โลกภายนอก
ร่างกายของลอยด์ ปล่อยกระแสพลังทั้งสามออกมาอย่างต่อเนื่อง ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันปล่อยพลังออกมาราวกับเขื่อนแตก พลังแต่ละแบบปล่อยพลังที่ไม่สมดุลออกมา แสดงให้เห็นว่าดวงิญญาของลอยด์ยังไม่อาจเอาชนะเมล็ดพันธุ์จิติญญามาร
“หากเ้าไม่อาจเอาชนะเมล็ดพันธุ์จิติญญามารได้ละก็….” อูซินเดินไปหยุดอยู่ที่ด้านหลังของลอยด์ จับขวานในมือเอาไว้แน่น แววตาเผยความแน่วแน่ออกมา หากลอยด์พ่ายแพ้และจะกลายเป็ตัวอันตรายในอนาคต เขาก็พร้อมจะลงมือทันที
“ข้าจะช่วยสังหารเ้าเอง”
..
..
เวลาผ่านไปราวๆ สิบนาที
หากเป็โลกภายนอกย่อมไม่นาน แต่สำหรับดวงิญญาที่ปะทะกันไม่หยุด เวลาเหมือนกับผ่านไปราวนับชั่วโมง แต่ว่าในที่สุดกระแสพลังรอบตัวของลอยด์ก็ค่อยๆ สงบลงกระแสพลังเริ่มคงที่ ไม่ใช่พลังที่เกิดจากการปะทะของพลังิญญาอีกต่อไป
พลังทั้งสามที่ผลัดเปลี่ยนกันออกมา และ ปล่อยออกมาอย่างไม่เสถียร ค่อยๆ หลอมรวมกันเป็หนึ่งเดียว และ ยังนิ่งสงบ
ั้แ่เริ่มจนจบ อูซินไม่ได้คลายพลังิญญาที่ดวงตาของตนเอง ใช้เนตริญญามองลึกเข้าไปภายในแก่นิญญา มองดวงิญญาและเมล็ดพันธุ์ที่เคยปะทะกัน ตอนนี้ดวงิญญาสีเขียวอ่อน สามารถกลืนกิน ดวงิญญาสีเขียวเข้มอมดำได้ในที่สุด
เมื่อทั้งสองดวงิญญากลืนกินและประสานกัน สีของดวงิญญาก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป กลายเป็ดวงิญญาสีเขียวอ่อนที่มีควันสีดำคอยออกมา ภายในควันสีดำเองก็มีเมล็ดแสงสีเขียวขนาดเล็กราวหิ่งห้อยลอยออกมา
“ดูเหมือนว่าจะสำเร็จสินะ” อูซินเก็บขวานของตัวเองเข้าสู่สร้อยมิติ จากนั้นก็เดินไปนั่งพิงกับต้นไม้
จากนั้นไม่นานกระแสพลังของลอยด์ก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ไม่ได้เป็กระแสพลังที่เกิดจากการปะทะพลังิญญาภายใน แต่เป็สัญญาณของการเลื่อนระดับ เพราะดวงิญญาของลอยด์สามารถกลืนกิน เมล็ดพันธุ์จิติญญามารได้สำเร็จ พลังจิตและิญญาที่มันเคยเก็บไว้เป็พลังของตนเองก็หลอมรวมกับลอยด์จนเป็หนึ่งเดียว
ทะลวงระดับจนกลายเป็ พลังระดับห้าขั้นต้น
“หลังจากตื่นขึ้นมา… ก็คงสามารถใช้ไสยเวทแบบเดียวกับเมล็ดพันธุ์จิติญญามารได้แล้วสินะ”
ในจังหวะที่อูซินกำลังสำรวจลอยด์แสงสีขาวก็ได้พุ่งออกมาจากกลางหน้าอกของเขา กลายร่างเป็แมวสีดำสองหางไปนั่งอยู่บนไหล่
“นายน้อย.. ไม่คิดจะสำรวจร่างกายกับพลังของตัวเองเลยหรือไง ได้มาอยู่ที่โลกมนตราแล้ว แหล่งกำเนิดพลังเวทย่อมเข้ากันได้ดีกับพลังธรรมชาติของโลกมนตรา” เมาเมากล่าว
“นั่นสินะ ในระหว่างรอข้าควรจะสำรวจพลังของตนเองสักหน่อย” อูซินเดินแยกไปอีกทาง ไปยังจุดที่ไม่ไกลจากลอยด์มาก จิตสำนึกของเขาแล่นเข้าไปภายในแหล่งกำเนิดพลังเวทของตนเอง
เมาเมาเมื่อเริ่มเห็นว่านายน้อยของตนเอง เริ่มสำรวจแหล่งกำเนิดพลังเวทก็ได้พูดเสริมเข้าไปด้วย
“แต่เดิมแหล่งกำเนิดพลังของท่านก็คือ แก่นพลังปราณ แต่หลังจากเกิดใหม่ มันกลับกลายเป็แก่นพลังเวท ทำให้เหมาะที่จะทำภารกิจภายในโลกมนตรามากกว่า ท่านรู้สึกถึงความต่างหรือไม่” เมาเมาถาม
“รู้สึก.. แก่นพลังเวท กับ แก่นพลังปราณ แม้จะอยู่ที่ใต้ท้องเป็แหล่งกำเนิดพลังที่อยู่จุดเดียวกัน แต่กลับทำงานแตกต่างกัน 'แก่นพลังปราณ' มีความสามารถในการ 'หลอมรวม' รวบรวมปราณธรรมชาติเข้าสู่ร่างกายและปรับเปลี่ยนพลังธรรมชาติเป็พลังของลมหายใจของตนเอง ปราณจึงเป็พลังแห่งลมหายใจจะแข็งแกร่งหรือไม่ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนของตนเอง แต่ว่า 'แก่นพลังเวท' กลับมีความสามารถใน 'ประสาน' ประสานพลังของตนเองและพลังที่อยู่ภายในธรรมชาติเพื่อใช้ออกมา จะแข็งแกร่งหรือไม่ นอกจากการฝึกแล้ว ยังขึ้นอยู่กับกระแสปราณธรรมชาติและความสามารถในการเชื่อมต่อธรรมชาติอีกด้วย” อูซินกล่าว
“ััของท่านเฉียบคมไม่น้อย ที่ท่านกล่าวมานั้นถูกต้อง ก็เหมือนกับโลกลมปราณที่แหล่งกำเนิดพลัง แบ่งออกเป็เส้นลมปราณทั้งห้า เส้นลมปราณปฐี เส้นลมปราณฟ้า เส้นลมปราณ์ เส้นลมปราณเหนือ์ เส้นลมปราณราชันเหนือ์ ยิ่งมีพร์แข็งแกร่งการหลอมรวมกับปราณธรรมชาติก็ยิ่งทำได้เร็วและปริมาณปราณก็ยิ่งมาก
พร์ของโลกมนตราเองก็มีเช่นห้าขั้นเดียวกัน แก่นพลังขั้นปฐี แก่นพลังแห่งฟ้า แก่นพลังแห่ง์ แก่นพลังเหนือ์ แก่งพลังราชันเหนือ์ ยิ่งแหล่งกำเนิดพลังระดับสูงก็ยิ่งเชื่อมต่อกับปราณธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น แต่จากความทรงจำที่นายท่านมอบให้ดูเหมือนว่าคนที่โลกมนตราจะเรียกปราณธรรมชาติว่า 'มานา' ยิ่งแก่นพลังระดับสูงก็ยิ่งเชื่อมต่อและปราณ พลังเวทของตนและมานาธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น” เมาเมากล่าว
อูซินที่ได้ยินก็โคจรเวทไหลไปตามกระแสเส้นเืภายในร่างกาย เขาพบว่ากระแสพลังเวทของเขาและปราณธรรมชาติ ไม่สิ พลังมานาสามารถเชื่อมต่อกันได้ราวกับไร้ที่สิ้นสุด ทั้งเชื่อมต่อได้ง่ายดาย ไม่มีสิ่งใดติดขัด
“ดูเหมือนว่าที่ได้รับมา คงเป็แก่นพลังระดับเหนือ์ ไม่ก็ราชันเหนือ์” อูซินกล่าว
“ก็ถือว่าสมควรเป็เช่นนั้น เพราะร่างที่ท่านได้รับมามันก็ไม่ธรรมดา แทบไม่ต่างจาก ร่างกายจริงๆ ของท่าน” เมาเมากล่าว
“แล้วมีสิ่งใดที่ข้าต้องรู้เกี่ยวกับพลังเวทอีกมั้ย” อูซินถาม
“ย่อมต้องมีอีกมากมาย แต่หลักๆก็คงเป็รูปแบบการต่อสู้ ดูเหมือนว่าที่โลกมนตราจะแบ่งการต่อสู้ออกมาเป็สองสายหลัก คือนักสู้กับนักเวท นักสู้ก็คล้ายกับจอมยุทธ์ ใช้อาวุธ ร่างกาย พลังเวท ประสานกันเชื่อมต่อพลังมานาสร้างเป็กระบวนท่าต่อสู้อันแข็งแกร่ง แต่ก็ยังสู้นักเวทไม่ได้ พวกที่เรียกกันว่านักเวท จะใช้พลังเวทของตนเชื่อมต่อมานา ไม่เพียงเท่านั้นยังใช้สิ่งที่เรียกว่า บทเวท ใช้การร่ายเวทและคำพูดเพื่อยืมพลังจากสิ่งต่างๆ ให้พลังของตนเองรุนแรงขึ้น” เมาเมากล่าว
อูซินนึกไปยังคนที่สู้ด้วยเมื่อครู่
“จริงด้วย เหมือนว่าคนเมื่อกี้ก็พูดอะไรยาวๆก่อนจะใช้พลังสินะ” อูซินถาม
“ใช่ นั่นคือบทเวท .. บทเวทแบ่งเป็ เวทพื้นฐาน เวทระดับต่ำ เวทระดับกลาง เวทระดับสูง เวทเทวะ โดยที่เวทพื้นฐานและเวทระดับต่ำ สามารถใช้ออกมาได้เลยโดยไม่จำเป็ต้องร่ายเวท แต่ว่าั้แ่เวทระดับกลางและสูงจะมีการกล่าวถึงบางสิ่ง อาจเป็ิญญาธาตุ ภูต หรือ มานาธาตุ เพื่อทำให้สามารถยืมพลังของสิ่งเ่าั้มากเพิ่มพลังให้กับตน แม้ว่าจะเสียเวลามากในการร่ายแต่ความรุนแรงที่ออกมาก็ถือว่าคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป” เมาเมากล่าว
“แล้วเวทเทวะ?” อูซินถาม
“เป็เวทที่มีชื่อของระดับเทพแท้จริงหรือเทพราชัน ขอยืมพลังจากเทพเ่าั้มาเป็พลังของตนเอง แต่ในการจะร่ายเวทเทวะได้ ก็จำเป็ต้องมีความ'ศรัทธา'ในเทพองค์นั้นๆ ไม่อย่างนั้นก็ไม่อาจใช้ได้” เมาเมากล่าว
“ถึงกับยืมพลังจากชนชั้นเทวะได้เลยงั้นเหรอ?” อูซินรู้สึกสนใจเวทเทวะขึ้นไม่น้อย
“ต้องเข้าใจก่อนว่า โลกมนตราและโลกลมปราณ นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง โลกลมปราณของท่าน ชั้นเทวะและมนุษย์อาศัยภายในมิติเดียวกัน แต่ว่าที่โลกมนตราเคยเกิดาที่เทพสร้างขึ้น จนทำให้กฎเกณฑ์โลกนี้เปลี่ยนไป ชนชั้นเทวะ ไม่อาจใช้ชีวิตให้มิติของสิ่งมีชีวิตที่ระดับต่ำได้ ทำได้เพียงอาศัยอยู่ภายในแดนเทพเท่านั้น.. และ เพื่อไม่ให้ชื่อของตนเองเลือนหาย จึงได้สร้างเวทเทวะขึ้น เพื่อให้ผู้คนที่ยืมพลังในขณะเดียวกันตนเองก็จะได้รับพลังศรัทธาจากชื่อที่ผู้คนกล่าว ยิ่งทำให้พลังของเทพองค์นั้นๆ แข็งแกร่งขึ้น” เมาเมากล่าว
“กฎการแลกเปลี่ยนสินะ” อูซินบอก
“ใช่.. นั่นแหละ การทำงานของพลังเวท รวมถึงบทเวทต่างๆ” เมาเมากล่าว
“งั้นก็มาลองดูดีกว่าว่าพลังของข้าที่มีเพียงระดับสามขั้นต้น จะทำอะไรได้บ้าง” อูซินลงมือฝึกซ้อมพลังของตนเองทันที
..
..
ผ่านไปราวๆ สองชั่วโมง
ลอยด์ค่อยๆ ลืมตา พลางมองมือและััได้ถึง พลังเวทระดับห้าขั้นต้นภายในร่างกาย เป็ขั้นพลังที่เขา้าทะลวงมานานแต่ก็ไม่อาจทะลวงได้
“ทะลวงระดับได้แล้ว” ลอยด์มองพลังระดับนี้ด้วยความรู้สึกแปลกๆ หากเป็เมื่อไม่ถึงหนึ่งวันก่อน คงมีคนภายในตระกูลมาร่วมยินดีมากมาย แต่ว่าตอนนี้กลับไม่มีใครที่จะยินดีกับการเลื่อนระดับพลังอีกแล้ว
“ยินดีด้วยที่ทำสำเร็จ ไม่โดนกลืนกินแถมยัง เลื่อนระดับได้แล้ว” อูซินกล่าว
“ขอบคุณเ้ามาก.. อูซิน” ลอยด์กล่าว
“ไม่จำเป็ต้องขอบคุณ เพราะถ้าเ้าไม่สามารถทำได้ ข้าเกือบจะสังหารเ้าไปแล้ว” อูซินบอกอย่างสบายๆ แต่กลับทำให้ลอยด์ขนลุก
อึก ลอยด์กลืนน้ำลายดัง เมื่อเห็นท่าทีที่ไม่เหมือนกับการล้อเล่น
“ในตอนนี้ข้าถามได้แล้วใช่หรือไม่ว่า ท่านเป็ใคร” ลอยด์ถาม
“อย่างที่บอกข้าชื่อ อูซิน แต่ข้าไม่ได้มาจากแดนอสูร แต่ว่ามาจากมิติอื่นชื่อว่าโลกลมปราณ” อูซินกล่าว พยายามมองท่าทางของลอยด์ และ ก็เป็อย่างที่คาดดวงตาของลอยด์กลับเบิกกว้างด้วยความใ
“ต่างมิติ? โลกลมปราณ? จะบอกว่าต่างโลกมีอยู่จริงๆ งั้นเหรอ” ลอยด์ถามอย่างประหลาดใจ
“มีอยู่จริงๆ … หากโลกของเ้ามีนิทานการสร้างโลกละก็ไม่ว่าจะเป็ โลกลมปราณ โลกวิทยาการ โลกมนตรา หัวใจแห่งเทพรังสรรค์ หรือ แม้แต่เทพรังสรรค์แห่งการกลืนกินต่างมีจริงทั้งนั้น” อูซินตอบ
“เื่แบบนี้มันมีจริงด้วยงั้นเหรอ ข้านึกว่าจะเป็เพียงนิทานที่ท่านพ่อเล่าให้ข้าฟังซะอีก” ลอยด์กล่าว
“มันเป็เื่ราวที่ฟังดูเกินจริงและไกลตัว.. ไม่แปลกที่หลายคนจะคิดว่ามันเป็เพียงเื่เหล่าหรือนิทาน” อูซินกล่าว
“แล้วข้าถามได้หรือไม่ หากเ้ามาจากต่างโลกจริงๆ เ้ามาทำไมงั้นเหรอ” ลอยด์ถาม
“หากบอกว่า… มาเพื่อทำลาย ศาสนจักรแห่งแสงละ” อูซินจ้องมองลอยด์เพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนอง
“ฮ่าฮ่า” กับกลายเป็ว่าลอยด์หัวเราะออกมา ยิ่งมองไปยังระดับพลังเวทที่มีเพียงระดับสามขั้นสูง สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาเรียกได้ว่าเป็เื่น่าขันที่สุดในชีวิตที่เขาเคยได้ยิน
อูซินที่เห็นลอยด์หัวเราะกลับไม่ได้โกรธเลยแม้แต่น้อย เพราะหากเปลี่ยนเป็เขาที่ได้ยินคำพูดแบบนี้จากคนที่มีระดับพลังเวทเพียงระดับสามขั้นสูง เขาย่อมหัวเราะไม่หยุดเช่นเดียวกัน
“จะเชื่อหรือไม่.. ข้าไม่อาจบังคับเ้าได้” อูซินมองลอยด์ที่ค่อยๆ หยุดหัวเราะ แต่ดูจากสีหน้าของลอยด์แล้ว ยังไงอีกฝ่ายก็ยังคงไม่เชื่อแน่นอน
“แล้วเ้าคิดจะทำยังไงต่อไป…” อูซินถาม
ลอยด์แน่นิ่งไปจากคำถามที่ได้ยิน อารมณ์ที่เพิ่งจะดีเพราะได้ยินเื่น่าขัน กลับกลายเป็ว่าความเศร้าโศกได้จู่โจมจิตใจของเขาอีกครั้ง ลอยด์ไม่อาจตอบคำถามได้ เพราะเขาเองก็คิดไม่ออกว่าต้องทำยังไงต่อไป
“งั้นข้ามีข้อเสนอ..” อูซินกล่าว
“ข้อเสนออะไรงั้นเหรอ” ลอยด์ถาม
“เข้าร่วมกับองค์กรที่มีนามว่า 'อันเดอร์รูฟ' ” อูซินกล่าว
“อันเดอร์รูฟ? ไม่เห็นเคยได้ยินเลย เป็องค์กรอะไร หากเป็องค์กรมืดละก็ ข้าไม่เอาด้วยหรอกนะ” ลอยด์กล่าว
“อันเดอร์รูฟแต่เดิมเป็องค์กรใต้ดินที่กำเนิดขึ้นที่โลกวิทยาการ เป็องค์กรที่คิดว่าพลังจิตควรสามารถใช้ได้อย่างอิสระ ไม่ควรถูกควบคุมโดยรัฐบาลโลก จึงตั้งองค์กรใต้ดินที่แต่ละคนจะสามารถใช้พลังได้อย่างอิสระ ภายใต้กฎหมายของตนเอง” อูซินบอก
“มีแต่ชื่อที่ไม่เคยได้ยินทั้งนั้น… ไม่ใช่ว่าเ้าแต่งเื่มาหลอกข้าหรอกเหรอ” ลอยด์พูด
“เ้าคิดว่าตัวเองเป็ใครกัน ข้าถึงต้องลงทุนแต่งเื่มากมายมาหลอกเ้า อย่าลืมว่าข้าเพิ่งจะพูดถึงผู้ที่อยู่เื้ัการโจมตีตระกูลแวนแจนซ์ไปเองนะ” คำพูดของอูซินทำให้ลอยด์นึกไปถึงปฏิกิริยาของโรซาน เพียงอูซินพูดถึงศาสนจักรแห่งแสง ใบหน้าของโรซานก็เปลี่ยนไปทันที เรียกได้ว่าเป็สิ่งยืนยันที่อูซินพูด มีส่วนถูกไม่มากก็น้อย
“นั่นสิ แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ตก ถึงตระกูลแวนแจนซ์ของข้าจะไม่ได้นับถือศาสนาแห่งแสง แต่ก็ไม่เคยเป็ศัตรูกับศาสนจักรแห่งแสงมาก่อน ทำไมถึงต้องร่วมมือกับองค์กรมืดภาคีไตรเนตรโจมตีตระกูลแวนแจนซ์ด้วย” ลอยด์กล่าวเสียงเบา
“เื่ที่เ้าสงสัยข้าจะบอกให้ก็ได้” เมาเมาที่เกาะบนไหลของอูซินมานานพูดแทรกขึ้นมา
“แมวตัวนั้น… สัตว์ิญญางั้นเหรอ” ลอยด์มองเมาเมาอย่างตั้งใจ เพราะเมื่อครู่เขาาเ็เกินไป ทำให้ไม่ได้สนใจเลยว่า สัตว์ิญญาเป็สิ่งที่หาได้ยากเพียงใด
“ใช่ ข้าเป็สัตว์ิญญา ชื่อเมาเมา” เมาเมากล่าว
“ลอยด์ แวนแจนซ์ ยินดีที่ได้รู้จัก” ลอยด์ตอบ เขายังคงอดไม่ได้ที่จะทึ่งเพราะอีกฝ่ายถึงกับพูดภาษามนุษย์ได้ แสดงว่าก่อนจะตาย สัตว์ิญญาตัวนี้ต้องแข็งแกร่งมากแน่นอน
“ยินดีที่ได้รู้จัก.. เื่ที่เ้าสงสัย ข้าจะบอกให้เอง การโจมตีตระกูลของเ้า ก็เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโลกที่นายน้อยพูดถึง รัฐบาลโลกเป็กองกำลังที่มีพลังอำนาจเหนือยิ่งกว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ของเ้าเสียอีก เพราะมันเป็องค์กรที่ทั้งโลกวิทยาการ พวกมันยังเป็คนที่คอยสนับสนุนการก่อตั้งศาสนจักรแห่งแสงและภาคีไตรเนตร ในโลกมนตราอีกด้วย การล้มล้างตระกูลแวนแจนซ์เป็เพียงบันได,กระไดขั้นแรก เพราะเป้าหมายจริงๆ ของพวกมันก็คือการโจมตีแดนศักดิ์สิทธิ์สี่แห่ง คือ ราชวงศ์ไอนาทิสซ์ ราชวงศ์มนตราฟาลิเซีย สถาบันอาเคเดีย และ จักรวรรดิแบคโฮ” เมาเมากล่าว
“โจมตีแดนศักดิ์สิทธิ์ถึงสี่แห่งเนี่ยนะ ต่อให้ศาสนจักรแห่งแสงกับภาคีไตรเนตรร่วมมือกันก็ทำไม่ได้หรอก” ลอยด์พูด เขายังคงไม่ค่อยเชื่ออีกฝ่ายเท่าไหร่
“เพราะแบบนั้น แผนการของพวกมันก็คือ ค่อยๆ ทำลายความน่าเชื่อถือของแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ละแดน และ ผลักดันให้ศาสนจักรแห่งแสง กลายเป็แดนศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงอำนาจที่สุด” เมาเมากล่าว
“ทำแบบนั้นเพื่ออะไรกัน ทุกวันนี้อำนาจของศาสนจักรแห่งแสงก็แทบจะแดนมนุษย์ไปครึ่งหนึ่งแล้ว” ลอยด์กล่าว
“เพราะมัน้าสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงทวีปอย่างแดนมนุษย์” ครั้งนี้อูซินกลับเป็คนพูด
“อะไรงั้นเหรอ” ลอยด์ถาม
“กุญแจ เป้าหมายของพวกมันเป็เพียงกุญแจสี่ดอก ที่แดนศักดิ์สิทธิ์สี่แห่งเก็บรักษาเอาไว้” เมาเมากล่าว
“กุญแจ? เพียงแต่กุญแจเนี่ยนะ ถึงกับกล้าตั้งตัวเป็ศัตรูกับสี่แดนศักดิ์สิทธิ์พร้อมกัน” ลอยด์พูดอย่างไม่เชื่อ
“มันคือกุญแจสำหรับปลดผนึกที่ใช้กักขังิญญาของเทพรังสรรค์แห่งการกลืนกิน” อูซินกล่าว ครั้งนี้ใบหน้าของลอยด์กลับแข็งไม่อาจแสดงสีหน้าใดๆ ออกมาได้
“เหตุที่รัฐบาลโลกสามารถทั้งโลกวิทยาการได้อย่างไม่ยากเย็น และ ใช้เวลาเพียงไม่กี่พันปี ก็สามารถทำหลายแดนศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ที่โลกวิทยาการได้ทั้งหมด ก็เพราะว่า ‘ดวงจิต’ ของเทพรังสรรค์แห่งการกลืนกินหลุดออกมาจากผนึกได้” เมาเมากล่าวเสริม
“เออ..” เื่ราวอันน่าขบขันและเหมือนกับเื่ตลก กลับถูกพูดด้วยใบหน้าอันจริงจังของหนึ่งคนหนึ่งแมว
“เื่พวกนี้จริงงั้นเหรอ มันน่าเหลือเชื่อเกินไป” ลอยด์พูด
“ยังไม่จำเป็ต้องเชื่อตอนนี้ ที่ข้ามายังโลกมนตราก็เพื่อมาร่วมมือกับ อันเดอร์รูฟ เพื่อขัดขวางไม่ให้ศาสนจักรแห่งแสงทำตามความ้าได้ ตอนนี้เป้าหมายของเ้าย่อมเป็ศาสนจักรแห่งแสงการเข้าร่วมกับอันเดอร์รูฟและมีพวกพ้องย่อมดีกว่าการไร้ที่ไป” อูซินกล่าว
เมื่อได้ยินแบบนั้น ลอยด์ก็ขบคิดเพียงไม่นาน ต่อให้เขายังไม่เชื่อเื่ราวทั้งหมดที่ได้ยิน แต่ว่าเื่ที่ศาสนจักรแห่งแสงทำลายตระกูลแวนแจนซ์กลับได้รับคำยืนยันจากตัวของโรซานเอง เขาที่ตัวคนเดียวย่อมไม่อาจทำอะไรศาสนจักรแห่งแสงได้อย่างแน่นอน
“ได้ ข้าตกลง… แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถเข้าร่วม อันเดอร์รูฟ” ลอยด์ถาม
…
…
อีกด้านหนึ่งของป่า ไกลออกไปหลายสิบกิโลเมตร
ในบริเวณของจุดที่เคยเป็ที่ตั้งของหอคอยขนาดใหญ่สูงกว่าสิบชั้น ถึงแม้จะมีสิบชั้น แต่ก็มีความสูงเกือบๆ สองร้อยเมตรจากพื้นดิน มันเคยเป็หอคอยที่แข็งแกร่งเพราะสิ่งก่อสร้างทุกอย่างภายในหอคอยถูก สร้างด้วยโลหะมนตราและเขียนกำกับเอาไว้ด้วยอักขระมนตราอันแข็งแกร่ง
มันก็คือ หอคอยแวนแจนซ์ หรือ ที่ตั้งของตระกูลแวนแจนซ์ หนึ่งในสิบมหาตระกูลระดับสูงแห่งแดนมนุษย์
กร๊อบ กร๊อบ กร๊อบ
เสียงของม้าหลายๆ ตัวกำลังวิ่งไปยังหอคอยแวนแจนซ์ กลุ่มคนหลายสิบคนกำลังขี่ม้าด้วยความเร็วทั้งหมดที่ม้าจะวิ่งได้ สีหน้าของแต่ละคนย่ำแย่เป็อย่างมาก เต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด แต่ละคนสวมชุดที่เพียงมองก็รู้ได้ทันทีว่าคนทั้งหมดเป็อัศวิน
โดยมีผู้นำของกลุ่มก็คือ หัวหน้าหน่วยอัศวินจู่โจมแห่งเมืองเทรัส วาเนสซ่า โรโซเรส หญิงสาวผมสั้นสีบรอนซ์ทอง ดวงตาคมปลาบ สวมชุดเกราะหนักที่เน้นความคล่องตัว พกดาบเล่มใหญ่และโล่ ผู้มีร่างกายและมวลกล้ามเนื้อที่เหนือกว่าอัศวินชายหลายคน
อัศวินทั้งสิบขี่ม้าจนมาถึงทะเลสาบแห่งหนึ่ง มันเป็ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีเกาะขนาดเล็กอยู่ที่ใจกลางทะเลสาบ และ บนเกาะยังเป็ที่ตั้งของหอคอยแวนแจนซ์ แต่ว่าอัศวินทั้งหมดตอนนี้ไม่อาจข้ามไปได้ เพราะว่า สะพานที่เคยเชื่อมทั้งสองฝั่งโดนทำลายลงไปแล้ว อีกทั้งหอคอยที่เคยตั้งตระหง่านอย่างงดงาม กลับโดนทำลายลงไปเช่นกัน
“บ้าน่า!!...ตระกูลแวนแจนซ์ โดนโจมตีจริงๆ งั้นเหรอ” วาเนสซ่ากล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ เมื่อสี่ชั่วโมงก่อน กองอัศวินพิทักษ์แห่งเมืองเทรัส ได้รับข้อความจากราชวงศ์ให้มาตรวจสอบที่ตระกูลแวนแจนซ์ เพราะว่า'วัตถุเชื่อมิญญา'ของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มกันตระกูลแวนแจนซ์โดนทำลาย
วัตถุเชื่อมิญญา คือ อุปกรณ์เวทมนตร์ที่เ้าของใส่พลังชีวิตของตนเองลงไป หากว่าเ้าของพลังชีวิตตาย วัตถุเชื่อมิญญาจะทำลายตนเอง และ ส่งภาพก่อนตายกลับไปยังวัตถุเชื่อมิญญา
แต่ว่าวัตถุเชื่อมิญญาของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์กลับทำลายตนเอง โดยไม่ส่งภาพกลับไป แถมประตูมิติที่ถูกสร้างเอาไว้เพื่อให้กองอัศวินเดินทางมายังตระกูลแวนแจนซ์ก็ถูกปิดจนไม่อาจใช้งานได้ กลุ่มอัศวินระดับสูงถึงรีบเดินทางมาตรวจสอบด้วยการขี่ม้า
“ริง.. รีบสำรวจรอบๆ” วาเนสซ่าหันไปบอกลูกน้องของตนเอง
“ขอรับ” อัศวินชายนามริงรีบใช้วิชาเวทของตนเอง
“จงเปิดเผยความจริงแก่ข้า เวทสายลม ััแห่งสายลม” ริงหลับตาสายลมรอบตัวกระจายไปทั่ว ััถึงการคงอยู่ผ่านพลังธรรมชาติและวัตถุรอบตัว สายลมแห่งผู้มีพลังระดับเจ็ดขั้นกลาง หรือ ชนชั้นจ้าวมนตราขั้นกลาง กระจายไปอย่างรวดเร็ว ััถึงสิ่งต่างๆ รอบตัว ทั้งธรรมชาติรอบตัวและกระแสพลังมานาที่อยู่ภายในธรรมชาติ พยายามตรวจสอบทั้งความผิดปกติทั้งหมด
“แปลกมาก ทั้งๆที่ เห็นได้ชัดเจนว่าบริเวณนี้เพิ่งเกิดการต่อสู้รุนแรง แต่ว่าพลังมานารอบๆ กลับเสถียรเหมือนกับไม่เคยมีสิ่งใดเกินขึ้นเลย” ริงกล่าว
วาเนสซ่าขมวดคิ้วมองไปรอบๆ บรรยากาศของพลังมานากลับสิ่งที่เห็นกลับไม่สอดคล้องกัน อัศวินทุกคนต่างจับอาวุธของตัวเองอย่างระวังตัว
“ไดน์..เ้าสร้างทางไปยังหอคอย เราจะเข้าไปสำรวจ” วาเนสซ่ากล่าว
จากนั้นอัศวินหญิงนามไดน์ ก็ร่ายเวทออกมาทันที
“จงหล่อหลอม เวทน้ำแข็ง เหมันต์หล่อหลอม” เวทมนตร์ที่สามารถสรรค์สร้างน้ำแข็งให้เป็รูปร่างต่อๆ ถูกร่างออกมา พลังเวทกระจายตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว กลับเป็ทะเลสาบให้กลายเป็สะพานน้ำแข็งอันแข็งแกร่ง จนกระทั่งสามารถรองรับน้ำหนักของทั้งคนและม้าร่วมยี่สิบชีวิต
“ไป” เมื่อได้รับคำสั่ง อัศวินทั้งหมดก็ควบม้าไปยังหอคอยทันที
“แบ่งไปทีมละสองคน สำรวจโดยรอบ” เมื่อข้ามมาได้วาเนสซ่าสั่งการทันที
“รับทราบ” อัศวินทั้งเก้าแยกย้ายไปตามคำสั่ง โดยที่ริงสำรวจคู่กับวาเนสซ่า
วาเนสซ่าก้าวข้ามซากคานเหล็กที่บิดเบี้ยวเข้าไปยังใจกลางโถงชั้นหนึ่ง เธอชักดาบยาวออกมาตั้งรับโดยสัญชาตญาณ แสงสีฟ้าจากอักขระที่ปลอกแขนของเธอเรืองแสงขึ้นเพื่อขับไล่ความมืด แสงสว่างวาบไปทั่วบริเวณ
เหล่าอัศวินจู่โจมกระจายตัวออกไปตามซากปรักหักพัง ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงในการค้นหาหอคอยที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ แต่สิ่งที่พวกเขาพบกลับมีเพียงเศษเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น อุปกรณ์เวทชำรุดที่วางทิ้งไว้ และเครื่องมือช่างที่ยังคงวางอยู่บนโต๊ะที่หักครึ่ง
เมื่อเหล่าอัศวินจู่โจมกลับมา
“เจออะไรหรือไม่” วาเนสซ่าถาม
“หัวหน้า พวกเราไม่พบอะไรเลยครับ” อัศวินคนหนึ่งรายงานด้วยสีหน้าซีดเผือด
“ไม่เจอขอรับ ท่านหัวหน้า”
“ไม่เจอขอรับ มีเพียงแต่ร่องรอยการต่อสู้เท่านั้น”
“เช่นกันขอรับ ไม่มีทั้งศพ และ ไม่พบผู้รอดชีวิต”
วาเนสซ่าก้มลงมองพื้นห้องที่ควรจะนองไปด้วยเืของคนนับร้อยในตระกูล แต่มันกลับสะอาดสะอ้านราวกับถูกชำระล้างด้วยเวทมนตร์ขั้นสูง ร่องรอยการต่อสู้มีอยู่ทุกหนแห่ง ทั้งรอยไหม้จากไฟธาตุที่รุนแรง และรอยกรงเล็บที่ฉีกกระชากกำแพงหินราวกับเนย แต่กลับไร้ซึ่งเศษเนื้อหรือกลิ่นคาวเืที่ควรจะมี
“แปลกจริง...” วาเนสซ่ากล่าว
“ใช่ขอรับ ทั้งที่เห็นว่ามีการต่อสู้ขนาดใหญ่ ต้องมีระดับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ลงมือต่อสู้อย่างแน่นอน แต่กลับไม่มีศพเลย” ริงกล่าว
“ข้าจะรายงานกลับไปยังท่านเ้าเมือง...ส่วนพวกเ้าแบ่งกำลังออกไปสำรวจอีกรอบ” วาเนสซ่ากล่าว
“รับทราบ” อัศวินที่เหลือรับคำสั่ง
จากนั้นอัศวินทั้งหมดก็แยกย้ายกันไปสำรวจอีกรอบ แต่วาเนสซ่าและอัศวินทั้งหมด ต่างไม่พบสิ่งใด ภายในตระกูลแวนแจนซ์ไม่หลงเหลือสิ่งใดเลย ทั้งศพ ทั้งร่องรอยของคนร้าย หรือ แม้กระทั่งรอยเื
……
อีกด้านหนึ่ง ถนนอันเป็ทางที่ตรงไปยังเมืองเทรัส มีรถม้า ไม่สิ ต้องเรียกว่า เกวียนที่มีอสูรม้าคอยลากรถให้ ถึงภายในจะมีคนเพียงสามคน แต่ว่าขนาดของรถนั้นเรียกว่าสามารถนั่งได้หลายสิบคนเลยทีเดียว ถึงจะบอกว่าเป็กลุ่มคน แต่ละคนกลับมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน เพราะถึงร่างกายจะเป็มนุษย์แต่ก็มีบางส่วนของร่างกายที่เหมือนกับสัตว์
มีคนสามคนนั่งอยู่ภายในรถม้าอสูร
คนแรก ฟูจิกิ นักผจญภัยพลังเวทระดับห้าขั้นสูง หญิงสาวผมแกะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์เพียงแต่มีหางของวาฬที่ยาวยิ่งกว่าความสูงของตัวเธอเอง
คนที่สอง คินาโกะ นักผจญภัยพลังเวทระดับห้าขั้นกลาง มนุษย์สัตว์หญิงสาวที่มีหูและหางของหมาจิ้งจอกสีแดง
คนสุดท้าย ทากะ นักผจญภัยพลังเวทระดับห้าขั้นกลาง ชายหนุ่มที่มีปีกสีน้ำตาลของอินทรีย์ขนาดใหญ่ด้านหลัง
ทั้งสามเป็นักผจญภัยอิสระจากแดนอสูร หรือ ดินแดนที่ประชากรส่วนมากเป็มนุษย์สัตว์ แต่เลือกที่จะมาทำภารกิจบางอย่างที่แดนมนุษย์อันเป็ต่างทวีปของตนเอง และ กำลังเดินทางไปเมืองเทรัส
“ฟูจิกิ… เ้าคิดว่าเทือกเขาเอลเดียแปลกๆ ไปหรือไม่” คินาโกะ มนุษย์สัตว์วงศ์จิ้งจอก
“เ้าเองก็คิดแบบเดียวกับข้าสินะ” ฟูจิกิ มนุษย์สัตว์วงศ์วาฬกล่าว
แม้ว่าพวกเขาจะเป็มนุษย์สัตว์ที่ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดที่แดนมนุษย์แต่ก็มาอาศัยอยู่ที่บริเวณเมืองเทรัสมานานกว่าสามเดือน และ ได้รับภารกิจสังหารสัตว์อสูรระดับกลางมาหลายภารกิจ จึงเคยไปเทือกเขาเอลเดียหลายครั้ง แต่ครั้งนี้แปลกที่สุด
“พวกเ้าสองคนเองก็คิดแบบเดียวกันสินะ… สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ชายขอบของเทือกเขามีจำนวนที่น้อยลงจนแทบจะหาไม่เจอเลย” ทากะ มนุษย์สัตว์วงศ์เหยี่ยวกล่าว
ในครั้งนี้ที่พวกเขามาเทือกเขาเอลเดียก็เพราะว่าได้รับภารกิจ หานอของแรดนอแดงที่เป็หนึ่งในส่วนผสมของการปรุงยา แต่ว่าในครั้งนี้พวกเขาต้องใช้เวลาหานานกว่าหกวันกว่าจะเจอสักตัว ทั้งๆ ที่เมื่อเดินที่แล้ว แรดนอแดงเป็สัตว์อสูรที่หาได้ง่ายภายในชายแดนของเทือกเขาเอลเดีย
“ไม่ใช่แค่แรดนอแดงเท่านั้นที่มีจำนวนน้อยลง.. แต่สัตว์อสูรชนิดอื่นด้วย จำนวนของพวกมันน้อยลงมากเกินไป” ฟูจิกิกล่าว เพราะทุกๆ ครั้งเวลาที่จะเดินทางไปหรือกลับ พวกเขาต้องปะทะกับสัตว์อสูรที่ไม่้าหลายครั้งกว่าจะหาเป้าหมายของตนเองเจอ แต่ครั้งนี้กลับไม่ต้องปะทะกับสัตว์อสูรตัวไหนเลย
“แถมข้ายังรู้สึกว่า… ตอนที่เรากำลังหาสัตว์อสูร มีใครบางคนกำลังจับตาดูเราตลอดเวลา” คินาโกะเตือน แม้ว่าพลังของนางจะไม่สูงส่ง แต่นางเป็มนุษย์สัตว์วงศ์จิ้งจอกแดงที่มีสัญชาตญาณดีแถมยังสามารถใช้พลังิญญาได้ ภายในพวกนางทั้งสามคนคินาโกะเลยเป็คนที่มีสัญชาตญาณดีที่สุด
“เพราะแบบนั้นเ้าเลยอยากให้เรารีบกลับสินะ” ทากะกล่าว
“ใช่ ตอนที่อยู่ภายในเทือกเขาเอลเดีย ข้ารู้สึกไม่ดีเลย” คินาโกะกล่าว
“ข้าเองก็รู้สึกแบบเดียวกับ ข้ารู้สึกเหมือนว่าภายในเทือกเขาเอลเดียกำลังเกิดอะไรบางอย่างขึ้น” ฟูจิกิมองหันกลับไปยังเทือกเขาที่ตนเองเพิ่งจะจากมา
โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าไกลออกไปจากที่รถมาของตนเองอยู่ มีคนสองคนกำลังยืนอยู่บนหน้าผา จ้องมองไปยังรถม้าที่กำลังวิ่งไกลออกไป
คนแรก รูปร่างภายนอกเหมือนกับชายหนุ่มสวมชุดสีดำแต่กลับมีเรือนผมสีขาวราวกับคนแก่ มีดวงตาสีแดงโลหิตราวกับเื
“ไคม์ ทำไมถึงปล่อยพวกนั้นไป ไม่ยอมให้อสุรกายไร้ผิวกินพวกมัน” ซิมม่อน ชายอีกคนเดินเข้ามาถาม คนๆ เรือนผมสีม่วงอ่อน สวมแว่นอันหนาเตอะ และ ยังสวมชุดคลุมสีขาวราวกับนักวิทยาศาสตร์ ด้านหลังของพวกเขาทั้งสองมี อสุรกายอันแปลกประหลาดเดินตามหลัง มันเดินด้วยขาและแขน พวกมันแม้มีกล้ามเนื้อที่ดูแข็งแกร่งแต่กลับไม่มีิัห่อหุ้ม
“ยังไม่ถึงเวลา มนุษย์สัตว์ที่มีหางวาฬคนจะเป็คนของมหาตระกูลในแดนอสูร หากจะสังหารต้องทำโดยหาทางปิดผนึกวัตถุิญญาเอาไว้ ไม่อย่างนั้นละก็… ข้อมูลของอสุรกายไร้ผิวจะรั่วไหลออกไปก่อน” ไคม์กล่าว
“ก็แค่จับตัวเอาไว้แล้วให้อสุรกายโลหิตกลืนกินก็พอ ทำแบบนั้นวัตถุิญญาจะไม่อาจรับรู้ได้ว่าตัวตนแท้จริงโดนกลืนกินไปแล้ว” ซิมม่อนกล่าว
“แน่ใจงั้นหรอกว่าจะทำได้ทัน.. มนุษย์สัตว์วงศ์จิ้งจอกตัวนั้น เองก็เป็คนจากมหาตระกูลของแดนอสูร ที่มีภูติญญารับใช้ระดับสูง อย่าลืมว่าอสุรกายโลหิตทำได้เพียงแย่งชิงร่างกาย ไม่อาจแย่งชิงความผูกพันทางิญญาได้” ไคม์กล่าว แม้ว่าอสุรกายทั้งสามแบบของพวกมันจะแข็งแกร่งจนสามารถรับมือในการต่อสู้ได้ทุกรูปแบบ แต่ว่าอสุรกายแต่ละแบบก็มีจุดอ่อนที่แตกต่างกันออกไป
“แบบนี้เอง หากโจมตีไม่ว่ายังไงก็คงไม่อาจจับตัวได้อย่างสมบูรณ์สินะ” ซิมม่อนมองรถม้าอสูรที่ไกลออกไป แม้ว่าจะอยากนำพวกนั้นมาใช้ในการทดลอง แต่หากว่ามันมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้แผนการตนเองผิดพลาด มันก็ยอมที่จะหาเหยื่อใหม่นะดีกว่า
“ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานต่อให้เป็บุตรหลานของมหาตระกูลระดับสูง เ้าก็จะสามารถนำมาทดลองได้เหมือนกัน” ไคม์ยกยิ้มอันชั่วร้ายออกมา ดวงตาโลหิตสะท้อนแสงสีแดงอันน่าหวาดหวั่นออกมา