“คุณได้ของดีอะไรกลับมาคะอาหนาน ฉันเห็นคุณเดินยิ้มมาแต่ไกลเชียว” สะใภ้รองยิ้มให้สามีอย่างดีใจเมื่อเห็นของที่เขาถือมา “วันนี้ลูกของเราจะได้กินไข่บำรุงแล้วใช่ไหมคะ”
“ใช่สิ นอกจากไข่แล้วคุณยังจะได้กินน้ำแกงไก่อีกด้วยนะ” จางหนานยิ้มให้กับภรรยาพร้อมกับลูบท้องของเธอ “วันนี้ลูกจะได้กินน้ำแกงไก่อร่อยๆ แล้วนะเ้าตัวเล็ก”
“สามีของฉันเก่งที่สุดเลย วันนี้ฉันจะปรุงน้ำแกงให้สุดฝีมือเลยนะคะ” สะใภ้รองหิ้วไก่ป่าและตะกร้าใส่ไข่เตรียมเข้าไปทำอาหารในครัว เพราะฝีมือการทำอาหารของเธอดีที่สุดในบ้าน ทำให้เธอมั่นใจในเื่นี้มาก
“วันนี้คุณทำอาหารให้สุดฝีมือเลยนะ แล้วก็แบ่งน่องไก่ให้เ้าสามด้วยชิ้นหนึ่ง”
“คุณคะ น่องไก่เป็ส่วนที่อร่อยที่สุดเลยนะคะ ทำไมคุณไม่เก็บไว้ให้ฉันกินบำรุงลูกของเราล่ะ หรือคุณห่วงน้องชายของคุณมากกว่าลูกของตัวเอง” สะใภ้รองพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ ทั้งยังหันไปมองจางเป่าจินตาขวาง
“แล้วมันผิดตรงไหนล่ะ ไก่ป่ากับไข่พวกนี้เป็เ้าสามที่หามาได้นะ แบ่งของดีให้เขากินก็ถูกแล้วไม่ใช่หรือ”
“คุณว่ายังไงนะ น้องสามเป็ของหาของพวกนี้มาได้อย่างนั้นหรือคะ มันจะเป็ไปได้ยังไง” สะใภ้รองถามขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ทำไมหรือครับพี่สะใภ้รอง พี่ไม่เชื่อว่าผมหาอาหารพวกนี้มาได้จริงๆ หรือ” จางเป่าจินยิ้มถาม
“จะให้ฉันเชื่อก็ยากอยู่นะ”
“เอาเถอะครับ ต่อไปพี่จะได้เห็นอะไรอีกเยอะ” จางเป่าจินตอบพี่สะใภ้ก่อนจะหันไปมองตาเฒ่าจางกับยายเฒ่าจาง “พ่อครับ แม่ครับ ผมขอกลับห้องก่อนนะครับ ถึงเวลาอาหารแล้วผมจะออกมา”
“ได้ๆ ลูกกลับไปนอนพักก่อนเถอะ” ยายเฒ่าจางรีบตอบ
“ผมไม่ได้จะกลับไปนอนหรอกครับ ผมแค่จะเอาผ้าไปซักแล้วก็จะไปอาบน้ำที่คลองหลังบ้านสักหน่อยน่ะ”
“งั้นก็ไปเถอะ” ยายเฒ่าจางมองตามหลังลูกชายอย่างไม่ไว้ใจ
การเปลี่ยนแปลงตัวเองของจางเป่าจินสร้างความปั่นป่วนในบ้านเป็อย่างมาก หลังมื้ออาหารทุกคนต่างก็พูดถึงเขาไม่หยุด
“ตาเฒ่า คุณว่าเ้าสามดูแปลกไปไหม” ยายเฒ่าจางพูดขึ้น
“แปลกสิ แปลกมากด้วย ผมล่ะไม่ไว้ใจจริงๆ กลัวว่าเ้าสามจะแอบไปทำเื่ไม่ดีไว้ที่ไหนแล้วมาทำความดีกลบเกลื่อน”
“นั่นสิ ก่อนหน้านี้เ้าสามชอบไปที่ท้ายหมู่บ้านเสียด้วย ใครๆ ก็รู้ว่าเ้าโจวเหมาน่ะเกเรขนาดไหน” ยายเฒ่าจางพูดอย่างกังวล
“วันไหนว่างคุณก็ลองถามเขาดูหน่อยสิว่าเขาไปที่ท้ายหมู่บ้านทำไม ถ้าเขาไปหาโจวเหมาจริงคุณก็เตือนเขาไว้หน่อย”
“เดี๋ยววันหลังฉันจะถามเขาให้ก็แล้วกัน”
“คุณคะ คุณว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องสามกันแน่ ทำไมวันนี้เขาถึงดูขยันแปลกๆ” สะใภ้ใหญ่ถามสามี
“เ้าสามโตแล้วนะคุณ ผมว่าเขาคงคิดได้แล้วล่ะ” จางเกินยิ้มอย่างภูมิใจในตัวของน้องชาย “วันนี้เขาเรียนรู้งานในไร่ได้ดีทีเดียว ขุดดินช่วยผมกับเ้ารองจนมือไม้ตัวเองแตกไปหมด”
“แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะดีขึ้นได้กี่วันนะคะ”
“จะกี่วันก็ไม่เป็ไร ดีกว่าเขาไม่เริ่มต้นเลยไม่ใช่หรือ” จางเกินนอนตะแคงแล้วใช้มือลูบท้องภรรยา “ไม่แน่ว่าที่เ้าสามทำตัวดีขึ้นอาจจะเป็เพราะเขาอยากเป็คุณอาที่ดีก็ได้นะ เ้าเด็กคนนี้เกิดมาก็เปลี่ยนนิสัยของคุณอาได้แล้ว เก่งจริงๆ ลูกพ่อ”
“คุณก็พูดไปเรื่อย” สะใภ้ใหญ่ยิ้มกับสามี
“จริงๆ นะคุณ ตอนที่เ้าสามเอาไก่กับไข่กลับมาที่บ้าน เขาพูดตลอดเลยว่าต้องเอามาบำรุงคุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็หลานๆ” จางเกินพูดกับภรรยาอย่างจริงจัง “ผมรู้ว่านิสัยอย่างเ้าสามคงต้องให้เวลาเขาปรับตัวอีกสักหน่อย จะให้เขาดีขึ้นในวันเดียวคงไม่ได้”
“ความจริงฉันก็ไม่ได้จะใจร้ายกับน้องสามนะคะ ฉันแค่อยากดัดนิสัยเขาเท่านั้นเอง เพราะต่อไปเขายังต้องมีครอบครัวและต้องดูแลครอบครัวของตัวเอง เราคงดูแลเขาไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก”
“ผมรู้...ผมถึงบอกว่าเราต้องให้เวลาเขาอีกสักหน่อย ผมเป็คนรักน้องชายมากก็จริง แต่ผมก็ไม่คิดที่จะทำให้ครอบครัวของเราต้องลำบากไปด้วยหรอกนะ” จางเกินจับมือภรรยา “นอนเถอะครับ ลูกของเราง่วงแล้ว”
สะใภ้ใหญ่เขยิบเข้าไปนอนในอ้อมกอดของสามีอย่างเชื่อฟัง
ครอบครัวของจางหนานก็เหมือนกับคนอื่นที่กำลังคิดถึงเื่ของจางเป่าจิน โดยเฉพาะสะใภ้รอง
“คุณว่าน้องสามกำลังวางแผนอะไรอยู่หรือเปล่าคะ”
“เ้านั่นจะวางแผนอะไรได้ คงเพราะกลัวว่าคุณพ่อจะไม่ให้เขากินข้าวเย็นน่ะสิ” จางหนานไม่ได้คิดมาก ทั้งตอนนี้เขาก็ง่วงนอนเต็มที ตาของเขาแทบจะลืมไม่ขึ้นอยู่แล้ว แต่เขาก็ต้องมาทนฟังภรรยาบ่นน้องชาย เพราะถ้าเขาไม่ฟัง ภรรยาก็จะหงุดหงิด เขาเคยได้ยินมาจากหลายๆ คนว่าถ้าผู้หญิงท้องอารมณ์เสียบ่อยๆ เด็กที่เกิดมาจะหน้าตาขี้เหร่และเ้าอารมณ์ เขาไม่อยากให้ลูกเป็คนแบบนั้น
“น่าเสียดายนะคะที่ตอนเช้าฉันไม่ได้อยู่ฟังด้วย ถ้าคุณพ่อเสนอเงินให้น้องสามเพื่อให้เขาแกล้งปรับปรุงตัวล่ะก็...”
“ถ้าเป็อย่างนั้นแล้วคุณจะทำไม” จางหนานถามเสียงเรียบ เขารู้ภรรยาเป็คนชอบคิดเล็กคิดน้อย แต่เขาก็ไม่อยากให้เธอพูดพาดพิงถึงพ่อแม่ของเขาในทางที่ไม่ดี
“ฉันก็จะขอเงินคุณพ่อมาใช้บ้างน่ะสิ คุณพ่อคุณแม่จะลำเอียงเอาเงินให้น้องสามใช้คนเดียวได้ยังไง คุณกับพี่ใหญ่ก็เป็ลูกของพวกเขาเหมือนกันนะ”
จางหนานถอนหายใจที่ภรรยาไม่ได้คิดอะไรที่มันร้ายแรงกว่านี้ “โถ่คุณ...พ่อกับแม่ผมน่ะถึงจะรักเ้าสามมากขนาดไหนแต่ก็ไม่ใช่ว่าท่านจะไม่ยุติธรรมกับพวกเรานะ คุณดูสิว่าในแต่ละปีคุณพ่อกับคุณแม่ก็แบ่งเงินให้พวกเราสามคนเท่าๆ กัน ทั้งยังเก็บเงินไว้เตรียมให้พวกเราแยกบ้านกันอีก คุณไม่รู้หรอกว่าคุณพ่อคุณแม่แอบซื้อหม้อใหม่ไว้ให้พวกเราด้วย แต่น่าเสียดายที่ท่านซื้อหม้อมาได้แค่สองใบ ยังขาดอีกใบหนึ่ง...ถ้าไม่อย่างนั้นป่านนี้พวกเราคงจะแยกบ้านกันไปตั้งนานแล้ว”
“แต่คุณคะ...พอน้องสามปรับปรุงตัวเองดีขึ้น ฉันก็ชักไม่อยากจะแยกบ้านแล้วล่ะค่ะ” สะใภ้รองทำหน้าเสียดาย “คุณคิดดูสิว่าน้องสามเป็หนุ่มโสดที่ยังไม่มีครอบครัว ถ้าพวกเรายังอยู่ด้วยกัน น้องสามก็จะเป็คนเดียวที่ขาดทุน แล้วอีกอย่างนะคะ วันนี้น้องสามเพิ่งขึ้นเขาไปวันแรกก็โชคดีหาของดีๆ กลับมาบ้านได้ตั้งเยอะ ฉันคิดว่าน้องสามต้องเป็คนที่โชคดีมากแน่ๆ ฉันอยากอยู่ใช้โชคดีของน้องสามต่อก่อนน่ะค่ะ”
“ผมรู้นะว่าคุณไม่ได้ใจแคบและคิดที่จะเอาเปรียบเ้าสามและครอบครัวของผม แต่ต่อไปคุณอย่าพูดอย่างนี้ออกมาอีกเลย คนอื่นเขาไม่ได้รู้จักคุณดีเหมือนผมนะ ผมไม่อยากให้คนอื่นมองคุณไม่ดี” จางหนานเตือนภรรยา
ความจริงแล้วสะใภ้รองก็ไม่ใช่คนเลวร้าย เพียงแต่เธอเป็คนพูดจาค่อนข้างตรงและทนเห็นความไม่ยุติธรรมไม่ได้ อีกทั้งเธอเติบโตมากับครอบครัวที่ชอบเอารัดเอาเปรียบ โดยเฉพาะแม่ของเธอที่มักจะชอบลูกชายมากกว่าลูกสาว และบังเอิญว่าเธอเป็ลูกสาวคนเดียวของบ้าน และยังเป็ลูกสาวคนโตเสียด้วย เวลาที่พ่อกับแม่ของเธอไม่อยากให้เธอได้กินได้ใช้ของดีเหมือนน้องๆ พวกเขาก็มักจะใช้ข้ออ้างว่าเพราะเธอเป็พี่สาวคนโตจึงต้องยอมเสียสละให้น้องๆ ดังนั้นเธอจึงเบื่อกับคำว่าเสียสละมาก พอมาเห็นจางเป่าจินที่วันๆ พ่อ แม่ และพี่ชายเลี้ยงดูอย่างตามใจแล้วก็ทำให้เธออดคิดถึงน้องชายของตัวเองไม่ได้ และเธอก็ไม่อยากให้สามีของเธอต้องถูกเอาเปรียบเหมือนกับเธอ
“ก็ถ้าน้องสามปรับปรุงตัวได้จริง ฉันก็จะไม่บ่นเขาอีก” สะใภ้รองหันหน้าไปกอดสามี “ฉันขอโทษนะคะที่พูดถึงคุณพ่อคุณแม่ไม่ดีแบบนั้น ต่อไปฉันจะพยายามพูดให้น้อยลงก็แล้วกัน”
จางหนานกอดตอบภรรยา เขาไม่ได้จริงจังกับคำสัญญาของเธอมากนัก เอาไว้ถ้าตอนไหนเขาเห็นว่าภรรยาเริ่มที่จะพูดมากเกินไป เขาก็ค่อยตักเตือนเธอก็แล้วกัน
จางเป่าจินที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังเป็หัวข้อสนทนาของทุกคนกลับนอนหลับอย่างสุขสบาย ถึงแม้วันนี้จะทำงานหนัก แต่เขาก็เต็มใจ เพราะในชีวิตที่แล้วหากเขาไม่ออกไปขอทานเขาก็ต้องไปรับจ้างทำงานในตลาดสด งานขนของที่ตลาดน่ะหนักหนากว่านี้เสียอีก อยากพักก็ยังไม่มีเวลาพักเลย แต่ที่นี่มีเวลาให้พัก มีข้าวให้กิน ทั้งยังมีที่นอนให้นอน ดีกว่านอนใต้สะพานลอยเป็ไหนๆ
“ที่นอนแข็งไปหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีล่ะนะ” จางเป่าจินนอนมองเพดานโทรมๆ แล้วก็ยิ้ม “เกิดมาฉันยังไม่เคยมีห้องส่วนตัวเป็ของตัวเองเลย ทำไมห้องเก่าๆ นี้ทำให้ฉันรู้สึกดีจัง”