ด้วยรถลากทั้งยังมีเนยถั่วลิสงช่วยเพิ่มพลังงานทำให้ความเร็วในการเดินทางของซูอี้หว่านและคณะเร็วกว่าคนทั่วไป กระทั่งก่อนค่ำพวกเขาก็เดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองอวิ๋นเฉิงได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตามพวกเขากลับมาช้าไปก้าวหนึ่ง เนื่องจากมีผู้ลี้ภัยมากเกินไปรองเ้าอำเภอแห่งเมืองอวิ๋นเฉิงจึงได้สั่งปิดเมือง ภายในหนึ่งร้อยวันพวกเขาจะไม่รับผู้ลี้ภัยใดๆ อีก
พวกเขาเข้าไปไม่ได้แล้ว
ซูอี้หว่านเป็ห่วงชีวิตของชายผู้นั้นจึงกวาดสายตามองสภาพแวดล้อมภายนอกประตูเมือง แล้วชี้ไปยังกระท่อมหลังเล็กๆที่มีแสงไฟสว่างอยู่ห่างจากประตูเมืองไปร้อยเมตร "บ้านหลังนั้นดูเหมือนจะมีกระท่อมว่างอยู่ ลองไปเช่ากันไหม?"
"แต่พวกเราไม่มีเงิน" จางอ้ายหลินกล่าว
ดวงตาโตของซูอี้โจวกวาดมองทุกคนแล้วหยุดอยู่ที่สร้อยหยกที่คอของซูอี้หว่าน "หว่านหว่านมีหยกอยู่ชิ้นหนึ่งพวกเราเอาไปจำนำไว้ก่อนสักสองสามวัน ที่นี่อยู่ใกล้อวิ๋นเฉิงสะดวกต่อการค้าขายด้วย ถึงตอนนั้นข้าจะหาทางหาเงินมาไถ่คืน"
ซูอี้หว่านเอื้อมมือไปคลำที่คอพบว่ามีหยกอยู่ชิ้นหนึ่งจริงๆ แต่ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิมกลับไม่มีสิ่งนี้แถมหยกยังมีเนื้อดีเยี่ยม สลักรูปหงส์ผกผิน ไม่เหมือนของบ้านคนธรรมดาเ้าสิ่งนี้มาจากไหนกัน?
นางพยายามรื้อฟื้นความทรงจำอย่างสุดความสามารถแต่กลับว่างเปล่า
ช่างเถิดไม่ว่าจะมาจากไหน เมื่อมาอยู่บนคอนางแล้วก็เป็ของนาง หากเ้าของบ้านเป็คนรู้ค่าก็คงจะให้พักอยู่ได้สักสองสามวัน
"ตกลง! เอาอย่างนั้นแหละ" จางอ้ายหลินตัดสินใจทันที
"เดี๋ยวข้าเข้าไปถามก่อน" ซูอี้โจวถือหยกเดินนำไปก่อนซูอี้หว่านกับแม่เข็นรถลากตามไปข้างหลัง
เมื่อพวกเขาตามไปทันซูอี้โจวก็เจรจาเรียบร้อยแล้ว ที่แท้เป็บ้านของนายพราน ข้างๆ มีโรงฟืนเก่าๆว่างอยู่จริง ก่อนหน้านี้เป็ที่อยู่ของแม่เฒ่าที่ตายไปแล้วของพวกเขาด้วยว่ายังไร้บุตร ทั้งยังรังเกียจความสกปรก จึงปล่อยทิ้งที่นั้นไว้บัดนี้มีหยกเนื้อดีเป็ของค้ำประกัน จึงให้พวกเขาพักอยู่ได้สิบวัน
เมื่อมีที่พักที่กำบังลมกำบังฝนได้แล้วคนในครอบครัวก็วางใจลง
ซูอี้โจวให้จางอ้ายหลินผู้มีพละกำลังมหาศาลอยู่เฝ้าบ้านส่วนตนเอง ‘เดินกะเผลก’ ออกไปหาอาหารซูอี้หว่านจึงนำยาปฏิชีวนะออกมาจากห้วงมิติเพื่อช่วยชีวิตคน
นางบดยาฝรั่งให้เป็ผงผสมกับน้ำ แล้วบีบขากรรไกรของชายผู้นั้นป้อนลงไปอย่างแรงเพิ่งจะป้อนลงท้องได้เพียงห้านาที นิ้วมือของชายผู้นั้นก็เริ่มตอบสนอง
ในขณะที่ชายผู้นั้นยังไม่ฟื้นคืนสติเต็มที่ซูอี้หว่านก็รีบนำไอโอดีนมาฆ่าเชื้อทำแผลให้เขา เมื่อทำแผลเสร็จสวมเสื้อผ้าติดกระดุมให้เขาเรียบร้อย ทันใดนั้นข้อมือของนางก็ถูกมือใหญ่จับไว้แน่น
ซูอี้หว่านเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับดวงตาคมกริบราวตาเหยี่ยวที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งคอของนางถูกบีบอย่างแรงในเวลาเดียวกันร่างของนางถูกกดอยู่ใต้ร่างของชายผู้นั้นอย่างสิ้นอิสรภาพ
"เ้าเป็ใคร? คิดจะทำอะไร?"
เสียงทุ้มต่ำนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งเช่นกันพลังอำนาจที่แผ่ออกมาทำให้เขาดูสูงศักดิ์ราวเทพเ้าที่กำลังมองลงมายังมดปลวกตัวเล็กๆ
ซูอี้หว่านชะงัก
ดวงตาคู่นี้พลังอำนาจนี้ สถานการณ์นี้ นางรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด นางกำลังจะคิดทบทวนแต่ทันใดนั้นก็รู้สึกเจ็บแปลบที่คอ
คอถูกบีบแน่นขึ้นเรื่อยๆซูอี้หว่านไม่มีเวลาคิดมาก ทำได้เพียงยกหมัดขึ้นป้องกันตัวแต่ชายผู้นั้นก็เป็ผู้ที่ได้รับการฝึกฝนมา นางอายุเพียงสิบสี่ปี รูปร่างก็เล็กแถมยังผอมแห้ง อีกฝ่ายไม่เพียงแต่จับข้อมือนางไว้ได้ด้วยมือเพียงข้างเดียวเท่านั้นมือที่บีบคอของนางก็ออกแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคมกริบก็เ็ามากขึ้น
ด้วยความตระหนกซูอี้หว่านจึงโจมตีไปที่จุดอ่อนของชายผู้นั้น
"อึก!" ชายผู้นั้นจึงคลายมือออกกุมเป้าของตนเองด้วยดวงตาแดงก่ำ
"แค่กๆๆๆ... ไอ้สารเลว! เ้ามันวิปริต!" ซูอี้หว่านผลักชายผู้นั้นที่ทับอยู่บนร่างของนางออกอย่างแรงะโถอยห่างจากเตียงไม้ไปหนึ่งเมตร มองเขาอย่างระมัดระวัง
เสียงไอและอาการเ็ปทำให้ชายผู้นั้นได้สติดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบๆ พบว่าตนเองอยู่ในโรงฟืนเก่าๆ แห่งหนึ่งตรงหน้าเป็เด็กสาวอายุราวสิบสี่ปี ไม่มีมือสังหารชุดดำและไม่มีทหารหลวงที่มาจับกุมตัว
ความทรงจำก่อนหมดสติถาโถมเข้ามาชายผู้นั้นกวาดสายตามองเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าอย่างคุ้นเคย ร่างกายจึงผ่อนคลายลงแล้วล้มลงบนเตียง
"ขออภัย" เขาเอ่ยสองคำ
ซูอี้หว่านรู้สึกว่าคำว่า‘ขออภัย’ ของชายผู้นี้ดูเหมือนจะมีความหมายอื่นแฝงอยู่หรือว่าเ้าของร่างเดิมเคยรู้จักชายผู้นี้?
นางพยายามค้นความทรงจำของเ้าของร่างเดิมดูเหมือนจะมีภาพหนึ่งหรือสองภาพแวบเข้ามา แต่เร็วเกินไปจนจับไม่ได้แถมคอนางก็เจ็บมาก แม้ว่าก่อนหน้านี้เ้าของร่างเดิมจะเคยรู้จักเขาจริงนางก็จำไม่ได้
นางมาจากยุคสิ้นโลกโดยธรรมชาติแล้วจึงระแวดระวังคนที่มีอันตรายนางแทบอยากจะโยนชายเนรคุณคนนี้ไปให้หมาป่ากินให้จบๆ!
แต่เมื่อนึกถึงภาพที่เขาปกป้องพี่ชายของนางเอาไว้โดนเฆี่ยนตีจนเนื้อเปิด คำว่า ‘ไสหัวไป’ ที่จวนจะหลุดจากปาก จึงเปลี่ยนไป
"ไม่ต้องขอโทษหรอก ท่านเคยปกป้องท่านแม่ของข้าเมื่อครู่ก็ยังช่วยชีวิตพี่ชายของข้า ตอนนี้ข้าช่วยชีวิตท่านก็ถือว่าตอบแทนบุญคุณที่ท่านช่วยชีวิตพวกข้าแล้ว ท่านพักผ่อนให้ดีหายดีแล้วก็ไปทำธุระของท่านเสีย!"
ซูอี้หว่านกล่าวคำขับไล่อย่างอ้อมค้อมไม่อยากอยู่กับเขามากนัก ก่อนจะโยนผ้าให้เขาผืนหนึ่ง แล้วเดินออกจากห้องไป
มองตามแผ่นหลังของสาวงามที่จากไปแล้วนึกถึงภาพที่น่าอัศจรรย์ที่เห็นด้านหลังโรงน้ำชาชายผู้นั้นก็มีสีหน้าครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง เขาไม่เพียงแต่ไม่นำผ้ามาเช็ดแผลกลับกัดฟันกรีดแผลให้เปิดออก เืไหลอาบกล้ามเนื้อหน้าท้องแล้วสวมเสื้อผ้าที่หญิงสาวโยนทิ้งไว้ให้ เดินตามออกจากห้องไป
กระท่อมผุพังหลังเล็กหันหน้าเข้าหาประตูเมืองอวิ๋นเฉิงเมื่อมองจากที่ไกลๆ เห็นเพียงประตูเมืองที่เต็มไปด้วยผู้ลี้ภัยราวกับิญญาไร้บ้านที่ล่องลอยไปมา
ดวงตาของชายผู้นั้นลึกซึ้งยิ่งขึ้นกำหมัดแน่นแล้วคลายออก จับโคลนเหลืองมาทาหน้าสองชั้น นั่งอยู่หน้ากระท่อมเล็กๆมองหาสาวงามเมื่อครู่อย่างเงียบๆ
เบื้องหน้า
ซูอี้หว่านไม่อยากอยู่กับชายผู้นั้นจึงช่วยพี่ชายหาอาหาร
น่าเสียดายที่แคว้นเยว่ยากจนเกินไปประสบปัญหาทุพภิกขภัยมาหลายปี ต้นไม้ใบหญ้าในูเาที่กินได้ผู้ลี้ภัยต่างก็เก็บกินจนหมดเกลี้ยงแล้ว พี่ชายถึงกับกล่าวว่า‘ูเาแถวนี้สะอาดกว่าหน้าตาข้าเสียอีก’ หาอะไรกินไม่ได้เลย
ยังดีที่ในห้วงมิติของพวกเขามีต้นผิงกั่วที่เคยปลูกไว้ก่อนหน้านี้สามารถกินประทังชีวิตไปก่อนได้ พวกเขาแอบหยิบผลผิงกั่วออกมาจากห้วงมิติคนละหลายลูกกินจนจุกเสียดถึงหยุด
ส่วนสิ่งของอื่นๆล้วนเป็ของหายาก หากไม่ถึงคราวคับขันจริงๆ ก็ไม่อาจนำออกมาใช้ได้
แต่นี่ไม่ใช่แผนระยะยาวพวกเขาต้องหาช่องทางทำมาหากินเพื่อให้มีชีวิตรอดในโลกนี้ไปได้
รอบๆมีผู้ลี้ภัยมากมาย ซูอี้หว่านแอบซ่อนมีดสั้นไว้ป้องกันตัวกวาดสายตามองสภาพแวดล้อมโดยรอบ ได้ยินเสียงน้ำแว่วมาจากที่ไกลๆ นางจึงเอ่ยปาก"พี่ชาย พวกเราไปหาที่ที่มีน้ำกันเถอะ"
"โอ้ เ้านักชิมอาหารตัวน้อย? เ้าคิดออกแล้วหรือว่าจะไปหาของกินได้ที่ไหน?" ซูอี้โจวคาบหญ้าไว้ในปากพลางถามซูอี้หว่าน
ยาและอาหารมีที่มาจากแหล่งเดียวกันซูอี้หว่านเป็ทั้งหมอและแม่ครัวของบ้าน ในยุคสิ้นโลก หากยาไม่พอก็ต้องขึ้นเขาไปเก็บนางจึงคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์เป็อย่างดี
"ต้องลองไปดู" ซูอี้หว่านจูงมือพี่ชายวิ่งไปยังที่ที่มีเสียงน้ำไม่นานก็เห็นดงอ้ออยู่ข้างหน้า
เมืองอวิ๋นเฉิงอยู่ทางใต้แหล่งน้ำทางใต้มีปลา กุ้ง และปูมากมาย ซูอี้หว่านดีใจ รีบจะแหวกดงอ้อเข้าไปดูทันใดนั้น เสียงเย็นเยียบก็ดังมาจากด้านหลัง
"นางแพศยาน้อย! ที่แท้ก็เป็เ้า! เ้ายังไม่ตายอีกหรือ!"