ทุกแห่งหนในไอช่าล้วนงามหยด แต่มีเพียงหนึ่งเท่านั้นที่โดดเด่นยิ่งกว่าสถานที่แห่งไหน นั้นก็คือเมืองหลวงหนึ่งเดียวของดินแดนแห่งมนตรา มหานครอัลเทร่าที่วางรากฐานมามากกว่าพันปี แม้ด้านความงามจะไม่เทียบเท่าเป่ยหลงของซูิ ไม่ตระการตาไปด้วยเทคโนโลยีอย่างเมโทเปียของบาเยนไฮด์ ไม่มีร่มเย็นและอบอุ่นเทียมทันอารากอนแห่งอีเดน
แต่ถ้าถามถึงเมืองที่เต็มไปด้วยเื่ราวที่ยากจะหยั่งถึง และมีประวัติความเป็มาอันยาวนาวแล้ว เมืองอัลเทร่าย่อมโผล่มาเป็อันดับต้นๆอยู่เสมอ
ชายหนุ่มสองคน หนึ่งพ่อค้า หนึ่งคนจร ได้เดินทางผ่านประตูเมืองทางทิศเหนือ ซึ่งความใหญ่โตของประตูชิวหลงประเมินไว้ว่าสูงล้ำไปกว่าเมืองใหญ่ทางตอนเหนือ หรือศูนย์กลางการค้าทางตอนใต้ในแผ่นดินที่เขาจากมาเสียอีก แต่กระนั้นเองก็เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่พวกเขากำลังพานพบอยู่ในตอนนี้
มองจากนอกเมืองนับว่าน่าตื่นตาตื่นใจจนสะท้านไปถึงทรวงในแล้ว ภายในเมืองกลับเหนือกว่านั้นไปไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า ตึกรามบ้านช่องล้วนเป็สถาปัตยกรรมที่ชิวหลงไม่คุ้นชินมาก่อน อาคารบ้านเรือนเรียงกันเป็ทางยาวมีความเป็ระบบระเบียบจนอดชื่นชมในใจไม่ได้ ประชาชนภายในเมืองเดินขวักไขว่ไปมาแลดูเป็สีสันยิ่ง บ้างเป็นักรบ บ้างเป็นักรบ ตลอดจนพ่อค้าแม้กระทั่งชาวนา ทุกอาชีพล้วนหาได้จากถนนหนทางในเมืองอัลเทร่าได้แทบทั้งสิ้น
ถ้า์มีอยู่จริง ชายต่างโลกก็คิดว่ามันคือที่นี้นี่แหละ!!
“ฉันว่านายเพลาๆอาการลงหน่อยก็ดีนะ เดี๋ยวคนอื่นมองเป็ผู้ต้องสงสัยเข้าล่ะมันจะยุ่งไปกันใหญ่” อารันเตือนชายที่อยู่ข้างๆตน ซึ่งมีแสดงออกถึงความเป็บ้านนอกเข้ากรุงอย่างออกนอกหน้าเสียเต็มประดา แต่จะโทษอีกฝ่ายข้างเดียวก็ไม่ถูก ก็ในเมื่อเขาเองยังมีความรู้สึกไม่แตกต่างไปจากเพื่อนของตนเลยซักนิด
เพียงแต่มันแสดงอาการออกนอกหน้าจนบดบังเขาไปซะมิดก็เท่านั้น
“ได้ยินใช่ไหม...โนอาห์” อารันเริ่มยิ้มเจื่อนๆหลังจากสังเกตได้ว่าเริ่มมีคนมองมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะทหารยามที่จ้องเขม็งราวกับจะฆ่าพวกเขาผ่านทางสายตา
“อ๊ะ! โทษที พอดีเผลอหลุดฟอร์มมากไปหน่อย” ชายผมดำขานรับตามชื่อแปลกประหลาดที่ไม่น่าจะใช้ชื่อเขาแต่อย่างใด นั้นก็เพราะว่าเมื่อคืนวานพวกเขาสองคนได้ทำข้อตกลงบางอย่างเอาไว้แล้วเรียบร้อย
เพื่อความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน อารันได้ลงความเห็นว่าชิวหลงควรปกปิดที่มาของตนเอาไว้ อย่างน้อยๆก็ในตอนนี้ เพราะเื่ที่มีคนหลุดมาจากอีกโลกนั้นอันตรายและน่ากลัวเกินไป อิซซูมีลไม่ได้เป็ดินแดนหอมหวญตั้งอยู่กลางทุ่งดอกไม้ ป้องกันไว้ก็ดีกว่าไม่ทำการสิ่งใดเลย ซึ่งในข้อนี้โนอาห์เองก็เห็นด้วย
นั้นนำมาซึ่งการปรับแก้ไขอะไรบางอย่าง
อย่างแรกคือสำเนียงการพูด ลักษณะการแทนตัวของชิวหลงดูสะดุดตามากเกินไป ถึงจะน่าเหลือเชื่อไปบ้างที่หน้าตาของโนอาห์แทบจะไม่แตกต่างจากชาวไอช่า แต่นั้นเองก็ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องนำมาถกเถียงกันในตอนนี้ เพราะฉะนั้นผลสรุปสุดท้ายก็คือให้ชิวหลงเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้ให้มีกลมกลืนกับคนหมู่มากเข้าไว้
ถึงจะยังแปลกว่าทำไมชิวหลงถึงพูดภาษาของพวกเขาได้รู้เื่ก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้นยังอ่านออกหมดทุกตัวอักษรจากการทดลองเมื่อคืน คงต้องหาข้อสรุปอีกทีในกาลถัดไป
ต่อมาก็คือเื่ของชื่อ ชิวหลงมองยังไงก็ดูสะดุดตาและไม่ค่อยเป็ธรรมชาติซักเท่าไหร่สำหรับดินแดนไอช่า จริงอยู่ว่าชื่อในลักษณะนี้มักมีปรากฏให้เห็นในยามาไท ซึ่งนั้นก็เป็เพียงชนกลุ่มน้อย หนำซ้ำยังได้รับการขึ้นทะเบียนประชาราษฐ์แทบทุกปี ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายในภายหลัง ชื่อใหม่จึงจำเป็ยิ่งสำหรับชายต่างโลกเฉกเช่นชิวหลง
เลยเป็ที่มาของชื่อใหม่ไฉไลยิ่งกว่าเก่าในสายตาของหนึ่งพ่อค้าหนึ่งคนจร
โนอาห์ อิคารอส
“สมแล้วที่เป็เมืองหลวง” โนอาห์เอ่ยพลางก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าทันที อารันที่ยืนอยู่ข้างๆถึงกับปรับตัวสภาพอารมณ์ของเพื่อนใหม่แทบไม่ทัน
โนอาห์ได้ฟังจากอารันถึงข้อมูลของเมืองอัลเทร่ามาบ้างแล้ว มหานครแห่งนี้มองจากภายนอกจะไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอะไร แต่ภายในกลับขยายใหญ่ตัวเสียจนภาพที่เห็นข้างนอกเป็เพียงภาพลวง ซึ่งก็เป็ไปตามนั้นจริงๆ แท้จริงแล้วภาพที่แสดงออกภายนอกนั้น เป็เวทลวงตาระดับสูงที่ในอดีตมีมหาจอมเวทผู้หนึ่งได้ร่ายเอาไว้เพื่อเป็หนึ่งในเกราะกำบังเมืองหลวงแห่งนี้ให้พ้นภัยจากอริราชศัตรู อย่างไรก็ตามก็ไม่เคยมีกองทัพใดๆในอิซซูมีลที่เคยบุกมาถึงเมืองอัลเทร่าได้ซักครั้งเดียว
หรือต่อให้มี...ผู้คนก็ลืมเลือนกันไปจนหมดสิ้นแล้ว
นั้นจึงทำให้ขนาดของเมืองโดยแท้มีความกว้างใหญ่มากพอจะบรรจุเมืองสี่เมืองเข้าไว้ด้วยกัน จนเป็ที่มาของเขตการปกครองทั้งสี่ ซึ่งจำแนกตามทิศทั้งสี่ แต่ละเขตได้นำชื่อของสัตว์ในตำนานมาอ้างอิง ได้แก่ เซย์ริว ทิศตะวันออก เบียคะโกะ ทิศตะวันตก ซูซาคุ ทิศใต้ และทิศที่พวกเขาได้เดินทางมาถึงเป็ทิศแรก เก็นบุ ทิศเหนือ
“ครึกครื้นดีเหลือเกิน” โนอาห์พูดเบาๆกลัวใครจะมาได้ยินเข้า ดวงตาสอดส่ายไปรอบๆมองความเป็ไปภายในเมืองอย่างมีความสุข ร้านรวงทั้งสองข้างะโเรียกหาลูกค้าอย่างเต็มความสามารถ ยังไม่นับไปถึงร้านค้าที่ตั้งสถิตอยู่ในตัวอาคารซึ่งมีความแตกต่างกันออกไป ที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็ผู้คนซึ่งไม่บางตาจนเกินควรหรือหนาแน่นจนเกินไป จนชวนให้ดูสบายตายิ่งนัก
ต้องขอบคุณขนาดของเมืองที่กว้างใหญ่มากพอให้ประชาชนมีพื้นที่หายใจเยอะกว่าที่ควรเป็
“ฉันได้ยินว่าที่นี้ก็คึกคักแบบนี้ทุกวัน แต่เอาเข้าจริงพอถึงใกล้ถึงวันสอบมากขึ้นเท่าไหร่ คนก็ยิ่งเยอะมากขึ้นเท่านั้น เตรียมใจไว้ได้เลย” อารันหัวเราะเบาๆพลางมองหาอะไรบางอย่าง ร้านค้าซักอย่างที่เขาจะพอเอาของที่หามาได้ไปทำทุน สำหรับค่าใช้จ่าย่เวลาที่พวกเขายังไม่ได้ไปเข้าสอบ เนื่องจากอารันเลือกที่จะเข้าเมืองมาก่อนวันสอบจริงถึงเจ็ดวัน ทำให้เวลาเตรียมการมีมากโขจนไม่รู้จะทำอะไรดี
แต่สำหรับโนอาห์คิดว่าไม่น่าจะพอ
“ก่อนอื่นก็ต้องไปซื้อของกันใช่ไหม ให้ตายเถอะ! ชักอยากเห็นแล้วสิว่าร้านรวงของที่นี้จะมีหน้าตาเป็ยังไง” ชายต่างโลกเอ่ยออกมาด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิด เพราะนอกจากคำบอกเล่าเก้าสิบของอารันแล้ว เขายังไม่ได้พบเห็นอะไรเป็ชิ้นเป็อันซักเท่าไหร่สำหรับการมาเยือนโลกใหม่ครั้งนี้
“อย่าตื่นเต้นให้มันมากนัก ทำตัวให้กลมกลืนกับคนอื่นไว้หน่อยก็ดี” อารันปรามขึ้นเบาๆ ถึงหน้าตาจะสวนทางกลับคำพูดไปคนละทางก็ตาม
“นายเองสิเด่นกว่าใครเพื่อน เล่นแบกกระเป๋าใบตั้งขนาดนั้น” โนอาห์ยิ้มเจื่อนๆไล่มองสภาพเพื่อนตัวเองั้แ่หัวถึงเท้า ยังดีที่พ่อค้าคนนี้ยังมีเสื้อผ้าให้เขาเปลี่ยนบ้าง ไม่งั้นการที่ต้องใส่เสื้อผ้าที่ติดมากับตัวเดินโทงๆเข้าไปในเมืองเวทมนตร์ก็เห็นจะเป็เื่แปลกไปซักเล็กน้อย
ในที่สุดทั้งสองก็ได้เงียบลง เพื่อทำการดื่มด่ำกับบรรยากาศของเมืองให้แจ่มชัดมากยิ่งขึ้น สีสันของอาคารบ้านเรือนเริ่มดูโอ่อ่าจนน่าตื่นตาตื่นใจมากเท่าทวี อีกทั้งผู้คนก็เริ่มมีมากขึ้นจนรู้สึกได้ถึงวิถีชีวิตในเมืองหลวงแห่งนี้ ทว่าสายตาของพวกเขากลับมาหยุดกึกกลับสิ่งบางสิ่ง ที่ดูเหมือนจะน่าสนใจยิ่งกว่าอะไรใดๆในย่านนี้
ผู้คนจำนวนมากกว่ายี่สิบกำลังยืนล้อมวงเหมือนกำลังยืนดูอะไรอยู่
“ฉันว่านาย...” อารันพูดไม่ทันจบประโยคก็ต้องชะงักค้างไปชั่วครู่ เพราะว่าเพื่อนตัวดีของเขาได้บุกฝ่าฝูงชนแหวกว่ายเข้าไปร่วมกับคนพวกนั้นั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ พ่อค้าหนุ่มได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะเดินตามไปด้วยความคิดเพียงอย่างเดียว
หวังว่ามันจะไม่ก่อเื่ในวันแรกที่เข้าเมืองมาเลยเถอะ
“ขอทางหน่อยครับ...ขอทางหน่อย ขอบคุณนะ ขอบคุณมากเลย” โนอาห์แทรกตัวไปยังกลุ่มคนอย่างรวดเร็วราวกับปลาไหล จนในที่สุดก็มาถึงแถวหน้าสุด และเหตุการณ์ตรงหน้าที่เขาพบเจอตรงหน้านั้นก็ทำให้เขาผิวปากหวือ
ผู้ชายนับสิบกำลังยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับเขาสองคน โนอาห์จำไม่ได้แล้วว่าเคยเห็นเหตุการณ์ในลักษณะนี้มากี่ครั้ง เพราะแต่เดิมในยุทธจักรเหมือนมีกฎแต่ไม่มี ยิ่งในสภาพที่บ้านเมืองเหลวแหลกจนแทบจะสิ้นชาติยิ่งแล้วใหญ่ ใครมีฝีมือก็อยากประกาศศักดา และผลที่สื่อให้เห็นชัดเจนมากที่สุดก็คือการรังแกคนที่มีกำลังน้อยกว่า
แต่ว่าสิ่งที่เขากำลังเห็นกลับทำให้รู้สึกแตกต่างกันออกไป
“นี่ลุง ทำไมไม่มีใครเข้าไปช่วยเธอสองคนนั้นเลยล่ะ?” เขาเอ่ยถามชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างตัว ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่าทำไมถึงไม่มีคนยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ แต่การรับทราบถึงทัศนคติของผู้คนที่นี้ก็เป็อะไรที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
“ช่วย…ดูจากสภาพแล้วเธอคงเป็ต่างถิ่นล่ะสิ พวกนั้นน่ะมันเ้าถิ่นคุมย่านนี้ เห็นว่าจ่ายส่วยให้กับพวกทหารประจำเขตอะไรเทือกนี้นี่แหละ ก็เลยไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยแม่หนูสองคนนั้นไงล่ะ โชคร้ายแท้ๆ...” คำตอบที่ถึงกับทำให้โนอาห์กระตุกยิ้มขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ อย่างน้อยๆในเมืองแห่งนี้ก็ไม่ได้สดใสปราศจากมลทินไปซะหมด
“หวังว่านายจะไม่ทำตัวเป็ผู้กล้าฝ่าดงพระบาทไปช่วยสาวน้อยหรอกนะ” อารันที่เดินมาสบทบเมื่อซักครู่หัวเราะขึ้นมาเบาๆ ปรายตามองเหตุการณ์ตรงหน้าให้ชัดเจนอีกครั้ง ก่อนที่ตัวเขาเองจะรู้สึกเหมือนโนอาห์ไม่มีผิดเพี้ยน
“นายก็รู้ ว่าฉันชอบรับบทเป็ฮีโร่” ชายอวดที่ชอบทำตัวอวดเก่งกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะเดินออกไปข้างหน้าอย่างสง่าผ่าเผย ในขณะที่คนอื่นๆที่มุงดูได้แต่อ้าปากค้างไปด้วยความตะลึงงัน
แต่อารันกลับยิ้มนิดๆอย่างเอือมระอา
“รู้ตอนไหนกันล่ะไอ้เ้านี่...เอาเถอะ ก็หวังว่าจะสมพรปากนายแล้วกัน” อารันส่ายหัวไปมาก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาจับจ้องเหตุการณ์ตรงหน้าอีกครั้ง
เพราะนี่มันเป็ครั้งแรกที่เขาจะได้เห็นว่าเพื่อนใหม่ของเขาคนนี้มีดีในระดับไหน
“ว่าไงพวก พ่อของพวกแกมาหาแล้วนะ” โนอาห์พูดกลั้วหัวเราะ โบกมือทักทายให้กับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่หันมามองเล็กน้อย
ศึกประเดิมของเขาได้มาถึงแล้ว!!