ภายในห้องฝึกหลังจากทดสอบออกกระบวนท่าอยู่หลายรอบ ครั้งนี้เขากำลังจะทดลองดูดซับปราณเข้าสู่จุดตันเถียนดูบ้างจุดซึ่งตันเถียนที่ว่าจะอยู่ตรงกับบริเวณท้องน้อย
“เอ๋...”
จากที่ฟังอาจารย์ซินวาพูดถึง “ตันเถียน” คนปกติที่ัักับพลังปราณได้จะมีขนาดตันเถียนเท่าเม็ดถั่วเขียวหรือ
เล็กกว่านั้น ผู้มีพร์ทางด้านเวทมนตร์ส่วนใหญ่จะมีขนาดเท่ากับเมล็ดอัลมอนต์ แต่เมื่อลูคัสลองตั้งสมาธิเพ่งดูกลายเป็ว่าจุดตันเถียนของเขานั้นมีขนาดเท่า "กำปั้นเด็ก"ซึ่งมากกว่าปกติถึงห้าเท่า
ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งขณะที่คนอื่นต้องตั้งสมาธิดูดซับปราณรอบตัวเพื่อไปหล่อเลี้ยงจุดตันเถียนเขากลับรู้สึกว่ารอยสักรูปวงแหวนปริศนาตรงฝ่ามือที่ได้รับจากผ้ากํามะหยี่กำลังดูดซับปราณไปหล่อเลี้ยงจุดตันเถียนอยู่ตลอดเวลาทำให้จุดตันเถียนของเขาเต็มอยู่เสมอ
“นี่มันมหัศจรรย์” ลูคัสยืนอึ้งอยู่นานกว่าจะตั้งสติได้การมีรอยสักนี้จะทำตนพิเศษกว่าผู้อื่น
พลังปราณในตันเถียนนั้นราวกับชีวิตของผู้ฝึกตนเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ต่อสู้ที่ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานผู้ฝึกตนที่พลังปราณหมดลงก่อนฝ่ายศัตรูก็ไม่ต่างจากคนที่ตายแล้วลองคิดดูขณะที่ลูคัสต่อสู้ไปรอยสักก็ดูดซับปราณเข้ามาเติมเต็มด้วยตัวมันเองตลอดเวลาหากบริหารปราณในตันเถียนให้ดีเขาจะราวกับเครื่องจักรที่ต่อสู้โดยไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย
หลังจากที่สงบสติอารมณ์ได้เด็กชายก็ลองวิจัยด้านอื่น
“ไหนลองสร้างม่านพลังซิ” เมื่อเขาตั้งสมาธิปราณรอบตัวได้เกาะกุมกลายเป็ม่านวงกลมสีแดงล้อมรอบร่างกายลูคัสเอาไว้
ตนรู้สึกได้ว่าม่านพลังนี้สามารถทนแรงการโจมตีได้สูงสุดห้าร้อยปอนด์เมื่อใช้ม่านพลังจะกินปราณในจุดตันเถียนไปหนึ่งจากสิบส่วนต่อหนึ่งวินาที กฎคือเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือร่ายคาถาเพิ่มอีกได้ภายใต้ม่านพลังนี้
เด็กชายลดม่านพลังลงตอนตนเองรู้เพียงคาถาเวทเพียงบทเดียวเท่านั้นจึงคิดลองทดสอบดูทุกครั้งที่นึกถึงคาถานี้เขาจะรู้สึกรังเกียจตัวเองเพราะสิ่งนี้แหละที่พรากชีวิตอาเธอร์ไปแต่ตอนนี้ลูคัสเองโตพอจะรู้อะไรได้มากขึ้นพลังจะตัดสินว่าดีหรือร้ายก็ขึ้นอยู่ที่ตัวผู้ใช้
"อำนาจเปลวเพลิงอันเป็นิรันดร์จงปรากฏ...พายุเพลิง" หลังจากผ่านไปเกือบห้าลมหายใจ
เปลวเพลิงพวยพุ่งทำให้รอบห้องมีอุณหภูมิสูงขึ้น
"กินปราณไปสามในสิบส่วน" หมายความว่าตนร่ายเวทพายุเพลิงนี้ได้แค่สามครั้งด้วยกัน
“รุนแรงแต่ก็สิ้นเปลือง”
“มีรอยสักดูดซับปราณเอง ตันเถียนใหญ่กว่าคนอื่นคาถาก็มีแล้ว” เด็กชายกำลังพึมพำกับตัวเอง
หากลูคัสเลือกเส้นทางสายจอมเวทหรือสายวรยุทธเขาจะต้องนำหน้าคนอื่นที่พึ่งเริ่มฝึกอย่างไม่ต้องสงสัย
เขาจำเป็ต้องยุติการทดลองไว้เพียงเท่านี้เพราะคืนนี้ยังมีประชุม
ด้านหน้าห้องฝึกท้องฟ้าเริ่มย้อมด้วยสีส้มบรรยากาศรอบสถานศึกษายังคงคลาคล่ำไปด้วยเหล่านักเรียนที่ขยันฝึกฝนในสถานศึกษาแห่งนี้คนี้เีจะกลายเป็ผู้อ่อนแอและถูกผู้อื่นแซงหน้าไปในที่สุด
เมื่อเข้าไปถึงห้องโถงปราสาทก็พบว่ามีรุ่นพี่ปีสองมารอกันอยู่ก่อนหน้าแล้ว
"สวัสดี เรนนี่" เขาตัดสินใจทักทายเด็กสาวคนหนึ่งลูคัสรู้สึกชอบสาวน้อยขี้อายคนนี้เพราะชื่อของเธอคล้ายกับนามสกุลสมมุติของเขา
"สะสวัสดีลูคัส"
"เรนนี่เลือกคลาสอาชีพหรือยังครับ"
"เลือกแล้วค่ะ..เป็จอมเวท" ลูคัสอึ้งเล็กน้อยไม่คิดเลยว่าสาวน้อยขี้อายคนนี้จะมีพร์ทางเวทมนตร์
"แต่ดิฉันยังร่ายคาถาไม่ได้เลยค่ะ" เธอก้มหน้าทันทีเห็นได้ชัดว่าเรนนี่กำลังวิตกอย่างมาก
ลูคัสไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะการจะร่ายคาถาออกมาแต่ละครั้งต้องใช้สมาธิและปราณในปริมาณที่มากพอสมควรปัญหาของจอมเวทมือใหม่คือคาถาที่พวกเขามีกินปริมาณปราณในร่างมากเกินไป
"เป็เื่ธรรมดามากเลยครับ ดูอย่างผมสิยังไม่รู้เลยว่าต้องเลือกคลาสอาชีพไหน"
หลังจากปีหนึ่งทยอยมากันครบแล้วรุ่นพี่ปีสองก็เริ่มแนะนำจุดประสงค์หลักในการประชุมวันนี้
"วันนี้พวกพี่จะมาแนะแนวรุ่นน้องทุกคน"โอวี่ เบิร์นเนอร์กล่าวขึ้น
ผ่านไปราวสิบนาที
ขณะนี้โอวี่และเหล่ารุ่นพี่หลายสิบคนกำลังนำเด็กปีหนึ่งเข้าไปบริเวณป่าหลังปราสาทดำ
ณ ลานโล่ง เหล่าเด็กปีหนึ่งนั่งบนชั้นไม้เล็กๆ ล้อมวงกันอยู่
"มีใครยังค้นหาตัวเองไม่เจอมั้ยว่าควรฝึกคลาสอาชีพไหนยกมือขึ้นได้เลย"
ผู้คนกว่าครึ่งยกมือขึ้นรวมถึงตัวลูคัสด้วย
"ไม่ใช่เื่แปลก แล้วก็ไม่ต้องใไป มัลเวล มา!"
ชายร่างกำยำที่ถูกเรียกก้าวออกมาตรงกลาง
เขากำลังจะแสดงทักษะ "หมัดถล่มภูผา" ตู้ม! ต้นไม้ใหญ่หักโค่น
ถัดไปก็มีรุ่นพี่อีกคนโจมตีใส่ด้วยการวาดดาบไปบริเวณลำตัวของ มัลเวล ปุก! เสียงทึบเหมือนกระทบเข้ากับหนังหนาหลายชั้นร่างกายของเขาไร้รอยแผลราวกับคมดาบเป็เพียงกิ่งไม้ธรรมดาเท่านั้น
"นี่คือคลาสนักรบระดับโซลเยอร์"
เหล่าปีหนึ่งเผยแววตาชื่นชมออกมาทันทีหลายคนมีเป้าหมายในใจแล้วพวกเขาจะเป็นักรบ
ถัดมารุ่นพี่สายวรยุทธระดับ "รวมปราณ" (เทียบเท่าโซลเยอร์) เขาชื่อ "ชิง" ฟุบ! ชิงปล่อยหมัดตรงใส่อากาศเงาอสรพิษขนาดเท่างูเหลือมเป็เงาเลือนรางพุ่งเข้าใส่ต้นไม้ที่ห่างออกไปเกือบสองเมตรทะลุเป็รูโหว่ "หมัดอสรพิษ" ที่ควบคุมด้วยปราณ
"มัลเวลโจมตีใส่เขา"
ภาพที่เห็นเป็อะไรที่น่ากลัวมากเหมือนั์กำลังกระโจนใส่กระต่ายน้อยตัวหนึ่งตู้ม! เกิดเสียงสนั่นไปทั่วบริเวณ
เหล่าปีหนึ่งแสดงอาการหวาดผวาขึ้นทันใดเห็นชัดเลยว่าหมัดนั่นปะทะเข้ากับรุ่นพี่ชิงเต็มๆ ร่างของชิงสลายออกกลายเป็หมอกควันแล้วปรากฏเป็ร่างของเขาขึ้นอีกครั้งอย่างไรไร้รอยขีดข่วน
“นั่นเป็ทักษะเคลื่อนไหวของวรยุทธ” โอวี่กำกับ
สายตาของลูคัสเกิดประกาย เส้นทางเขาเริ่มเด่นชัดขึ้นแล้ว
"สรุปให้ฟังก่อนหนึ่งรอบ นักรบมีทักษะ เสริมพลังโจมตีและป้องกัน
วรยุทธมีทักษะประเภทโจมตีและเคลื่อนไหวเป็หลัก"
ต่อมาเป็หญิงสาว เซเวียร์ วูดส์นั่นเอง พอหญิงสาวก้าวออกมา มัลเวลโจมตีใส่เธอทันที ฝุ่นตลบอบอวล เซเวียร์ยื่นนิ่งในม่านพลังสีฟ้าไร้รอยขีดข่วนเธอลดม่านพลังลง
"ความหนาวเย็นสุดขั้วจงปรากฏ…ลิ่มน้ำแข็ง"
ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง แท่งน้ำแข็งแหลมสี่แท่งปักลงต้นไม้ที่ห่างออกไป กลายเป็ต้นไม้แช่แข็งสวยงาม...เพล้ง! ต้นไม้แตกสลายละลายกลายเป็น้ำในที่สุด ส่วนคาถาฟื้นฟูโอวี่ไม่ได้กล่าวถึงเพราะมีคนส่วนน้อยมากที่เข้าใจธาตุแสง
"สำหรับใครสนใจทักษะการต่อสู้ต่างๆสามารถปรึกษากับรุ่นพี่ปีสองได้"
โอวี่อธิบายให้ฟังว่าการบ่มเพาะไม่ใช่แค่สะสมพลังแล้วข้ามขั้นเท่านั้นแต่จะต้องฝึกใช้ทักษะอย่างต่อเนื่องเพื่อขัดเกลาให้พลังเกิดความบริสุทธิ์และมีเสถียรภาพ
หลังจากนั้นเวทีมวยปรากฏสู่สายตาของทุกคน
"เพื่อให้ทุกคนเกิดประสบการณ์ต่อสู้จริงรุ่นพี่จะขึ้นไปเป็คู่ซ้อมให้กับทุกคน"
รุ่นพี่คนหนึ่งะโขึ้นไปบนเวทีแล้ว
“ไม่ต้องห่วงเขาจำกัดพลังให้เท่ากับรุกกี้ขั้นหนึ่ง”
เด็กชายผู้คนหนึ่งะโขึ้นไปบนเวทีเป็คนแรก เขากระหายที่จะเรียนรู้
"เธอจะเข้ามาก่อนหรือจะให้พี่เป็ฝ่ายโจมตี"รุ่นพี่กล่าวขึ้น
เด็กชายไม่ประมาทเขาโจมตีออกไปทันที “ย่า” เด็กชายปล่อยหมัดตรงพลังหมัดนี้มีความรุนแรงสี่ร้อยปอนด์เพราะเขาอยู่รุกกี้ขั้นที่สอง หมัดหยุดชะงักก่อนจะััใบหน้ารุ่นพี่ที่ห่างออกไปเพียงคืบเดียว
ตุบ! ภาพตรงหน้าหมุนกลับหัว เด็กชายนอนแผ่หลาบนเวทีด้วยอาการมึนงงบุคคลที่อยู่ด้านล่างเห็นการสู้ต่อชัดเจน
รุ่นพี่ถอยหลังเพียงหนึ่งก้าวทำให้หมัดของเด็กชายพุ่งออกไปไม่ถึงก่อนรุ่นพี่จะยื่นมือขวาออกไปจับเสื้อเด็กชายเหวี่ยงทุ่มลงพื้นอย่างง่ายดาย
"ทุกคนเห็นชัดหรือยัง" โอวี่กล่าวเสียงดังเพื่อเตือนสติ
ลูคัสกระจ่างในทันทีนั่นคือศิลปะป้องกันตัวที่เรียกว่ายูโดเห็นได้ชัดว่าประสบการณ์ของรุ่นพี่คนนี้เหนือกว่าคู่ต่อสู้
แม้พลังจะห่างกันหนึ่งระดับขั้นย่อยผลแต่ก็ไม่เปลี่ยนแปลง
“จำไว้ให้ดีหากเจอศัตรูที่ห่างกันเพียงขั้นย่อยสิ่งที่จะตัดสินได้ว่าใครแข็งแกร่งกว่ากันคือประสบการณ์”
ประโยคนี้ทำให้ลูคัสรู้สึกเปิดหูเปิดตาเพราะสมมุติเป็กำเนิดปราณขั้นสองแต่ต้องเข้าปะทะกับกำเนิดปราณขั้นสี่หากขั้นสองมีประสบการณ์มากกว่าก็สามารถพอเอาชนะได้ หากไปขั้นสองไปเจอขั้นเก้าก็คงจะชดเชยกันยาก
ขณะนี้มีคนยกมือถามโอวี่ “หากคู่ต่อสู้ห่างมีพลังการบ่มเพาะสูงกว่าเราไปหนึ่งอาณาจักรใหญ่ล่ะครับรุ่นพี่”
“หึหึ ก็หนีสิครับสู้ไปก็ตายเปล่า” โอวี่ตอบอย่างติดตลกทำให้รุ่นน้องขำกันไม่หยุด
เด็กชายรู้สึกอบอุ่นคืนนี้รุ่นพี่ทุกคนชี้แนะเด็กปีหนึ่งอย่างใจเย็นกระทั่งดึกดื่น
ขณะที่เขานอนมองเพดานอยู่ในห้องก็มีการคิดทบทวนความรู้ที่ได้รับในวันนี้สิ่งที่ทำให้สายวรยุทธต่างจากนักรบคือพวกเขาเริ่มฝึกใช้ปราณหล่อเลี้ยงตันเถียนก่อนจะกระจายไปสู่กล้ามเนื้อั้แ่ขั้นกำเนิดปราณเพื่อให้ตันเถียนขยายตัวออก
จอมเวทเองก็โหดมากแต่สิ่งพิเศษในตัวเขาคือการมีรอยสักสีดำที่ดูดซับปราณอยู่ตลอดเวลาและตันเถียนที่ใหญ่กว่าคนปกติดังนั้นตอนนี้เด็กชายได้ตัดสินใจแล้วตนจะก้าวสู่เส้นทาง“สายวรยุทธ” เป็หลัก
.