคล้ายกับมันอีกหลายสิบตน หากแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก หรืออาจบอกได้ว่าตัวมันนั่นแหละที่มีขนาดใหญ่โตกว่าตนอื่นสามเท่า
    ลูนาร์ทำมองเมินผ่านขณะยกนิ้วแคะหู “เอ๊ะ เมื่อครู่นี้ข้าเหมือนได้ยินเสียงแมลงที่ไหนบ่นหว่า”สิ้นคำพูด ไม่ทันที่ฝ่ายปีศาจจะได้โมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับการเมินของฝ่ายตรงข้าม ลำแสงเวทมนตร์จำนวนมากก็ถูกระดมยิงจากเดวัลกลมุ่งสู่จุดเดียวกัน คือปีศาจหมาป่าและพรรคพวก
    บรึ้ม!!
    เสียงระเบิดกัมปนาทสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับฝุ่นฟุ้งกระจาย เมื่อทุกอย่างสงบลงพื้นที่เบื้องหน้าประตูนรกก็เป็นหลุมคล้ายกับถูกใครคว้านออกไป ศัตรูเมื่อครู่สลายหายหมดสิ้นไม่เหลือแม้แต่ก้อนเนื้อ
    หนุ่มหน้าหวานกระโดดลงจากเดวัลกลหลังจากมันร่อนมาลงจอดตรงขอบหลุมฝั่งประตูนรก ความร้อนเมื่อครู่ได้เผาไหม้เถาไม้ที่ปกคลุมอยู่จึงเผยให้เห็นแผ่นหินกว้างเท่ามนุษย์หลายสิบคนยืนกางแขนต่อกัน ความสูงของมันเปรียบได้กับการยืนเงยหน้าจนสุดแล้วเห็นจุดสิ้นสุดอยู่ไกลลิบ บนแผ่นหินมีลวดลายนูนต่ำคล้ายกับอักษรภาพที่ตีความไม่ออก ทันทีที่ยกมือสัมผัสแผ่นหินมันก็เลื่อนแยกตัวออกช้าๆ เผยให้เห็นทางเดินคดเคี้ยวมืดทะมึนและลึกจนแทบจะไร้ที่สิ้นสุด