อีกหนึ่งวันหมดไป และอีกหนึ่งวันก็เริ่มขึ้น
ลัคนาปลุกอริส สีหน้าของเด็กสาวผมขาวไม่สดชื่นเหมือนอย่างเคย
่หลังๆ มานี้อริสไม่ค่อยยิ้มหรือพูด อุลริกเองก็ไม่ค่อยพูดและไม่ค่อยเข้าประชุมตอนเย็น
ความสามารถในการชินชาของจิตใจเป็สิ่งที่น่ากลัว ในหน่วยลาดตระเวนที่แค่สองสามวันก็มีคนตายมันไม่แปลกเลยที่ทุกคนจะเปลี่ยนเป็แบบอรุโณทัยที่เห็นพรรคพวกเป็ตัวหมาก คนที่แปลกน่าจะเป็คนที่มานั่งเศร้าเสียใจกับความตายของทุกคนแบบลัคนามากกว่า
พลั่ก
“โอ๊ย...ฮิ...ฮิบิคิ?”
เด็กหนุ่มสับสันมือลงกลางศีรษะลัคนาเบาๆ
“อย่านั่งเหม่อสิ ไปหาอะไรทำได้แล้ว”
“....ได้ข่าวว่าฟาทีมาตายแล้วน่ะ”
“ฉันฟังเื่คนตายมามากพอแล้ว” เด็กหนุ่มสวนอย่างไม่แยแส เขากระแทกตัวลงนั่งข้างๆลัคนา “เหนื่อยชะมัด”
“ก็ไม่เห็นจะทำอะไรเท่าไหร่เลยนี่”
“ก็เหนื่อยเพราะไม่ทำอะไรไง”
ฮิบิคิและลัคนานั่งคุยกันพักหนึ่ง เื่อนาคต เื่อดีต เื่บาเรียถามคำถามเดิมๆ ที่ไม่มีคำตอบ
“หน่วยลาดตระเวนก่อตั้งขึ้นเพื่อหนีจากความรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้แต่อยากจะทำอะไรสักอย่าง”ฮิบิคิเล่า “คนแรกๆ ที่ตื่นขึ้นมาในโลกนี้....รินคำ หัวหน้าอรุโณทัย หัวหน้าหยาง หัวหน้าครูฝึกประกายมาศคนอื่นๆ ทั้งที่ตายแล้วและยังอยู่ พวกเขาต่างกระจัดกระจายกันคนละทิศคนละทาง สุดท้ายกว่าจะมาถึงบาเรียได้เธอคิดว่าพวกเขาต้องเจออะไรกันบ้างล่ะ?”
“นั่นคือสาเหตุที่สร้างหน่วยขึ้น?”
“ใช่ เพราะไม่อยากให้ต้องตายอย่างหวาดกลัวตามลำพัง แต่นั่นก็เป็สาเหตุที่เรามียัยเฟนน่ากับฟอร์ชูนาโต้มาอยู่ด้วย”ฮิบิคิย่นหน้า “บางทีก็สงสัยว่าชีวิตเราแลกชีวิตเขามันคุ้มรึเปล่า”
“ถ้าไม่มีฮิบิคิก็คงไม่มีฉันในวันนี้หรอก ตอนนั้นฉันคิดว่าฮิบิคิเท่มากเลยนะ...ขอบคุณมาก”
“พูดเื่เมื่อกี่ปีก่อนแล้ว?”
“เพิ่งไม่นานเอง”
“เหรอ? รู้สึกเหมือนมันผ่านมานาน”
“จากนี้ไป ฮิบิคิคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าเราหารหัสได้แล้วไงต่อ?”
“รหัสมันแค่ตัวยืดเวลาชีวิตเราเท่านั้นแหละ ส่วนแผนระยะยาวที่จะหาสตาร์ดัสต์เรล์ม ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น” เด็กหนุ่มลุกพรวดขึ้น “ไปฝึกบ้างสิ เดี๋ยวสนิมก็เกาะหรอก”
“ฮิบิคิ....”
“อะไรอีก?”
“นั่นอะไรน่ะ?”
...
ลัคนาคิดอยู่เรื่อยๆ ว่าทำไมถึงได้มีแต่เื่ร้ายๆ เกิดขึ้นกับพวกเธอสิ่งที่เธอเห็นอยู่ไกลลิบๆ ช่วยตอกย้ำความคิดนั้นอย่างดี
หน้าผารอบป่าสีม่วงมีลักษณะคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ทำให้จากบาเรียสามารถมองเห็นหน้าผาอีกด้านได้และพื้นที่อีกด้านหนึ่งก็คือป่าใหญ่มีต้นไม้สูงเสียดฟ้าออกลูกเป็คน ถูกเรียกว่าป่าเรไร บนหน้าผาสูงกว่าป่าเรไรมีสุสานเก่าแก่แห่งหนึ่งไม่เคยมีใครตื่นขึ้นที่นั่น หน่วยลาดตระเวนจึงไม่ได้ย่างเท้าเข้าไปใกล้เลย
ขอบหน้าผามีสองร่าง ร่างหนึ่งเร็วปานสายลม พุ่งตรงเข้ามาหาบาเรีย ท่อนบนของร่างนั้นเป็คนดวงตาโตถูกหมวกเกราะบังเอาไว้ครึ่งหนึ่ง บนหมวกนั้นมีลวดลายโค้งขดคล้ายรูปปีก ถือคันธนูสีทองด้วยแขนผอมบางส่วนท่อนล่างมีลักษณะคล้ายเสือ มีลวดลายประหลาดตาเหมือนกับหมวกเกราะ เขี้ยวงอนขึ้นเหมือนหมูป่าลักษณะเหมือนมีร่างท่อนบนของคนงอกออกมาจากหลังเสือ ร่างนั้นวิ่งทะยานตามขอบหน้าผา พอถึงส่วนที่ยื่นออกมาใกล้บาเรียก็พุ่งทะยานเข้ามาหา
“ฮิบิคิ!”
“ระวัง!” ฮิบิคิดึงตัวลัคนาห่างจากขอบบาเรีย คนที่อยู่แถวนั้นสะดุ้งแล้วมองไปที่ครึ่งคนครึ่งเสือมันเล็งธนูตรงไปที่ลัคนา ปักทะลุบาเรียมาได้ทั้งดอก เด็กสาวเบี่ยงตัวหลบลูกธนูทองคำได้อย่างหวุดหวิดลูกธนูปักลงกับพื้นดังฉึก
เธอมองไปยังผู้ที่ยิงมันหวาดๆ ตอนนี้ร่างท่อนบนง้างธนูพร้อมยิง
“กลับไปในบ้านพัก! ทุกคนหาที่หลบ!” เธอตั้งสติแล้วะโ ถอยหลังออกมาให้เร็วที่สุดมอนสเตอร์ครึ่งคนครึ่งเสือแผลงศรอีกครั้ง คราวนี้เฉียดใกล้เธอมากกว่าเดิม
“คิลเลอร์ คิสเมท เลเวล 85 มินิบอส ป่าเรไร” เธอพึมพำ สายตายังจับจ้องที่ลูกธนูที่อยู่บนคันศรวงเวทส่องแสงจางๆ รอบตัวมัน
ในบ้านพัก ผู้คนต่างเอาฟูกมากปิดผนังไว้ด้วยความหวังว่ามันจะช่วยกันลูกธนูได้บ้าง
หน้าต่างถูกปิด ทุกคนออกันอยู่ข้างล่าง ต่างก็ไม่กล้าออกไปข้างนอก พวกเขาหมอบลงเผื่อว่าถ้าลูกศรจะทะลุมาจะมีโอกาสโดนน้อยลงอึนริวคอยกันคนออกห่างปีและลอร์น่า หยางและอรุโณทัยง่วนกับการจัดระเบียบผู้คนในบ้านพักฮิบิคิยังอยู่ข้างนอก วิ่งดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ข้างนอกแถวๆ นั้น อุลริกยืนอยู่ตรงทางเข้ากำเคียวในมือแน่น
“...เอาอีกแล้วเหรอ...?” เขาพึมพำ
“ลัคนา!” อรุโณทัยะโด้วยความโล่งอกเมื่อเด็กสาววิ่งกลับเข้ามาได้อย่างปลอดภัย
“เห็นใช่ไหม? เ้าบ้านั่นยิงทะลุบาเรียได้”ฮิบิคิที่เข้ามาพร้อมกันพูด
“ใช่ค่ะ ทางที่ดี จนกว่ามันจะกลับไป ช่วยอยู่ในนี้อย่าออกไปไหนนะคะ” ลัคนาเสริมผู้คนที่อุตส่าห์ทำให้เงียบลงได้ก็ส่งเสียงฮือฮาอีกครั้ง
“หน่วยลาดตระเวนน่ะพวกเธอไม่ใช่หรือไง? หาทางทำอะไรสิ!”เฟนน่าลุกพรวด รู้สึกอึดอัดกับการต้องเบียดกับคนอื่นในชั้นล่าง
“เฮอะ อะไรกัน? ดูถูกกันอยู่ตลอดพอเดือดร้อนก็วิ่งหางจุกตูดมาให้ช่วยงั้นเรอะ?” ฮิบิคิกระตุกยิ้มเหยียดๆแค่นหัวเราะ เฟนน่ากระทืบเท้า
“มันจะมากไปแล้วนะ!” เฟนน่าร้อง อึนริวดึงชายกระโปรงของเธอ ใบหน้าเปลี่ยนเป็สีแดงด้วยความโกรธ
“มีอะไรอีกมิทราบ?” เฟนน่าถามเสียงห้วนคนที่นั่งอยู่ข้างเธอเมื่อครู่ก็ลุกขึ้น
“นั่งลงเถอะเฟนน่า ไม่มีมารยาทเลยนะ หรืออยากออกไปสู้เอง?”
“เธอ!”
“Ciao! เกิดอะไรขึ้น? โหวกเหวกอย่างกับคนเมาเลยนะ” ฟอร์ชูนาโต้เดินสบายๆเข้ามาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นพอเฟนน่าจะหันไปลงกับเขาต่อก็มีลูกธนูปักเข้ามาที่ฟูกผืนหนึ่ง
“มาแล้ว” อรุโณทัยคว้าดาบสั้นคู่ “ทุกคนถอยไปทางโน้นซะ”
“เราจะไล่มันไปยังไงคะ? ออกไปจากบ้านพักอาจจะโดน...”
“ก็ป้องกันเท่าที่ทำได้ ที่แน่ๆ ถ้ามันจะยิงทางประตูเราก็ต้องเห็นล่ะ”
“ทางนี้ฉันจะดูเอง ถ้ามันย้ายมาเมื่อไหร่ฉันจะบอก” อุลริกเสนอ
สมาชิกสี่คนของหน่วยลาดตระเวนยืนอยู่ใกล้กับผนัง ฟอร์ชูนาโต้ยืนกอดอกท่ามกลางฝูงชนที่นั่งกอดเข่าอุลริกยืนใกล้ประตูคอยสอดส่อง อึนริวยังอยู่ที่เดิม
“ขอโทษที่ช่วยอะไรไม่ได้นะ” ลอร์น่าหันข้างไปทางลัคนา ปีชันตัวขึ้นนั่งอยู่เงียบๆมีสีหน้ากังวล
“นอนอยู่ตรงนั้นแหละ” ฮิบิคิตัดบท
ลูกธนูพุ่งเข้ามาปักเรื่อยๆ ไม่หยุด ผนังบ้านพักเต็มไปด้วยสีทองอร่าม มีไม่กี่ดอกที่ทะลุเข้ามาได้แต่พอเข้ามาสักทีก็ทำเอาใจหายใจคว่ำฮิบิคิและอรุโณทัยยังปัดธนูทิ้งได้อย่างต่อเนื่อง
แล้วอยู่ดีๆ ก็หยุดไป
“อุลริก?”
“ไม่ ไม่ได้ย้ายมาทางนี้”
“โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกก” เสียงร้องคล้ายเสียงคำรามของสัตว์ดังขึ้นเท่าที่ฟังมีมากกว่าหนึ่งเสียง
เสียงฝีเท้าวิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อุลริกตั้งท่าป้องกันแต่เขาก็ผ่อนลงเมื่อเห็นว่าคนที่วิ่งมาเป็ใคร
“ประกายมาศ?!”
ประกายมาศคือหัวหน้าครูฝึกและหัวหน้าหน่วยป้องกันบาเรีย เขาเป็ชายผิวสีน้ำผึ้งรูปร่างกำยำ ใบหน้าคมเข้ม ลักษณะท่าทางชวนให้นึกถึงช้างศึก อาวุธเขาคือดาบอยุธยาทรงหน้าจรดที่ลับจนเงาวับ
“คนอื่นๆ อยู่ที่ศาลากันหมด ไม่ต้องเป็ห่วง” เขาพูด ศาลาที่เขาพูดถึงน่าจะหมายถึงศาลาสภาพค่อนข้างดีที่อีกฟากของบาเรียห่างจากบ้านพักพอสมควร
“เสียงเมื่อกี้คืออะไร?” อรุโณทัยถามด้วยใบหน้าเคร่งเครียดประกายมาศเอามือก่ายหน้าผาก
“ศพเดินได้ น่าจะเป็คำอธิบายที่ดีที่สุด” เขากล่าว “อมิตากับมินจะตามมาสมทบหลังจากแน่ใจว่าพวกมันจะไม่ทะลุบาเรียเข้ามาเฮน็อกคอยคุมคนที่เหลืออยู่ ไม่มีอะไรต้องห่วง”
“ถ้ารองหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยอย่างเฮน็อกอยู่ก็ค่อยดีหน่อย แต่เดี๋ยวนะแสดงว่าคนที่ตรึงสถานการณ์ตอนนี้มีแค่มินกับอมิตา? จริงเหรอ? สองคนนั้นไม่ใช่หน่วยลาดตระเวนด้วยซ้ำนะ!” อรุโณทัยร้อง
คนที่มีฝีมือการต่อสู้ของออโรร่าบาเรียต่างก็อยู่หน่วยลาดตระเวนหรือไม่ก็เป็ครูฝึกที่มีอยู่แค่สามสี่คนรองลงมาก็คือหน่วยรักษาความปลอดภัยที่อริสอยู่ และพวกไม่ทำอะไรที่เฟนน่าอยู่ อมิตาและมินต่างก็อยู่หน่วยรักษาความปลอดภัยซึ่งไม่มีประสบการณ์ต่อสู้โดยตรง
“ฉันไว้ใจทั้งสอง เพราะอีกไม่นานจะส่งไปอยู่หน่วยลาดตระเวนแล้ว ไม่ต้องทำหน้าใหรอก”
ฟอร์ชูนาโต้ผิวปาก เดินอาดๆ ออกไปจากบ้านพัก สักพักก็กลับมา
“It’s unbelievable! มาดูให้ได้ล่ะ”
พูดจบฟอร์ชูนาโต้ก็วิ่งหายไป คาดว่าน่าจะไปหาคนอีกกลุ่ม ลัคนาเดินฝ่าคนที่นั่งตัวสั่นกันอยู่เพื่อออกไปข้างนอก
“ลัคนา อย่า” อรุโณทัยห้ามเสียงต่ำ
แต่เด็กสาวยังเดินต่อ ฮิบิคิก้าวฉับๆ ตาม
“เธอคิดจะไปไหน? มันอันตรายรู้ไหม?” เขาเตือน อุลริกที่ยืนกอดอกพิงขอบประตูมองมาเหมือนสนับสนุนคำพูดของฮิบิคิ
“ฮิบิคิ ฝากระวังหลังด้วย ฉันจะออกไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ลัคนาหันกลับมาขอร้องเขาด้วย
“จริงๆ เลย ยัยนี่” ฮิบิคิผงะไปครู่หนึ่งก็ยอมแต่โดยดี “ฝากข้างในนี้ด้วยอึนริว”
ชายหนุ่มร่างสูงยืนขึ้นจากข้างกายปี เขาชักดาบออกมาแล้วพยักหน้า
ลัคนาและฮิบิคิเดินออกไปอย่างระมัดระวัง เด็กสาวแอบมองอีกฟากของบ้านพักคิลเลอร์ คิสเมทที่คอยยิงธนูใส่ไม่อยู่ตรงนั้น ตรงนั้นว่างเปล่าราวกับว่าไม่เคยมีใครอยู่มาก่อนเธอค่อยๆ เดินวนรอบโดยมีฮิบิคิตามหลัง
ต้นเหตุของเสียง....ศพเดินได้ที่ประกายมาศพูดถึงก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้น
“แสดงว่าเ้านั่นหนีไป...หรือไม่ก็ไปกระจุกอยู่กับพวกศพเดินได้เหรอ?” ฮิบิคิพึมพำ มองไปในทิศทางที่มีศาลาอีกหลังอยู่ มีเสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้ง
“แน่ใจแล้วล่ะ” ลัคนาตอบ ทั้งคู่กลับเข้าไปบอกกับอรุโณทัยในบ้านพัก
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี...ฉัน ประกายมาศ หยาง และพวกเธอสองคนจะไปทางโน้นเองอุลริก อึนริว ฝากคนที่นี่ด้วย” พูดจบหญิงสาวก็พุ่งพรวดออกจากบ้านพักโดยไม่เว้นจังหวะให้ใครค้านคนที่ถูกเรียกก็ตามไป
“ในเมื่อไม่มีอะไร แล้วจะให้ฉันอยู่ต่อทำไมล่ะ?” อุลริกพึมพำ
“เฝ้าประตูไปเถอะน่า” ลอร์น่าชูนิ้วโป้งให้ทั้งยังนอนอยู่
...
ดูเหมือนว่าฮิบิคิจะคิดถูก เมื่อเข้าใกล้ศาลาก็เห็นลูกธนูสีทองพุ่งแหวกอากาศใส่สิ่งที่รูปร่างคล้ายมนุษย์
คำว่า ศพเดินได้ ไม่ได้ห่างไกลจากความเป็จริงเลย
กลุ่มสิ่งรูปร่างคล้ายมนุษย์โถมตัวเข้าใส่บาเรียอย่างเกรี้ยวกราดพร้อมส่งเสียงโหยหวนผมเผ้าของทุกตัวพะรุงพะรัง ตาปูดโปนสีแดงฉาน น้ำลายฟูมหยดย้อยและกระเซ็นจากปากเน่าๆเสื้อผ้าสีขาวของคนตายฉีกขาด เนื้อหนังเน่าเปื่อยขาดวิ่นไม่น่าดู ที่แปลกประหลาดคือมีดอกไม้หล่นอยู่รอบๆด้วย
ที่ยืนอยู่หลังกลุ่มศพเดินได้ที่โถมตัวใส่บาเรียเต็มแรงคือชายคนหนึ่ง เขาแบกโลงศพไม้ขัดเงาบนศีรษะสวมฮู้ดสีน้ำเงินขอบทอง สวมเสื้อคลุมยาว ไหล่และเสื้อคลุมมีเครื่องประดับยศสีทองหม่นๆสวมเข็มขัดซ้อนกันสองเส้นและกางเกงขายาว ั้แ่หน้าผากจนถึงปลายเท้าพันไว้ด้วยผ้าพันแผลเห็นเฉพาะตาขวาและเส้นผมสีน้ำตาล
เสื้อคลุมของชายคนนั้นเปิดให้เห็น่ลำตัวที่พันด้วยผ้าพันแผล ั้แ่อกจนถึงท้องยุบเล็กน้อยเหมือนของบางอย่างในนั้นถูกเอาออกไป
“เนโครแมนเซอร์ เนเดียร์ เลเวล80 มินิบอส สุสานโบราณ”
วงแหวนสว่างวาบรอบตัวชายในชุดคลุมสีน้ำเงิน ไม่ห่างไปนัก คิลเลอร์ คิสเมทยิงธนูใส่ศพเดินได้ที่ทุบบาเรียเนโครแมนเซอร์เห็นอย่างนั้นก็แง้มฝาโลง ศพเดินได้ผุดขึ้นจากดินอีกกลุ่มใหญ่พร้อมกับดอกไม้สีขาวมีมือสีดำหลายข้างพุ่งออกมาจากข้างในโลงศพบนหลังเข้าโจมตี
“สู้กันเองอย่างนั้นเหรอ?” อรุโณทัยพูด ไม่อยากเชื่อสายตา
“ถ้าอย่างนั้น จะไปบอกคนที่เหลือเองว่าให้ถอยไป”
เปรี๊ยะ
เสียงเหมือนไฟฟ้าตามมาด้วยเสียงบางอย่างแตกออก
เหล่าศพเดินได้ยื่นแขนผ่านรอยแตกในบาเรีย
...
ลัคนายืนตัวแข็ง
บาเรียที่เป็ดั่งปราการไร้พ่ายแตกแล้ว
รอยแตกขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฝูงศพเดินได้สอดแขนเปื่อยยุ่ยเข้ามา สองคนที่พุ่งไปยังจุดนั้นก่อนน่าจะเป็อมิตาและมินที่ประกายมาศพูดถึง
เด็กสาวเ้าของผิวสีช็อกโกแลตและผมหยิกสีดำแทงดาบรูปร่างบางยาวกว่า 80เิเเข้าไปกลางฝูงศพ ดาบนั้นมีปลอกครอบท่อนแขนเอาไว้ ลักษณะเป็ดาบสำหรับแทงมากกว่าฟันเธอใช้มันอย่างคล่องแคล่วจนฝูงศพถอยกรูด
“นั่นอมิตา” ประกายมาศพูด
ลัคนาตัดสินใจว่าพื้นที่ตรงนั้นไม่พอสำหรับอาวุธของตัวเอง จึงรอดูสถานการณ์ให้อมิตาจัดการไปก่อน
ภายนอกบาเรีย คิสเมทยิงธนูคอยลดจำนวนศพที่ผุดขึ้นมาจากดินและสกัดมือสีดำจากโลงของเนโครแมนเซอร์
เมื่อเห็นว่าจัดการศัตรูสองหัวตรงหน้าไม่ได้ เนโครแมนเซอร์หันกลับไปทางบาเรียแทนแขนสีดำข้างหนึ่งลอดผ่านรอยแตก เฉียดคอของอมิตาไปนิดเดียว ถ้าเธอเอี้ยวหลบไม่ทันอาจจะตายแล้วก็ได้
แต่แขนก็ไม่ได้มีแค่ข้างเดียว เมื่อแขนข้างหนึ่งพลาดเป้าอีกข้างก็เข้ามาซ้ำทันทีไม่มีทางที่เด็กสาวจะหลบพ้นแน่
เคร้ง
เสียงดาบกระทบกับแขนฟังดูเหมือนเสียงโลหะกระทบกันมากกว่าเป็เสียงเนื้อ
มือข้างหนึ่งถือกริชแบบอินโดนีเซีย รูปร่างเหมือนกับแฉกหนึ่งของดวงตะวัน...ชายหนุ่มผิวสีขมิ้นและผมสีดำสนิทเข้ามาปัดมือสีดำได้อย่างทันท่วงที
ประกายมาศวิ่งเข้าไป ตวัดดาบครั้งเดียวทุกสิ่งทุกอย่างที่เลยขอบเขตของบาเรียเข้ามาก็ขาดออก
“รู้ไหมว่าเราโจมตีผ่านบาเรียได้น่ะ ทีนี้พวกเธอทั้งสองคนก็เริ่มทำงานได้แล้ว!”อรุโณทัยไม่รอช้าเข้าสั่งการทันที นอกจากฮิบิคิและตัวเธอเองแล้ว อาวุธของคนที่ยืนอยู่ตรงนี้สามารถทำความเสียหายจากระยะปลอดภัยได้ทั้งสิ้น
“ตะ แต่ บาเรียมัน...” อมิตาลังเล แต่เพียงครู่เดียวบาเรียก็เริ่มทำการ‘รักษาตัวเอง’ บาเรียซ่อมแซมรอบแตกและค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ พอเห็นอย่างนั้นผู้บุกรุกทั้งสองก็โจมตีเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
หยางซัดมีดปักที่ข้อต่อของทั้งสอง เขาสามารถหยุดคิสเมทไม่ให้ยิงธนูได้ฮิบิคิออกไปนอกบาเรียด้วยการก้าวเพียงครั้งเดียว เขาอาศัยจังหวะที่คิสเมทโดนหยุดพุ่งเข้าหาเนโครแมนเซอร์เหยียบศีรษะของศพร่างหนึ่งแล้วตีลังกาข้ามศีรษะเนโครแมนเซอร์ มือสีดำนับสิบพุ่งเข้ามาหา
ดาบสั้นปาดเข้าที่คอก่อนที่มือสีดำจากโลงศพจะทันทำอะไร ของเหลวสีดำเหมือนเืเสียไหลทะลักออกจากปากแผลเปรอะเสื้อคลุมเนโครแมนเซอร์ยืนนิ่งกำปากแผลเหมือนใจนทำอะไรไม่ถูก ทำโลงเลื่อนหลุดจากบ่า
ศพเดินได้ส่งเสียงกรีดร้อง ฮิบิคิผลุบกลับเข้ามาในบาเรีย
เด็กหนุ่มเด่นในเื่ความเร็วและความคล่องตัวอยู่แล้ว พอกลับเข้ามาในบาเรียเขาก็แสยะยิ้มเหมือนล้อเลียน
ดูเหมือนมอนสเตอร์ทั้งสองจะยังไม่ยอมแพ้เพียงเท่านี้ หยางปามีดออกไปอีกครั้งคราวนี้มีลวดเส้นบางติดไปกับด้ามด้วย เล็งเป้าไปที่คิสเมทที่เอี้ยวตัวหลบด้วยความคล่องแคล่วเหมือนแมวหยางยังปามีดต่อเนื่อง เมื่อกระตุก เส้นลวดทุกเส้นก็ตรงเข้ากรีดเนื้อของคิสเมททันที
เนโครแมนเซอร์เห็นคู่แข่งของตนถูกจำกัดการเคลื่อนไหวก็ดึงโลงศพขึ้นมาแบกอีกครั้งมือสีดำทั้งหมดพุ่งเข้าไปหาคิสเมทแล้วแทงลงกลางร่าง ไม่มีเืใดๆ คิสเมทค่อยๆ ล้มลงแล้วสลายไปเหมือนอากาศ
ทุกคนมองตาค้าง
เนโครแมนเซอร์ค่อยๆ หันกลับมายังทิศทางของบาเรียเหมือนสุนัขป่าที่มองเหยื่อ
ศพเดินได้อีกระลอกผุดขึ้นจากดิน เนโครแมนเซอร์กระแทกโลงศพเข้ากับส่วนของบาเรียที่เพิ่งจะสมานกันดีจนปริแตกอีกครั้งมีสีดำพุ่งออกมาด้วยความเร็วเหมือนเหยี่ยวพุ่งสวบเข้ากลางท้องของอมิตา