"สหายวัยเยาว์ทั้งสามโปรดอย่ากังวลเราผู้เฒ่ามิได้มาร้ายหากแต่นายของเรามีปรารถนาจะพูดคุยกับเหล่าสหายวัยเยาว์สักครู่โปรดตามพวกเรามาสักครู่ได้หรือไม่"
ฟันต้า ฟันจิน ฟันไท่ ยิ้มเจือนๆ มันจะปฏิเสธได้อย่างไร ตรงหน้ามันคือระดับเหนือตำนาน ไม่ช้ามันก็พยักหน้ารับเบาๆ และในไม่ช้าร่างพวกมันทั้งสามก็ล่องลอยทันที ทั้งสามไม่แปลกใจ นี่คงเป็นอิทธิฤทธิ์แห่งผู้อยู่ในระดับเหนือตำนาน
ไม่ช้าฟันต้า ฟันจิน ฟันไท่ ก็โบยบินไปบนอาคารสถานแห่งหนึ่งที่ช่างดูหรูหรา มันอยู่ใจกลางมหานครฟ้าอนันตร์ ขอบลิ้มริมบานประตูราวกับว่าเป็นทองคำสลักแท้ นอกจากนั้นลวดลายมังกรและสัตว์ในตำนานต่างๆ อีกมากถูกทำเป็นรูปปั่นทองคำประดับประดาโดยรอบ เมื่อพวกมันเดินเข้าไป ก็พบว่าภายในนั้นแทบจะไร้ผู้คน โต๊ะอาหารครึ่งร้อยไม่มีผู้ใดนั่งดื่มกิน มีเพียงแต่โต๊ะตัวหนึ่ง ที่มีคนนั่งอยู่ อาหารเต็มโต๊ะ หากแต่ผู้นั่งกินกับมีผู้เดียว นอกจากนั้น ด้านหลังนายท่านผู้นี้ก็ยังมีผู้ยื่นดูแลอยู่อีกหนึ่งคน รอบห้องก็มีอีกนับสิบ ช่างแสดงให้เห็นถึงฐานะอันเหนือธรรมดายิ่ง
ไม่ช้าบุรุษผู้นั้นก็ออกปาก "พวกเจ้าทั้งสามคือผู้โชคร้ายแห่งมหานครฟ้าอนันตร์เช่นนั้นรึ ข้าได้ข่าวว่าเมื่อพวกเจ้ามาถึงได้ไม่นานก็ถูกปล้นจี้โดยผู้บำเพ็ญระดับท่องนภา ช่างเป็นเหล่าผู้มีเคราะห์จริงๆ ฮะฮาฮา" พูดกล่าวจบบุรุษผู้สูงส่งผู้นี้ก็ทำมือเชิญทั้งสามนั่งกินดื่มร่วมโต๊ะ พร้อมบอกอย่างเกรงใจอยู่หลายคำ
หากแต่ถึงอย่างนั้นฟันต้า ฟันจิน ฟันไท่ พวกมันทั้งสามจะกล้ากระดิกตัวรึ โดยรอบตัวมันมีแต่ผู้บำเพ็ญระดับสูงทั้งนั้น
นิ่งเงียบอยู่ครู่ ไม่ช้าบุรุษผู้สูงส่งผู้ถูกเรียกว่าฉีเล่อก็กล่าวถามเข้าเรื่องสำคัญเสียที
"สหายเจ้าพอบอกเล่าเรื่องของท่านผู้อาวุโสที่ออกมาช่วยเหลือเจ้าให้ข้าฟังได้หรือไม่ ข้าสาบานต่อฟ้าและพวกเจ้าได้ว่าการกล่าวถามของข้านี้ไม่ได้มีจิตคิดร้ายทั้งต่อตัวเจ้าและผู้อาวุโสท่านนั้น"
และด้วยท่าทีที่เป็นมิตรและการกล่าววาจาน้ำเสียงหนักแน่นฟันต้าก็เห็นว่าบุรุษตรงหน้าคงมิได้มิจิตคิดร้ายทั้งต่อตัวมันและท่านย่ำฟ้า มันขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง พร้อมมองเหล่าพี่น้องของตัวมัน ไม่ช้าก็บอกเล่าเรื่องราวครั้งเก่าก่อน นับตั้งแต่วันแรกที่มันได้พบกับท่านย่ำฟ้า... "นายท่าน ท่านเซียนมีนามว่าย้ำฟ้า โดยพวกข้าได้พบกับท่านเมื่อราว 1 ปีกอ่น ในตอน..."
เวลาค่อยๆ ล่วงผ่าน
สีหน้าของฉีเล่อ บางทีก็คล้ายขมวดคิ้ว บางทีก็ทำท่าขบคิด
ยิ่งมันได้ฟัง มันก็ยิ่งพบความอัศจรรย์ในวาจาที่เหล่าผู้น้อย เหล่านี้กล่าวหลายอย่างนัก ไม่ช้ามันก็กล่าวถาม "ท่านเซียนย่ำฟ้าสามารถรักษาสตรีตระกูลฟู่ด้วยอิทธิฤทธิ์งั้นรึ ทั้งๆ ที่อาการของนางต้องใช้โอสถระดับสามลายเส้นรักษา" ฉีเล่อกล่าวถามในใจมีความคิดมากหลาย
ไม่ช้าฟันต้าก็กล่าวตอบ "จริงขอรับนายท่าน คนในบ้านตระกูลฟู่ทุกคนล้วนเห็นสิ่งนี้กับตา ตอนนี้อาการของนายหญิงดีขึ้นมากจนมิปรากฏอาการเจ็บปวดใดๆ อีกหลังจากได้รับการรักษาจากท่านเซียนย่ำฟ้า ไม่เชื่อนายท่านสามารถไปตรวจสอบกับท่านหมอโอสถที่เคยตรวจอาการนายหญิงของเราก็ได้ขอรับ โรงหมออันดับหนึ่งท่านหมอเย่เจิ้น ตอนนั้นท่านหมอโอสถผู้นี้บอกว่านายหญิงเราต้องใช้โอสถ 3 ลายเส้นเท่านั้นจึงรักษาได้ และแม้จะได้รับโอสถก็ยังต้องพักฟื้นอีกแรมเดือน หากแต่ท่านย่ำฟ้ากลับรักษานายหญิงของข้าน้อยหายเพียงในวันเดียวแถมมิต้องป้อนโอสถ รักษาเพียงการใช้อิทธิฤทธิ์เท่านั้น"
ฉีเล่อขบคิดก่อนจะมองไปที่บุรุษชราด้านหลังตัวมัน ในใจคล้ายมีคำถามมากมาย
ไม่ช้าการพูดกล่าวก็เสร็จสิ้น นายท่านฉีเล่อก็ถามสามพี่น้องว่าออกมาทำธุระอะไรกัน ก่อนได้ความว่าจะออกมาหาแลกเหรียญทองกับดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาที่มี เพราะตัวมันเป็นผู้บำเพ็ญธรรมดามิใช่ผู้โบยบินเหรียญทองจำเป็นมากกว่าดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาเหล่านี้ ฉีเล่อได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะ ก่อนมอบเงินแสนเหรียญทองให้เปล่าๆ บอกว่าเป็นสินน้ำใจ และขอบคุณสำหรับการบอกเล่าอย่างซื่อตรง
ไม่ช้านายท่านผู้นี้มันก็เดินจากไปพร้อมเหล่าบริวารทั้งหลายที่เดินตามหลังประดุจเงาตามตัว หากแต่มันมิได้ดูเป็นขบวนใหญ่ เพราะคนนับสิบที่ยื่นอยู่ตามมุมห้อง ไม่ช้าก็ร่ายฤทธิ์ใส่ตัวเอง ร่างกายค่อยๆ เลือนหายไป นายท่านฉีเล่อเพียงเดินเคียงคู่กับบุรุษชราผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งมีตราสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิตเท่านั้น
ก่อนจากนายท่านผู้นี้ยังบอกอีกว่าให้ทั้งสามกินอาหารมื้อนี้ให้อร่อยแล้วค่อยกลับไป
เมื่อองค์ราชันย์ติงฉีเล่อออกจากห้อง มันก็กล่าวถามขันทีชราข้างตัว "เจ้ามีความคิดเห็นใดเกี่ยวกับย่ำฟ้าผู้นี้"
นิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ ขันทีชราก็พูดกล่าว "ลึกล้ำ อันตราย น่าหวาดกลัว บุรุษที่ใช้ฤทธิ์โดยไม่ต้องร่ายฤทธิ์เกรงว่านี่จะเป็นขอบเขตที่เป็นตำนานของแดนดินนี่ ที่เรียกว่าทวยเทวะพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าก็คิดเช่นนั้น เมื่อราวปีก่อน มีการปรากฏตัวของมหาเทวะ ทั้งหนึ่งเทวะมาร และหนึ่งมหาเทวะแห่งแสงสว่าง ในตอนนั้นตัวเราก็พึงรู้ว่าตัวเรานั้นเล็กจ๋อยเพียงไร เจ้าว่าท่านเซียนย่ำฟ้าผู้นี้จะมีความเกี่ยวข้องกับมหาเทวะแห่งแสงสว่างผู้นั้นรึเปล่า"
ขันทีชรานิ่งเงียบ มันมิกล้าพูดกล่าว และมิกล้าคิดฝันที่ถึงเรื่องนี้ มันยิ่งใหญ่เกินตัวเกินตนของมันจนเกินไป
ไม่ช้าองค์ราชันย์ติงฉีเล่อก็กล่าวถามอีกครั้ง หากแต่เป็นเรื่องอื่น "เจ้าว่าข้าควรลงทุนหรือไม่"
ขันทีชรายิ้ม "สมควรมากพ่ะย่ะค่ะ แม้กิจการจะมีความเสี่ยง ภาพรวมของการค้าขายก็ยังเห็นไม่ชัด หากแต่เวลานี้พระองค์มิอาจไม่ลงทุน เพราะหากกิจการใหญ่เช่นนี้หากผ่านมือไป เปลี่ยนเป็นผู้อื่นลงทุน เกรงว่า 19 รุ่นของราชวงศ์ของฝ่าบาทจะจบที่รุ่นของฝ่าบาทแล้ว"
คิกคิกราชันย์แซ่ติงหัวเราะในลำคอบางเบา คำพูดนี้ของขันทีเฒ่าช่างบาดใจมันนัก
.
.
.
ณ ศาลเทพสวรรค์ ตอนนี้บนท้องนภากว้าง มีเหล่าผู้บำเพ็ญระดับสูงร่วมครึ่งร้อย
ส่วนผู้บำเพ็ญที่ถูกล่าสังหาร ตอนนี้ที่รักษาชีวิตได้มีอยู่ 6 คน ซึ่งรวมเหอซือห้าวบุรุษผู้มีนัยน์ตาข้างเดียวแล้ว ฉินเทียนยืนมองเหล่าผู้บำเพ็ญทั้งหลายที่จดจ้องมองมาที่ตัวมัน ในใจมันนั้นปรารถนาเหลือเกินที่จะตบปล้นทรัพย์ให้หมดในคราวเดียว หากแต่ก็ทำเช่นนี้ไม่ได้ มีเจ้าตัวน้อยมองจ้องอยู่ ในฐานะบิดาคน จะทำการเสื่อมทรามให้บุตรตัวน้อยเห็นนั่นเป็นสิ่งไม่สมควรยิ่ง
ลองคิดดูหากตัวน้อยฉินผิงวันหน้าเติบใหญ่การเป็นสตรีปล้นฆ่า แล้ววันหนึ่งนางพูดกล่าวทุกสิ่งอย่างก็เพราะ เห็นบิดากระทำ แบบนี้ฉินเทียนคงแทบหัวจะสลาย และเพราะแบบนั้น การปล้นชิงครั้งนี้ตัวมันจึงต้องอ้อมค้อมเสียหน่อย
คนเลวฉินเทียนไม่กลัว มันกลัวแต่คนดีก็เท่านั้น ไม่ช้ามันก็พูดกล่าว ใบหน้ายิ้มแย้ม แสดงออกถึงความเมตตาถึงที่สุดราวกับตัวมันคือพระโพธิสัตว์ผู้ซึ่งบรรลุถึงสัจธรรมแห่งชีวิต
"เหล่าวัยเยาว์ทั้งหลาย เหตุใดจึงฆ่าฟัน เหตุใดห้ำหั่น สิ่งเหล่านี้หาได้มีประโยชน์ไม่ จงหยุดใจชั่วช้าและเข้าสู่วิถีแห่งผู้บำเพ็ญ กลายเป็นผู้เข้าถึงมรรคอันประเสริฐ โดยมีเมตตาเป็นเครื่องนำ มีอภัยเป็นเครื่องให้กำลังเถอะ"
เหล่าพูดบำเพ็ญทั้งหลายได้ยินคำพูดของผู้เฒ่าชราประหลาดในใจก็ล้วนขบคิด ไอ้ผู้แก่เฒ่าชราภาพผู้นี้มันเป็นใคร พวกมันทั้งหมดนี้แต่ละคนมีแต่ผู้อายุวัยเกิน 2000 ปี กล้าเรียกมันว่าเหล่าวัยเยาว์ นอกจากนั้นอะไร คำพูดวกไปวนมา ตลอดชีวิตพวกมันเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเต็มไปด้วยคราบโลหิตและสรรพชีวิตของผู้คน จะให้ใช้เมตตานำ ให้มีอภัยเป็นเครื่องให้กำลัง ไอ้แก่เฒ่านี่เอ็งกำลังพูดอะไรอยู่
ไม่ช้าบุรุษผู้หนึ่งที่มีตราสัญลักษณ์วิญญาณสีแดง 5 จุดแต้มซึ่งแลดูจะเป็นหัวหน้าก็พูดกล่าว มันปรารถนาจะครอบครองที่แห่งนี้ทันทีที่มันได้พบเห็น โดยมันมิรู้เลยว่าที่แห่งนี้นั้นมิใช่สถานที่ธรรมดา คงมีแต่เหอซือห้าวบุรุษผู้มีนัยน์ตาข้างเดียวและพี่น้องของมันที่เป็นคนละแหวกนี้ ที่เคยผ่านเกาะน้อยใหญ่แถวนี้มากอ่น จึงจะล่วงรู้ว่า ขุนเขาสูงที่มีหมอกเซียนอันตระการนี้ เป็นสิ่งที่อยู่ดีๆ ก็ปรากฏขึ้นมา มิใช่เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เดิม
"ไอ้แก่ไม่อยากตายก็หอบลูกหอบหลานออกไปซะ นอกจากนั้นมีทรัพย์สินอะไรก็เอาออกมาให้หมด ข้ามหาบำเพ็ญจากแดนทวีปใหญ่จะพอเมตตาอยู่บ้าง บริเวณนี้หากมีนางบำเพ็ญงดงามก็นำออกมาต้อนรับข้าเสีย หากข้าชำเรานางพอใจก็จะตบรางวัลให้ มิจับไปเป็นทาสนางโลมในแดนทวีปใหญ่"
เมื่อไอ้จัญไรผู้นี้กล่าววาจาสุนัขเช่นนี้ ในใจของฉินเทียนก็ยิ้มร่าปรีดายิ่งนัก เนี่ยแหละคนที่มันค้นหามานาน ตัวร้ายที่โง่ๆ ทึ่มๆ ไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่คิดหน้าคิดหลัง เดรัจฉานเรียกบิดา โจรร้ายพบเจอต้องก้มกราบ
ไม่ช้าเหล่าผู้บำเพ็ญที่ติดตามมาก็ต่างหัวเราะชอบใจ คล้ายได้พบเจอเนื้อหวานที่มีผู้อื่นย่างไว้และพวกมันสามารถหยิบกินได้ทันที
ฉินเทียนทำสีหน้าคล้ายเศร้าใจ พร้อมสั่นกระดิ่งที่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงกระดิ่งธรรมดาที่พึงกดซื้อมาจากศาลเทพสวรรค์สดๆ ร้อนๆ ราคาเพียง 10 แต้มบุญ หากแต่แสร้งว่าสิ่งนี้อยู่ในแขนเสื้อของมันมานานแล้ว
ไม่ช้าเมื่อกระดิ่งดังนางสวรรค์บาทจาริกาผู้งดงามทั้งสองขอมันก็ปรากฏตัวออกมาจากศาลเทพสวรรค์ด้านหลัง หากแต่มิใช่เพราะมีกระดิ่งสั่นเรียก หากแต่เพราะฉินเทียนตั้งจิตเรียกพวกนางมา หากแต่มันทำคล้ายว่าพวกนางมาเพราะกระดิ่งเรียกหาเฉยๆ ไม่ช้าตัวมันฉินเทียนก็พูดกล่าว ใบหน้าก็คล้ายดูเศร้าหมองอยู่บ้าง
"ณ ที่นี่สตรีงดงามมีเพียงบาทจาริกาสองนางผู้ติดตามเราผู้ชรามาเนิ่นนานเท่านั้น นางทั้งสองเป็นสตรีบริสุทธิ์มิเคยต้องราคี นับตั้งแต่นางลืมตาดูโลกก็ติดตามข้าผู้ชรามาตลอด คล้ายฝากเป็นฝากตายกับเราผู้ชรามานับครั้งไม่ถ้วน สหายวัยเยาว์ทั้งหลาย นางสตรีทั้งสองนี้ข้าก็คงมิอาจจะมอบให้ใครได้จริง" ฉินเทียนแสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดนัก
เหอซือห้าวที่เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ก็รีบประเมิน มันกล่าวในใจตัวเอง 'นิหรือข้าคิดผิดไปรึ ไอ้แก่นี้เป็นแค่ระดับตำนานธรรมดาเองหรอกหรีอ ถ้าแบบนี้คงแย่แล้ว' เหอซือห้าวกล่าววาจาในใจพลันส่งเสียงจิตไปหาเหล่าผู้ติดตามพี่น้องของตัวมัน ยามนี้ตัวมันหาได้มีความสนใจความงดงามของสตรีไม่ บอกกล่าวเหล่าบริวารพี่น้องของตัวมันให้หายใจกักเก็บหมอกเซียนฝืนกำลังให้มากที่สุด พร้อมทำอย่างแนบเนียน ส่วนตัวมันจะแอบร่ายฤทธิ์ฝั่งยันต์ระเบิดตามกาลลงสู่ขุนเขาแห่งนี้เงียบๆ
ส่วนเหล่าผู้บำเพ็ญผู้มาเพื่อล่าสังหารยามเมื่อได้เห็นบาทจาริกาทั้งสองของฉินเทียน พวกมันแต่ละคนก็คล้ายกับพึงเคยเห็นสตรีเป็นครั้งแรก เกิดความกำหนัดอย่างแรงกล้า หมายเปลืองผ้านางทั้งสองให้ได้ในทันที เพราะความงดงามเช่นนี้มันงามตระการตาจนเกินไป แต่ละคนก็จ้องตาเป็นมัน
ไม่ช้าผู้เป็นหัวหน้าก็พูดกล่าวแสดงความใคร่ในใจออกมาอย่างเปิดเผย "เจ้าทั้งสองต่อจากนี้มาเป็นนางบำเพ็ญคู่กับข้ารับใช้ข้าหนึ่งคืน จากนั้นก็เวียนแก่เหล่าบริวารเป็นสตรีคลายกำหนัดให้แก่มันบริวารทั้งหลายแห่งข้า ข้ามหาบำเพ็ญจากทวีปใหญ่จะเมตตาเจ้าให้ได้รับหมอกเซียนต่อไปและได้อยู่ในวิถีบำเพ็ญ โดยใช้กายของพวกเจ้าเป็นเครื่องแลกเปลี่ยน"
บาทจาริกาทั้งสองของฉินเทียนมิพูดกล่าว นางทำใบหน้าขบขัน ฉินเทียนเหล่สายตาเล็กน้อย
เหอซือห้าวก็เช่นกัน หากแต่มันสังเกตเห็นความผิดปกติของนางสตรีผู้งดงามราวนางสวรรค์ พวกนางทั้งสองคล้ายมิมีทีท่าเกรงกลัว นอกจากนั้น...
มันคล้ายรู้สึกว่าตัวมันสบเข้ากับสายตาผู้เฒ่าชรา ในใจมันหวั่นไหวอย่างประหลาดยันต์ระเบิดตามกาลที่อยู่ด้านหลังมัน มันจึงยังมิกล้าฝั่งมันสู่ขุนเขาใหญ่แห่งนี้ ไม่รู้ทำไมในใจมันคล้ายสั่นกลัวอย่างประหลาด มันหวาดกลัวผู้ชรามากเสียกว่าผู้บำเพ็ญที่ตามล่าสังหารมันทั้งครึ่งร้อยเสียอีก
ฉินเทียนเงยหน้ามองฟ้า นัยน์ตายังแสร้งมีความเมตตาดังเช่นเดิม มันพูดกล่าวอีกครั้ง
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกเจ้าทั้งหลายก็ไปเสียเถอะ ที่นี่หาได้มีสิ่งใดที่เหมาะสมกับพวกเจ้าไม่ รอวันหนึ่งพวกเจ้ากลับตัวกลับใจได้ คิดถึงสิ่งที่เราผู้ชราแนะนำ พวกเจ้าค่อยมาหาเราผู้ชราเสียใหม่ หันหลังคืนฝั่งยามนี้ยังทัน แม้มือจะเปื้อนเลือด หากแต่ชำระด้วยน้ำใสและความจริงใจ ในไม่ช้าความมืดมิดในใจก็ดับสูญ"
.
.
.
ไม่ช้าก็มีผู้บำเพ็ญดูท่าจะทนไม่ไหว ไอ้แก่เฒ่านี่อะไรพูดจามิรู้ความ
พวกข้าจะมาปล้นฆ่าชิงทรัพย์สิน นอกจากนั้นยังมีนางสตรีงามและหมอกเซียน หากแต่ไอ้แก่ผู้นี้พูดพร่ำอะไรอยู่ ช่างน่าระคายหูและน่ารำคาญเสียงจริง
เสียงตะโกนร้องด่าว่าฉินเทียนดังระงม แต่ละคนมีแต่ด่าว่ามัน
บ้างก็ว่าไอ้ห่าไปตายซะ บ้างก็ว่าไอ้แก่โง่เง่าจงหุบปากเสีย หนักหน่อยก็ไปถึงบิดามารดาของตัวมัน นอกจากนั้นบางผู้คนก็ยังพูดกล่าว หากเอ็งยังพูดต่ออีกบิดาจะไปตบปากเอ็งถึงที่
.
.
.
ฉินเทียนตอนนี้ในใจ ดีใจเป็นที่สุดทุกอย่างเป็นไปตามแผน การยุแย่เสร็จสมบูรณ์ พอไอ้พวกเวรนี้ลงมือมันก็มีข้ออ้างจัดการพวกมันแล้ว
หากเพียงแต่ว่า...
"อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาก" ผู้บำเพ็ญระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีส้มผู้หนึ่งร้องดัง ร่างลุกท่วมไปด้วยเปลวอัคคีสีทอง
.
.
.
"สามห่าวนักไอ้พวกคนจัญไลบิดาข้าย่ำฟ้าเมตตาสั่งสอน หากแต่มิเพียงไม่มานั่งฟังให้เรียบร้อย คุกเข่าก้มกราบ ยังกล้ากล่าววาจาด่าทอบิดาข้าอีก ช่างเป็นพวกจัญไรโดยสันดาน"
ฉินเทียนมองฉินจวิ้นเจี๋ยลูกชายร่างล่ำบึ้กของมัน
คล้ายมีคนเล่นนอกบทไม่ช้าก็มีผู้บำเพ็ญอีกคนกรีดร้อง นัยน์ตาของมันมืดบอดสนิท โลหิตก็โพยพุ่งออกจากสองตา นอกจากนั้นยังมีอาการคล้ายอยู่ในความทุกข์ทรมานแสนสาหัส
ไม่ช้าฉินเทียนก็มองไปที่ขาซ้ายของมัน เห็นเจ้าตัวน้อยฉินผิงนัยน์ตาเป็นประกายกำลังพึงพำร่ายอิทธิฤทธิ์
ไม่ช้าฉินเทียนก็รอบบ่นในใจ
'เวรแล้วไง ทำไมเหล่าตัวน้อยของบิดาถึงผิดคิวกันถึงขนาดนี้ นี่ควรเป็นเวลาของบิดาต้องแสดงโชว์สิ นอกจากนั้นทำไมเจ้าถึง...'
คิดอยู่ในใจครู่หนึ่ง ไม่ช้าบุตรธิดาตัวน้อยของมันก็หันมามองตัวมันพร้อมส่งเสียง "ท่านพ่อฉินผิงมิชอบวาจาเลวร้ายที่ด่าว่าท่านพ่อของฉฺินผิงเลยเจ้าค่ะ อ่านอาจารย์หลี่เจียอี้เคยกล่าวสอน หากฉินผิงพบผู้วาจามิดี ให้ควักลูกตามันเสีย ท่านพ่อฉินผิงทำถูกต้อง ฉินผิงเก่งใช่ไหมเจ้าค่ะ" นางพูดไปก็แย้มยิ้มไป
.
.
.
สิ้นคำพูดของฉินผิงสตรีตัวน้อยโลกทั้งใบของฉินเทียนคล้ายมืดมนและพังทลายแตกสลายไปต่อหน้าต่อตา
น้ำตาของมันตกใน
มันร้องตะโกนก้องในใจของตัวมัน หากมันผ่าโลกหล้าและแหวกนภาได้มันก็พร้อมจะกระทำในตอนนี้
'ไอ้หลี่เจียอี้ เอ็งสอนอะไรให้เจ้าตัวน้อยยยยยยยยยยยยยยของบิดา'