บทที่1
หลินเยว่หว่านกับหนิงอี้หยาง
เพียงเพราะเกิดตรงกับเวลาที่ดาวหงส์ตกฟากพอดิบพอดีวันรุ่งขึ้นจึงมีราชโองการแต่งตั้งให้หลินเยว่หว่านคุณหนูสกุลหลินที่มีอายุได้เพียงสองวันเป็คู่หมั้นขององค์รัชทายาทหรือองค์ชายใหญ่แห่งต้าถัง ถังจวิ้นเซียนโดยทันที
หลินเยว่หว่านแม้ตอนนี้ยังเป็เพียงแค่ทารกแต่ในจิตใจนั้นกลับเป็สตรีวัยสิบเจ็ดหนาวแล้ว เมื่อมีราชโองการมาถึงหน้าประตูจวนนางก็พยายามที่จะคัดค้านเต็มกำลังแต่เสียงที่เปล่งออกไปได้เป็เพียงแค่เสียงร้องอ้อแอ้ของทารกคนหนึ่งทุกคนในจวนต่างชมชอบ คิดว่าคุณหนูหลินคงจะกำลังตอบรับราชโองการนี้อยู่
ฝันหรือ!
เื่ที่คุณหนูสกุลหลินได้รับแต่งตั้งเป็คู่หมั้นขององค์รัชทายาทที่ตอนนี้อายุหกหนาวแล้วเป็ที่เลื่องลือหนาหูไปถึงสามแคว้นเจ็ดแคว้นใกล้เคียงบ้างก็ว่าเหมาะแล้ว เพราะผู้ที่เกิดตรงกับดาวหงส์ตกฟากนั้นตามคำทำนายของนักพรตโบราณคือเป็ผู้ที่เง็กเซียนฮ่องเต้ส่งให้มาเกิดเป็ฮองเฮาเพื่อช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขเคียงข้างัครองบัลลังก์ บ้างก็ว่าไม่เหมาะสมเพราะคุณหนูหลินเพิ่งจะคลอดได้เพียงสองวันเท่านั้น
และแน่นอนว่าเสียงส่วนมากที่บอกว่าไม่เหมาะสมนั้นมาจากเหล่าขุนนางที่ตั้งใจจะผลักดันให้ฮ่องเต้ทรงเลือกบุตรีของตนเป็ไท่จื่อเฟยกันทั้งนั้นการที่คุณหนูหลินได้รับราชโองการเช่นนี้จึงราวกับเป็การกำหนดตายตัวแล้วว่าฮองเฮาในอนาคตคือผู้ใด
ดังนั้นขุนนางเหล่านี้จึงมีสองทางเลือกหนึ่งคือให้บุตรีของตนเข้าวังไปเป็สนม สองคือทำให้คุณหนูหลินหายไปจากโลกนี้ซะ
แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดหลินเยว่หว่านกลับรอดชีวิตมาได้ทุกครั้ง ซ้ำยังแข็งแรงเสียด้วยซ้ำไปจวบจนเมื่อเวลาผ่านไปหลินเยว่หว่านในชีวิตครั้งที่สองก็อายุครบสี่หนาวแล้ว
เพราะด้วยความที่เคยเป็ฮองเฮามาก่อนเื่ความรู้ ทักษะความสามารถของนางจึงเป็ที่ประจักษ์ต่อตระกูลและคนนอกหลินเยว่หว่านเริ่มจับพู่กันั้แ่สามขวบ พยายามเขียนหนังสือด้วยมือป้อมๆลายมือหวัดๆ เป็คำว่า ‘ข้ามิอยากเป็ฮองเฮา’แล้วแปะไปทั่วฝาผนังจวน ลำบากบ่าวรับใช้ในจวนต้องตามคอยเก็บคอยเช็ดหลินเยว่หว่านทำเช่นนี้มาครบปีแล้ว วันนี้ก็เช่นกัน
“เยว่เอ๋อร์”หลินไฮ่ผิง บิดาของนางที่เพิ่งกลับมาจากว่าราชการที่กรมอาญาเมื่อทราบข่าวว่าวันนี้บุตรีของตนก็ยังคงตั้งท่าคัดค้านการแต่งงานของตนก็รีบเดินเข้ามาในห้องของบุตรีโดยทันทีหลินเยว่หว่านที่กำลังนั่งกอดอกฉายสีหน้าบึ้งตึงอยู่บนเตียงหันไปมองเสียงเรียกของบิดาจากนั้นจึงหันกลับ
หลินไฮ่ผิงเดินลงไปทิ้งตัวลงบนเตียงข้างๆบุตรีของตน จากนั้นจึงเอ่ยออกมา “เ้ามิอยากเป็มารดาของแผ่นดินจริงๆ หรือ”
คำพูดของหลินไฮ่ผิงทำให้หลินเยว่หว่านยอมหันหน้ามาคุยด้วยนางเงยหน้าขึ้นสบตากับบิดาของตนด้วยดวงตากลมโตดุจกวางคู่นั้นความห่วงใยและความอ่อนโยนในฐานะบิดาถูกส่งประสานมายังนางผ่านแววตานั่นทำให้นางรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งกายใจ
ในชีวิตก่อนบิดาของนางรักและใจดีกับนางเป็ที่สุดเขาคือบุรุษเพียงผู้เดียวที่ยืนยันที่จะอยู่เคียงข้างนาง แต่เพราะตอนนางอายุครบสิบหนาวต้องเข้าวังหลวงไปเรียนหนังสือและอบรมมารยาทเพื่อเตรียมพร้อมในการเป็ฮองเฮานั่นจึงทำให้ความสัมพันธ์ของนางและบิดาเริ่มห่างเหินกันทีละน้อย
และนางก็ตัดสัมพันธ์กับบิดาของตนเมื่อทราบความจริงว่าที่นางต้องเขาวังั้แ่อายุสิบหนาวก็เพราะเขาเป็ผู้ผลักดันและ้าสนับสนุนให้นางมีอำนาจและความสัมพันธ์กับเชื้อพระวงศ์ให้โดยเร็วที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลนับจากนั้นหลินเยว่หว่านก็ไม่เคยเรียกหลินไฮ่ผิงว่าบิดาอีกเลย
จวบจนเมื่อวังหลังเกิดเื่มีเพียงบิดาและมารดาของนางเท่านั้นที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้าง แม้แต่วงศาคณาญาติสหายสนิทหรือนางกำนัลที่นางเชื่อใจมากที่สุดต่างพากันทรยศหักหลังและชักนำนางสู่ความตายในที่สุด
ก่อนวันปะาหลินฮองเฮาเพียงแค่วันเดียวก็ได้มีการตัดสินปะาชีวิตหลินไฮ่ผิงและหลินจินอิ๋ง บิดามารดาของหลินฮองเฮาด้วยการตัดหัวเช่นกันทั้งๆ ที่คนที่นางรักทั้งสองนั้นมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เลยแม้แต่น้อย หลินเยว่หว่านที่ถูกกักขังอยู่ในคุกมืดเมื่อทราบข่าวบิดามารดาของตนก็แทบสิ้นสติ และเมื่อทราบความเป็จริงว่าเหตุที่ทำให้นางตัดสินใจตัดสัมพันธ์กับบิดานั้นเป็กับดักก็ยิ่งทำให้นางบ้าคลั่งเสียจนวิปลาส
ชีวิตของนางต้องพังทลายลงทั้งหมดเพียงเพราะคำทำนายโง่เง่าต้องพังทลายลงเพราะกับดักวังวนที่เรียกว่าวังหลวง...แล้วจะให้นางรู้สึกยินดีกับมันได้อย่างไร!
มือเล็กป้อมทั้งสองของนางจิกเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัวั์ตาเริ่มรู้สึกร้อนผ่าว นางพยายามที่จะไม่ร้องไห้ออกมาตอนนี้นางได้รับโอกาสให้มาเกิดใหม่แล้ว จะให้ทุกอย่างซ้ำรอยเดิมไม่ได้เด็ดขาด
ในชีวิตที่สองนี้นางจะมิยอมหลงผิดใดๆอีกแล้ว!
“ลูกมิชอบราชวงศ์เ้าค่ะ”หลินเยว่หว่านเอ่ยขึ้น จากนั้นจึงหุบตาต่ำลง“พวกเขามีแต่จะแก่งแย่งชิงดีกันทุกวัน”
คำว่าแก่งแย่งชิงดีที่ออกมาจากปากของเด็กวัยสี่หนาวทำให้หลินไฮ่ผิงรู้สึกประหลาดใจอยู่หลายส่วนแม้ฮูหยินของเขาจะบอกว่าบุตรีของพวกเขานั้นฉลาดเกินวัยแต่ก็มิคิดว่าจะพูดจาฉะฉานได้ถึงเพียงนี้“เ้ารู้ได้เช่นไรว่าพวกเขาเป็เช่นนั้น?”
...เพราะลูกเคยผ่านมันมาแล้วยังไงล่ะ
นั่นคือคำที่หลินเยว่หว่านอยากจะเอ่ยกล่าวออกไปใจแทบขาดทว่ากลับทำได้แต่เพียงกลืนคำพูดนั้นลงคอไปเท่านั้น “ท่านพ่อน่าจะเข้าใจดีเ้าค่ะ”นั่นคือคำพูดที่นางกลั่นกรองได้มากที่สุดแล้วในตอนนี้
“ข้าเองก็มิอยากให้เ้าแต่งเข้าราชวงศ์เหมือนกัน”หลินไฮ่ผิงยกฝ่ามือหนาของตนขึ้นลูบศีรษะของบุตรีเบาๆ“ทว่าราชโองการนี้มิใช่สิ่งที่จะยกเลิกได้โดยง่ายหากมิใช่ราชวงศ์อยากจะยกเลิกมันเอง”
“...ท่านพ่อหมายถึง?”หลินเยว่หว่านเอียงคอตาใสแป๋ว ผู้ที่เป็บิดาจึงหัวร่อออกมาเบาๆ
“ไว้เ้าโตกว่านี้จะเข้าใจเองไปทานข้าวกันเถิด”
พูดจบหลินไฮ่ผิงก็อุ้มบุตรีของตนขึ้นจากนั้นจึงพานางเดินออกไปหลินเยว่หว่านแอบอมยิ้มเบาๆคำพูดเมื่อครู่ของเขาน่ะหากพูดให้เด็กสี่หนาวฟังคงจะไม่เข้าใจเป็แน่ทว่าจิตใจนางในตอนนี้มิใช่เด็กสี่หนาวเสียหน่อยนี่ดังนั้นมันก็สามารถแปลตรงตัวได้ไม่ยากว่า ‘ทำให้เชื้อพระวงศ์เอือมจนขอถอนหมั้นไปเอง’แค่นี้ก็เป็พอแล้ว!
หลังจากที่นางและครอบครัวได้ใช้เวลามื้ออาหารเที่ยงร่วมกันตกบ่ายหลินเยว่หว่านก็ปลีกตัวไปฝึกกระบี่ที่ลานกว้างของจวนนางในชีวิตที่แล้วไม่มีโอกาสที่จะได้ทำเช่นนี้เพราะมิได้ให้ความสำคัญกับมันมากนักนางคิดว่าวิชากระบี่นั้นมิเหมาะกับสตรี แต่ทว่ามาครานี้นางเปลี่ยนความคิดแล้วการมีวิชาต่อสู้ติดตัวนั้นเป็การดี เพื่อที่จะได้สามารถปกป้องตนและคนที่รักได้
ในคราแรกบิดาของนางนั้นไม่อนุญาตให้นางในวัยสี่หนาวฝึกกระบี่นอกเสียจากว่านางจะทำตามเงื่อนไขที่เขาวางไว้ให้ได้ นั่นก็คือท่องจำตำราสิ่งที่สตรีพึงกระทำหนึ่งร้อยเจ็ดข้อให้ได้เขาจึงจะยอมจ้างอาจารย์ฝึกกระบี่ให้นางและแน่นอนว่าหลินเยว่หว่านก็ท่องให้เขาฟังได้ั้แ่ต้นจนจบโดยไม่บกพร่องแม้แต่คำเดียวทำให้ทุกคนต่างก็อึ้งไปตามๆ กัน
จะไม่ให้นางจำไม่ได้ได้อย่างไรในเมื่อชีวิตที่แล้วนางต้องท่องจำมันทุกวันหากวันใดท่องผิดแม้แต่คำเดียวนางจะโดนลงโทษให้คัดทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดข้อหนึ่งรอบนางเคยคัดเสียจนเอ็นข้อมืออักเสบมาแล้วแต่มามาที่ฝึกนางนั้นกลับไม่ปราณีนางเลยแม้แต่น้อยเมื่อคิดถึง่เวลาอันแสนน่าเวทนานั้นแล้ว หลินเยว่หว่านก็สัญญากับตนเองว่าจะไม่หลงกลตกลงไปในวังวนเช่นนั้นอีกเป็ครั้งที่สอง
และในที่สุดนางก็ได้เรียนวิชากระบี่สมใจอาจารย์ที่บิดาของนางจ้างมาให้นั้นคือผู้ที่นางเลือกเอง ในอดีตอาจารย์ผู้นี้เคยเป็หนึ่งในทหารราชองครักษ์หญิงของวังหลวงทว่ากลับตัดสินใจถอดเครื่องแบบลาออกมาสอนวิชากระบี่ให้กับเหล่าเด็กกำพร้าแทนโดยไม่คิดเงินซึ่งหลินเยว่หว่านเองก็ชอบอาจารย์ของนางท่านนี้มาก
หลินเยว่หว่านในชุดลำลองพอดีตัวฟาดกระบี่ไม้ขนาดย่อมลงบนหุ่นซ้อมตามกระบวนท่าที่ได้เรียนรู้โดยมีอาจารย์ของนางเป็ผู้ยืนคุม และเมื่ออาจารย์ของนางเห็นว่านางนั้นเรียนรู้ได้เร็วก็เอ่ยปากชมอย่างไม่หยุดหย่อน
“บทเรียนในวันนี้พอแค่นี้ก่อนเถิด”อาจารย์ของนางเดินตรงเข้ามานั่นจึงทำให้หลินเยว่หว่านหันไปทำสีหน้าบูดบึ้งใส่ทันที
“ท่านอาจารย์หนิงเ้าคะศิษย์ยังมิเหนื่อยเลย ฝึกต่อเถิดเ้าค่ะ”
“ฮุๆการที่เ้ากระตือรือร้นนั้นนับเป็การดี แต่รู้อะไรหรือไม่เยว่หว่าน” หนิงอี้หยางหรือที่หลินเยว่หว่านเรียกว่าอาจารย์หนิงย่อเข่าลงตรงหน้าลูกศิษย์ตัวน้อยจากนั้นจึงลูบศีรษะนางเบาๆ “การมั่นใจมากเกินไป การมิรู้ขีดจำกัดของตนคือสิ่งที่ทำให้พลาดพลั้งได้เมื่ออยู่ในสนามรบ”
หนิงอี้หยางยิ้มบางๆให้กับหลินเยว่หว่าน นั่นจึงทำให้หลินเยว่หว่านพยักหน้าหงึก“...เข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
“เ้าเรียนรู้ได้เร็วกว่าเด็กผู้อื่นที่ข้าสอนรักษาความดีนี้ต่อไปนะ” หนิงอี้หยางทิ้งท้ายไว้ให้นางเพียงเท่านั้นจากนั้นจึงเดินกลับออกไป ั์ตากลมโตของหลินเยว่หว่านมองตามแผ่นหลังนั้นที่กำลังห่างออกไปพร้อมด้วยผมหางม้าที่สั่นไหวไปมาอย่างไม่วางตา
สาเหตุที่นางตั้งใจเจาะจงเลือกหนิงอี้หยางผู้นี้โดยเฉพาะเป็เพราะว่าในอดีตหนิงอี้หยางเคยช่วยชีวิตนางเอาไว้จากการลอบปองร้ายตอนออกว่าราชกิจครั้งหนึ่งแต่หลังจากนั้นหนิงอี้หยางกลับโดนสังหารเพื่อปิดปากเพราะนางเผลอไปเห็นใบหน้าของผู้ที่ลอบปองร้ายหลินฮองเฮา
...ชีวิตของคนบริสุทธิ์มากมายต้องสังเวยให้กับนางเพียงแค่ผลประโยชน์ในราชสำนักเท่านั้นในชีวิตที่สองนี้นางจึงต้องช่วยรักษาชีวิตของหนิงอี้หยางเอาไว้ให้เหมือนกับตอนที่หนิงอี้หยางช่วยนางให้ได้