ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 174 เด็กมนุษย์?
มิติประดิษฐ์เคลื่อนที่ไปตามคำสั่งของจิน มันมุ่งหน้าตรงไปยังทางตอนเหนือของซากปรักหักพัง
สถานที่ที่จินคาดเดาว่ามันคือแหล่งน้ำคือจุดต่อไปที่จินจะเดินทางไปเยือน เขาไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นไปตามการคาดเดาหรือไม่ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นทางผ่านไปสู่จุดอื่นๆ บนแผนที่อยู่ดี ต่อให้ไม่สนใจแต่เขาก็ต้องแวะไปดูเสียหน่อย
ไม่นานมิติประดิษฐ์ลำเขื่องก็ได้เคลื่อนที่เข้ามาสู่จุดที่อยู่ส่วนบนของแผนที่ เพียงแต่ว่ามันอยู่ภายในมิติความว่างเปล่า สิ่งแวดล้อมโดยรอบจึงยังคงเป็นปกติดีอยู่ และไม่สามารถมองเห็นสิ่งผิดปกติแม้แต่นิดเดียว
จินยืนกอดอกจ้องมองภาพที่อยู่เบื้องหน้าพร้อมขมวดคิ้วไปด้วย ภาพตรงหน้าไม่ได้ตรงกับความคิดแรกเริ่มของชายหนุ่มแม้แต่น้อย เรียกว่าตรงกันข้ามเลยมากกว่า
พื้นดินแห้งแล้ง ดินทั้งหมดเป็นสีน้ำตาลอ่อนดูแตกต่างจากพื้นที่ที่เป็นทุ่งหญ้าโดยสิ้นเชิง ไม่น่าเชื่อว่าทั้งสองพื้นที่นี้จะอยู่ติดกัน จินมั่นใจว่าระยะห่างของทั้งสองที่ไม่ได้ห่างไกลกันมากนักดูจากระยะเวลาที่เขาเดินทางมาจนถึงที่นี่ แต่เหตุใดทั้งสองแห่งถึงให้ความรู้สึกแตกต่างกันเช่นนี้?
แต่อย่างน้อยข้อมูลหลายอย่างก็ค่อนข้างตรงกับแผนที่ที่อยู่ในมือของโกเลมหิน พื้นดินแห้งกรังโดยรอบนั้นกลายเป็นแอ่งหลุมขนาดใหญ่ ความลึกน่าจะไม่ต่ำกว่าห้าสิบเมตร
พื้นบนและส่วนล่างของแอ่งดินก็เป็นร่องขนาดใหญ่ที่ลากจากทิศเหนือตัดผ่านแอ่งหลุมตรงกลางแล้วทอดยาวเป็นเส้นลงไปทางซากโบราณสถาน
ความคิดแรกเมื่อจินเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือ 'นี่คือหลุมที่เกิดจากอุกกาบาตหรือเปล่า?'
แต่ร่องดินที่ทอดยาวตั้งแต่ทิศเหนือลงไปด้านล่างนั้นทำให้จินรู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นหลุมอุกกาบาต
หรือมีคนจงใจขุดร่องขนาดใหญ่พวกนี้ขึ้นมาให้ไปเชื่อมกับหลุมอุกกาบาต? แต่พวกเขาจะทำเช่นนั้นไปทำไมเล่า?
จินปัดทฤษฎีที่คิดขึ้นมาเล่นๆ นั่นทิ้งไปก่อนจะสำรวจแอ่งดินขนาดใหญ่นี้ด้วยความระมัดระวัง สั่งมิติประดิษฐ์ให้ส่งคลื่นตรวจสอบออกไป หาอันตรายที่อาจจะแอบซ่อนอยู่ในที่แห่งนี้
โดยรวมแล้วไม่มีอะไรมาก มันเป็นเพียงแอ่งโล้นๆ ที่ค่อนข้างลึก แต่สิ่งที่น่าสนใจก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
การตรวจสอบของมิติประดิษฐ์ไม่ได้พบเจออะไรเป็นพิเศษ แต่ผลที่ได้ทำให้จินสนใจ มันมีหลายจุดใต้แอ่งดินที่มีลวดลายแปลกๆ จินจึงเพ่งความสนใจไปที่พวกมัน
'ลายก้นหอย? หอยเหรอ?' นี่คือสิ่งที่จินคิดเมื่อเห็นมันในทีแรก และการตรวจสอบของมิติประดิษฐ์ก็ช่วยยืนยันว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
สิ่งที่ถูกฝังอยู่ในชั้นดินนี้เป็นเปลือกของสิ่งมีชีวิตบางอย่างมาก่อน และมันคงถูกดินฝังกลบและแห้งติดกับดินมาเป็นระยะเวลานาน
นี่ไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์หรอกหรือว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตมาก่อน? และที่นี่ก็อาจจะเป็นแหล่งน้ำจริงๆ ด้วยซ้ำ...อย่างน้อยก็ในอดีตล่ะนะ จินคิด
นี่หมายความว่าการคาดเดาแรกของจินนั้นถูกต้อง สัญลักษณ์ที่ระบุบนแผนที่นั้นหมายถึงแหล่งน้ำจริงๆ เป็นพื้นที่ที่คั่นกลางระหว่างพื้นที่การล่าและเขตชุมชนของสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมซึ่งตั้งรกรากอยู่ไกลออกไป
สมมติฐานของจินนั้นถูกต้อง เพียงแต่ว่า...เกิดอะไรขึ้นกับสิ่งที่ควรจะเป็นแหล่งน้ำแห่งนี้กัน
มันกลายเป็นเพียงแอ่งดินแห้งขอด พื้นดินโดยรอบกลายเป็นดินแตกระแหงดูแห้งแล้งอย่างยิ่ง ซ้ำยังเป็นจุดเดียวเท่านั้นด้วยที่มีสภาพเป็นเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ที่จินผ่านเขตชายป่ามา มันก็ยังดูอุดมสมบูรณ์ดีอยู่เลย
แน่นอนจินไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย แต่เมื่อคิดว่านี่คือต่างมิติและแผนที่ที่ตนได้รับมาก็เก่าแก่ยาวนานหลักพันปี สภาพแวดล้อมในความเป็นจริงมันอาจจะเปลี่ยนไปมากในช่วงเวลานั้นก็เป็นไปได้
จินทำสัญลักษณ์กากบาททับรูปหยดน้ำเอาไว้บนแผนที่ที่เขาอัปโหลดลงไปในระบบประมวลผล แสดงให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แหล่งน้ำอีกต่อไป เป็นเพียงแค่พื้นที่แห้งแล้งอย่างยิ่ง แม้แต่พืชสักต้นก็ยังไม่มีเหลือ
ร่างวิญญาณยืนนิ่งจ้องมองภาพด้านนอก พลันรู้สึกได้ถึงความยากลำบากหลังจากนี้
ตอนที่เห็นว่าจุดสัญลักษณ์แรกนั้นค่อนข้างจะตรงตามที่แผนที่ระบุ มันก็ทำให้ใจชื้นอยู่บ้าง หลงคิดไปว่าสิ่งต่างๆ จะง่ายดายกว่าที่คิด
แต่เมื่อเห็นความเป็นจริงตรงหน้า แม้แต่แหล่งน้ำขนาดใหญ่ยังแห้งขอด จินก็ไม่รู้แล้วว่าสถานที่ที่เหลือจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน...บางทีเขาอาจจะต้องกลับไปเขตป่าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนั่นอีกครั้งจริงๆ
จินส่ายศีรษะและเลือกที่จะไม่ลงไปสำรวจแอ่งดินตรงหน้า มองดูคร่าวๆ ก็ค่อนข้างแน่ใจแล้วว่ามันไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์เหลืออยู่เลย เป็นพื้นที่ที่โดนละทิ้งโดยแท้จริง ฉะนั้นเขาไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองลงไปเสี่ยงในเมื่อไม่มีผลประโยชน์ที่แน่นอนรออยู่
แม้ที่แห่งนี้อาจจะมีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลัง แต่มันย่อมมีอันตรายรออยู่ด้วยเช่นกัน หากจินไม่เห็นสิ่งที่เขากำลังตามหาโจ่งแจ้งคาตา การเลือกข้ามผ่านมันไปก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า
จินเลิกให้ความสนใจสถานที่แห่งนี้แล้วมุ่งหน้าไปยังจุดต่อไปทันที มันคือเขตที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่มุมขวาบนของแผนที่ ดูจากสัญลักษณ์ที่แทบจะวางไว้ขอบมุมริมสุดของแผนที่ ระยะทางน่าจะไกลกว่าพื้นที่ทั้งสองจุดที่ผ่านมาค่อนข้างมาก
ร่างวิญญาณสั่งมิติประดิษฐ์ให้เดินทางออกไปด้วยความเร็วที่กำลังพอเหมาะเช่นเคย เพื่อหลีกเลี่ยงปรากฏการณ์ที่ไม่คาดคิด และยังเป็นการสำรวจพื้นที่โดยรอบไปในตัว
…
การเดินทางครั้งนี้นานกว่าเดิมเนื่องจากระยะทางที่มากกว่า ทว่ายังไม่ทันจะถึงที่หมายดี มิติประดิษฐ์ก็ต้องหยุดลงเสียก่อน
ตูม!
เสียงระเบิดดังก้อง พลิกหน้าดินที่อยู่ใต้เท้าให้แหวกกระจายออกไปด้านข้างเป็นแนวยาว ร่างในชุดสีน้ำเงินไถลไปตามแนวดินที่แตกกระจาย
ไม่นานร่างนั้นก็หยุดลง ดูเหมือนจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรนัก มันยกมือขึ้นขยับผ้าโพกหัวที่เอียงไปนิดหน่อยให้กลับมาตรง สายตายังจับจ้องไปเบื้องหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
ตรงหน้าของร่างในชุดสีน้ำเงิน ห่างออกไปไม่ไกลนัก มีร่างในชุดผ้าป่านสีขาวดุจงาช้างลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ มันยืนกอดอกจ้องมองมาที่ร่างบนพื้นด้านล่าง แววตานิ่งเฉยไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรออกมา
จินมองไปที่ทั้งคู่ด้วยความตื่นตกใจ...เด็ก? ไม่ อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาบนโลกใบนี้ที่คล้ายมนุษย์มาก
สิ่งที่ทำให้จินตกใจในแวบแรกคือทั้งสองคนดูคล้ายเด็กมนุษย์มากเพราะส่วนสูงที่ไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบเซนติเมตร แต่พละกำลังที่แสดงออกมากลับแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
แต่ดูไปดูมา เหมือนว่าทั้งคู่จะไม่ใช่เด็ก เพราะใบหน้าที่บ่งบอกว่าอายุได้เข้าสู่วัยกลางคนไปแล้ว บางทีนี่อาจจะเป็นเผ่าพันธุ์บางอย่างที่มีลักษณะร่างกายแคระแกร็นกว่ามนุษย์ และสิ่งมีชีวิตทั้งสองก็ไม่ใช่เด็กอีกต่อไป แต่เป็นตัวตนทรงพลังของเผ่าพันธุ์
การที่สามารถลอยตัวค้างอยู่กลางอากาศโดยไม่กังวลว่าพลังงานจะหมดลง อย่างน้อยๆ สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาทั้งสองคนจะต้องแข็งแกร่งกว่าอีโวลระดับที่หนึ่ง!
ยิ่งอยู่ในการต่อสู้แบบนี้ด้วยแล้ว การสงวนพลังงานเอาไว้ย่อมเป็นสิ่งจำเป็น แต่หนึ่งในนั้นกลับกล้าลอยกลางอากาศยืนมองคู่ต่อสู้เช่นนั้น แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจว่าพลังงานของตนเองมีให้ใช้อย่างเหลือเฟือ
จินจ้องมองทั้งคู่ตาไม่กะพริบ ความโลภภายในใจค่อยๆ ก่อตัวขึ้น มือที่สัมผัสลูกแก้วขนาดใหญ่กลางห้องพลันบังคับให้ทั้งมิติประดิษฐ์เคลื่อนที่เข้าใกล้การต่อสู้นั้นมากขึ้น
บางสิ่งในจิตใจของจินเต้นรัว เมื่อเห็นความแข็งแกร่งของทั้งสองคน หากพวกมันคนใดคนหนึ่งตกตายลงในการต่อสู้ครั้งนี้ล่ะ? ไม่ใช่ว่าเขาจะสามารถเฝ้ารออยู่ที่นี่เพื่อลากศพมันกลับไปที่โลกมนุษย์หรอกหรือ?
หรือถ้าตายไปทั้งคู่? ก็ยิ่งโชคดีแล้วใหญ่ นั่นหมายความว่าเขาจะปลอดภัยอย่างแท้จริง ไม่จำเป็นต้องกังวลอันตรายจากผู้รอดชีวิตที่เหลือ ซ้ำยังอาจจะขนอีกศพไปเก็บไว้เผื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคตได้อีกด้วย
ยิ่งคิดแววตาของจินก็ยิ่งเปล่งประกาย สมบัติมากองอยู่ตรงหน้า เขาจะทำเป็นเมินไม่สนใจไปได้เช่นไร! ไม่นึกเลยว่าเข้ามาในมิติแห่งนี้ไม่ถึงวันจะพบเจอโอกาสดีๆ เช่นนี้!
มิติประดิษฐ์เคลื่อนตัวไปด้านหน้าด้วยความตื่นเต้นของจิน ด้วยหวังว่าเข้าไปดูการต่อสู้ให้ได้ใกล้ๆ กว่านี้ แต่แล้วจินก็ต้องรู้สึกกระตุกวูบไปทั่วร่างเมื่อหนึ่งในนั้นขยับศีรษะแล้วหันมาทางที่จินอยู่
ชายในชุดผ้าป่านสีขาวหันหน้ามาทางมิติประดิษฐ์ สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย ถึงแม้ภาพที่มันเห็นจะเป็นเพียงพื้นที่โล่งๆ ไม่มีอะไรอยู่ แต่ความรู้สึกลึกๆ กลับสัมผัสบางอย่างได้
เมื่อเห็นสายตาที่จ้องมองมา จินรีบหยุดมิติประดิษฐ์ในทันที ตัวของเขาแข็งเกร็งไปทั้งร่าง
บ้าไปแล้ว! อีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงมิติประดิษฐ์ที่แอบซ่อนอยู่ภายในมิติความว่างเปล่าอย่างนั้นหรือ? ได้อย่างไรกัน? ยังไม่ทันทำให้เกิดการผันผวนในชั้นบรรยากาศอย่างการเปิดประตูมิติด้วยซ้ำ แค่เคลื่อนที่ในมิติความว่างเปล่าก็รับรู้ได้? จินครุ่นคิดอยู่กับตนเองจนจิตใจวุ่นวายไปหมด
เวลาผ่านไปครู่เดียว แต่เนิ่นนานราวกับเป็นชั่วโมงในความรู้สึกของวิญญาณชายหนุ่ม
วูบ
ปัง!
ร่างในชุดสีน้ำเงินที่เห็นอีกฝ่ายละความสนใจจากตนก็พุ่งทะยานเข้าหาอีกฝ่ายทันทีพร้อมกับฟาดฝ่ามือออกไป
ชายร่างเตี้ยในชุดผ้าป่านยกมือขึ้นต้านรับก่อนจะลอยถอยหลังไปเล็กน้อย มันหันกลับมาสนใจคู่ต่อสู้อีกครั้ง
โชคดีสำหรับจินที่สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงชายในชุดป่านเพียงคนเดียว ความสนใจที่พุ่งเป้ามาที่มิติประดิษฐ์จึงถูกแบ่งออกไป
ร่างวิญญาณถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้สนใจมองมาที่ตนแล้ว ดูเหมือนว่าชายในชุดผ้าป่านสีขาวจะแค่รู้สึกระแคะระคายเท่านั้น ไม่ได้มองทะลุผ่านมิติความว่าเปล่าจริงๆ...แต่เท่านั้นก็มากเกินพอจะทำให้จินใจหาย หากเขายังคงทำอะไรลงไปมากกว่านี้ล่ะก็ ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจจะรู้ว่ามีคนอื่นอยู่ที่นี่ก็เป็นได้
วิญญาณบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ยืนมองดูภาพการต่อสู้ตรงหน้าเงียบๆ เขาไม่กล้าเคลื่อนมิติประดิษฐ์ไปไหนมาไหนอีก ไม่กล้าแม้แต่จะถอยหนีกลับไป
หากการเคลื่อนที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถึงบางอย่าง เช่นนั้นเลือกที่จะอยู่เงียบๆ อย่างนี้คงจะดีเสียกว่า รอให้ทั้งคู่ต่อสู้กันจนได้ผู้ชนะและแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ที่นี่อีก ยามนั้นค่อยจากไปก็ยังไม่เสียหาย อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับผลประโยชน์บางอย่างด้วย จินมาที่นี่เพื่อสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ลืมมันโดยเด็ดขาด