คู่หูทวินเทลกับการผจญภัยสุดป่วนโลก
บทที่ 5 คู่หูทวินเทลกับห้างร้าง?
“ใครเป็คิดออกแบบที่นี้กัน ถึงได้ทำแต่ทางเดินยาวเกินแบบเนี่ย”
“ก็เหมือนในหนังผจญภัยทั่วไปเวลาเจอสถานที่ลับขุมสมบัติ มันก็ต้องคู่กับทางเดินยาวเพื่อความอลังการงานสร้างอะไรพวกเนี่ยละนะ”
“ในหนังมันตัดฉากถึงที่ได้ แต่ในชีวิตจริงมันทำไม่ได้!
เสียงของทั้งสองดังก้องไปตามทางเดิน หลังจากพวกเธอออกจากห้องทรงวงกลมได้ก็เดินตามทางเดินเรื่อยมานานทำเอาอารมณ์เสียโดยเฉพาะเมเปิ้ล
“ว่าแต่ เธอเอามาจริงด้วยสินะ”
“อ้อ เอามาด้วยอยู่แล้ว”
ว่าแล้วอลิสหยิบของที่เมเปิ้ลพูดถึงขึ้นมาให้ดู เหรียญตราสีน้ำเงินขาวมีอักษรXอยู่บนตรา
“กะไว้แล้วละน่ะ ว่าแต่เธอรู้ไหมที่หยิบมามันคืออะไร?”
“อืม…คิดว่าพอรู้แต่ก็ไม่มั่นใจอีกเช่นกัน ไว้ว่ากันอีกที”
“เอ๋~ อะไรละนั้น?”
ทั้งคู่ต่างคุยกันไปเรื่อยเปื่อยเหมือนเช่นเคยระหว่างเดินทาง
เมเปิ้ลกังวลว่าอลิซจะใจลอยอีกมั้ยถ้าหยิบมาด้วย แต่จากที่ดูมาตลอดทางไม่มีอะไรเธอจึงสบายใจขี้นแต่ก็ยังแอบกังวลอยู่
หลังจากที่พวกเธอออกมาจากห้องลับได้ ก็เป็ทางเดินยาวทางเดี่ยวที่ซิกแซกไปมาเดี่ยวซ้ายทีขวาที่และหลอดไฟเก่าเพดานติดๆดับๆจนเมเปิ้ลเริ่มรำคาญเป็อย่างมาก อลิซได้แต่บอกให้คู่หูเธอใจเย็น
“นั้นไง มีประตูข้างหน้าคงเป็ทางออก”
ยังไม่ทันบ่นเสร็จก็เจอประตูไม้เก่าๆธรรมดาอยู่ที่ปลายสุดทางเดิน ด้วยความดีใจพวกเธอรีบวิ่งไปยังประตูอย่างดีใจ
““……………””
พอถึงหน้าประตูแทนที่จะเปิดทั้งคู่กลับยืนนิ่งอยู่ที่ไม่ยอมเปิดได้แต่ยืนจ้องประตูอยู่อย่างนั้น
“…ไม่อยากเปิดแหะ”
“นั้นสิน่า”
“เปิดไปอีกจะเจอห้องลับหรือทางเดินยาวอะไรอีกก็ไม่รู้”
“นั้นสิน่า”
“ถ้าไม่เปิดพวกเราก็ไปต่อไม่ได้”
“นั้นสิน่า”
“…….”
“…….”
ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างไร้คำพูด พวกเธอเปิดไปที่ไรก็เจอแต่เื่อะไรก็ไม่รู้ทุกที ทั้งแฟ้มลับ ห้องทดลองปริศนา เหรียญตราประหลาดนั้น และที่สำคัญสุด ‘ไอทางเดินยาวบ้านั้น’ นั้นคือสิ่งที่พวกเธอคิด
อลิซเริ่มคิดหนัก เธอที่เป็คนเริ่มเื่นี้
ใครบางคน้าให้ตัวเธอมาเจอเหรียญตรา X ที่ตอนนี้อยู่กับตัว
(แล้วต่อไปพวกเธอจะเจออะไรละ มันคุ้มเหรอที่ลากเมเปิ้ลมาเกี่ยวด้วย)
คำถามนั้นดังในใจของอลิสมาตลอดทางที่มาที่นี้ แต่ว่ามาถึงขนาดนี้แล้วไม่ทางให้หันกลับั้แ่หยิบเหรียญตรานี้ เธอรู้สึกอย่างนั้น
(มีแต่ต้องไปข้างหน้าเท่านั้น)
แววตาที่ไร้ความลังเลของอลิซ บอกการเตรียมใจที่พร้อมจะเผชิญกับเื่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
(ในเมื่อฉันเป็คนดึงเมเปิ้ลเข้ามาเกี่ยว ฉันก็ต้องเป็คนปกป้อง)
มืออลิสจับที่กลอนประตูไว้แน่นพร้อมที่จะเปิดมันการเตรียมใจของเธอ พอหันหน้ามองเมเปิ้ลก็รอยยิ้มเป็กำลังใจให้และยังแสดงความมั่นใจกับแววตาอันมุ่งมั่นมันบอกว่าพร้อมเช่นกัน
เมเปิ้ลก็เข้าใจเช่นกัน ว่าเธอก็ต้องเตรียมใจถ้าจะเดินเคียงคู่ไปกับอลิซ
“จะเปิดนะ”
ด้วยใจตอนนี้พวกเธอรู้ดี ไม่ว่าจะเจอกับอะไรจะต้องฟันฝ่าไปได้อย่างแน่นอน
“ฮึ้บ—!”
กึกๆ กึกๆ
“อะ อ้าว?!”
“เป็ไรหรือ?”
“เปิดไม่ออกอะ อีกทีนะ ฮึ้บ—”
กึกๆ กึกๆ กึกๆ กึกๆ… กึกๆกึกๆ—!
“……แล้ว”
“เปิดไม่ออกอะ…..”
“……..”
กึกๆ กึกๆ
กึกๆ กึกๆ………...
…………………
……………
……
..
((เอาการเตรียมใจของพวกเราคืนมา——!!!))
ความในใจของพวกเธอดังกังวานขึ้นในหัวใจของทั้งสอง
“ไอประตูบ้านี้ คนเขาอุตส่าห์ทำเป็เตรียมใจเก๊กหล่อใจเท่มาเองแบบพระเอกจ้าแล้วแท้ๆ ดันเปิดไม่ออกได้เนี่ยซี๊—! เอาคืนมา เอาการเตรียมใจพวกเราคือมา—!”
“…….……”
อลิซทนไม่ไว้บ่นเป็ชุดอย่างไม่หยุดยั้งพรางทุบประตูไปด้วย ในขณะที่เมเปิ้ลกับนิ่งเงียบพูดไม่ออกมองประตูเ้ากรรมอย่างเคืองสุดๆ
“มันไม่ได้ล็อกไว้ประตูเก่าจนขอต่อหมุนเหล็กตรงบานพับขึ้นสนิมหมดแน่เลยทำให้เปิดไม่ออก”
หลังบ่นเสร็จอลิซก็เริ่มใจเย็นลงแล้วเริ่มมองหาวิธีเปิดดูและก็พอคิดออก
“อืม... อย่างนี้คงต้องค่อยๆเลาะออกที่ละจุด แต่ไม่มีเครื่องมีเนี่ยสิ….. ช่วยไม่ได้ คงต้องย้อนกลับไปห้องเมื่อกี่ก่อนจะได้หาอะไรมาแงะ...”
อลิซได้แต่ถอนหายใจออกมา ในขณะที่กำลังพูดเมเปิ้ลที่แค่ได้ยินว่า ‘ย้อนกลับไป’ ก็เดินย้อนกลับไปก่อนอย่างเงียบๆ
พอออกห่างจากประตูได้สักระยะก็หยุดเดิน ก่อนจะหันหลับมองที่ประตูนั้นแล้วออกตัววิ่งเต็มสปีด ะโถีบประตูอย่างสวยงาม
“โรรรรย้ากกกก”
โครมมมมม
“….หรือถีบพังไปเลย”
อลิซมองประตูไม้ที่เคยอยู่ตรงนี้ปลิวเป็กระดาษลอยไปหล่นไหนสักที่หนึ่งไปไกลๆ พอชะเงอออกมาดูก็เห็นเมเปิ้ลนอนล้มหน้าควับพื้นอย่างหมดสภาพ เธอเดินช้าๆไปหาข้างๆก่อนนั่งย่อลงมาดูอาการเมเปิ้ล
“เป็ไรไหม?”
“ไม่เป็ไร พอดีอยากหาอะไรระบายอารมณ์สักหน่อย เห็นว่าประตูว่าเป็งั้นก็เลย…อะนะ”
“อื้มเข้าใจความรู้สึกเลย แต่ลุกขึ้นเถอะหน้าเลอฝุ่นหมดแล้ว”
อลิสพยักหน้าเข้าใจในอารมณ์ เจอเื่ขนาดนี้ในวันเดียวก็ต้องอยากหาที่ระบายว่าแล้วเธอก็เอาแขนเสื่อกาวเช็ดหน้าให้เมเปิ้ลที่เลอฝุ่นก่อนพาลุกขึ้นยืนแล้วช่วยกันปัดฝุ่นที่ติดตามตัวเมเปิ้ลอีกที
“ที่นี้ ห้าง...หรือ?”
“ดูเหมือนจะเป็งั้นนะ”
ระหว่างที่บัดฝุ่นทั้งคู่ก็มองไปรอบก็รู้ได้ทันทีว่าตอนนี้พวกเธออยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
ห้างนี้คงปิดไปนานแล้ว ตัวห้างเป็แบบสองชั้นของส่วนใหญ่ถูกขนไปหมดเหลือแต่พวกชั้นวางของกับลังกระดาษเปล่ามากมาย พวกร้านเล็กต่างๆก็ปิดหมดในห้างค่อนข้างมืดมีเพียงแสงแดงจากข้างนอกส่องผ่านกระจกเปื้อนฝุ่น กลิ่นอับชื้นกับฝุ่นตามชั้นและพื้นคงไม่มีใครมานานแล้วซึ้งตอนนี้พวกเธออยู่ชั้นหนึ่ง
“เดินรอบๆหาทางออกจากที่นี้กันเถอะ”
“เห็นด้วยอย่างยิ่ง ตอนนี้คันจมูกไปหมดเลย ฮัดชิ้ว”
เมเปิ้ลพยักหน้ารับอลิสพรางเอามือถูจมูกแก้ขัน ทั้งคู่เดินตามทางหลักไป ถึงจะมืดอยู่บางแต่ก็ยังพอเห็นอะไรเป็อะไร พอมองข้างหน้าเห็นชั้นวางของที่เต็มไปด้วยพวกอุปกรณ์การเรียนต่างถูกทิ้งไว้จนฝุ่นจับวางเป็ระเบียบกับของอื่นๆ
กลับกันชั้งที่วางของข้างกลับว่างเปล่า พออลิซมองป้ายของบนก็เขียนเป็ ‘แผนกอาหารแห้งและขนม’ คงเดาได้ว่าคงมีความจำพอสมควรถึงได้รีบเอาเฉพาะของที่จำเป็ไปอย่างอาหารไป
แกรก
“!? ...กระป๋อง?”
เมเปิ้ลที่เดินไม่ระวังไปเหยียบกระป๋องเปล่าเข้า พอหยิบขึ้นมาดูปรากฎว่ากระป๋องอาหาร พอมองไปรอบตัวก็เห็นพวกกระป๋องเปล่าหล่นเต็มพื้น
ด้วยความสงสัยอลิซเดินไปหยิบกระป๋องขึ้นมาดูอันหนึ่ง
“กระป๋องลิ้นจี่เปล่าๆ พวกนี้คงเป็กระป๋องอาหารหมด จากที่ดูเหมือนพึ่งเปิดกินได้ไม่นานนี้คงมีคนอยู่แถวนี้?”
“ขอโทษค้า~! มีใครอยู่แถวนี้ไม่ค้า~!”
เสียงะโเรียกของเมเปิ้ลดังไปทั่วห้างแต่ก็ไม่มีใครตอบกลับแต่อย่างใด
“ไม่มีใครตอบเลยแหะ”
“นั้นสิ หรือจะหลับอยู่?”
“ไม่รู้สิ ขนาดเธอหลับเป็ตายปลุกไงก็ไม่ยอมตื่นได้เลยนี้”
เมเปิ้ลนึกภาพอดีตตอนอลิสหลับอยู่แล้วเธอไม่รู้จะปลุกไงเลยะโลั่นบ้านซึ่งสุดท้ายก็ไม่ยอมตอนแถมโดนแม่บ่นต่ออีกต่างหาก โดยมีอลิซดูไปขำไป
“ตอนนั้นเธอโดนดุใหญ่เลย”
“แล้วคิดว่าเพราะใครกัน?”
“ขอโทษด้วยจิ”
เมเปิ้ลมองคู่หูอย่างเหนื่อยใจกับถ้าทีขอโทษติดตลกนั้น
“เอาไงดี?”
“แยกไปคนละทาง ฉันไปซ้ายเมเปิ้ลไปขวาหาเ้าของกระป๋องนี้หรือไม่ก็ใครสักคนจะได้รู้ว่าอยู่ไหนแล้วจะได้กลับบ้านกันสะที”
พอเมเปิ้ลพยักหน้าเข้าใจก่อนทั้งคู่จะแยกหากัน
“ว่าแต่ฝุ่นจับมากขนาดนี้ คงปิดมานานหลายปี”
อลิซที่เดินมาทางซ้ายพูดขึ้นมองดูรอยเท้าของเธอบนพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่น เธอเดินสำรวจรอบๆมองหาสิ่งที่พอจะบอกได้ว่าตอนนี้พวกเธออยู่ไหนกัน
(ข้าวของส่วนใหญ่นั้นถูกเอาออกไปหมดแล้ว เหลือแต่ของไม่จำเป็หรือไม่ก็เอาไปไม่ได้?)
พอดูตามชั้นวางของแล้วเธอก็อดคิงงั้นไม่ได้ พวกของใช้จำเป็อย่างข้าวปลาอาหารแห้งถูกนำเอาไปหมด กลับกันโทรทัศน์และมือถือหรือของใช้ที่มีราคาถูกทิ้งไว้อยู่ครบเต็มไปหมด
นั้นทำให้อลิซไม่สบายใจเอาเสียเลย สถานะการณ์อะไรที่ทำให้เกิดเื่ได้นั้นต้องไม่ใช้เื่ดีแน่ๆ เธอก็หวังจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในเขต C ที่พวกเธอรู้จักหรืออาศัยอยู่จะได้กลับได้
“มืดจัง”
ในห้างที่มืดแห่งนี้มีเพียงแสงแดดจากกระจกเพดานขนาดใหญ่ที่ขุ่นมัวพอจะเป็แสงส่องนำทางในห้างมืดไร้ไฟฟ้าแห่งนี้ได้บ้าง
“หืม?”
อลิซหยุดยืนตรงแผนกอาหารสดและผักผลไม้ของห้าง เธอได้กลิ่นอะไรสักอย่าง กลิ่นหอมของอาหาร
“กลิ่นหอมจัง เ้าของกลิ่นนี้และกระป๋องนั้นน่าจะคนเดียวกัน”
อลิซคิดงั้นแล้งเดินตามกลิ่นเข้าไปในแผนกหนึ่ง
(จากกลิ่นที่ได้ขอเดาว่าเป็ซุปเห็ด และคำตอบที่ได้คือ?)
เธอยิ้มขึ้นเมื่อเจอเต้นสีแดงขนาดเล็กกางไว้อยู่ ตรงหน้าเต้นมีตะเกียงไฟฟ้ากับกระทะเล็กวางบนเตาแก๊สขนาดพกพา และแน่นอนมีซุปเห็ดอยู่ในกระทะตามที่คิด
“ขอโทษค่า มีใครอยู่ไหมค่า”
…………
ไร้เสียงตอบกลับ เมื่อเห็นงั้นเธอเลยขอถือวิสาสะเข้าไปใกล้ๆเต้นเอง
พอลองสำรวจรอบๆแล้วไม่มีใครอยู่เลย ข้างในเต้นมีเพียงถุงนอนปูไว้นอนยังไม่ได้เก็บ อุปกรณ์ต่างๆกับกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ที่ใส่ของต่างที่จำเป็สำหรับการตั้งแคมป์
“เ้าของไม่อยู่ไปไหนกันน้า อุตส่าห์อุ่นซุปไว้…เดียวก่อนนะ”
พออลิซมองซุปในกระทะแล้วตะหงิดใจ เลยหยิบกระทะขึ้นมาดูใกล้พร้อมหยิบไม้ขนที่วางอยู่ข้างขึ้นมาด้วย
“ซุปเย็นแล้ว อุ่นเสร็จก็ทิ้งไว้จนมีคล้ายๆแผ่นฟิล์มขึ้นมาสะหนาเลย”
อลิซใช้ไม้ขนซุปจนสิ่งที่เหมือนแผ่นฟิล์มติดไม้ยกขึ้นมาได้ พอมองไปที่เตาแก๊สมันยังเปิดอยู่ เธอคิดว่าคงเปิดใช้จนแก๊สหมด
“……ชักสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีแล้วสิ”
สัญชาตญาณมันบอกเธออย่างนั้นและทำตามโดยทันที
อลิสวางกระทะลงพื้นแล้วหยิบเตาแก๊สพกพาขึ้นมาดู พอรู้ใช้งานได้อยู่ก็เก็บมารีบเข้าไปในเต้นต่อ เธอจัดการพับเก็บถุงนอนอย่างรวดเร็วต่อด้วยเช็คกระเป๋าเป้เดินทางดูของข้างในมีอะไรบ้างแบบคร่าวๆและพยายามหาบางอย่าง
(หวังว่าคงไม่ใช้ ไม่ใช้อย่างที่คิดน่า ถึงจะแค่สมมุติฐานจากสิ่งที่เห็นก็แต่ว่าดูแล้วโอกาสมัน... อะ เจอละ!)
พอเจอสิ่งที่อลิซหาคือ แผนที่
(ขอให้ไม่ใช้อย่างที่คิด ขอให้ไม่ใช้อย่างที่คิดที–!)
อลิซภาวะนาขอไม่ให้เป็อย่าที่คิด ไม่รอช้าเธอรีบกางแผนที่ดูในสิ่งที่อยากรู้ทันที หลังจากที่เห็นสิ่งที่ในแผนที่แล้วทำให้อลิซใจนต้องอุทานขึ้นมา
“ไม่ใช้อย่างที่คิด แต่แย่กว่าที่คิดอีก!”
สิ่งที่อยู่ในแผนที่นั้นทำเอาเธอใเป็อย่างมาก แต่ตอนนี้ไม่ใช้เวลามาใตัวเธอรู้ดีจึงรีบเก็บแผนที่ของรอบๆต่อที่คิดว่าจำเป็ลงกระเป๋าเดินทาง
“เสร็จละฮึ้บบ หนัก!! ต้องรีบไปบอกเมเปิ้ล…!?”
พอลองสะพายเป้ดูปรากฎว่าหนักเกินที่เธอจะแบกได้บวกกับกระเป๋าเดิมด้วยแต่ยังไงก็ต้องใช้เลยฝืนแบกไปทั้งอย่างนั้นอย่างทุลักทุเล อลิซกำลังจะออกจากเต้นรีบไปหาเมเปิ้ล แต่มีบางอย่างสะกิดใจเหลือบไปทางมองหน้าต่างเต้น
มีอะไรอยู่ตรงนั้นมันมืดเลยมองไม่ชัด เธออยากรู้สึกได้เองจึงเขยิบไปใกล้ๆหน้าต่างเต้นเพื่อจะมองหา หลังกวาดสายตาไปอลิซจ้องมองเข้าไปในมุมเงามืดภายในครัวมุมหนึ่ง พอลองเพ็งสายไปเธอก็ต้องช็อกกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า
“ไม่ใช้แค่แย่กว่าที่คิดแล้ว เมเปิ้ล….กำลังอยู่ในอันตราย!!”
“มืดจนมองไม่เห็นแบบนี้จะหาทางออกเจอไหมเนี้ย!”
เสียงบ่นเมเปิ้ลดังขึ้นกับทัศนวิสัยที่เป็อยู่ตอนนี้ พอแยกกับอลิซได้ก็เดินคล่ำตามทางที่มืดเรื่อยมาก็ชนนู่นนี้ตลอดจนเป็รอยแดงที่หน้าผากได้แต่เอามือลูบ
“อ่ะ เริ่มค่อยๆเห็นแล้ว”
ตาที่กระพริบหลายคทีเริ่มปรับสายตาให้มองเห็นในที่มืดได้บ้าง นั้นช่วยเมเปิ้ลได้เยอะจะได้ไม่เดินไปชนของ พอมองถึงได้รู้ว่าตอนนี้เธออยู่ในตรงแผนกอุปกรณ์การเกษตรของห้าง
“อุ้ย! หวังว่าคงไม่เป็ไร…”
พอได้หันกลับไปทางที่ตัวเองมาก็ต้องสะดุ้งกับสิ่งที่ตัวเองทำ ของต่างๆล้มระเนระนาดไปทั่ว ตอนแรกเธอคิดว่าเดินถ้าตรงมาตลอดทางน่าจะไปถึงที่หรือกำแพงสักจุดหนึ่ง แต่พอดูผลงานตลอดเส้นทางทำให้รู้ว่า ‘เธอชนไปเรื่อยจนทิศเปลี่ยน เดินวนไปวนมา’ ทำให้เดินไม่ไปถึงไหนสักที เธอได้แต่หวังว่าจะไม่ต้องจ่ายในสิ่งที่ตัวเองทำไปหรืออาจชนล้มในอนาคต
“อยากใช้ไฟฉายมือถือจัง แต่อลิซสั่งว่าห้ามใช้ถ้าไม่จำเป็”
ตอนกำลังจะแยกกันหาอลิซบอกให้เธอประหยัดแบตมือถือไว้ เพราะมันอาจจะเป็ทางเดียวติดต่อได้ว่าแล้วเมเปิ้ลก็หยิบมือถือขึ้นมาดู แบตเหลือ18% ตอนนี้ก็ปรับให้เป็โหมดประหยัดพลังงานไว้ก่อน พอมองสัญญาณมือถือก็ยังไม่มีดังเดิม
“เอาละ ยังไงตาก็เริ่มชินแล้วเดินหาต่อดีกว่า”
ว่าแล้วเมเปิ้ลก็เดินหาต่อพอสายตาชินในที่มืดช่วยได้มาก เธอหลบของที่หล่นกระจัดกระจายบนพื้นไม่ให้เหยียบล้มไหนจะชั้นวางของที่วางไว้มั่วไม่เป็ที่เป็ทาง ถ้ายังมองไม่เห็นตัวเธอคงชนพังกระจาย
“ถึงว่าทำไมมองไม่เห็น”
พอเดินจนมาสุดทางเมเปิ้ลก็เจอลังกระดาษที่ติดกระจกหน้าห้างที่ติดเต็มไปหมด ลังกระดาษถูกกางปิดไม่ให้ภายนอกเห็นข้างในนี้และไม่ใช้แค่บานเดียวแต่เป็ทุกบานที่อยู่รอบห้าง
เมเปิ้ลเลยเดินตามกระจากห้างไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงประตูทางออก เธอเดินมองดูของในห้างอย่างสบายใจลังที่ติดกระจกไม่ได้ปิดสนิทหมดทำให้พอมีแสงเล็ดรอดออกมาเป็เหมือนแสงนำทางให้
พอมองของที่เหลือทิ้งไว้ดูแล้วหลายอย่างน่าใช้ได้อยู่ทำเอาเธอรู้สึกน่าเสียดาย หนังสือดูหน้าอ่านที่ยังไม่แกะ ปากกา ดินสอและอุปกรณ์การเรียนต่างๆที่น่ายังใช้ได้ ไกลออกไปเธอเหมือนเห็นพวกอุปกรณ์เกษตร อีกด้านเป็ทีวีรุ่นหลากหลายและอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายแบบ
“เจอแล้ว เจอทางออกแล้ว!”
เมเปิ้ลร้องขึ้นเบาๆอย่างดีใจ
“เอาละทีนี้ก็แค่ไปบอกอลิซว่าทางออกอยู่ตรงนี้…ว่าแต่จะจำได้ไหมหว่า?”
เมเปิ้ลเอียงคออย่างเศร้าใจให้กับความจำของตนเอง
“ว่าแต่ทางกลับมันทางไหนเนี้ย!?”
เธอเกาหัวอย่างมึนงงมองไปมาไม่รู้จะกลับไปทางไหน ถึงจะเดินกลับไปทางเดินก็ไม่รู้ว่าตรงจุดไหนที่ตนเองเดินตามทางกระจกห้างมาถึงรู้จุด แต่ก่อนจะถึงตรงนั้นเธอก็เดินชนนู้นชนนี้ไปทั่วจนทางเพี้ยนหมด
ระหว่างที่คิดอยู่นั้นเอง มีคำๆหนึ่งลอยขี้นมาในหัว
‘อันตราย’
(อันตราย? หมายความว่ายัง…!)
ขณะที่เมเปิ้ลสนใจกับคำเตือนนั้น อยู่ดีๆก็รู้สึกมีอะไรบางอย่างจองมองเธออยู่
!!!
เมเปิ้ลหันควับมองหารอบๆ สัญชาติญาณบอกเธอมีอะไรบางอย่างอยู่ที่นี้ บางสิ่งบางอย่างที่เป็อันตรายต่อตัวเธอและอลิซเหมือนคำเตือนที่เธอได้รับ
(อยู่ไหน มันอยู่ทางไหนกัน!)
เธอยังคงมองหาสิ่งที่ว่าต่ออย่างระวังแต่ก็หาไม่เจอ ความกดดันและความรู้สึกเสียวสันหลังวาบนี่ต้องไม่ใช้เื่ดีแน่
(อยู่ไหน อยู่ตรงไหนกัน…)
เมเปิ้ลยังคงใจเย็นระวังตัวไม่ผลีผลาม เตรียมพร้อมที่จะหนีได้ทุกเมื่อ แต่นั้นยังไม่ใช้ตอนนี้
การวิ่งไปโดยไม่รู้ว่าศัตรูอยู่ทางไหนเป็เื่อันตราย การที่เธอเริ่มวิ่งเมื่อไรก็เหมือนเป็สัญญาเริ่มการไล่ล่ากัน เหมือนกับการ์ตูนเื่แมวกับหนูเื่ฝ่ายหนึ่งเป็ผู้ล่าคือแมว กับอีกฝ่ายที่หนีก็คือหนู
ถึงจะไม่เห็นศัตรูแต่ตัวเธอรู้ดีว่าตนเป็หนูที่ต้องหนี ระหว่างที่ยืนระวังตัวอยู่ศัตรูจะยังไม่ทำอะไรเฝ้ารอดูสถานการณ์ก่อนว่าเหยื่อจะสู้หรือหนีแล้วค่อยๆเข้ามาใกล้เหยื่ออย่างช้าๆนั้นคือสิ่งที่เมเปิ้ลคิด
ถ้าวิ่งหนีมันจะรู้ทันทีว่าสู้ไม่ได้แล้วเข้ามาจัดการ ถึงเธออยากจะสู้ก็ไม่มีอาวุธอยู่ดีไม่มีทางชนะแน่มีแต่ต้องหนีเท่านั้น เพียงแต่ถ้าวิ่งหนีไม่ดีอาจวิ่งเข้าหามันให้จัดการเลยก็ได้แถมวิ่งไปก็ไม่รู้จะหนีทันเปล่า
(รู้สึกได้เลย มันเข้ามาใกล้แล้ว ทั้งที่เป็งั้นแต่ทำไมถึงหาไม่เจอ)
ใจเมเปิ้ลเริ่มร้อนรน แม้จะมองหาจนทั่วแล้วก็ยังหาไม่เจอทำเอาเธอเริ่มสับสน
(ทั้งที่มองจนทั่วห้างแล้วทำไม…เดี่ยวนะ!)
อยู่ดีๆแนวพล็อตหนังแนวสยองขวัญหนึ่งลอยขึ้นมาในหัว เธอมองข้างหน้าหาจนทั่วแล้วแต่หาไม่เจอ ใช้เธอมองแต่ข้างหน้าแต่ลืมอีกที่หนึ่งที่เป็ไปได้
แฮร่~
“ข้างบน!”
ทันทีที่ได้ยินเสียงขู่ร้องขึ้นมาจากทางเหนือหัวเธอ สิ่งที่ขู่ร้องอยู่ข้างบนได้โดดลงมาหาเมเปิ้ลทันที แต่โชคดีที่เธอรู้ตัวทันได้ะโพุ่งทะยานไปข้างหน้าหลบได้ทันฉิวเฉียด
(เกือบไปแล้ว มันมาจากไหนเนี่ย!?)
เธอรีบยัดตัวขึ้นจากพื้นก่อนหันไปมอง มองเ้าของเสียงร้องขู่ที่กระโจนลงมาบนพื้นที่ที่เคยยืนอยู่
เพราะอยู่ในที่มืดทำให้เห็นไม่ชัดแต่พอมองเห็นเป็เงาดำๆที่ขนาดตัวใหญ่กว่าเธอ จากที่เห็นมีเพียงดวงตาคู่สีแดงดูดุดันกำลังมองทางเธอพร้อมอ้าปากเผยให้เห็นเคี้ยวฟันแหลมคมที่พร้อมจะขย้ำ
“ต้องหนีแล้ว!”
ไม่รอช้าเธอรีบก้าวเท้าวิ่งหนีในทันที
แม้จะมืดมองไม่ค่อยชัด แต่ว่าสิ่งนั้นมองแปปเดียวเมเปิ้ลก็รู้ทันทีว่ามันคืออะไร
มันเป็สิ่งนั้นที่ทุกคนต่างรู้จัก มันสิ่งนั้นที่ทุกคนต่างพร่ำสอนและบอกเป็ประจำถึงความน่ากลัวและอันตรายนั้น สิ่งนั้นสิ่งชีวิตจักรผู้เป็ภัยอันตรายอันดับหนึ่งมนุษยาชาติ
“ไซบัคคคค!!! อลิซซซ ไซบัคอยู่ที่นี้——!!!”
เสียงะโเตือนของเมเปิ้ลดังก้องไปทั่ว เธอไม่คิดว่าจะเจอไซบัคที่นี้เลยตอนนี้ในหัวเธอคิดแต่ต้องวิ่งหนีอย่างเดียว
เสียงฝีเท้าวิ่งดังตึกๆ เธอทำใจคิดแง่ดีว่าอาจจะพอหนีพ้นก็ได้
เมเปิ้ลเป็นักกีฬาคนหนึ่งเก่งที่สุดในชั้นปี เธอเล่นกีฬาได้ทุกประเภทมีความมั่นใจในกำลังกายเช่นกัน เื่วิ่งนั้นเร็วที่สุดในชั้น ม.ต้นและอาจจะเร็วกว่า ม.ปลายใครหลายคน
“แย่แล้วไงนั้น! ว่าแต่….มันตัวอะไรละนั้น มืดจนมองไม่เห็น?”
พอเมเปิ้ลพยายามลองนึกถึงไซบัคที่เจอเมื่อกี่นี้ แต่เพราะมืดและเธอรีบหนีมาก่อนเลยไม่รู้มีหน้าตาหรือรูปร่างยังไง
ไซบัคเป็สิ่งมีชีวิตที่หลายรูปแบบต่างไม่แน่ชัดไม่ว่าจะ สิ่งมีชีวิตหลายชนิด พืชพันธุ์ทั้งหลาย หรือแม้แต่อุปกรณ์ต่างที่มีให้เห็นทั่วไป
เธออยากรู้พอหันกลับมองดูมาว่ามันคืออะไรตามมาหรือเปล่าปรากฎว่ามันหายตัวไปเสียแล้ว
“หายไปแล้ว มันไม่ได้วิ่งตามมาซวยไง”
เมเปิ้ลเหงื่อตก ที่เธอหลบได้แม้จะฉิวเฉียดก็เพราะรู้ตำแหน่งมันว่าอยู่เหนือหัว แต่พอมันหายไปอย่างนี้ก็ไม่รู้จะหลบได้ไง ถ้าหลบซี้ซั้วอาจทำเื่แย่กว่าเดิม
(คิดเร็วเข้าสิเมเปิ้ล คิดสิถ้าพวกสัตว์ประหลาดหายไปอย่างนี้มันอยู่ไหน แล้วพวกพระเองจะทำไงกัน)
เมเปิ้ลรีบเข่นเอาประสบการณ์ดูหนังทั้งหลายร่วมกับอลิซมาใช้
“ถ้าคิดแบบง่ายๆก็ชัวร์แล้วว่า!”
เธอที่วิ่งอยู่นั้นก็ได้รู้สึกตัวเหตุผลที่มันเข้ามาใกล้เหนือหัวอย่างไม่ทันสังเกต คำตอบหนึ่งก็ผุดขึ้นมา เธอเงยหน้าขึ้นมองบนก็ปรากฎคำตอบหรือเ้าตัวที่จู่โจมเมื่อกี่ตอนนี้มันกำลังบินอยู่เหนือหัวเธอพอดี
พอได้มองในระยะประชิดเลยทำให้เห็นมันอย่างชัดเจน มันกางสิ่งเหมือนหนังบางขนาดใหญ่สีเทาอ่อนพอๆกับตัวมันที่ติดอยู่กับแขนที่ยาวและหลังสีม่วงเข้มมันดังปีกที่ช่วยในการบิน ลำตัวดูเปราะบางและขาสั้นสีม่วงเข้นเช่นกัน หูแหลมใหญ่เด่นตั้งตระหง่านกับดวงตาสีแดงเข้มมองประสานกับสายตาของเมเปิ้ลพอดี ดูโดยรวมแล้วทำให้เข้าใจว่ามันเหมือนหนึ่งในตระกูลสัตว์หากินกลางคืนหรือก็…
“ค้างคาว!”
กร๊าก
เมเปิ้ลใกับสิ่งที่เห็น ไม่รอช้ามันได้ง้างมือขึ้นใช้เล็บที่ปลายนิ้วกำลังข่วนเข้าที่หัวเมเปิ้ล
โชคดีที่เธอรู้สึกตัวก้มตัวหลบทับแบบฉิวเฉียด ถ้าช้าอีกนิดเดียวคงเสร็จไปแล้วแต่ก็ต้องแลกกัน เพราะหลบกระทันหันทำให้เสียสมดุลสะดุดล้มลงกระแทกกับพื้นกระเบื่องอย่างแรง
“อึก”
เสียงเมเปิ้ลร้องเ็ป หลังเธอกระแทกกับพื้นกลิ้งไปทางหลายเมตร โชคยังดีที่เธอไม่ได้เจ็บอะไรมาก ใจเมเปิ้ลอยากจะหยุดพักตรงนี้แต่ก็รู้ว่าทำไม่ได้เลยพยายามรีบลุกขึ้น
ค้าวคาวพอเห็นโอกาสไม่รอช้ามันบินทะยานขึ้นไปเหนือหัวเมเปิ้ลแล้วหวังจะบินกระโจนดิ่งลงมาหวังจะจัดการให้เสร็จในทีเดียว
(ยะ-แย่ละ ระ-ร่างกายมัน…..)
เมเปิ้ลพยายามฝืนลุกขึ้นแต่ทำไม่ได้แขนขาไม่มีแรง เพราะตอนกระแทกเมื่อกี่ทำให้มึนหัวอยู่จนร่างกายไม่ทำตามที่สั่ง เธอไม่สามารถลุกขึ้นยืนไม่ได้
เมื่อไม่มีทางเลือกเธอพยายามในแรงที่มีลากตัวเองหนีให้พ้น แต่พอมองมันก็เข้ามาใกล้แล้วเธอรู้ทันทีด้วยสภาพตอนนี้เธอไม่อาจจะหนีรอดได้