แสงฉุกเฉินสีส้มในห้องสมุดกะพริบด้วยจังหวะไม่สม่ำเสมอ เหมือนหัวใจของคนที่กำลังหวาดกลัวจนลืมวิธีเต้นตามธรรมชาติ แสงนั้นส่องไม่ทั่วถึง ปล่อยให้เงาของชั้นหนังสือสูงท่วมหัวทอดตัวยาวไกลไปตามพื้นหินขัดเย็นเฉียบ กลายเป็ทางมืดแคบ ๆ ที่มองลึกเข้าไปเท่าไรก็ยิ่งคล้ายโพรงของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมามากกว่าสถานที่เก็บความรู้ของมนุษย์
ด้านนอกประตูกระจกใหญ่ของห้องสมุด เสียงข่วนยังดังต่อเนื่อง
ครืด.
ครืด..
ครืด…
ไม่ใช่การโจมตีอย่างบ้าคลั่ง แต่เป็การทดสอบความอดทนของเหยื่อ มันทำแบบนี้เพราะนักล่ารู้ว่าเหยื่อไม่มีทางหนีไปไหนได้
คาเอล ยืนอยู่ใกล้ประตูที่สุด มือกำท่อเหล็กแน่นจนเส้นเอ็นขึ้นชัดตามข้อมือและท่อนแขน เขามองรอยร้าวที่กำลังแผ่จากมุมล่างของกระจกบานหนึ่งอย่างนิ่งงัน ทุกครั้งที่เสียงครูดดังขึ้น รอยร้าวนั้นจะลามออกอีกนิดหนึ่ง ราวกับกระจกทั้งบานกำลังถูกความกลัวของคนข้างในกัดกินไปพร้อมกับแรงจากสิ่งที่อยู่ข้างนอก
ข้างหลังเขา ผู้รอดชีวิตกลุ่มเล็ก ๆ ที่หนีเข้ามาในห้องสมุดกระจายตัวอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของโถงใหญ่ บางคนทรุดนั่งกับพื้นกอดเข่าตัวเองแน่น บางคนกอดลูกไว้กับอกเหมือนแรงกอดนั้นจะเพียงพอปกป้องเด็กน้อยจากโลกที่กำลังหลุดจากตะเข็บ บางคนพยายามยกโทรศัพท์ขึ้นมารับสัญญาณราวกับยังเชื่อว่าอีกฟากหนึ่งของความเงียบมีใครสักคนพร้อมรับสายฉุกเฉินจากคืนบ้าคลั่งคืนนี้ แต่ไม่มีเสียงเรียกเข้า ไม่มีข้อความเตือน ไม่มีอะไรเลย นอกจากหน้าจอที่ขึ้นสัญญาณขาดหายแล้วดับลงไปเองเป็ระยะ
เสียงเด็กคนหนึ่งร้องไห้เบา ๆ
เสียงหญิงวัยกลางคนพึมพำบทสวดที่หลุดคำไปครึ่งหนึ่ง
เสียงชายแก่หอบหายใจดังรัวเหมือนกลัวว่าหากเงียบไปสักวินาที ตัวเองจะถูกโลกนี้ลืมทิ้ง
ทุกเสียงรวมกันเป็คลื่นบางอย่างที่คาเอลไม่เคยได้ยินมาก่อน คล้ายความกลัวซึ่งมีน้ำหนัก มีอุณหภูมิ และกำลังลอยอยู่ในอากาศจริง ๆ
“มัน…ไปแล้วหรอ”
แจ็กซ์ถามขึ้นเบา ๆ แต่ความเบาของเสียงเขาไม่ใช่ความสงบ หากเป็ผลของคนที่ต้องใช้แรงทั้งหมดสะกดไม่ให้ฟันตัวเองกระทบกัน เขายืนอยู่ข้างโต๊ะประชาสัมพันธ์ซึ่งถูกเขากับชายแปลกหน้าสองคนช่วยกันดันไปขวางแนวประตูหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง มือหนึ่งยังถือไขควง อีกมือแนบกับแผงวงจรเล็ก ๆ ที่เขาดึงออกมาจากกล่องควบคุมไฟฉุกเฉิน สีหน้าของเขาซีดจนแทบกลืนไปกับแสงส้มซีดของโถง
โวร่าซึ่งนั่งยอง ๆ อยู่บนโต๊ะไม้ล้มคว่ำไม่ไกลนัก เช็ดใบมีดด้วยเศษชายเสื้อสีเข้มของตัวเองอย่างช้า ๆ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองประตู
“ยังอยู่” เธอตอบเรียบ
“มันกำลังรอเรา”
คำนั้นทำให้บรรยากาศเย็นลงไปอีก
นิกซ์นั่งอยู่ข้างชั้นหนังสือแถวแรกใกล้ทางขึ้นบันได มือทั้งสองกำแขนตัวเองแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ใต้แสงฉุกเฉิน รอยเกล็ดสีคล้ำที่งอกขึ้นจากไหล่และต้นแขนขวาดูชัดเจนกว่าตอนอยู่ในร้านวีอาร์ พื้นผิวของมันไม่เรียบเหมือนโลหะ และไม่หยาบเหมือนหิน แต่มันเป็บางอย่างที่ดูเหมือนเกิดจากทั้งเนื้อสดและเปลือกแมลงผสมกัน รอยต่อระหว่างิัเดิมกับเกล็ดใหม่ไม่คมชัด หากค่อย ๆ กลืนกันอย่างน่ากลัว เหมือนร่างกายเขาไม่ได้ถูกทำร้ายจากภายนอก แต่กำลัง “จดจำ” รูปแบบใหม่ของตัวเองจากข้างใน
“พวกมันยังอยู่…”
นิกซ์พูดเบามาก ดวงตาเขาเหม่อมองพื้นข้างหน้า แต่คาเอลรู้ว่าเขาไม่ได้มองพื้น เขากำลังฟังอะไรบางอย่างอยู่
“เสียงมันเบาลง แต่ไม่หายไป มันเหมือน…” เด็กหนุ่มกลืนน้ำลาย
“เหมือนมีบางอย่างนั่งอยู่หลังลูกตาผม”
คาเอลนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที
ภาพนิกซ์ตอนอยู่ในร้านวีอาร์วาบขึ้นมาในหัว เด็กที่พูดมากกว่านี้ หัวเราะมากกว่านี้ และดูเหมือนจะไม่มีอะไรในโลกที่หนักพอจะกดเขาลงได้
มันไม่ควรจะเปลี่ยนเร็วขนาดนี้
“นายยังอยู่กับฉันใช่ไหม” คาเอลถามเสียงต่ำกว่าปกติ
ไม่ใช่คำถามเพื่อเอาคำตอบ
แต่เหมือนกำลังย้ำให้ตัวเองเชื่อมากกว่า
“แล้วได้ยินเสียงอะไร?”
นิกซ์ส่ายหน้าแรง ๆ ราวกับคำว่าเสียงทำให้ความรู้สึกนั้นมีรูปร่างชัดขึ้นจนน่ากลัวกว่าเดิม
“ไม่ใช่เสียง มันเหมือน…เหมือนความหิว เหมือนฝูง เหมือนคำสั่งที่ยังไม่ได้พูดออกมา มันไม่ได้ใช้คำ แต่มันรู้ว่าผมอยู่ตรงนี้”
บัลธาซาร์ยืนอยู่ข้างเขาอย่างสงบ ฝ่ามือหนึ่งแนบอยู่เหนือศีรษะเด็กหนุ่มไม่กี่นิ้ว แสงสีฟ้าจาง ๆ รวมตัวอยู่ตรงปลายนิ้วของชายสูงวัยเหมือนไฟจากตะเกียงในโบสถ์เก่า ดวงตาของเขาสงบ แต่ไม่ใช่สงบแบบไม่กลัว มันเป็ความสงบของคนที่รู้ว่าความกลัวไม่ได้ช่วยอะไร และไม่ยอมยกพื้นที่ในใจให้มันเกินจำเป็
“ตัวนายกำลังเชื่อมต่อกับพวกมันมากขึ้น” บัลธาซาร์กล่าวช้า ๆ
แจ็กซ์เหลือบมามอง
“บัล คุณช่วยพูดแบบภาษาคนปกติได้ไหม”
บัลธาซาร์เงียบไปชั่วครู่ก่อนตอบ
“เขาไม่ได้แค่ติดเชื้อ แต่กำลังจะกลายเป็แบบมัน”
แจ็กซ์อ้าปากจะพูดต่อ แต่เสียงกรีดดังแหลมจากนอกประตูก็ตัดประโยคนั้นขาดไป เหมือนเล็บหลายสิบอันลากพร้อมกันผ่านกระจกและเหล็ก
คาเอลหันกลับไปทางประตูอีกครั้ง
แล้วในจังหวะนั้นเอง
โลกก็สั่นะเื
ไม่ใช่พื้นอาคาร ไม่ใช่เพดานหรือผนัง แต่เป็ “ภาพรวม” ของสิ่งที่เขามองเห็น ทุกอย่างรอบตัวเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นแตะแล้วดึงออกไปด้านข้างเพียงเสี้ยวมิลลิเมตร แสงส้มจากไฟฉุกเฉินยืดเป็เส้นสั้น ๆ แล้วกลับเข้าที่ ขอบของชั้นหนังสือสั่นพร่า ผิวกระจกที่ร้าวอยู่แล้วมีเส้นสีขาวบางมากวิ่งผ่านราวกับรหัสกำลังไหลอยู่ในเนื้อวัตถุ
คาเอลกะพริบตา
ภาพไม่หาย
เขากะพริบอีกครั้ง
คราวนี้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่เพียงไม่หาย หากกลับชัดขึ้นกว่าเดิม
ตัวอักษรสีฟ้าซีดลอยขึ้นมาในอากาศตรงหน้าเขา เงียบ ๆ ลอยนิ่งราวกับอยู่ตรงนั้นมาแต่แรก
[กำลังเปิดใช้งานหน้าต่างสถานะ…]
ลมหายใจของคาเอลสะดุด
หัวใจของคาเอลกระแทกแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ
ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะเขารู้สึกว่า “ตัวเองกำลังถูกมอง” ไม่ใช่จากสิ่งมีชีวิตในห้องนี้ แต่จากอะไรบางอย่างที่อยู่อีกชั้นหนึ่งของความจริง
[ตรวจพบเป้าหมาย: เคล เวย์รอน]
[อัตราการซิงค์: 3%]
[สภาพร่างกาย: ปกติ]
[สภาพจิตใจ: ตื่นตัว]
[สถานะชั้นความเป็จริง: ไม่เสถียร]
[คำเตือน: ตรวจพบความเสียหายของโครงสร้างความเป็จริง]
เขาไม่ขยับ ไม่ใช่เพราะไม่อยาก แต่เพราะกลัวว่าหากขยับแรงกว่านี้ สิ่งที่กำลังเกิดอาจแตกสลายไปเหมือนฝันหลังสะดุ้งตื่น
“แจ็กซ์”
แจ็กซ์หันมาทันที
“อะไร”
“นายเห็นอะไรลอยอยู่ตรงหน้าฉันไหม”
แจ็กซ์หรี่ตา มองคาเอลจากศีรษะจรดเท้า แล้วมองอากาศว่างเปล่าตรงหน้าด้วยสีหน้าที่บอกชัดว่าไม่เห็นอะไรนอกจากความเครียดของเพื่อน
“ไม่นะเพื่อน ว่าแต่นายเห็นอะไรน่ะ”
คาเอลลังเลเพียงชั่วอึดใจก่อนพูด
“มันเหมือนหน้าจอ”
“ฉันไม่เห็นอะไรทั้งนั้นล่ะ นายน่าจะนอนน้อยล่ะนะ” แจ็กซ์ตอบเร็ว
“คาเอล อย่าบอกนะว่า…”
แต่ก่อนอีกฝ่ายจะพูดจบ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวคาเอลเองโดยไม่ตั้งใจ
นี่คืออะไร
ทันทีที่ความคิดนั้นก่อตัว ตัวอักษรใหม่ก็แทรกขึ้นกลางหน้าต่างเดิมโดยไม่มีเสียง
[ตรวจพบการป้อนข้อมูล]
[การตีความคำสั่ง: นี่คืออะไร]
[การตอบสนองของระบบ: อินเทอร์เฟซซิงค์ความเป็จริง]
[หน้าที่หลัก: เพิ่มประสิทธิภาพการอยู่รอดของผู้ใช้]
[หน้าที่รอง: ปรับการรับรู้เชิงสติปัญญาให้ตรงกับระบบ]
คาเอลนิ่งงัน
มันตอบสนองต่อ “ความคิด” เขา
ความเย็นบางอย่างแล่นลงตามสันหลังของเขาอย่างช้า ๆ หนัก และแม่นยำเกินจะเป็เพียงความใธรรมดา
“มัน…” เขาพูดพึมพำน้ำเสียงเบา
“ตอบกลับฉันด้วยว่ะ”
บัลธาซาร์หันมองทันที
“นายเห็นข้อความ?”
คาเอลเงยหน้าขึ้น
“คุณรู้เื่นี้?”
“ฉันรู้เพียงว่าคืนนี้พรมแดนสองโลกกำลังพังลง” บัลธาซาร์ตอบ
“แต่สิ่งที่นายเห็นอาจเป็หนึ่งในประตูที่เปิดออก”
คาเอลยังไม่ทันถามต่อ เสียงกรีดจากภายนอกก็ดังสูงขึ้นฉับพลัน ตามด้วยแรงกระแทกจนโต๊ะประชาสัมพันธ์สั่น เสียงหวีดร้องลั่นจากผู้รอดชีวิตด้านหลังทำให้ทุกคนหันขวับพร้อมกัน
บางอย่างพุ่งทะลุหน้าต่างบานสูงชั้นสองเข้ามา
เศษกระจกโปรยลงมาพร้อมเงาดำทรงเพรียวต่ำ มันบิดตัวกลางอากาศอย่างน่าขยะแขยงก่อนกระแทกลงบนระเบียงชั้นสอง เสียงกรงเล็บครูดกับกระเบื้องดังแหลม ร่างนั้นยืดขึ้นเล็กน้อย เผยดวงตาสีเหลืองหลายชั้นกับกรามที่ฉีกกว้างเกินสัดส่วนของสิ่งมีชีวิตใดบนโลก
“มันเข้ามาทางบน!” โวร่าะโ
แล้วร่างที่สอง ร่างที่สาม ก็พุ่งตามเข้ามา
โถงห้องสมุดแตกเป็ความโกลาหลในพริบตา
ผู้รอดชีวิตกรีดร้อง บางคนวิ่งหนีลงไปกองรวมกันใต้บันได บางคนพุ่งไปที่ห้องอ่านหนังสือด้านในโดยไม่สนใจว่าประตูกระจกเลื่อนจะปิดล็อกหรือไม่ เด็กคนหนึ่งสะดุดล้มตรงทางเดินกลาง เสียงแม่ของเขาร้องจนแสบหู
คาเอลพุ่งก่อนสมองจะคิดทัน
แต่ครั้งนี้ต่างออกไป
โลกช้าลงอีกนิด
เขาเห็นเส้นแดงบาง ๆ วาบจากมุมขวาของสัตว์ประหลาดตัวแรกลงมาตรงตำแหน่งที่เด็กคนนั้นล้มอยู่ เส้นนั้นไม่ใช่แสงจริง ไม่ใช่รอยเท้าหรือเงา แต่มันคือ “แนวการเคลื่อนไหว” ที่ระบบหรือสมองของเขากำลังฉายทับลงบนโลก
ร่างเขาขยับออกไปโดยไม่ต้องสั่งตัวเอง เขากระแทกไหล่เข้าใส่เด็กคนนั้นจนกลิ้งพ้นแนวพุ่งของสัตว์ประหลาดเพียงเสี้ยววินาที กรงเล็บยาวเสียบลงกับพื้นหินแทน เกล็ดหินแตกกระจาย
จังหวะนั้นเร็วเกินไป เร็วเกินกว่าที่เขาเคยเป็ ถ้าเป็เมื่อก่อน เขาคงคิดไม่ทัน หรือแย่กว่านั้นคงลังเลไปแล้ว
แต่ครั้งนี้ ร่างกายเขาขยับก่อนจะคิดและมันแม่นยำมาก
จนน่ากลัว….
ท่อเหล็กในมือคาเอลเหวี่ยงสวนกลับขึ้นจากล่างสู่บน กระแทกเข้าบริเวณขากรรไกรของมันอย่างแม่นยำชนิดที่ร่างกายเขาเองยังไม่เข้าใจว่ารู้มุมนี้ได้อย่างไร เสียงกระดูกหรือเกราะบางอย่างลั่นดังกรอบ สัตว์ประหลาดบิดหัวไปด้านข้าง โงนเงน
ก่อนมันจะทรงตัวกลับ โวร่าก็วาบมาถึง มีดพลังงานในมือซ้ายของเธอเสียบเข้าเบ้าตาที่สามเหนือกรามทันที ของเหลวสีดำอมม่วงกระเซ็นร้อนฉ่าจนควันขึ้น ร่างนั้นชักเกร็งแล้วร่วงตกลงระเบียงชั้นล่าง
“นายเคลื่อนไหวเร็วขึ้นนะ” เธอพูดห้วน ๆ ระหว่างสะบัดเืออกจากคมมีด
คาเอลไม่มีเวลาตอบ เพราะสัตว์ประหลาดอีกตัวพุ่งจากราวระเบียงเข้ามาทางเขาในมุมตาย คราวนี้เส้นทางสีแดงวาบช้ากว่าเดิมเพียงเสี้ยวเดียว เขาก้มต่ำ หลบกรงเล็บที่เฉียดปลายผมไปแล้วฟาดท่อเหล็กใส่ข้อขาหลังของมันเต็มแรง เสียงกระดูกแตกดังชัด ร่างมันเสียสมดุลทันที
จากอีกด้านหนึ่ง เสียงช็อตไฟฟ้าดังแปลบ
แจ็กซ์ยืนอยู่บนโต๊ะประชาสัมพันธ์ เครื่องมือช่างในมือปล่อยกระแสสีน้ำเงินใส่สัตว์ประหลาดตัวหนึ่งที่กำลังปีนลงมาจากชั้นสอง กล้ามเนื้อใบหน้าของมันกระตุกบิดจนผิดรูป
“เอาไปกินซะ!” แจ็กซ์ร้อง แม้จะหน้าซีดจัดแต่ยังไม่ทิ้งมุก
“นี่แหละงานช่างไฟโว้ย!”
สัตว์ประหลาดกระเด็นตกบันไดลงมาไม่ตาย แต่บัลธาซาร์ก็ก้าวรับอยู่ก่อนแล้ว ม่านพลังจิตสีฟ้าก่อตัวเป็กำแพงโค้งกระแทกอัดมันเข้ากับเสา กลิ่นไหม้อ่อน ๆ ลอยคละกับกลิ่นคาวจนทั้งโถงเริ่มอวลไปด้วยความเน่าแปลกประหลาดที่ไม่ควรเกิดในอาคารหนังสือ
คาเอลหายใจแรง หัวใจเต้นถี่ แต่ขณะเดียวกันกลับมีบางอย่างในหัวเย็นลงอย่างน่ากลัว เขาเริ่มมองเห็นตำแหน่งของทุกคนเร็วขึ้น เห็นว่าผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่กำลังแตกกลุ่มไปทางทิศไหน เห็นว่ามีสัตว์ประหลาดอีกสองตัวกำลังเคลื่อนเข้ามาทางสะพานเชื่อมชั้นสอง และเห็นแม้กระทั่งมุมที่ชั้นหนังสือแถวหนึ่งกำลังเอนจนใกล้ล้ม
[ประกาศจากระบบ]
[อัตราการซิงค์: 5%]
[การรับรู้เชิงพื้นที่ขั้นสูง: ทำงานบางส่วน]
ข้อความวาบขึ้นแล้วเลือนจาง
ตัวเลขนั้นไม่ควรทำให้เขารู้สึกอะไรแต่มันกลับทำให้บางอย่างในอก “นิ่งลง” เสียงกรีดร้องรอบตัวไม่ได้หายไป
แต่เหมือนมันถูกลดระดับลงเหมือนสมองเขาเลือกจะไม่รับมันทั้งหมดอีกต่อไป
คาเอลไม่ชอบความรู้สึกที่มันกำลัง “อธิบายเขา” ราวกับเขาเป็ชิ้นส่วนหนึ่งของระบบทดลอง แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการเห็นโลกด้วยวิธีนี้ทำให้เขารอด
“ทุกคนลงไปชั้นล่างด้านตะวันตก!” เขาะโไปยังกลุ่มผู้รอดชีวิตโดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองรู้ทิศนั้นได้อย่างไร
“ตรงนั้นมีห้องอ่านหนังสือเด็ก ประตูแคบกว่า ตั้งแนวรับป้องกันง่ายกว่า!”
หลายคนไม่แม้แต่จะคิดว่าทำไมชายแปลกหน้าคนนี้ถึงสั่งการได้ตรงจุด พวกเขาเพียงวิ่งตามเสียงที่ฟังเหมือนมีทิศทาง หญิงที่อุ้มลูกรีบวิ่งไปตามทางที่คาเอลชี้ ชายวัยกลางคนช่วยพยุงคนเจ็บอีกคนตามไป เด็กคนที่คาเอลเพิ่งผลักออกจากแนวตายถูกแม่ดึงแขนจนแทบลอย
คาเอลหันกลับมาพอดีกับที่นิกซ์ลุกขึ้นยืน
เด็กหนุ่มยืนอยู่กลางโถง ดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายสั่นเหมือนรับสัญญาณบางอย่างแรงเกินไป เกล็ดสีคล้ำลามขึ้นมาถึงต้นคอแล้ว แขนขวาที่ผิดรูปเล็กน้อยห้อยต่ำกว่าปกติราวกับกล้ามเนื้อข้างในกำลังจัดตัวใหม่
“นิกซ์!” คาเอละโ
“ถอยไปข้างหลัง!”
แต่นิกซ์เหมือนไม่ได้ยิน เขาหันหน้าไปทางความมืดลึกด้านหลังของชั้นหนังสือฝั่งตะวันออก สีหน้าของเขาไม่ใช่ความกลัวอย่างเดียวอีกต่อไป มันเป็ความสับสนแบบคนที่กำลังได้ยินทั้งตัวเองและใครอีกคนในหัวพร้อมกัน
“มันไม่ได้อยู่แค่ข้างนอก…” เขากระซิบ
“มันอยู่…ในนี้ด้วย”
คำสุดท้ายทำให้คาเอลหันตาม
ลึกเข้าไปในเงามืดระหว่างชั้นหนังสือแถวไกลสุด มีบางอย่างยืนอยู่
ไม่ขยับ
ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเสียงหายใจ ไม่มีเงาสะท้อนจากไฟฉุกเฉิน มีเพียง “การมีอยู่” ที่ทำให้ความมืดบริเวณนั้นดูหนาแน่นกว่าที่อื่น ร่างของมันสูงกว่าสัตว์ประหลาดที่บุกเข้ามา ไม่ย่อมคลานต่ำ แต่ยืนตรงบางส่วน คล้ายมนุษย์ที่ถูกดึงยืดแล้วประกอบใหม่ผิดรูป
หน้าต่างสถานะตรงหน้าคาเอลกระตุกแรง
[ตรวจพบเอนทิตี]
[ประเภท: ไม่ทราบ]
[ระดับภัยคุกคาม: ???]
[การวิเคราะห์ข้อมูลล้มเหลว]
เครื่องหมายคำถามสามตัวนั้น
ไม่ใช่แค่ระบบไม่รู้
แต่มันเหมือน “ไม่กล้าตอบ”
เป็ครั้งแรกที่คาเอลรู้สึกว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้า อาจไม่ได้อยู่ในกฎเดียวกับสิ่งอื่นทั้งหมดที่เขาเจอมา
ทั้งที่เขามองไม่เห็นดวงตาชัดเจน แต่คาเอลกลับรู้สึกได้อย่างแน่นอนว่ามัน “มองกลับ” และในวินาทีนั้นเอง ความรู้สึกเหมือนถูกมือเย็นเฉียบแตะที่ก้านสมองก็แล่นผ่านตัวเขา
“อย่ามองมันนาน” บัลธาซาร์พูดทันที น้ำเสียงหนักแน่นกว่าก่อน
“ยิ่งมองมัน มันยิ่งรู้ว่าเรามีตัวตนอยู่ตรงนี้”
คาเอลหันหนีอย่างฝืนสัญชาตญาณ แต่ช้าไปเสี้ยววินาที เพราะบางอย่างถูกบันทึกลงในเขาแล้ว เขาไม่รู้ว่าคือข้อมูล ความกลัว หรือสัญลักษณ์บางอย่างจากอีกฝั่ง แต่เมื่อหน้าต่างสถานะกะพริบอีกครั้ง ตัวเลขก็ะโขึ้น
[อัตราการซิงค์เพิ่มขึ้น: 7%]
เขาไม่ได้ใช้พลังอะไร ไม่ได้ฆ่าอะไรเพิ่มเติม แต่แค่ “สบตา” กับสิ่งนั้นก็พอให้การซิงก์ขยับ
ความคิดนี้ทำให้คาเอลเกลียดหน้าต่างตรงหน้ามากขึ้นในทันที
เสียงคำรามจากชั้นสองดังขึ้นอีกระลอก สัตว์ประหลาดสามตัวกระโจนลงมาพร้อมกันใส่โถงกลาง คาเอลสลัดความคิดนั้นทิ้งแล้วพุ่งเข้ารับ แต่ก่อนเขาจะไปถึง นิกซ์ก็ขยับ
เร็ว
มันเร็วเกินมนุษย์ไปมากกว่าคนปกติทำได้
เด็กหนุ่มพุ่งเข้าชนสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งจนร่างทั้งคู่กระแทกชั้นหนังสือข้างทาง หนังสือหลายสิบเล่มร่วงลงมาเป็ฝนกระดาษ เขาใช้แขนขวาที่เริ่มมีเกล็ดกระแทกซ้ำใส่หน้ามัน เสียงกระดูกยุบดังน่าสะพรึง แล้วสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็เกิดขึ้น สัตว์ประหลาดอีกสองตัวชะงักกลางจังหวะ พวกมันหันหัวมาหานิกซ์พร้อมกัน ราวกับได้กลิ่นหรือสัญญาณบางอย่างจากเขา
นิกซ์เองก็รู้ เขาถอยหลังหนึ่งก้าว สีหน้าขาวซีด
“พี่คาเอล…”
“ถอยมาทางนี้!” คาเอลสั่ง
แต่วินาทีนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวคาเอล
ไม่ใช่เสียงของเขา
ไม่ใช่เสียงของใครในห้อง
“ยิง”
ภาพบางอย่างวาบขึ้นตามคำสั่งนั้น ปืนไรเฟิลยาวทรงแปลกตา น้ำหนักของมันในมือ มุมการประคองไหล่ ระยะการเหนี่ยวไก จุดที่ะุจะทะลุเข้าไปแล้วทำให้สิ่งมีชีวิตตรงหน้าหยุดเคลื่อนไหวภายในนัดเดียว ทั้งหมดนั้นแจ่มชัดราวกับใครเอาความทรงจำของนักแม่นปืนคนหนึ่งยัดใส่หัวเขาโดยตรง
คาเอลสะดุ้ง
ภาพหายไปในทันที
แต่ความรู้สึกยังอยู่
และหน้าต่างตรงหน้าก็ขึ้นข้อความสั้น ๆ ตามมา
[ตรวจพบโปรโตคอลสกิล]
[สายเทอร์แลน: ถูกล็อก]
[เงื่อนไข: ้าระดับซิงค์ที่สูงขึ้น]
คาเอลกัดฟัน เขาไม่มีเวลาขบคิดว่าทำไมระบบนี้ถึงรู้จักทักษะในสายที่ไม่ควรมีอยู่จริง เขาพุ่งเข้าไปใช้ท่อเหล็กช่วยนิกซ์แทน กระแทกข้อพับขาหลังของสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งจนมันล้ม ขณะเดียวกันโวร่าก็เสียบมีดทะลุก้านคออีกตัวอย่างแม่นยำ บัลธาซาร์ผลักคลื่นพลังจิตกวาดพื้นลื่น ๆ ใต้เท้าพวกมันจนร่างเสียหลัก พริบตานั้นเองแจ็กซ์ก็วิ่งฝ่าความมืดมาพร้อมถังดับเพลิงใบใหญ่แล้วฟาดใส่หัวตัวหนึ่งเต็มแรง
“ฉันไม่ได้เล่นเกมเพื่อมาสู้กับปีศาจนะโว้ย!”
แม้คำพูดจะกวนประสาท แต่เสียงสั่นของเขาเผยความจริงทั้งหมด เขากลัว กลัวจนแทบเป็ลม แต่ยังไม่หนี
คาเอลเห็นอย่างนั้นแล้วจำไว้เงียบ ๆ
พวกเขาจัดการสัตว์ประหลาดชุดนั้นลงได้ ทว่าเงียบได้ไม่ถึงสิบวินาที เสียงข่วนจากผนังด้านเหนือก็ดังขึ้นแทน คราวนี้ไม่ใช่ประตูหรือหน้าต่าง หากเป็เพดาน เสียงเล็บหรือกรงเล็บนับสิบลากผ่านโครงเหล็กเหนือศีรษะ เหมือนฝูงใหญ่มากกำลังเคลื่อนไหวอยู่บนหลังคาและกำลังมองหาจุดที่เปราะที่สุด
ผู้รอดชีวิตที่หลบอยู่ฝั่งตะวันตกเริ่มร้องไห้กันระงมอีกครั้ง เด็กคนหนึ่งถามแม่ด้วยเสียงสั่นว่า
“มันจะเข้ามาไหม” และคำถามนั้นไม่มีใครในอาคารตอบได้อย่างซื่อสัตย์
คาเอลหันไปมองคนเ่าั้อย่างรวดเร็ว แล้วก็เห็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาหยุดไปชั่วขณะ
บริเวณปลายนิ้วมือของชายที่ก่อนหน้านี้หนีเข้ามาพร้อมภรรยาและลูกสาว กำลังมีจุดเล็ก ๆ แตกเป็เม็ดแสงสีขาว ราวกับิัส่วนนั้นถูกแปลงเป็พิกเซลทีละชั้น ชายคนนั้นเองยังไม่รู้ตัว เขาเอาแต่กอดลูกสาวไว้แน่น ขณะที่ภรรยาร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างกัน
โลกไม่ได้ถูกโจมตีด้วยสัตว์ประหลาดอย่างเดียว
มันกำลังถูก “ลบ”
หน้าต่างตรงหน้าคาเอลกระตุกอีกครั้ง
[เหตุการณ์ลบล้างในพื้นที่: หลายจุด]
[สาเหตุ: รอยแตกของโลกความเป็จริงกำลังแพร่กระจาย]
เขาจ้องข้อความนั้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนบีบความคิดทุกอย่างกลับเข้าที่
“แจ็กซ์” เขาเรียก
“หือ”
“มีระบบไฟหรือเครื่องอะไรของอาคารที่ยังใช้ได้ไหม”
แจ็กซ์กะพริบตาสองครั้งเหมือนต้องบังคับสมองกลับจากอาการช็อก “ถ้าไม่โดนระบบไหนแฮกไปก่อนน่ะนะ มีห้องควบคุมด้านหลังเคาน์เตอร์ยืมคืน ชั้นใต้ดินหนึ่ง เชื่อมกับเครื่องกำเนิดไฟฉุกเฉิน แล้วก็มีระบบประตูเหล็กกันไฟของแต่ละโซน”
“ใช้งานได้มากน้อยแค่ไหน”
“ไม่รู้ว่ะ ต้องไปดูเอา”
“พวกเราต้องไปเดี๋ยวนี้”
โวร่าหันขวับ
“นายจะทิ้งคนพวกนี้?”
คาเอลหันสบตาเธอ
“ถ้าเราไม่ทำอะไรตอนนี้ อีกสิบนาทีคนพวกนี้ก็ตายอยู่ดี”
โวร่ามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาคมเย็นคู่นั้นเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักว่าจะเชื่อการตัดสินใจของเขาหรือไม่ ก่อนเธอจะพยักหน้าสั้น ๆ
“ฉันนำทางให้”
“ฉันจะคุ้มกันผู้รอดชีวิตตรงนี้เอง” บัลธาซาร์กล่าว
“และเฝ้านิกซ์”
นิกซ์เงยหน้าขึ้นทันที
“ไม่ ผมไปได้ ผมยัง”
“นายจะมากับฉัน” คาเอลตัดบท
เด็กหนุ่มนิ่งไป เขาไม่รู้ว่าคาเอลพูดเพราะ้าคุ้มกัน หรือเพราะไม่อยากปล่อยเขาไว้กับคนอื่น แต่สุดท้ายเขาก็พยักหน้า
“ผมจะไป”
แจ็กซ์ถอนหายใจยาวเหมือนเพิ่งรับรู้ว่าตัวเองไม่เหลือสิทธิ์ปฏิเสธ
“ยอดเยี่ยมเลย คืนนี้ฉันจากเกมเมอร์กลายเป็ช่างไฟอาคารที่หนีปีศาจ”
“หยุดพูด แล้วเดินไป” โวร่าตอบ
พวกเขาทิ้งผู้รอดชีวิตไว้ด้านตะวันตกของโถง บัลธาซาร์กางม่านพลังจิตบางส่วนครอบทางเข้าเขตนั้นไว้ชั่วคราว คาเอลเหลือบมองเพียงครั้งเดียวก่อนหมุนตัวตามโวร่าไปยังประตูเ้าหน้าที่ด้านหลังเคาน์เตอร์ยืมคืน เสียงฝีเท้าของทั้งสี่คนสะท้อนในทางเดินแคบที่พาไปสู่บันไดลงใต้ดินหนึ่ง
ยิ่งลงไป กลิ่นเก่าของหนังสือกับกระดาษยิ่งจางลง แทนที่ด้วยกลิ่นฝุ่นเย็น ท่อเหล็ก และไอน้ำมันเครื่องเก่า ผนังคอนกรีตสองข้างทางชื้นเย็นจนเกือบมีหยดน้ำเกาะ แสงไฟด้านล่างติด ๆ ดับ ๆ ราวกับอาคารนี้เองก็กำลังไม่แน่ใจว่าควรยังทำหน้าที่ปกป้องคนหรือควรยอมแพ้ไปพร้อมกับเมืองแล้ว
โวร่าเดินนำอย่างเงียบเชียบ มีดในมือกลับมาอยู่ท่าพร้อมใช้ทั้งสองข้าง แจ็กซ์เดินตามมาติด ๆ พลางบ่นพึมพำเื่วงจรไฟจนฟังไม่ออก นิกซ์อยู่ข้างคาเอล ท่าทางเขาดีขึ้นชั่วคราวหรืออย่างน้อยก็พยายามทำให้ดูเหมือนดีขึ้น แต่คาเอลยังเห็นเป็ระยะว่าปลายนิ้วข้างขวาของเด็กหนุ่มกระตุกเองโดยไม่ได้สั่ง
เมื่อถึงชั้นใต้ดินหนึ่ง พวกเขาพบโถงเล็ก ๆ ที่มีประตูห้องควบคุมอยู่ปลายทาง และตรงหน้าประตูนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้ทุกคนหยุดพร้อมกัน
มีศพ
ไม่ใช่ศพเก่า แต่เป็พนักงานรักษาความปลอดภัยของห้องสมุดในชุดเครื่องแบบสีเข้ม เขานอนหงายอยู่กับพื้น ตาเบิกค้าง ปากอ้าเหมือนร้องไม่ทันจบคำสุดท้าย ร่างกายั้แ่เอวลงไปหายไปครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่ถูกกัด ไม่ใช่ถูกตัด แต่เหมือนถูกยางลบมหึมาถูทิ้งจนเนื้อหนังกลายเป็ขอบแตกพร่าแบบภาพดิจิทัล
แจ็กซ์หยุดหายใจไปชั่ววินาที
“เชี่ย…”
คาเอลย่อตัวลงใกล้ศพโดยระวังสุด เขาไม่แตะต้อง เพียงสังเกต เส้นขอบบริเวณที่ร่างถูกลบไม่มีกลิ่นเื ไม่มีร่องรอยการฉีกขาด มีเพียงผิวรอยตัดที่สว่างวาบเป็ครั้งคราวแล้วดับ
หน้าต่างสถานะขึ้นเองอีกครั้ง
[ตรวจพบสารตกค้างจากการลบล้าง]
[คำเตือน: การััต่อเนื่องอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง]
เขาถอยทันที
“อย่าแตะ” คาเอลเตือน
โวร่ามองรอยนั้นด้วยสายตาเย็นขึ้น
“สิ่งที่อยู่ข้างบนมันทำหรือระบบทำ”
“ต่างกันตรงไหนตอนนี้” แจ็กซ์สวนเสียงต่ำ
ไม่มีใครตอบ
เขารีบก้าวข้ามศพไปยังห้องควบคุมแล้วงัดบานประตูเข้าไป ภายในมีแผงวงจรกับจอมอนิเตอร์เก่าหลายจอเรียงตามผนัง บางจอดับไปแล้ว บางจอขึ้นภาพกล้องวงจรปิดที่สัญญาณพร่าจนแทบไร้ประโยชน์ และสองจอด้านในสุด…กำลังแสดงบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นจับกระดูก
จอหนึ่งเป็ภาพด้านหน้าห้องสมุดจากมุมสูง
เงาดำหลายสิบร่างเกาะอยู่รอบอาคาร ทั้งบนหลังคา ผนัง เสา และรถที่จอดทิ้งอยู่หน้าลานเหมือนฝูงสัตว์ที่มีระเบียบเกินธรรมชาติ พวกมันไม่โจมตีมั่ว ไม่แย่งกันกิน แต่กำลังกระจายตัวล้อมอาคารเป็วงอย่างมีแบบแผน
อีกจอเป็ภาพถนนใหญ่หน้าตึก
และตรงกลางถนนนั้น มีพื้นที่รูปวงรีสีดำสนิทคล้ายรอยไหม้ แต่สิ่งที่ทำให้มันน่ากลัวคือขอบของพื้นที่นั้นกำลังกินทุกอย่างรอบตัวช้า ๆ ไฟถนน รถยนต์ ป้ายโฆษณา สิ่งของที่แตะขอบวงรีจะเริ่มแตกเป็เม็ดแสงแล้วหายไปทีละส่วน เหมือนความจริงเองกำลังติดโรคที่ลุกลามได้
แจ็กซ์ยืนค้างไปสองวินาทีก่อนจะรีบดึงเก้าอี้มานั่งหน้าคอนโซล
“โอเค…โอเค…เราไม่คิดถึงมันก่อน ขอทำสิ่งที่ยังทำได้ก่อน” เขาพูดเร็ว มือเริ่มวิ่งไปตามแป้นคำสั่งอย่างคล่องในแบบคนที่สมองตื่นเต็มที่เฉพาะเมื่ออยู่หน้าเครื่องจักร
“ถ้าโชคดี ฉันจะปิดทางขึ้นลงบางจุด กั้นโซนด้านหน้า แล้วดึงไฟสำรองมาใช้เฉพาะชั้นล่างได้”
“ถ้าโชคร้ายล่ะ” โวร่าถาม
“งั้นเราจะรู้ว่าอาคารนี้ถูกแฮกโดยพระเ้าหรือปีศาจ และฉันไม่ใช่ช่างที่เงินเดือนพอจะรับงานนั้น”
ขณะเดียวกันนิกซ์ก็ยืนนิ่งอยู่หน้าจอกล้องวงจรปิด ไม่กะพริบตาเลยแม้แต่นิด คาเอลมองตามสายตาเขาแล้วเห็นว่าเด็กหนุ่มกำลังจ้องภาพมุมถนนทางทิศตะวันออก กล้องตัวนั้นจับภาพซอยแคบ ๆ ข้างตึกฝั่งตรงข้าม และในซอยนั้น มีเงาร่างหนึ่งยืนอยู่
ร่างเดิม
สิ่งที่คาเอลเห็นในความมืดระหว่างชั้นหนังสือเมื่อครู่
มันยืนตรงกลางซอยโดยไม่ขยับ หัวเงยขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังฟังอาคารทั้งหลังหายใจ
“มันอยู่นั่น” นิกซ์กระซิบ
คาเอลขยับเข้าใกล้จออีกนิด ภาพพร่ามากจนเห็นรายละเอียดไม่ชัด แต่เขารู้สึกได้อย่างประหลาดว่ามัน “หันมาทางจอ” แม้จะเป็แค่กล้องวงจรปิด ไม่มีเหตุผลที่มันควรรู้ว่าพวกเขากำลังมอง
แล้วจอก็กระตุกอย่างรุนแรง
ภาพซอยดับพรึบ
แทนที่ด้วยเส้นรหัสสีขาวนับไม่ถ้วนไหลเต็มจอ ก่อนจะขึ้นข้อความสีแดงสั้น ๆ
[อย่าจ้องมอง]
แจ็กซ์เงยหน้าขึ้นจากคอนโซลแล้วนิ่งค้าง
“โอเค ฉันไม่ชอบสิ่งนี้เลยจริง ๆ”
ความเย็นวาบแล่นผ่านคาเอลอีกครั้ง เขาไม่ได้กลัวคำเตือนนั้นเท่ากับกลัวความจริงที่ว่าบางอย่าง “ตอบกลับ” การเฝ้ามองของพวกเขาได้
หน้าต่างสถานะของเขากะพริบขึ้นซ้อนทับบนจอ
[การเชื่อมต่อทางการรับรู้ถูกสร้างขึ้นแล้ว]
[อัตราการซิงค์: 9%]
“บ้าเอ๊ย” คาเอลสบถครั้งแรก
โวร่าหันมองเขา
“อะไรอีก”
“มันขึ้นอีกแล้ว”
“ห้ะ อะไรขึ้น”
คาเอลลังเลเพียงอึดใจ เขาไม่แน่ใจว่าการพูดเื่นี้ออกมาจะช่วยหรือทำให้ทุกอย่างจริงขึ้นกว่าเดิม แต่สุดท้ายเขาก็ตอบ
“เหมือน…ฉันมีหน้าต่างระบบ มันเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น แล้วตอนนี้ค่าซิงก์ขยับขึ้นทุกครั้งที่ฉันัับางอย่าง”
แจ็กซ์ชะงัก มือค้างบนแป้น
“ซิงก์…แบบในเกม?”
“น่าจะ”
“ไม่ นี่ไม่ดีเลย” แจ็กซ์ส่ายหน้าเร็ว ๆ
“ไม่ดีชิบหาย ชื่อเกมคือเรียลลิตี ซิงก์ ถ้าสิ่งที่เกิดตอนนี้คือการซิงก์จริง มันแปลว่าอะไร แปลว่าเกมกำลังตรงกับโลก หรือโลกกำลังถูกทำให้ตรงกับเกม?”
ไม่มีใครตอบคำถามนั้น
เพราะทุกคนกลัวว่าคำตอบจะเป็ทั้งสองอย่างพร้อมกัน
เสียงระบบคอนโซลดังติ๊ด
แจ็กซ์สะดุ้งแล้วรีบหันกลับไปดู
“โอเค ฉันได้บางอย่างแล้ว ประตูเหล็กกันไฟของชั้นล่างยังใช้ได้ ฉันจะปิดปีกตะวันออกกับเหนือให้เหลือทางเข้าออกหลักทางเดียว ถ้าพวกมันเข้ามาอีกอย่างน้อยเราจะไม่โดนรุมจากทุกด้าน”
“ทำเลย” คาเอลตอบ
แจ็กซ์กดคำสั่งอย่างรวดเร็ว บนจอกล้องสองสามตัว แผ่นเหล็กหนาเริ่มเลื่อนลงมาปิดทางเดินของแต่ละโซน เสียงโลหะกระแทกกันดังสะท้อนขึ้นมาจากชั้นบนเป็ระยะ ถ้าสิ่งนี้ได้ผล พวกเขาจะมีเวลาหายใจเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
แต่ในขณะเดียวกัน เสียงต่ำคล้ายคำรามก็ดังขึ้นจากลำคอของนิกซ์
ไม่ใช่เสียงที่เขาตั้งใจเปล่ง
ทุกคนหันขวับพร้อมกัน
เด็กหนุ่มทรุดจับศีรษะตัวเองทั้งสองข้าง เขาหอบแรงจนบ่าโยน ดวงตาแดงก่ำ เส้นเืตามขมับโปน และเกล็ดสีคล้ำลามขึ้นไปแตะแนวกรามแล้ว
“พวกมัน…ไม่ชอบ…” เขาพูดติดขัด
“มันไม่ชอบที่เราปิดทาง”
“ใคร” คาเอลถามทันที
นิกซ์เงยหน้าช้า ๆ ดวงตาสั่นเหมือนกำลังมองผ่านคาเอลไปเห็นฝูงหรือเงาที่ไม่มีใครอื่นเห็น
“ฝูง…พวกมัน…กำลังหงุดหงิด”
คำตอบนั้นทำให้เืในกายคาเอลเย็นลงอย่างแม่นยำ
แจ็กซ์เองก็เข้าใจ เขาค่อย ๆ ผละมือจากแป้นช้า ๆ
“นายหมายถึง…นายรู้ว่าพวกมันคิดอะไรอยู่?”
“ไม่ใช่คิด” นิกซ์ตอบเสียงแหบ
“เหมือน…เหมือนทิศทางเดียวกัน…เหมือนกลิ่นเดียวกัน…”
ประโยคนั้นยังไม่ทันจบ เสียงะเิดังสนั่นก็มาจากข้างบน โคมไฟในห้องควบคุมแกว่ง แผงวงจรสั่น เสียงกรีดหลายเสียงดังประสานจนฟังเหมือนโลหะทั้งอาคารร้องเ็ป
“มันพังเข้ามาอีกแล้ว” โวร่าพูดพลางหันหลังเตรียมออกจากห้องทันที
แจ็กซ์รีบกดคำสั่งสุดท้าย
“ฉันปิดได้แค่ครึ่งเดียว! อีกครึ่งไม่ตอบสนอง!”
คาเอลไม่รอให้ใครบอกซ้ำ เขาหันออกจากห้องควบคุมทันที
“กลับขึ้นไป”
พวกเขาวิ่งขึ้นบันไดพร้อมกัน คราวนี้เสียงการต่อสู้ดังชัดั้แ่กลางทางเสียงคนกรีดร้อง เสียงโลหะลาก เสียงกระแทกหนักกับเสียงพลังจิตปะทะกันเป็คลื่น เมื่อพวกเขาพ้นบันไดขึ้นสู่ชั้นล่าง ภาพตรงหน้าก็ทำให้แจ็กซ์หยุดกึก
ฝูงสัตว์ประหลาดทะลุเข้ามาทางหน้าต่างบานยาวฝั่งเหนือได้แล้ว แม้ประตูหน้าจะยังถูกกั้นอยู่ แต่พวกมันไต่ผนังและพุ่งเข้าจากด้านข้างแทน ผู้รอดชีวิตบางส่วนหนีไปทางห้องอ่านเด็กได้แล้ว ทว่าอีกหลายคนยังติดอยู่ในโถงกลาง
บัลธาซาร์ยืนอยู่กลางความวุ่นวาย ร่างสูงนั้นเรืองแสงสีฟ้าจนเห็นได้ชัดในความมืด เขากางม่านพลังขนาดใหญ่ครอบทางเดินหลักไว้ แต่ม่านนั้นเต็มไปด้วยรอยร้าวแสงเล็ก ๆ ที่บอกชัดว่าเขาใช้พลังเกินขีดมาพักใหญ่แล้ว
“ช้าไปหน่อยนะ” บัลธาซาร์พูด แม้ยังพยายามสงบ แต่เหงื่อไหลตามขมับชัดเจน
“โทษทีนะ เราแวะคุยกับผีในวงจรไฟนิดหน่อย” แจ็กซ์ตอบทั้งหอบ
คาเอลมองภาพรวมเพียงเสี้ยววินาที หน้าต่างสถานะเปิดเองทันที
[จำนวนศัตรู: 14]
[จำนวนพันธมิตรในพื้นที่: 23]
[ความน่าจะเป็ในการรอดชีวิต ณ ปัจจุบัน: 18%]
สิบแปดเปอร์เซ็นต์
ตัวเลขนั้นไม่ควรทำให้เขาเ็า แต่กลับกัน มันทำให้จิตใจเขาวางทุกอย่างเรียงเป็ตำแหน่งได้อย่างรวดเร็ว เขาเห็นแนวรับที่เปราะ ตำแหน่งที่ต้องปิดก่อน พื้นที่แคบที่เอื้อให้ศัตรูเข้ามาทีละตัว และที่แย่ที่สุด เขาเห็นว่าในอีกไม่กี่นาที หากไม่เปลี่ยนสภาพสนามรบ คนที่เหลือจะตายไปทีละกลุ่ม
“แจ็กซ์!” คาเอละโ “ทิศเหนือยังปิดไม่ได้ใช่ไหม”
“ไม่ได้!”
“ระบบสปริงเกอร์ล่ะ”
แจ็กซ์ชะงัก
“อะไรนะ”
“เปิดมันพร้อมกันทุกโซน”
แจ็กซ์มองเขาอย่างงง
“ทำไม??”
“เปิดเดี๋ยวนี้โว้ย!!!”
น้ำเสียงนั้นทำให้แจ็กซ์ไม่ถามอีก เขาหันวิ่งกลับไปทางแผงควบคุมใกล้เคาน์เตอร์ บัลธาซาร์ถอยมาครึ่งก้าวให้
คาเอลเข้ามาแทนหน้าม่านพลัง โวร่าพุ่งออกข้างเป็เงา คอยเก็บตัวที่เล็ดรอดเข้ามาใกล้ผู้รอดชีวิต
คาเอลสูดหายใจเข้าลึก เขาไม่รู้ว่าความคิดนี้เป็ของตัวเองหรือระบบกำลังชี้ทางให้ แต่เขารู้ว่าหากพื้นทั้งหมดเปียก สายช็อตของแจ็กซ์และอุปกรณ์ไฟฉุกเฉินที่ยังใช้งานได้จะเปลี่ยนสนามนี้ทั้งสนามให้กลายเป็กับดัก
“บัลธาซาร์ ป้องกันให้ได้นานอีกสามสิบวิ”
“จะพยายาม”
“นิกซ์” คาเอลเรียกโดยไม่หัน
“ครับ”
“ถ้านายได้ยินทิศของฝูง บอกฉันทันทีว่ามันจะบุกจากไหนก่อน”
เงียบไปเสี้ยวหนึ่ง ก่อนนิกซ์จะตอบ
“ทางซ้าย…สอง…แล้วอีกสี่จากบน”
คาเอลหันไปทันควัน และตรงตามนั้นจริง สัตว์ประหลาดสองตัวกระโจนเข้าจากแนวชั้นหนังสือซ้าย ขณะอีกหลายตัวกำลังเลี้ยวมาจากราวระเบียงชั้นสอง เขารู้สึกเหมือนกระดูกสันหลังถูกแตะเบา ๆ ด้วยนิ้วเย็นจัดเมื่อเข้าใจว่านิกซ์กำลังฟังฝูงได้จริง
“ตอนนี้!” แจ็กซ์ะโจากเคาน์เตอร์
วินาทีต่อมา หัวสปริงเกอร์ทั่วโถงก็ดังเปาะพร้อมกัน น้ำเย็นจัดพุ่งลงมาจากเพดานเป็ม่านฝนหนา อาคารทั้งหลังเหมือนหายใจเฮือกใหญ่แล้วปล่อยไอเย็นออกมา เสียงคนร้องใดังขึ้นพร้อมสัตว์ประหลาดที่ชะงักกับน้ำรอบตัว
“แจ็กซ์!” คาเอละโอีก
“ช็อต!”
“โอเค ตายพร้อมกันไม่รู้ด้วยนะ!”
ประกายไฟสีน้ำเงินขาวแตกจากอุปกรณ์ช่างในมือแจ็กซ์ลงสู่พื้นเปียก สายไฟที่เขาลากพาดผ่านเคาน์เตอร์สองจุดก่อนหน้านี้ทำให้กระแสพุ่งกระจายเป็วงกว้าง แสงวาบสว่างไปทั้งโถง เสียงช็อตดังรุนแรงพร้อมกลิ่นไหม้ฉุน สัตว์ประหลาดที่เท้าแตะพื้นน้ำกระตุกพร้อมกันอย่างน่าสะพรึง ผู้รอดชีวิตกรีดร้องแล้วถอยหนีขึ้นเก้าอี้หรือโต๊ะโดยสัญชาตญาณ
สามตัวล้มคว่ำทันที
อีกหลายตัวเสียจังหวะจนโวร่าเข้าถึง เธอขยับผ่านสายฝนกับแสงกระตุกเป็เงาคมสองเส้น มีดในมือทั้งคู่เสียบและเฉือนอย่างแม่นยำไม่เสียการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย บัลธาซาร์ฉวยจังหวะเสริมคลื่นพลังจิตผลักตัวที่ยังดิ้นให้ชนกันเอง
คาเอลพุ่งเข้ากลางสนามรบเปียกชื้นนั้น ความเย็นของน้ำทำให้ทุกััคมขึ้น เขาเห็นเส้นทางสีแดงของศัตรูแต่ละตัวชัดกว่าเดิม เห็นว่าตัวไหนจะพุ่งใส่ผู้หญิงที่อุ้มลูกอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือ เห็นว่าตัวไหนจะเลี้ยวไปทางนิกซ์ เห็นแม้กระทั่งว่าท่อเหล็กในมือเขาควรยกขึ้นหรือกดลงตรงจังหวะไหนจึงจะใช้แรงน้อยที่สุดแต่หยุดอีกฝ่ายได้มากที่สุด
มันน่ากลัว
เพราะมันเหมือนโลกทั้งใบกำลังกลายเป็โจทย์ที่มีคำตอบเดียว และสมองของเขากำลังหาคำตอบนั้นได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องอาศัยความรู้สึก
[อัตราการซิงค์: 11%]
ตัวเลขขยับอีกครั้ง
คาเอลหวดท่อเหล็กใส่คอของสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งจนมันหมุนครึ่งรอบแล้วทรุดลงกับพื้นน้ำ เขาได้ยินเสียงตัวเองสั่งคนอื่น ชี้ทาง บอกให้ผู้รอดชีวิตรวมตัวกันเป็กลุ่มเล็ก ลดเป้าการปกป้องที่ไม่จำเป็ และดึงคนที่าเ็หนักไปอยู่หลังม่านพลังของบัลธาซาร์ เขาพูดทุกอย่างเร็ว ชัด และแม่นยำ
เร็วเกินไปแม้แต่สำหรับตัวเอง
ฝูงชุดนั้นถูกกวาดลงได้ในที่สุด เหลือเพียงร่างชักกระตุกกับน้ำที่เริ่มขุ่นคล้ำบนพื้นโถง ผู้รอดชีวิตบางคนมองคาเอลด้วยแววตาเหมือนเขาเป็ทั้งผู้ช่วยชีวิตและบางสิ่งที่เริ่มน่ากลัวไปพร้อมกัน
คาเอลไม่ชอบสายตานั้น แต่เขาไม่มีพลังพอจะสนใจ
เพราะนิกซ์กำลังทรุดลงอีกครั้ง
เด็กหนุ่มคุกเข่ากับพื้นเปียก ไหล่กระตุกแรงเหมือนมีไฟแล่นผ่านเส้นประสาท แขนขวาของเขาขยายรูปร่างอีกเล็กน้อย เกล็ดลามเข้าหาข้อมือและหลังมือ นิ้วสองนิ้วเริ่มยาวผิดปกติ ปลายเล็บแข็งดำเหมือนกรงเล็บบางชนิด เขาพยายามหายใจแต่เหมือนลืมจังหวะของมันไป
คาเอลก้าวไปถึงตัวเขาทันที
“นิกซ์”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาเขาแดงจัดจนเส้นเืฝอยขึ้นเต็มตาขาว
“พวกมันโกรธเรา” เขาพูดเสียงแตกพร่า
“มันโกรธที่เราปิดทาง มันอยากฉีก อยากเปิด อยาก…”
เขาชะงัก แล้วมองไปทางด้านตะวันออกของโถงด้วยสีหน้ากลวงเปล่า
“มันมาแล้ว”
คำพูดนั้นเพิ่งจบลง เสียงบางอย่างก็ดังมาจากด้านนั้น
ไม่ใช่เสียงวิ่ง
ไม่ใช่เสียงข่วน
แต่เป็เสียงเหมือนกระดาษหลายพันแผ่นถูกฉีกพร้อมกันเบา ๆ จากระยะไกล
ทุกคนในโถงค่อย ๆ หันไปทางเดียวกัน
บริเวณระหว่างชั้นหนังสือฝั่งตะวันออกที่มืดที่สุด ความมืดกำลัง “ขยับ” มันไม่ได้ถูกไล่ด้วยแสง แต่ม้วนตัวเข้าหากัน กลายเป็ช่องว่างสีดำลึกกว่าความมืดปกติ แล้วจากช่องว่างนั้นเอง ร่างบางอย่างก็ค่อย ๆ ก้าวออกมา
มันสูงกว่าสัตว์ประหลาดชนิดที่บุกก่อนหน้าเกือบหนึ่ง่ตัว แขนขายาวผิดส่วน ร่างกึ่งมนุษย์กึ่งสิ่งที่ถูกออกแบบใหม่จากความฝันร้าย ผิวมันไม่ได้เป็เนื้อหรือเกล็ดล้วน แต่คล้ายเส้นใยสีดำถักทอเป็รูปร่างชั่วคราว ทะลุให้เห็นแสงสีขาวขุ่นวิ่งอยู่ข้างในราวกับโค้ดที่ถูกขังไว้ในร่างเนื้อ ตรงใบหน้าไม่มีตา ไม่มีจมูก มีเพียงรอยแยกยาวั้แ่หน้าผากลงมาถึงปลายคาง เหมือนหน้ากากที่ยังไม่ได้ถูกเปิด
ทุกครั้งที่มันก้าว พื้นใต้นั้นจะเกิดเม็ดแสงแตกกระจายเล็ก ๆ แล้วหายไป
มันไม่ได้เพียงเดินอยู่ในโลก
มันกำลังกัดกินโลกไปพร้อมกับการเดิน
หน้าต่างตรงหน้าคาเอลสว่างขึ้นจนเกือบบาดตา
[ยืนยันการมีอยู่ของเอนทิตี]
[ประเภท: ไม่สามารถระบุได้]
[ชนิดย่อย: กลุ่มกำเนิดจากความผิดพลาดของระบบ?]
[ระดับภัยคุกคาม: รุนแรงสูงสุด]
[คำเตือน: การสบตากับเป้าหมายจะเร่งการซิงค์โดยอัตโนมัติ]
เสียงของบัลธาซาร์ดังขึ้นช้าแต่ชัด
“อย่าจ้องมันนาน”
ครั้งนี้แม้ไม่อธิบายเพิ่ม ทุกคนก็เข้าใจ
เพราะสิ่งนั้นหยุดลงกลางทางเดิน แล้วรอยแยกบนใบหน้ามันก็ค่อย ๆ เปิดออกเล็กน้อย เผยแสงสีขาวข้างในที่ไม่ใช่แสงธรรมชาติ มันเป็แสงที่ให้ความรู้สึกเหมือนหน้าจอคอมพิวเตอร์เก่าในห้องมืด เป็แสงของข้อมูล ไม่ใช่ของดวงอาทิตย์
ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งที่ยืนชิดชั้นหนังสือเผลอจ้องมันนานเกินไป
ชายคนนั้นสะดุ้งทั้งตัวทันที ดวงตาเบิกกว้าง ก่อนที่ปลายนิ้วเขาจะเริ่มแตกเป็เม็ดแสงเร็วกว่าเดิม แขนทั้งแขนพร่ามัว เหมือนภาพสตรีมที่สัญญาณไม่พอ ก่อนจะหายไปั้แ่ข้อศอกลงมาในพริบตา
เขากรีดร้องจนเสียงแหบ
ภรรยาของเขาร้องตาม
เด็กตัวเล็กข้าง ๆ ร้องไห้แทบขาดใจ
“อย่ามองมัน!” คาเอละโลั่น
“ก้มหน้าลง!”
แต่ความตื่นตระหนกแพร่เร็วกว่าคำสั่ง มีคนอีกสองคนเงยหน้ามองโดยสัญชาตญาณ และทันทีนั้นเอง รอยพิกเซลแตกก็เริ่มวิ่งตามแนวแก้มของหนึ่งในนั้น
โวร่าพุ่งเข้าไปผลักทั้งสองคนล้มลงหลังโต๊ะอ่านหนังสือ บัลธาซาร์ยกม่านพลังขึ้นขวางแนวสายตา ขณะที่แจ็กซ์สบถลั่น
“บ้าเอ๊ย มันฆ่าด้วยการมอง!”
คาเอลไม่ตอบ เขาจับจ้องเพียงพอให้รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ แล้วบังคับตัวเองหันสายตาลงต่ำ ไม่ใช่จากความกลัวอย่างเดียว แต่เพราะเขารู้ว่าทุกวินาทีที่มอง หน้าต่างสถานะกำลังเปลี่ยนแปลง
[อัตราการซิงค์เพิ่มขึ้น: 13%]
เร็วเกินไป
มันเพิ่มเร็วเกินไป
เสียงนั้นดังขึ้นในหัวเขาอีกครั้ง ชัดกว่าเดิม และใกล้กว่าเดิม
“ยิง”
ภาพปืนไรเฟิลยาววาบกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดขึ้นจนเขารู้สึกถึงน้ำหนักพานท้ายที่ไหล่ รอยนิ้วบนไกปืน ความเย็นของกล้องเล็งแตะข้างแก้ม และที่สำคัญชื่อของมันเกือบจะโผล่ขึ้นมาในหัวแล้ว
แต่ไม่ทันครบ
เพราะหน้าต่างขึ้นข้อความแทรก
[การปรากฏของอาวุธ: ถูกล็อก]
[เงื่อนไขยังไม่ครบ]
คาเอลกัดฟัน เขาไม่มีปืน และยังปลดมันไม่ได้ แต่ภาพนั้นฝากบางอย่างไว้ เขารู้ว่าศัตรูตรงหน้ามี “จุดศูนย์” บางอย่างในร่างที่ไม่เสถียร หากเจาะถูก มันจะสะดุด
“โวร่า อย่ามองหน้า!” เขาะโ
“มันมีแกนกลาง่อกซ้าย!”
“เห็นได้ไง”
“เชื่อฉัน!”
คำตอบนั้นพอสำหรับเธอ โวร่าหมอบต่ำแล้วอ้อมเข้าด้านขวาทันที ขณะเดียวกันคาเอลก็หยิบโคมไฟฉุกเฉินทรงกระบอกที่หล่นอยู่ข้างเสา โยนเฉียงผ่านหน้าของสิ่งนั้น แสงขาวจากโคมสะท้อนแยงเป็มุม ทำให้รอยเส้นสีขาวในอกมันปรากฏวูบเดียวพอให้เห็นตำแหน่ง โวร่าวาบเข้าไปในเสี้ยววินาทีนั้น มีดพลังงานทั้งสองเล่มแทงเฉียงเข้าบริเวณที่คาเอลชี้
สิ่งนั้นไม่ร้อง
แต่มัน “กะพริบ”
ร่างทั้งร่างแตกเป็เส้นรหัสชั่วขณะก่อนกลับมาประกอบใหม่ มีดของโวร่าทะลุผ่านเหมือนแทงเข้าเมฆ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง พื้นที่รอบร่างมันก็สว่างวาบด้วยเม็ดแสงแตกกระจาย แล้วรอยลบรูปวงกลมเล็ก ๆ ก็เกิดขึ้นตรงจุดที่คมมีดัั
“มันโดน!” แจ็กซ์ร้อง
สิ่งนั้นหันไปทางโวร่าอย่างช้า ๆ
แล้วทุกอย่างก็เกิดเร็วเกินจะเตือน
มันยื่นแขนยาวผิดรูปไปข้างหน้าโดยแทบไม่เห็นการเคลื่อนไหว อากาศระหว่างมันกับโวร่าบิดเบี้ยวราวกับมีอะไรบางอย่างถูกลบออกเป็่สั้น ๆ โวร่าถอยทัน แต่เส้นผมด้านข้างกับผิวบริเวณต้นแขนเสื้อเธอถูกเฉือนหายไปพร้อมผืนอากาศบางส่วน เหลือขอบเสื้อที่พร่ามัวแล้วไหม้ขาว
เป็ครั้งแรกที่โวร่าชะงักจริง
“มันลบได้” เธอพูดลอดฟัน
“ถอย!” คาเอละโ
นิกซ์ลุกขึ้นในวินาทีนั้นเอง เขาก้าวออกมาข้างหน้าโดยไม่มีใครทันห้าม ความหวาดกลัวในใบหน้าเขายังอยู่ครบ แต่ลึกลงไปมีบางอย่างอีกชั้นหนึ่งปรากฏขึ้น การรับรู้ของสิ่งมีชีวิตที่ตอบสนองต่อฝูง
“มันไม่เหมือนตัวอื่น” นิกซ์พูดช้า ๆ ราวกับกำลังฟังความหมายที่ลอยอยู่กลางอากาศ
“มัน…ไม่ได้อยู่ในฝูง แต่มัน…สั่งฝูง”
สิ่งนั้นหันมาทางเขา
และในวินาทีนั้นเอง นิกซ์ก็สะดุ้งทั้งตัวเหมือนโดนกระแสไฟฟ้าช็อต เด็กหนุ่มคำรามออกมาโดยไม่ตั้งใจ เสียงนั้นต่ำ ลึก และไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปเต็มที สัตว์ประหลาดเล็ก ๆ ที่ยังเกาะอยู่ตามเงามืดของชั้นหนังสือรอบโถงพลันชะงัก พร้อมกันทั้งหมด
ทุกคนเห็น
ฝูงกำลัง “ฟัง” นิกซ์ด้วย
คาเอลเข้าใจทันทีว่านี่คือช่องเดียวที่พวกเขามี
“นิกซ์!” เขาะโ
“ทำให้มันชะงักอีกครั้ง!”
“ผมไม่รู้จะ…”
“ทำมันเดี๋ยวนี้!”
นิกซ์สั่นไปทั้งร่าง น้ำตาคลอเต็มตา แต่เขาก็ฝืนสูดลมหายใจเข้าจนสุดอกแล้วปล่อยเสียงคำรามนั้นออกมาอีกครั้ง คราวนี้ยาวกว่า หนักกว่า และเต็มไปด้วยบางอย่างที่คาเอลไม่อยากให้เกิดขึ้นกับเพื่อนของตัวเอง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันได้ผล
สัตว์ประหลาดรอบโถงแข็งค้าง
แม้แต่สิ่งผิดรูปตัวใหญ่ตรงหน้าเองก็ชะงักเพียงเสี้ยววินาที
เสี้ยววินาทีนั้นพอ
คาเอลพุ่งเข้าไปโดยไม่คิด เขาไม่ได้มีปืน ไม่มีทักษะปลดล็อก ไม่มีพลังยิงจากระบบ แต่ร่างกายเขารู้เองว่าต้องไปทางไหน เขาคว้าเสาโลหะป้ายแนะนำที่ล้มอยู่ข้างโต๊ะอ่านหนังสือ ใช้มันเป็หอกชั่วคราวแล้วแทงเฉียงเข้าใส่รอยลบเล็ก ๆ ที่โวร่าสร้างไว้ก่อนหน้า
ปลายโลหะจมเข้าไป
สิ่งนั้น “กะพริบ” รุนแรงกว่าเดิม
แสงสีขาวในอกสว่างวาบจนทุกคนต้องหรี่ตา แล้วพื้นที่รอบตัวมันก็เกิดสัญญาณรบกวนเป็วงกว้าง ชั้นหนังสือสองแถวที่อยู่ข้างมันแตกเป็เม็ดแสงไปครึ่งหนึ่ง หนังสือหลายร้อยเล่มร่วงลงพื้นแล้วหายไปบางส่วนก่อนแตะพื้นด้วยซ้ำ
แรงะเืกระแทกคาเอลลอยถอยหลัง เขากลิ้งไปกับพื้นเปียก ลมหายใจจุกเจ็บไปทั้งอก หน้าต่างสถานะสว่างขึ้นเองต่อหน้า
[อัตราการซิงค์: 15%]
[เกิดการเชื่อมต่อขั้นวิกฤต]
[เส้นทางปลดล็อกได้รับการอัปเดต]
เขาแทบไม่ได้อ่าน เพราะทันทีที่เงยหน้าขึ้น เขาก็เห็นสิ่งนั้นเริ่มแตกสลาย
ไม่ใช่ตาย แต่กำลัง “เลือน” ราวกับร่างมันสร้างจากข้อมูลไม่เสถียรเกินจะรักษารูปร่างเมื่อแกนกลางเสียหาย รอยแยกบนใบหน้ามันเปิดกว้างขึ้น แสงขาวข้างในฉายส่องไปทั่วโถง แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
ไม่ใช่คำราม
ไม่ใช่ภาษาที่รู้จัก
แต่ทุกคนเข้าใจโดยไม่ต้องแปล
มันคือคำว่า “พบแล้ว”
ผู้รอดชีวิตหลายคนสะดุ้งพร้อมกัน บางคนถึงกับทรุดลงกับพื้นค้างอยู่แบบนั้น สิ่งนั้นหันหัวช้า ๆ มาทางคาเอลทั้งที่กำลังสลาย รอยแยกบนใบหน้ามันบิดคล้ายรอยยิ้มที่ผิดธรรมชาติ แล้วทั้งร่างก็แตกเป็เส้นรหัสนับไม่ถ้วนก่อนหายวับไป เหลือเพียงวงแสงขาวสั้น ๆ กลางอากาศแล้วก็ดับลง
ความเงียบหลังจากนั้นกินเวลาสองหรือสามวินาที
นานพอให้ได้ยินเสียงน้ำหยดจากสปริงเกอร์
นานพอให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขายังไม่ตาย
แต่ไม่นานพอให้ความหวังเกิดขึ้น
เพราะในวินาทีถัดมา ระบบเตือนของห้องสมุดทั้งอาคารก็ดังขึ้นพร้อมกัน แสงฉุกเฉินทั้งหมดเปลี่ยนเป็สีแดงล้วน เสียงสังเคราะห์ไร้อารมณ์ของอาคารประกาศซ้ำไปมาด้วยถ้อยคำเดียว
“พบความผิดปกติของโครงสร้างความจริง
พบความผิดปกติของโครงสร้างความจริง
โปรดอพยพ…”
เสียงประกาศกระตุก
จากนั้นประโยคต่อมาก็ไม่ใช่ของระบบอาคารอีกแล้ว
“สายเกินไป”
แจ็กซ์หน้าซีดเผือด
“นั่นไม่ใช่เสียงของระบบอาคาร…”
ไม่มีใครตอบ เพราะทุกคนเห็นเหมือนกัน
ตามผนัง ตามพื้น ตามขอบโต๊ะและชั้นหนังสือ เส้นรหัสสีขาวเริ่มวิ่งเร็วขึ้นกว่าก่อน เหมือนสิ่งที่หายไปเมื่อครู่ไม่ได้ตาย แต่เพียงส่งสัญญาณอะไรบางอย่างออกไป และตอนนี้ “อย่างอื่น” กำลังตอบรับ
บัลธาซาร์หันไปทางคาเอลอย่างช้า ๆ ดวงตาสงบคู่นั้นหนักอึ้งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็
“มันไม่ได้มาเพื่อฆ่าทันที”
คาเอลยังหอบอยู่กับพื้น หน้าอกกระแทกขึ้นลงเหมือนกำลังจะขาดอากาศ แต่ดวงตาของเขาเริ่มนิ่งลงช้า ๆ เขาเข้าใจแล้วไม่ใช่เพราะมันพลาดไม่ใช่เพราะมันอ่อนแอแต่มัน “ตั้งใจ”
“มันมาทำเครื่องหมาย…”
เสียงของเขาแหบต่ำ
“เพื่อกลับมาเอาทีหลัง” บัลธาซาร์กล่าว
หน้าต่างสถานะของคาเอลค่อย ๆ ลอยขึ้นมาอีกครั้งอย่างเ็า
[ผู้ใช้ถูกทำเครื่องหมายแล้ว]
[ยืนยันความคืบหน้าของการซิงค์ความเป็จริง]
[ระยะถัดไปกำลังจะเริ่มขึ้น]
ข้างใต้สุด มีข้อความใหม่ขึ้นมาช้า ๆ ทีละบรรทัด เหมือนใครบางคนตั้งใจให้เขาอ่านทุกคำ
[เปิดใช้งานโปรโตคอลสังหารแรก]
[หน้าต่างสถานะ ผู้บัญชาการ กำลังเปิด]
คาเอลจ้องมันนิ่ง
มือที่ยังจับเสาโลหะหอกชั่วคราวอยู่แน่นขึ้นช้า ๆ
เขาไม่รู้ว่าควรดีใจหรือหวาดกลัวกับคำว่า “ปลดล็อก” แต่สิ่งหนึ่งที่รู้แน่คือ โลกจะไม่กลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว และตอนนี้ระบบบางอย่าง ไม่ว่าจะเรียกมันว่าเกม การซิงก์ หรือความจริงอีกชั้นได้เลือกเขาเรียบร้อยแล้ว
ด้านข้าง นิกซ์ทรุดลงคุกเข่าทันทีหลังสิ่งนั้นหายไป เขาหอบแรง น้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ ขณะมองมือที่เปลี่ยนรูปของตัวเอง
“มัน…รู้จักผม” เขาพูดเบามาก
“มันมองผมเหมือน…ผมเป็ของมัน”
คาเอลลุกขึ้นช้า ๆ เจ็บซี่โครงจนต้องฝืน แต่ก็เดินไปหยุดตรงหน้าเพื่อน เขาไม่รู้จะพูดอะไรที่ช่วยได้จริง จึงเลือกใช้ความจริงที่ยังเหลือ
“ตราบใดที่นายยังตอบฉัน นายยังไม่เป็ของมัน”
นิกซ์เงยหน้าขึ้นมองเขา สีหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความกลัว ความเจ็บ และความละอายที่ซ่อนความเปลี่ยนแปลงของตัวเองไว้ไม่ได้อีกแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็พยักหน้า
แจ็กซ์ปาดน้ำที่หยดจากผมออกจากหน้า หันมองจอกล้องวงจรปิดที่ยังพอใช้ได้บางส่วนแล้วสบถ
“ข่าวร้าย เร็ว ๆ นี้เราจะไม่ได้สู้แค่พวกที่คลานมาเป็ฝูงแล้ว”
บนจอมอนิเตอร์หน้าสุด ภาพจากมุมสูงของเมืองแสดงให้เห็นสิ่งที่ทำให้แม้แต่โวร่ายังนิ่งไปครู่หนึ่ง บนท้องฟ้าเหนือแนวตึกห่างออกไปหลายบล็อก มีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในก้อนเมฆรหัส รูปร่างยาวใหญ่ เหมือนเงาของสิ่งมีชีวิตที่บินไม่ได้แต่กำลังว่ายอยู่ในท้องฟ้าที่กลายเป็ข้อมูล และใต้เงานั้น แถบข้อความมหึมากำลังก่อตัวบนฟากฟ้าเหนือเมืองทั้งเมือง
“ขั้นตอนการรวมโลกเสมือนและโลกความเป็จริง: เริ่มต้น”
ผู้รอดชีวิตบางคนเริ่มร้องไห้อีกครั้งเมื่อเห็นมัน เด็กคนหนึ่งถามแม่เบา ๆ ว่าพรุ่งนี้จะได้กลับบ้านไหม แต่แม่ของเขากลับตอบไม่ได้
คาเอลยืนอยู่ท่ามกลางโถงห้องสมุดที่เปียกชื้นและเต็มไปด้วยกลิ่นไหม้ เื และกระดาษเก่า หน้าต่างสถานะยังลอยอยู่ตรงหน้า เขาควรเกลียดมัน เขาเกลียดจริง แต่ยิ่งเกลียด เขายิ่งรู้ว่ามันจะเป็สิ่งที่ทำให้เขารอดในคืนแบบนี้
แล้วข้อความสุดท้ายของตอนก็ปรากฏขึ้น
[ฟังก์ชันใหม่พร้อมใช้งาน]
[หน้าต่างสถานะ: ทำงานแล้ว]
[คำแนะนำถัดไป: มีชีวิตรอดให้ถึงพรุ่งนี้เช้า]
คาเอลอ่านมันจบแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้านอกหน้าต่างที่แตกเสียหาย
เขาไม่แน่ใจว่าคืนนี้จะมีคำว่า “พรุ่งนี้เช้า” เหลืออยู่จริงหรือไม่
แต่ถ้ามันมี เขาจะพาคนของเขาไปให้ถึง
แม้จะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามที่ระบบเริ่มดึงไปจากตัวเขาทีละน้อยก็ตาม
เพราะตอนนี้ เขารู้แล้วว่าโลกไม่ได้เพียงพัง
มันกำลัง “เลือก”
และชื่อของเขาเพิ่งถูกเขียนลงไปในรายชื่อของสิ่งที่มันไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ