ตอนที่ 17
“มีไม่ได้หรอกคุณชาย”หานซวนมองหน้าเลี่ยงหลิ่งแวบหนึ่งก่อนตอบ ฉืออันหันมามอง ทั้งที่ชอบแต่ไม่อยากมีบุตรด้วย มันอะไรกันนี่
“อ้าว”
“ข้าเป็แม่ทัพต้องออกรบ หากข้ามีก็เหมือนมีบ่วงพันธการตัว ห่วงหน้าพะวงหลัง ตัดปัญหาโดยการไม่มีคงจะดีกว่า”
“ใช่ ๆ ใช่แล้ว อย่างที่หานซวนกล่าว ข้าไม่อยากเป็พะวงเื่ครอบครัวเช่นกัน เพราะฉะนั้นการที่เขาคิดตรงกันกับข้าย่อมดีแล้ว”เลี่ยงหลิ่งแทรกเข้าไป เป็ครั้งแรกที่นางมีความคิดเห็นตรงกับเขาและเห็นดีเห็นงามตามไปด้วย
“จะเป็เช่นนั้นได้อย่างไร หากหานซวนมีเคราะห์ในสนามรบเช่นนั้นก็ต้องมีทายาทไว้สืบสกุลแม่ทัพต่อไป ไม่เช่นนั้นตระกูลฟานคงถูกปลดและสิ้นสุดการเป็ตระกูลแม่ทัพ ณ ตอนนั้น”ฉืออันและซูหนี่ว์ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ของสองสามีภรรยา
“ข้าไม่อยากบังคับให้บุตรของข้าต้องเป็แม่ทัพหากเขาไม่อยากเป็ การเป็แม่ทัพไม่ใช่เื่ง่าย ทำถูกใจก็เป็ที่โปรด ทำไม่ถูกใจก็ตาย”
เลี่ยงหลิ่งตั้งใจฟังที่หานซวนกล่าว ความคิดของเขาต่างจากบุรุษผู้อื่นที่นางเคยได้นั่งสนทนาด้วยหรือนั่งฟังท่านพ่อและผู้ใหญ่สนทนากัน เขาเป็ถึงแม่ทัพมีอำนาจเหนือขุนนาง แต่คิดต่างนัก ช่างน่าสนใจ
“ท่านก็อย่ามีคนเดียวสิ มีสักสี่ ห้าคน ต้องมีสักคนที่ได้ดั่งใจฮ่องเต้กับท่านน่ะแหละ เชื่อข้าสิ”คำบอกของฉืออันทำเอาเลี่ยงหลิ่งไปต่อไม่เป็ อยากจะรู้นักว่าหานซวนจะตอบว่าอย่างไรต่อ นางหันหน้าไปมองหน้าผู้เป็สามีที่นั่งนิ่งอยู่ เขาคีบเอาอาหารเข้าปากไปเคี้ยวกลืนสักพักก็เบนสายตาขึ้นมองหน้าสหายคนสนิท
“งั้นก็ปล่อยให้ปลดไปเถอะ”ไม่คาดหวังย่อมไม่ผิดหวังนั่นคือเื่จริง ความกวนประสาทของหานซวนทำให้ฉืออันแทบสำลักน้ำ ส่วนเลี่ยงหลิ่งก็แอบขำออกมาเล็กน้อยจึงโดนซูหนี่ว์ตีสะกิดเบา ๆ “ไม่ได้สิ จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเล่าท่านแม่ทัพ ถึงท่านจะไม่อยากมีประเดี๋ยวฮ่องเต้ก็คงจะมีรับสั่งลงมาเอง งานแต่งพระราชทานยังมีมาแล้ว บุตรพระราชทานเหตุใดจะมีไม่ได้”
“ข้าไม่เห็นจะเข้าใจฮ่องเต้เลยสักนิด งานแต่งพระราชทานเท่าที่ข้ารู้มา จะประทานเพราะผลประโยชน์ไม่ใช่รึ? แล้วการที่ข้าแต่งงานกับท่านมีประโยชน์ต่อฮ่องเต้อย่างไร”พอฉืออันและซูหนี่ว์ลากลับไป เลี่ยงหลิ่งก็สะบัดผ้าเดินตามหานซวนเข้ามาจนถึงห้องทำงานของเขาและทำการเปิดประเด็นในสิ่งที่นางอยากจะรู้
หานซวนนั่งลงและเปิดเอกสาร ปล่อยให้นางบ่นยืดยาวอยู่คนเดียว จนนางเดินเข้ามาใกล้เขามากขึ้น
“ไหนว่าเ้าจะอยู่ห่างข้าหนึ่งวา”เขาพูดขัดขึ้นก่อนที่นางจะเข้ามาใกล้เขามากกว่าเดิมทั้ง ๆ ที่สายตายังมองอยู่ที่หนังสือราชการ “ข้าไม่ได้ตั้งใจ ท่านไม่ตอบในสิ่งที่ข้าอยากรู้ ร่างกายข้ามันก็เดินเข้าไปหาท่านเอง”
“เรียกร้องความสนใจ?”
“ท่านนี่! ข้าไม่เคยคิดจะเรียกร้องความสนใจจากท่านเสียหน่อย”
“เื่ที่เ้าอยากรู้ ข้าไม่รู้ คนที่รู้คือบิดามารดาของเ้าและฮ่องเต้เท่านั้น ข้าโดนจับคลุมมาจะรู้ได้อย่างไร”
“ถ้าไม่มีเหตุผลอื่น ก็มีอยู่แค่เหตุผลเดียวคือท่านพ่อและท่านแม่ตัดหางปล่อยวัดข้า”นางทำหน้าเซ็ง นางไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงั้แ่แรก ในตอนนั้นฮูหยินใหญ่กล่าวพูดปดกับนางบอกว่ามีคุณชายส่งหนังสือและผู้ใหญ่มาขอ ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วแค่หลอกให้นางแต่งงานกับแม่ทัพใหญ่เท่านั้น
“มีถมเถไป นอกจากเื่นั้นแล้ว มันก็เป็ได้อีกหลายแบบ อย่าคิดแค่แบบเดียว”หานซวนบอกแต่สายตาเขาก็ยังไล่อ่านหนังสือราชการอยู่อย่างนั้น
“ท่านแยกประสาทออกด้วยรึ? แต่ก็..ไม่น่าแปลกใจ ข้าลืมไปว่าท่านเป็ทหาร ไม่ใช่คุณชายธรรมดา ๆ ย่อมมีััและการแยกประสาทที่ไวกว่าชาวบ้านเขาอยู่แล้ว”
“เ้าไปเอาความรู้พวกนี้มาจากไหนเยอะแยะ”หานซวนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไป ตอนที่เขาวางไป๋เซ่อลงบนที่นอนของมัน ก็เหลือบไปเห็นยาที่ทำมาแล้วอย่างดีวางเรียงเป็ระเบียบอยู่ แถมยังมีสมุนไพรที่ยังไม่ได้ผ่านการทำเป็ยาถูกเก็บไว้ในตระกร้าอีก ซึ่งบนห่อยาเขียนไว้ว่าของไป๋เซ่อ หากให้เขาคิดไปเองก็คงจะเป็ลายมือนางนั่นแล “ข้าก็อ่านมาสิ ท่านจะให้ข้านอนไปแล้วรับรู้ได้เองเช่นนั้นรึ? ข้าไม่ใช่ผู้มีวิชาเสียหน่อย”
“แค่อ่านก็เข้าหัวแล้วอย่างนั้นรึ? เื่การแพทย์เป็เื่ยากที่สตรีธรรมดาจะเข้าใจ จากที่ข้าเคยพบเห็น นอกจากสตรีที่ทำคลอดแล้วเ้าเป็สตรีคนแรกที่พูดหลักการแพทย์ได้เหมือนไม่มีคำไหนแปลกอะไร”
“ก็..ข้า..ข้าหัวไว แค่อ่านก็รู้เื่แล้ว”นางไม่รู้จะไปต่ออย่างไร เขาจะสงสัยอะไรนางนัก “ท่านสงสัยอะไรข้านัก ข้าก็แค่ชอบอ่านหนังสือ การแพทย์สำหรับข้าเป็เื่ที่น่าสนใจ ความซับซ้อนที่โดนตั้งคำถามอยู่ตลอดข้าก็แค่อยากรู้เลยอ่านเข้าไป หากจะจำได้นั้นก็เป็ความสามารถพิเศษของข้า”
“ข้าไม่ได้สงสัยเ้า แค่ใคร่อยากรู้ เ้าเป็เด็กฉลาดแต่เหตุใดท่านแม่ของเ้าจึงไม่ชอบใจที่มีบุตรสาวฉลาด”
“ขอบใจสำหรับคำชมเ้าค่ะ”เลี่ยงหลิ่งทำท่าย่อลงขอบใจและยิ้มให้อย่างกวนประสาท “แต่เื่ท่านแม่..ข้าบอกได้คำเดียวว่า ข้าดื้อเกินกว่าจะทำเื่น่าภูมิใจ...ทำแต่เื่น่าขายหน้า”เลี่ยงหลิ่งพูดกระชับรวม ๆ ให้หานซวนเข้าใจ บางทีหากเข้าเห็นว่าขนาดท่านแม่ของนางยังรับไม่ได้แล้ว เขาหรือจะรับได้ เขาจะได้เขียนสัญญาหย่าขึ้นมาแล้วเซ็นให้นางตรงนี้เสียเลย
“เ้ากำลังคิดอยู่ล่ะสิว่าข้าจะร่างหนังสือหย่าขึ้นมาตอนนี้เพราะรู้ว่าเ้าดื้อมากขนาดที่พ่อแม่เ้ายังไม่เอา”
“ดักทางเก่ง”เลี่ยงหลิ่งบ่นกับตัวเอง นึกกำหมัดอยู่ในใจ เขานี่เหลือเกินรู้หมดทุกอย่างเลยหรืออย่างไรกันนี่ “เดาจากท่าทางของเ้าก็พอจะเดาออก”
“แต่ว่าท่านไม่รู้จริง ๆ หรือ ว่าเหตุใด หากฮ่องเต้บังคับให้มีบุตร ข้าว่าเราสองคนคงได้โดนลงโทษ โทษฐานไม่ทำตามคำสั่งเป็แน่”เลี่ยงหลิ่งนั่งลงที่เก้าอี้ไม้ยาวด้านหน้า เฉียนฮ่องเต้คงไม่บังคับให้นางและหานซวนมีบุตรด้วยกันหรอก จะทำเช่นนั้นไปทำไมกัน
“เ้าว่าอย่างไรนะฉืออัน เ้าเด็กนั่นมันกล้าว่าถึงขนาดนี้เลยรึ”
“พระองค์อย่าทรงพิโรธเลยเพคะ หานซวนเป็แม่ทัพใหญ่คิดเช่นนั้นย่อมถูกต้องแล้ว”
“จะมาถูกต้องอะไรล่ะฮองเฮา หากหานซวนไม่มีบุตร ตระกูลฟานคงล่มสลายเป็แน่ หากข้าตายไปคงไม่มีหน้าไปเจอบิดาของเ้าเด็กคนนั้นหรอก เสียชาติเกิดเสียจริงเป็ถึงฮ่องเต้แต่รักษาสัจจะไว้ไม่ได้ น่าละอาย! น่าละอายยิ่ง!”เฉียนฮ่องเต้ทำท่าทางเสียใจต่อหน้าฮองเฮา ฮองเฮาเองก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ใจก็คิดแบบเดียวกับแม่ทัพใหญ่ แต่เพราะหน้าที่จึงต้องทำการปลอบประโลมผู้เป็สวามีให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะแค่เสแสร้งใส่พระนางอยู่ก็ตาม
“อย่างน้อยเขาก็แต่งงานกันตามคำสั่งของฝ่าาแล้ว จะให้มีสิ่งใดอีกก็ต้องรอเวลานะเพคะ สำหรับหานซวนการมีบุตรอาจจะเป็เื่ยาก พระองค์เองก็ทรงเลี้ยงหานซวนมาั้แ่เป็เด็กจะไม่รู้นิสัยเขาเลยรึเพคะ”ฮองเฮาเอ่ยถาม เฉียนฮ่องเต้หยุดเสแสร้งและเงยหน้าขึ้นมา
“นั่นสิ อย่างที่เ้าพูด หานซวนและเลี่ยงหลิ่งยอมแต่งงานกันก็ดีถมแล้ว กาลเวลาจะทำให้ทั้งสองคนนั้นรักกันเองโดยที่ข้าไม่ต้องทำสิ่งใดแล้ว ดี ๆ เป็ความคิดที่ดี ขอบใจเ้ามากฮองเฮา”
“ว่าแต่ว่าเ้าสี่น่ะ ตอนไหนจะจับคู่ให้แต่งเสียที หาองค์หญิงแคว้นใดได้บางหรือไม่ หือ?”พอพูดถึงเื่แต่งงานก็นึกถึงลูกชายคนเล็กที่เกิดกับฮองเฮา จึงหันไปถามขันทีที่ปรึกษาทันควัน
“หาได้แต่องค์ชายสี่เลือกมากพะย่ะค่ะ”ขันทีที่ปรึกษาป้องปากบอก แต่ถึงอย่างไรคนภายในบริเวณนั้นก็พอจะได้ยินอยู่บ้าง รวมถึงฉืออันที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้วย
“บ๊ะ! นี่ก็อีกคน! อะไรกันนักหนา จะเอาความรักใคร่เสน่หาอย่างเดียวเลยหรืออย่างไรกัน ยิ่งเป็เ้าสี่ยิ่งต้องคิดเื่ผลประโยชน์บ้านเมืองให้มากสิถึงจะถูกต้อง ไป ๆ เ้าไปเรียกเ้าสี่มาหาข้าประเดี๋ยวนี้”
“ส่วนเ้าฉืออัน เ้าทำตามคำสั่งเดิมของข้า หากมีสิ่งใดคืบหน้าให้มาเล่าให้ข้าฟัง ข้าอยากรู้ อย่างน้อยก็ทำให้ข้าสบายใจขึ้นไปเปราะหนึ่ง”
“น้อมรับคำบัญชาพะย่ะค่ะ”
“องค์ชายสี่มีราชสาสน์มาจากตำหนักหลวง สั่งการโดยฮ่องเต้พะย่ะค่ะ โปรดพระองค์ทรงนั่งลงรับคำบัญชาจากสาสน์”พอขันทีนำสาสน์มาถึงตำหนักขององค์ชายสี่แล้ว ก็นำความทูลแก่คนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องรับรอง
พอองค์ชายสี่ได้ยินดังนั้นจึงนั่งลงและฟังคำบัญชาจากสาสน์
“ฮ่องเต้มีรับสั่งให้องค์ชายสี่เข้าเฝ้าเป็การด่วน โดยมีธุระสำคัญจะตรัสและสนทนากับองค์ชายสี่เป็การส่วนพระองค์ ทรงโปรดให้ไปประเดี๋ยวนี้ไม่รอลงนาม”
“โปรดพระองค์ทรงทำตามคำสั่งของฮ่องเต้ด้วยพะย่ะค่ะ”
“น้อมรับบัญชา”องค์ชายสี่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบออกไป นึกคิดว่าเหตุใดพระบิดาจึงให้ส่งสาสน์ด่วนมาถึงตนในตอนนี้
“เสด็จพ่อทรงมีสิ่งใดจะตรัสกับลูกหรือพะย่ะค่ะ”
“มาแล้วเหรอเ้าสี่ นั่งสิ”
“อายุเ้าในปีนี้..เท่าไรแล้วนะ”
“ย่างเข้าสามสิบสี่แล้วพะย่ะค่ะ”
“อืม..นานไปจริง ๆ ”
“เสด็จพ่อทรงโปรดอยากให้เ้าเข้าพิธีแต่งงาน”ฮองเฮากระซิบบอกบุตรชายคนเล็กที่นั่งอยู่ข้างตน หากบอกออกไปผ่ากลางวงคงถูกตำหนิเอาแน่
องค์ชายสี่ถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย แต่กิริยาท่าทางยังไม่หลุดออกจากความเป็องค์ชายที่ถูกอบรมมาอย่างดีไม่ต่างจากองค์รัชทายาทผู้เป็พี่ชาย
“ข้าจะให้เ้าแต่งงานกับองค์หญิงแคว้นทางใต้เพื่อความสามัคคีปรองดองของทั้งสองแคว้น แต่งมาเป็ชายาเอกของเ้าก็น่าจะดีอยู่ เผื่อคราใดฮ่องเต้แคว้นใต้สิ้นพระชนม์เ้าจะได้ขึ้นเป็แทน”จุดประสงค์ของเฉียนฮ่องเต้ไม่เพียงแต่อยากให้ลูกเป็ฝั่งเป็ฝากันหมดทุกคน แต่การที่ให้ลูกแต่งงานกับบุตรสาวของอีกแคว้นหนึ่งก็เพื่อการยึดอำนาจโดยใช้เครือญาติเป็พันธมิตรที่ค่อย ๆ กลืนกิน
“หมายความว่าเป็เพียงแผนการเท่านั้นใช่หรือไม่พะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”องค์ชายสี่ถามออกไปตามตรง เฉียนฮ่องเต้หันมองหน้าทันใด และบอกไปให้ฮองเฮาออกไปเสียก่อนที่โอรสจะกล่าวอะไรออกมามากกว่านี้ “ใช่ เ้ารู้ใจพ่ออยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่ยอมแต่ง จะให้พ่อเรียกเ้ามาหาพระแสงอะไรให้มากความ”
“ขอพระราชทานอภัยเสด็จพ่อ ลูกคิดน้อยนักในตอนนั้นแต่ถึงอย่างไรแล้วลูกไม่คิดจะแต่งงานกับองค์หญิงแคว้นทางใต้”
“เหตุใด? เ้าอย่าบอกพ่อว่าเ้ามีสตรีที่เ้าคิดผูกพันอยู่แล้ว?”เฉียนฮ่องเต้เดินลงมาจากแท่นพระที่นั่งของพระองค์ ค่อย ๆ เดินมาหาลูกชายที่กำลังนั่งมองพระบิดาอย่างไม่ไหวติง
“เ้าสี่..การเมืองสำคัญกว่าความรัก เ้าลืมไปแล้วหรือ?”
“ลูกไม่ลืม ลูกแค่ปักใจกับนาง”
“นางคือใคร? สตรีผู้นั้นที่ได้ใจเ้า? เ้าไปเจอนางจากที่ไหน? ถ้าเช่นนั้นเ้าก็แต่งนางเข้ามาเป็อนุเสีย และให้ตำแหน่งชายาเอกเป็ขององค์หญิงเหม่ยเหริน”คำปราการของเฉียนฮ่องเต้ฟาดผ่าลงมากลางอก เดิมที่องค์ชายสี่ไม่ใช่ผู้ที่จะมีชายาหลายคนอยู่แล้ว พอมาเจอคำสั่งจากพระบิดาเช่นนี้จึงทำให้ยากนักที่จะบอกออกไป “ว่าอย่างไรเล่า สตรีผู้นั้นคือใครกัน”
“นางเป็ลูกสาวคนเล็กของตระกูลเหลียนพะย่ะค่ะ”
คำตอบของโอรสทำให้เฉียนฮ่องเต้ถึงกับนิ่งไป จะบอกบุตรอย่างไรว่าสตรีที่โอรสปรารถนานั้นเป็ฮูหยินของหลานชายไปแล้ว
“เป็เช่นนั้นเองหรือ..”
“ลูกให้ปิ่นปักผมหยกของลูกแก่นางไปเมื่อตอนเทศกาลประจำเมือง นางไม่รู้ว่าลูกเป็ผู้ใด จนถึงครานี้ลูกก็ยังไม่มีโอกาสได้กลับออกไปเจอหน้านาง ได้แต่ปักใจกับนางเท่านั้น”
“ถ้าเช่นนั้นเ้าก็ไปเอาปิ่นปักผมหยกกลับคืนมาเถิด”
“เ้าได้ข่าวพิธีงานแต่งงานพระราชทานที่พ่อจัดให้หานซวนได้ใช่หรือไม่?”เฉียนฮ่องเต้เกริ่นอย่างจริงจังขึ้น องค์ชายสี่พยักหน้าก่อนตอบ
“จำได้พะย่ะค่ะ เมื่อวันก่อนลูกมีกิจต้องทำ ขอพระราชทานอภัยที่ไม่ได้ไปร่วมงานของท่านแม่ทัพ”
“เ้าฟังพ่อนะ”
“สตรีที่เ้าปรารถนาในตอนนี้มีสามีแล้ว”
“...”
“สามีของนาง..คือหานซวน นางเป็ฮูหยินใหญ่ของแม่ทัพ..หลานของพ่อ”