จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 60 แนวทางใหม่

    นิโคลัสกับซีรีนลงทะเบียนวิชาเลือกเสร็จเร็วกว่าคนส่วนใหญ่ จึงออกจากหอประชุมมาได้ทันที

    ที่ลานกว้างหน้าอาคารมีนักศึกษาทยอยออกมาเหมือนกัน บ้างตรงกลับหอพัก บ้างกลับบ้าน และอีกหลายคนเดินชมบรรยากาศในสถาบัน สองคนนี้ก็อยู่ในกลุ่มหลัง

    “นิค เจ้าจะเดินดูอะไรนักหนา?”

    ซีรีนสังเกตตั้งแต่ออกจากหอประชุม เขามองไปรอบ ๆ ตลอด บางครั้งเงยหน้าดูยอดไม้ บางครั้งก็ก้มสำรวจพื้นดินข้างทาง

    “ถ้าข้าบอกว่ากำลังหา ‘ที่ออกกำลัง’ เจ้าจะเชื่อไหม?”

    “ไม่เชื่อสิ มีที่ไหนคนออกกำลัง ‘กำดิน’ ขึ้นมาดมกัน”

    เขาหัวเราะเบา ๆ

    “เจ้านี่ฉลาด…เดี๋ยว ๆ นี่ ข้าชมเจ้าอยู่นะ เอาเถอะ ข้าสนใจดินและพืชในสถาบันที่แข็งแรงและสูงใหญ่ผิดปกติ ข้าเลยสงสัยว่าดินมีอะไรพิเศษ เผื่อขอไปปลูกต้นไม้ที่โรงแรมบ้าง”

    คำหยอกไปโดนจุด ซีรีนทำหน้าบึ้งนิด ๆ เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

     

    “ไม่แปลกนี่ พลังธรรมชาติในนี้หนาแน่นกว่าข้างนอกมาก พืชเลยงอกงามดีเป็นเรื่องปกติ”

    “แล้ว…พอจะขอดินออกไปได้ไหม?”

    “เรื่องแบบนี้ข้าจะรู้ได้ไง ไม่มีใครทำตัวประหลาดเหมือนเจ้านี่นา ถ้าอยากรู้ ลองไปถามฝ่ายกิจการนักศึกษาดู”

    ตั้งแต่เข้ามาในสถาบัน นิโคลัสดึงดูดใจกับพืชพรรณสมบูรณ์จนผิดปกติ เขาอยากให้ “มิติสัตว์เลี้ยง” มีบรรยากาศคล้ายกัน

    ‘ต้องหาเวลาทดลองฝึกตำราสรรพสัตว์กลางดงไม้พวกนี้ดู อย่างน้อยก็ไม่มีผลเสียอะไร’

    นิโคลัสวางแผนในใจ

     เดินเล่นอยู่พักใหญ่ ทั้งสองจึงแยกย้ายกลับหอพักเพื่อจัดสิ่งของส่วนตัว โดยเฉพาะซีรีนที่อยู่ห้องพักรวมที่ต้องช่วยกันแบ่งพื้นที่ใช้งาน วันแรกจึงค่อนข้างวุ่นวาย

     

    พออาทิตย์คล้อยต่ำ นิโคลัสออกมายืนที่ระเบียงหลังห้อง รอ “สหายตัวน้อย” ของเขา ไม่นาน ฝูงนกจากทิศใต้บินตรงเข้ามาทางอาคารอาซูบิส ไม่ต้องเดา ตัวที่นำหน้าคือซิลฟี่

    “นิค ข้ามาแล้ว!”

    เสียงมาก่อนตัว เขาถอยเข้าในห้อง เปิดที่ว่างให้ฝูงนกราวสามสิบตัวลงยืน

    “วันนี้มาน้อยลงครึ่งหนึ่งเลยนะ”

    เขาอดเสียดายไม่ได้ แต่ก็เข้าใจ ส่วนใหญ่ไม่อยากย้ายรัง ที่ตามมาก็คือพวกที่อยู่ใกล้เขตเหนือ บินไม่นานก็ถึง

    “มา เริ่มกัน พวกเจ้าจะได้กลับเร็ว ๆ”

     

    เขาฝึกตำราสรรพสัตว์ไปพร้อม ๆ กับถามข่าวในเมือง

    ช่วงนี้ไม่มีเหตุแปลกหลังจากกวาดล้างทาสปีศาจ เมืองหลวงยามค่ำคืนกลับมาคึกคักอีกครั้ง

    “พวกเจ้าบินเข้ามาในสถาบันได้เลยหรือ?”

    พอฝึกฝนราวสิบห้านาทีถึงหยุดลง จากนั้นเริ่มซักรายละเอียดอื่น ๆ ต่อ ได้ความว่า ฝูงนกบินเข้าออกเหมือนบินในเมือง ไม่มีสิ่งใดขัดขวางเลย

    “สะดวกก็จริง…แต่ช่องโหว่ความปลอดภัยมันมากเกินไป ถ้ามีใครนำสิ่งของอันตรายติดมากับนกสื่อสารพวกนี้ก็ยุ่งแล้ว”

    เรื่องความปลอดภัยของสถาบันต้องมาก่อน เขาจึงต้องเลือกวิธีที่รัดกุม

    “เพื่อกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ข้าขอทำ ‘สัญญาวิญญาณ’ กับพวกเจ้า ไม่ต้องกังวล เป็นเพียงสัญญาร่วมมือ โดยมีเงื่อนไข ข้อเดียวคือ ‘ห้ามทำร้ายข้าและสถาบัน’ ตกลงไหม”

    ฝูงนกพยักหน้าและส่งเสียงรับพร้อมกัน สำหรับพวกมันแทบไม่ต่างอะไรจากปกติ แต่สิ่งที่ชายหนุ่มกังวลคือการถูก “คนอื่น” ใช้ร่างพวกมันต่างหาก

     

    สัญญาที่ผูกทั้งร่างและวิญญาณ ต่อให้ถูกชักใย ก็ทำร้ายเขาไม่ได้ อย่างน้อยก็รับรองความปลอดภัยระดับหนึ่ง

    สิ่งที่ชายหนุ่มไม่คาดคิดคือ “ผลพลอยได้”

    ‘เอ๊ะ…มีข้อความรายละเอียดของพวกมันเพิ่มขึ้น? สัญญาแบบนี้ช่วยให้เห็น “คุณสมบัติสัตว์” ด้วยงั้นหรือ ฮ่าฮ่าฮ่า โชคดีจริง’

    ตำราสรรพสัตว์โดยปกติจะไม่ค่อย ๆ บอกวิธีใช้งาน คราวนี้ได้เปิดเผยเรื่องเล็ก ๆ นี้ โดยบังเอิญ

    หลังฝูงนกสลายตัวไป เหลือเพียงซิลฟี่ที่ระเบียง

    “เจออะไรน่าสนใจไหม”

    “เยอะเลยนิค ถ้าไม่นับมานาหนาทึบ ต้นไม้กับสัตว์ในนี้ ‘มีพลัง’ กว่าข้างนอกมาก”

    “แล้วของกินของเจ้าล่ะ พวกหนอนแมลง?”

    “มี…แต่ข้ายังไม่กล้ากิน มันตัวใหญ่กว่าข้างนอกสองสามเท่า กินมั่ว ๆ ข้ากลัวถูกจับ พรุ่งนี้ช่วยถามให้หน่อยได้ไหม”

    “ตกลง”

    ทั้งคู่อยู่คุยกันครู่หนึ่งแล้วเข้าห้อง โดยไม่รู้เลยว่า บนหลังคาเหนือศีรษะ มี “ดวงตากลม” คู่หนึ่งเฝ้ามองอยู่ พอทั้งสองลับตา มันจึงกางปีกบินจากไป

     

     

    ด้านเหนือของสถาบัน ณ อาคารอำนวยการ

    นกเค้าแมวตัวหนึ่งร่อนลงระเบียงชั้นบนสุด บินลึกเข้าไปในห้องทำงาน อธิการบดีในชุดคลุมสีเทายื่นแขนรอรับมันบินตรงเข้ามา ก่อนร่างจะค่อย ๆ สลายเป็นละอองมานา ไหลเข้าสู่ฝ่ามือของเขา…

     

    ชายชราลุกขึ้น ก้าวช้า ๆ ออกจากโต๊ะทำงาน ก่อนหยุดที่ระเบียงรับแสงจันทร์อาบร่าง กวาดตามองไปยังหอพักนักศึกษาไกลลิบ

    “เจ้าดูคนไม่ผิดจริง ๆ …รอย”

    เขาพึมพำเบา แต่แฝงพลังในถ้อยคำ

    “เจ้าหนุ่มผู้นี้รอบคอบใช้ได้ และที่ไม่เรียน วิชาเลือกนักเวท คงเพราะมีเจ้าอยู่เคียงข้างแล้วสินะ…

    ท่านคิดว่าเขาเป็นอย่างไร?”

    ทั้งที่ในห้องมีเพียงเขาคนเดียว แต่คำถามสุดท้ายนั้นถูกส่งผ่านสายธารมานาไปยังอีกผู้หนึ่งที่อยู่ห่างออกไป

    ไม่นาน เสียงตอบกลับแว่วมา ราวกับสายลมกระซิบจากห้วงบรรพกาล แหบพร่า แตกร้าว และไม่คล้ายเสียงของมนุษย์

    “น่าสนใจ…โดยเฉพาะวิธีที่เขาสื่อสารกับสัตว์ ราวกับฟังกันรู้เรื่อง ไม่เหมือนผู้ฝึกสัตว์ทั่วไปที่ต้องอาศัยเพียงสัญชาตญาณและท่าทาง ข้าสงสัยว่าเขาคงมีของวิเศษบางอย่าง คล้ายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในยุคหมื่นปีก่อน ช่างน่าเสียดายที่สูญหายหมดสิ้นไปแล้ว”

     

    ชายชรายิ้มมุมปากน้อย ๆ พลางถามกลับ

    “ท่านอยู่เงียบงันอยู่อย่างนั้น ไม่เบื่อบ้างหรือ? นาน ๆ ได้ยืดเส้นยืดสายก็คงดี”

    เสียงที่ลอยมาตอบกลับอย่างห้วน

    “เจ้าคิดจะล่อลวงข้าเหมือนที่เคยหลอกข้าให้ไปสอนหลานชายเจ้าหรือ! เขากลับมาแล้วไม่ใช่หรือ หากข้าเผยตัวเขาต้องรู้แน่”

    “ถ้าท่านไป เขาไม่ว่าแน่นอน”

    ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    “ดูจากท่าทีแล้ว เขาตั้งใจเคี่ยวเข็ญเจ้าหนูนั่นเต็มที่ หากมีท่านช่วยอีกแรง เขามีแต่จะยินดี”

     

    ความเงียบทอดยาวไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงเก่าแก่ดังขึ้นอีกครั้ง แผ่วทุ้ม แต่หนักแน่น

    “ข้าเห็นเจ้าหนูนี่แล้ว ก็อดนึกถึง ‘เจ้ากล้ามโต’ ไม่ได้ เอาเป็นว่าตอบแทนที่เขาเคยช่วยข้าปราบจ้าวอสูรตนนั้นก็แล้วกัน”

    ใบหน้าย่นของชายชราแย้มรอยยิ้มกว้างขึ้น

    “ขอบคุณท่านที่เมตตา”

    เมื่อไร้เสียงตอบกลับอีก เขาก็รู้ว่าผู้เฒ่าในเงามืดไม่อยากสนทนาต่อแล้ว จึงถอนหายใจเบา ๆ

    “เจอรอยว่ายากแล้ว…เจอท่านผู้นี้อีก คงเหนื่อยหน่อยนะ เจ้าหนู”

     

     

    เช้ามืดวันต่อมา หลังจากทำภารกิจกับเหล่านกกลางคืนเสร็จ นิโคลัสสวมชุดวอร์มปิดมิดชิดแล้วออกวิ่งตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

    ภายใต้ชุดนั้นมีปลอกเหล็กกล้าถ่วงน้ำหนักแนบตามแขนขา ขณะวิ่งเขายังใช้สมาธิรวบรวมมานาไปพร้อมกัน

    สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และพุ่มดอกไม้หอมสด ทำให้การออกกำลังยามเช้าชวนให้หายใจได้โล่งปอด ฝูงนกโฉบเหินอยู่เหนือศีรษะ นำหน้าด้วยซิลฟี่ที่ร้องขึ้นอย่างร่าเริง

    “อากาศที่นี่ดีมากจริง ๆ นะนิค พวกข้ารู้สึกดีเหลือเกิน”

    ‘เจ้าได้ลองดูดซับเข้ามิติสัตว์เลี้ยงหรือยัง?’

    ซิลฟี่ส่งกระแสความคิดถาม มันต้องสลับเป็นเสียงนกเมื่อพูดถึงมิติสัตว์เลี้ยง นิโคลัสจึงชะลอการสะสมมานา หันไปทดลองฝึกตำราสรรพสัตว์แทน ดึงพลังธรรมชาติเข้าสู่มิติ

    ‘รอดูไปก่อน ข้าไม่แน่ใจว่ามันจะคงสภาพไว้ได้หรือเปล่า พรุ่งนี้เช้าค่อยดูผล’

     

    เขาวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางไม่พบใครออกกำลังกายเลย หรือเพราะเป็นวันแรก ทุกคนยังไม่คุ้นชินก็เป็นได้

    เมื่อเข้าสู่เขตผู้ฝึกสัตว์ เขาพบร่างหนึ่งวิ่งเหยาะอยู่เบื้องหน้า พอเข้าใกล้จึงเห็นว่าเป็นชายชราผมสีแดงจาง ตัดกับนัยน์ตาดำสนิทที่ไม่คล้ายเชื้อสายราชวงศ์

    “คารวะอาจารย์”

    นิโคลัสหยุดโค้งเคารพก่อนจะวิ่งต่อ

    ชายชราพยักหน้ารับ พร้อมรอยยิ้มอบอุ่น แต่คำพูดกลับแฝงแววทดสอบ

    “เจ้าขยันดีนี่ วันแรกก็ออกวิ่งแล้ว แต่เหงื่อเจ้าดูมากเกินไปนะ”

    “ศิษย์เป็นนักเวท การออกกำลังกายไม่ใช่สิ่งถนัดขอรับ”

    “อ้อ เป็นเช่นนั้นเอง…แต่ถ้าไม่ถนัด แล้วแผ่นเหล็กพวกนั้นเจ้าสวมไว้ทำไม?”

    รอยยิ้มอบอุ่นแปรเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นในพริบตา

    “เอ่อ…ศิษย์มิได้ตั้งใจปกปิด ขออภัยจริง ๆ”

    “ไม่เป็นไร ข้าเพียงสงสัย ทำไมเลือกวิธีโบราณเช่นนี้ ทั้งที่เจ้าเป็นนักเวท”

    “เพราะศิษย์ยังไม่ได้เรียนศาสตร์การจารึกขอรับ”

    “เช่นนั้นหรือ…”

     

    ชายชรายกมือขึ้น หนังสือเก่าเล่มหนึ่งปรากฏเหนือฝ่ามือ ประกายมานาอ่อนจางโอบคลุมทั้งเล่ม

    “รับไปเถิด อีกหนึ่งเดือนค่อยคืน หากวันใดว่าง ข้ามักออกวิ่งแบบนี้เสมอ แต่หากไม่เจอ ก็ไปหาข้าที่อาคารผู้ฝึกสัตว์ได้”

    แม้แปลกใจ แต่นิโคลัสยังประคองสองมือรับตำราไว้ ระหว่างจะกล่าวขอบคุณ ร่างชราก็เร่งฝีเท้าจนทิ้งห่างไปไกล เขาจำต้องตะโกน

    “อาจารย์! ท่านยังไม่บอกนามเลย?”

    เสียงตอบเพียงเล็กน้อยลอยมาตามสายลม

    “อีรินดอร์…อีรินดอร์ ดราโกเมียร์”

    “ขอบคุณท่านอาจารย์!”

    แม้ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายได้ยินหรือไม่ เพราะแม้แต่เงาหลังยังเลือนหายไปแล้ว

    ‘เร็วเหลือเกิน…ในสถาบันนี้มีคนระดับนี้มากมายขนาดนี้เชียวหรือ’

     

    นิโคลัสลดฝีเท้าลงเป็นการเดิน หยิบตำราขึ้นมาดู ปกหนังเก่าเผยตัวอักษรเพียงบรรทัดเดียว

    ‘พื้นฐาน ศาสตร์จารึก’

    “นิค อย่าเพิ่งเปิด เก็บไว้ก่อน ค่อยไปเปิดที่ห้อง”

    ซิลฟี่ร้องเตือน

    “ทำไม เจ้าว่ามีอันตรายหรือ?”

    “ไม่ใช่…ตรงข้ามเลย ข้ารู้สึกถึง ‘ความศักดิ์สิทธิ์’ ของสิ่งนี้ มันมีค่ามหาศาล และที่สำคัญ ชายชรานั่นน่าจะเป็น ‘จ้าวแห่งผู้ฝึกสัตว์’ หากเขาสั่งสิ่งใด ข้าเองยังต้องทำตาม”

    นิโคลัสจึงเก็บตำราไว้ใน มิติสัตว์เลี้ยง ซึ่งเขาใช้เก็บของสำคัญ เพราะไม่มีใครเข้าถึงได้หากเขาไม่อนุญาต

    แล้วสองคู่หูก็รีบกลับหอพักทันที…

     

    “เอาล่ะ มาดูกันสิว่าตำรานี้เก็บซ่อนอะไรไว้บ้าง”

    นิโคลัสนั่งลง วางหนังสือเก่าแก่บนโต๊ะอย่างระมัดระวัง ขณะที่ซิลฟี่บินมาเกาะบนไหล่ คอยชะโงกหน้ามองใกล้ ๆ อย่างตื่นเต้น

    เขาค่อย ๆ เปิดปกหนังสือหนาหนักออก กลิ่นเก่าผสมกับพลังมานาจาง ๆ ลอยออกมาแทบจะทันที ก่อนที่ละอองแสงละเอียดจะฟุ้งออกจากแผ่นหนังด้านใน ตัวอักษรโบราณที่เขียนอยู่บนนั้นคล้ายกำลังเคลื่อนไหวไปมาอยู่ตลอดเวลา ทำให้จับใจความไม่ได้แม้แต่คำเดียว

    ละอองแสงที่ลอยขึ้นเหล่านั้นรวมตัวกันกลางอากาศ ก่อตัวเป็นอักขระเรืองรองลอยเด่นตรงหน้า

    “จงบอกนาม และมอบมานาของเจ้ามา”

    นิโคลัสนิ่งไปชั่วครู่ แม้จะรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ยังคงทำตามเสียงเรียกนั้นด้วยท่าทีระมัดระวัง

    “ข้าน้อย นิโคลัส เบลลาทอร์”

    เขาเอื้อมมือออกไป ส่งมานาบริสุทธิ์ไหลเข้าสู่อักขระเหล่านั้นทันที

    ‘ดีแล้วที่ซิลฟี่เตือน หากมีใครมาเห็นภาพนี้เข้าคงยุ่งยากไม่น้อย…’

     

    เมื่อมานาไหลเข้าสู่ตัวอักษร ลำแสงพลันสั่นไหว ก่อนค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นอักขระใหม่ที่ชัดเจนพอให้อ่านได้

    “ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งจารึก นิโคลัส เบลลาทอร์ ขอให้ความเพียรพยายามของท่านบรรลุผลสำเร็จ เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์แห่งจารึกให้คงอยู่ตลอดไป…”

    ทันทีที่อ่านข้อความจบ ลำแสงเหล่านั้นก็หวนกลับสู่หน้ากระดาษ ตัวอักษรที่เคยพลุ่งพล่านค่อย ๆ เรียงตัวเป็นบรรทัดสวยงาม อ่านเข้าใจได้ชัดเจน

    นิโคลัสกับซิลฟี่สบตากันครู่หนึ่ง ต่างนิ่งเงียบไป ก่อนที่ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเบา ๆ

    “ข้าไม่เคยเห็นตำราเล่มไหนทำเช่นนี้มาก่อนเลย โชคดีจริงที่เจ้าบอกให้ระวัง”

    “ข้าก็ไม่คิดว่าจะถึงขั้นนี้ ทำเอาข้าใจหายเหมือนกัน”

    ซิลฟี่ตอบกลับพร้อมส่ายหัวเบา ๆ

    นิโคลัสลองพลิกหน้าอื่น ๆ ถัดจากหน้าแรก แต่ไม่ว่าพยายามอย่างไรก็เปิดไม่ได้

    “ทำไมกันล่ะ…”

    เขาพึมพำ พลางลองพลิกซ้ำไปมาอยู่หลายครั้ง

    เมื่อยอมแพ้ จึงนั่งนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วคิดในใจ

    ‘บางทีอาจคล้ายตำราสรรพสัตว์ ต้องทำความเข้าใจทีละขั้น หากยังไม่ผ่านหน้าแรก ก็คงไม่ยอมเปิดให้ต่อไป’

    เขาหันไปบอกซิลฟี่

    “ข้าต้องฝึกเนื้อหาหน้านี้ให้เข้าใจเสียก่อน ถึงจะก้าวต่อไปได้”

    ซิลฟี่ทำหน้าสงสัย แต่แล้วก็ถามกลับแทนที่จะค้าน

    “ตำรานี้ดูเหมือนจะผูกชื่อเจ้าไว้ด้วย ถ้าเช่นนั้น…เขาย่อมรู้ชื่อเจ้าตั้งแต่แรกใช่ไหม?”

    นิโคลัสชะงักเล็กน้อย ความสงสัยแล่นเข้ามาในใจทันที

    “นั่นซิ…เขาต้องตั้งใจมอบมันให้ข้าโดยเฉพาะ แต่…ทำไมกันล่ะ”

    หาคำตอบไม่ได้ จึงเลือกไม่เสียเวลาไปกับความคิดลอย ๆ เขาก้มหน้าเริ่มอ่านเนื้อหาอย่างจริงจัง เวลาผ่านไปกว่าชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว จนแสงแดดยามเช้าส่องลอดเข้ามาที่ระเบียง

    “นิค! เจ้าไม่รีบแต่งตัวไปเรียนหรือ จะสายแล้วนะ”

    ซิลฟี่ร้องเตือนด้วยน้ำเสียงร้อนใจ

    นิโคลัสสะดุ้ง รีบเก็บตำรา

    “แย่แล้ว! ขอบใจมากฟี่”

    เขาลุกพรวดขึ้นแต่งตัวทันที ก่อนวิ่งออกจากหอพักมุ่งตรงไปยังอาคารนักประดิษฐ์

     

     

    เช้าวันนี้เป็นคาบเรียนวิชาเลือกครั้งแรก นิโคลัสมาถึงห้องเรียนพื้นฐานผู้สร้างสรรค์ได้ทันเวลา ประตูห้องปิดลงพอดีในเสี้ยววินาที ทำให้สายตานักศึกษายี่สิบกว่าคู่หันมามองทันที

    ห้องเรียนมีขนาดเล็ก จุได้ราวหกสิบคน จัดที่นั่งเรียงแถวลาดขึ้นจากด้านหน้าเพื่อให้มองกระดานและเวทีได้ถนัด

    จากนักศึกษานักประดิษฐ์ทั้งหมดแปดสิบเจ็ดคน มีเพียงยี่สิบสามคนที่เลือกเส้นทางผู้สร้างสรรค์ และเมื่อนับรวมนิโคลัส นักเวทฝึกหัดที่มานั่งร่วมด้วย จึงมีเพียงยี่สิบสี่คนเท่านั้น ทำให้ห้องดูกว้างโล่ง ต่างจากความหนาแน่นของสาขายุทธภัณฑ์

     

    นิโคลัสรีบหาที่นั่งว่างโดยไม่พูดอะไร โชคดีที่อาจารย์ยังไม่เข้ามา

    อาจารย์ประจำสาขาผู้สร้างสรรค์ปีหนึ่ง คือ เอเวลีน โกลด์เวล หญิงชราท่าทางสุภาพเรียบร้อย ผู้ครองตำแหน่งนักประดิษฐ์เทียร์สามขั้นสมบูรณ์ ในคาบแรกเธอไม่ได้สอนทฤษฎีใด ๆ แต่ให้ลูกศิษย์แต่ละคนแนะนำตัว พร้อมนำเสนอแนวคิดสิ่งประดิษฐ์ที่ตนเองอยากสร้าง

    บรรยากาศเต็มไปด้วยความหลากหลาย บ้างเสนอไอเดียที่เป็นไปได้จริง บ้างก็เกินจริงจนแทบแตะขอบฝัน แต่ไม่ว่าแบบใด อาจารย์เอเวลีนก็เพียงยิ้มให้กำลังใจ ไม่เคยตำหนิหรือติติงอย่างรุนแรง และที่สำคัญ ทุกแนวคิดล้วนยึดโยงกับ มานา และ การจารึกเวท เป็นหัวใจการทำงาน

     

    จนถึงคิวสุดท้าย นิโคลัส เบลลาทอร์ นักเวทเพียงคนเดียวในห้อง

    เขาก้าวขึ้นเวที ชักไม้เวทออกมา ทำเอาคนทั้งห้องขมวดคิ้วงงงัน เพราะที่ผ่านมา ทุกคนใช้กระดานเวทสำหรับวาดแผนผังสิ่งประดิษฐ์เท่านั้น ไม่มีใครคิดจะร่ายเวทจริงตรงหน้าเพื่อน ๆ

    ทว่า นิโคลัสไม่สนใจสายตาเหล่านั้น เขายกไม้เวทขึ้น ร่ายเวทแสงวาดเส้นกลางอากาศ

    ทีละเส้น ทีละเส้น โครงสร้างวงแหวนขนาดใหญ่ราวหกเมตรค่อย ๆ ปรากฏขึ้น ซี่แกนหมุนยึดเข้ากับเสาหนักหนาที่ตั้งรองรับไว้รอบวง และตามแนวขอบวง มีทรงกระบอกขนาดเท่าท่อนขาจำนวนมากติดเรียงรายอยู่โดยรอบ

    เขาเอ่ยพลางวาดเส้นต่อเนื่อง

    “ตั้งแต่จำความได้ ข้าพบว่าในชีวิตประจำวัน เรามีสิ่งของมากมายที่ช่วยอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นของเล็ก ๆ อย่างเครื่องครัว หรือของใหญ่ เช่น รถม้า”

     

    เมื่อโครงสร้างวงแหวนเสร็จ เขาสร้างรางลาดเอียงทอดจากจุดสูงสุดของวงลงมายังหน้าเวที

    แล้วเขาเว้นจังหวะ กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    “แต่ทุกคนคงทราบดี สิ่งของเหล่านี้แทบทั้งหมดทำงานด้วย จารึกเวท ยิ่งซับซ้อน วงเวทยิ่งใหญ่และยาก ผลที่ตามมาคือ ราคาสูงเกินเอื้อม”

    นิโคลัสหยุดไม้เวทไว้ชั่วขณะ สบตาผู้ฟัง ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    “ตลอดเส้นทางที่ข้าเดินทางมา ข้าได้เห็นความจริงอีกด้าน ชาวบ้านนับไม่ถ้วนไม่เคยแตะต้องสิ่งเหล่านี้เลย พวกเขามีเพียงแรงกายและสัตว์เลี้ยงในฟาร์มคอยช่วยทำงาน”

    เขายิ้มบาง ๆ ก่อนโบกไม้เวทอีกครั้ง เสกสายน้ำขนาดเล็กให้ไหลผ่านพื้นล่างของวงแหวน เมื่อวงล้อหมุน กระบอกน้ำก็ตักน้ำขึ้นสูง ก่อนเทสู่รางที่ต่อออกไป น้ำจึงไหลยืดยาวไปยังพื้นที่หน้าเวที ซึ่งถูกเนรมิตให้กลายเป็นทุ่งข้าวเขียวขจี

    “ข้าเพียงสงสัย…จะดีเพียงใด หากเราสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่ต้องพึ่งจารึกเวทเลย หรือพึ่งให้น้อยที่สุด เพื่อให้ทุกคน แม้แต่ชาวชนบท สามารถเข้าถึงได้”

    ห้องเรียนที่เคยเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบเงียบลงโดยสิ้นเชิง ทุกสายตาจับจ้องภาพตรงหน้า แม้แต่อาจารย์เอเวลีนยังขมวดคิ้วด้วยความสนใจจริงจัง

    แล้วเสียงชายหนุ่มก็ดังขึ้นปิดท้ายด้วยความมั่นใจ

    “หากไม่นับการก่อสร้างที่ต้องอาศัยนักเวทแล้ว…อุปกรณ์นี้ไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งจารึกเวทและหินมานาอีกเลย”

    เงียบงัน เหลือเพียงเสียงลมหายใจหนักของนักศึกษาในห้อง ที่ต่างตระหนักในสิ่งที่ได้เห็น…

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์ ที่คุณอ่าน