ตอนที่ 30 รอ
แรงของหมัดระเบิดเบิกฟ้าครั้งนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าตอนที่คาลออกหมัดใส่วายาแม้แต่น้อย แรงระเบิดของหมัดที่รุนแรงพอ ๆ กับระเบิดของอันเดดก่อให้เกิดเศษหินจำนวนมากปลิวว่อนขึ้นมาเหมือนกับเกิดระเบิดขึ้นในห้องนั้นจริง ๆเรย์ซึ่งปรากฏตัวขึ้นมาที่ด้านหลังของคาลพร้อม ๆ กับเศษหินที่พุ่งกระจายแปลกใจเล็กน้อยกับการลงมือครั้งนี้ แต่เรย์ก็มั่นใจในความสามารถตรวจจับของตัวเองว่าไม่มีทางคลาดจากคาลไปได้...แค่ก้อนหินกับฝุ่นผง จะทำอะไรฉันได้ เรย์คิดวายากลับแปลกใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ของคาล เพราะหมัดระเบิดเบิกฟ้าน่าจะเป็นไพ่ตายของคาลที่เก็บไว้ใช้ในตอนสุดท้าย แต่คาลกลับเลือกใช้ออกมาในจังหวะนี้?เรย์ยังจำตำแหน่งล่าสุดของคาลได้อย่างขึ้นใจ ฝ่ามือของเรย์ประกบชิดติดกันราวกับเป็นใบมีด เธอง้างแขนจนสุดแล้วพุ่งใบมีดนั้นไปยังตำแหน่งที่คาลอยู่ฟุบเสียงของฝ่ามือทิ่มทะลุอะไรบางอย่างคาล?คาลไม่ได้อยู่ตรงนั้นเรย์ถึงกับหน้าถอดสี เพราะมั่นใจว่าทุกการเคลื่อนไหวของคาลอยู่ในสายตาเธอความรู้สึกแบบนี้ทำให้เรย์หวนคิดถึงตอนนั้นที่สถานีอุเอโนะ เธอก็ไม่รู้ว่าคาลมาโผล่อยู่ด้านหลังของเธอได้อย่างไร มันเป็นความรู้สึกแบบเดียวกันไม่ผิดเพี้ยนเรย์รีบตั้งสติและทรงตัวในทันทีอยู่ไหน?เธอรีบมองหาคาลไปทั่วแล้วมือข้างหนึ่งก็แตะเข้าที่ด้านหลังเธอพร้อมเสียงเรียกเบา ๆ ...เรย์ความทรงจำเลวร้ายของเธอตอนถูกลอบทำร้าย โจมตีเธออย่างรุนแรงจนเธอควบคุมตัวเองไม่ได้และรีบสวนการโจมตีกลับไปฉันจะไม่ยอมให้ใครโจมตีทีเผลออีกแล้วเรย์คิดคาลที่โผล่มาด้านหลังของเรย์ ไม่ทันคาดคิดว่าจะถูกสวนกลับมาจนตั้งตัวไม่ติดแบบนี้เขาไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไง จะหนีหรือตั้งรับทันใดนั้นเหมือนกับร่างกายของเขามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เขามองเห็นการโจมตีที่พุ่งเข้ามาของเรย์ราวกับเป็นภาพช้า หรือนี่คือเหตุการณ์ที่คนชอบพูดกันในนิยายว่าตอนก่อนตายมักจะเห็นทุกอย่างเคลื่อนไหวช้าลง วายากับวลาดิเมียร์ที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับตกใจ เพราะไม่คาดคิดว่าเรย์จะสวนกลับการโจมตีนั้นช่วงเวลาที่ทุกอย่างเคลื่อนช้าลงสำหรับคาลนั้น ไฟสีดำของเขาโหมกระพือรุนแรงจนลุกลามไปทั่วทั้งแขนซ้าย ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวด้วยสัญชาติญาณ แขนซ้ายของเขายกขึ้นมาอยู่ด้านหน้า และตัวของเขาถอยหลังลงฝ่ามือของเรย์กระแทกไฟสีดำนั้นอย่างรุนแรงคาลและเรย์ต่างกระเด็นไปคนละทิศคนละทางจากแรงกระแทกเรย์กลับตัวกลางอากาศสองรอบเพื่อลดแรงกระแทกและคุกเข่าลงที่พื้นพร้อมกับสีหน้าที่ไม่คาดคิด จากนั้นก็ยกมือข้างที่กระแทกเข้ากับไฟสีดำของคาลขึ้นมาดูแล้วก็พบกับรอยไหม้ที่ลามไปถึงโคนนิ้วพร้อมกับมือที่สั่นรัวแม้ว่าเรย์จะมีพลังในการรักษาร่างกายสูงเหมือนกัน แต่แผลไหม้ที่ดูร้ายแรงแบบนี้ย่อมต้องใช้เวลาในการรักษาพักใหญ่ทีเดียว นอกจากนั้นมันยังเจ็บปวดเหมือนเนื้อหนังถูกกัดกินไปด้วยมดนับล้านตัววลาดิเมียร์เป็นคนที่วิ่งเข้ามาดูเรย์ก่อนใคร“เรย์เป็นอย่างไรบ้าง” วลาดิเมียร์มองไปที่แผลไหม้ของเรย์ด้วยความเป็นห่วงและตกใจ“ฉันไม่เป็นไร” เรย์ตอบด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย“แล้วหมอนั่นล่ะ” เรย์มองไปยังคาลที่คุกเข้าอยู่อีกด้านของห้องพร้อมกับวายาที่คุกเข่าอยู่ข้าง ๆวลาดิเมียร์มองไปที่คาลและเห็นว่าคาลก็มีสภาพที่ไม่ได้ต่างจากเรย์เท่าไรนัก แขนของคาลเหมือนกับจะหักจากแรงกระแทก และดูเหมือนว่าแขนของคาลก็มีร่องรอยแดงไหม้อยู่เหมือนกันวายาค่อย ๆ พยุงตัวคาลให้ลุกขึ้นยืน“นายไม่เป็นไรใช่มั้ยคาล” แม้ว่าคาลจะลุกขึ้นมาได้แต่วายาก็ยังคงไม่ไว้วางใจเท่าไรนัก“ไม่เป็นไรวายา ฉันโอเค”คาลลุกขึ้นเดินอย่างช้า ๆ ไปหาเรย์เรย์ปัดมือของวลาดิเมียร์ที่พยายามพยุงเธอลุกขึ้นออก แล้วก็เดินช้า ๆ ไปทางคาลทั้งสองหยุดยืนมองหน้ากันคาลกุมแขนซ้ายของตนไว้ แล้วก็มองไปที่มือของเรย์เรย์ปล่อยมือที่เป็นแผลไหม้ไว้ข้างลำตัวทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่แค่มองดูก็รู้ว่าเธอกำลังอดทนต่อความเจ็บอยู่“ฉันโจมตีเธอได้แล้วนะ ในเวลาที่กำหนดไว้” คาลพูดด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็ง“ถ้านายจะนับว่าการแตะไหล่เป็นการโจมตี มันก็คงเหมาะกับคนอ่อนแอแบบนายดีแล้วล่ะ” เรย์ก็ตอบโต้กลับด้วยน้ำเสียงที่เหมือนยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้“ตามสัญญา...ฉันไม่ต้องไปรายงานตัวกับกระทรวงสอบสวนกลางอะไรนั่นแล้วซินะ และพอจบเรื่องที่กรุงเทพฯ ฉันจะไปที่ไหนก็ได้ที่ต้องการ” ผมยืนยันข้อตกลงทั้งหมดอีกครั้งกับเรย์ วลาดิเมียร์ และนอร่า“ใช่ครับ เป็นไปตามนั้น ตามที่เราตกลงกันไว้”เสียงของอาเบลดังมาจากทางประตูห้องอาเบลปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเยว่เฟิงที่เดินประกบอยู่ข้างหลัง พร้อมทั้งวิคเตอร์ โจจิ และชาโดว์ ทุกคนหันมาค้อมหัวเล็กน้อยทำความเคารพให้กับวายา วายาก็พยักหน้ากลับให้กับทุกคน“ผมดีใจและแปลกใจกับความก้าวหน้าของคุณมาก ๆ เลยนะคาล ด้วยความสามารถแบบนี้ ผ่านการต่อสู้จริงอีกแค่ครั้งสองครั้งคุณจะสามารถเป็นกำลังรบให้กับหน่วยได้เลยทีเดียว”อาเบลมีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม และเหมือนจะมากกว่าทุกครั้งวิคเตอร์มองไปยังเรย์ที่มีสีหน้าแบบบอกไม่ถูกเรย์มองกลับมายังวิคเตอร์ แล้วก็ค่อย ๆ มองไปยังคนอื่นทีละคน จากนั้นก็พูดว่า“ก็ได้...ฉันแพ้”แล้วเรย์ก็หันหลังรีบวิ่งออกจาบริเวณนั้นไป“เรย์ ให้ฉันรักษาแผลให้ก่อน...”นอร่าเห็นดังนั้นก็รีบเรียกเรย์และทำท่าจะตามเธอออกไป แต่เรย์ก็ไม่มีทีท่าสนใจเสียงเรียกของนอร่าเลย“ไม่เป็นไรนอร่า ฉันจะไปตามเรย์เอง”วิคเตอร์พูดจบก็หันไปพยักหน้าให้อาเบล แล้ววิ่งตามเรย์ออกไปอาเบลมองตามทั้งสองวิ่งออกจากห้องไป แล้วก็หันมามองผมจากนั้นก็พูดว่า“ไฟสีดำ ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ตลอดอายุที่ยาวนานของผมนี่คือครั้งแรกจริง ๆ ที่ได้เห็น เหมือนว่ามันจะมีพลังรุนแรงมากนะเท่าที่เห็น ขนาดร่างคุณยังรับพลังจากมันไม่ได้ทั้งหมดเลย”ผมมองไปยังแขนซ้ายของผมที่ยังมีรอยผิวหนังไหม้จาง ๆ อยู่ และเริ่มสังเกตุว่าแผลที่เกิดจากมานานั้นหายช้ากว่าแผลอื่น ๆ มากแต่ทำไมแขนผมไหม้ล่ะ ในเมื่อมือไม่เป็นไรเลย? มีคำถามเกี่ยวกับมานาและขอบเขตให้ผมหาคำตอบมากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกับผมเป็นนักเรียนที่มั่วข้อสอบถูกแต่ไม่ได้เข้าใจทฤษฎีจริง ๆ ยังไงอย่างนั้นเลย อยู่ ๆ ก็ใช้ขอบเขตได้ แต่ไม่ได้เข้าใจคุณสมบัติต่าง ๆ ของมันอย่างแท้จริงแล้วผมก็นึกได้ว่าอาเบลคุยกับผมอยู่“เออ...ใช่มั้ง ฉันก็... ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าแต่ฉันทำได้ตามที่พวกนายตั้งเงื่อนไขไว้แล้ว ถูกมั้ย? ไม่มีกระทรวงสอบสวนกลาง และฉันจะมีอิสระหลังจากจบเรื่องที่กรุงเทพ” “ถูกต้องคาล เป็นไปตามนั้น”ผมกำมือแน่นแล้วก็ถอนใจอย่างโล่งอกผมหันไปมองวายาก็เห็นว่าเธอมีสีหน้าที่โล่งใจขึ้นเช่นกัน“คาลขอฉันดูแผลหน่อย”นอร่าเดินเข้ามาดูอาการที่แขนซ้ายของผม เธอจับมือของผมให้ยกขึ้นเพื่อให้เห็นแขนบนแผลได้ถนัด ๆ“เธอจะทำอะไรคาล”วายารีบเข้ามายืนขวางระหว่างผมกับนอร่า“ท่านหญิง... ให้นอร่าดูแผลให้คาลหน่อยเถอะ”วลาดิเมียร์เห็นท่าทีของปัญหาที่อาจจะก่อตัวขึ้นจึงรีบเข้ามาช่วยอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดวายาหันไปมองหน้าวลาดิเมียร์แล้วก็บุ้ยปากเล็กน้อย พร้อมกับยอมถอยออกมานอร่าจึงตัดสินใจดูแผลที่แขนของผมต่อ“อาจจะเจ็บนิดนึงนะ” นอร่าพูดพร้อมกับนาบมือลงไปบนแผลของผมมานาสีฟ้าอ่อน ๆ ค่อย ๆ หลั่งไหลออกมาจากฝ่ามือของเธอและเคลื่อนไปปกคลุมแผลบนแขนของผมความรู้สึกเย็น ๆ คล้ายกับมีน้ำไหลผ่านบาดแผลของผมทำให้ผมรู้สึกคันยิบ ๆ บริเวณปากแผลนอร่าใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งจึงจะรักษาบาดแผลบนแขนของผมให้หายเป็นปกติได้สีหน้าของเธอซีดลงเล็กน้อยเหมือนกับพึ่งผ่านการออกแรงหนัก ๆ มา“ไม่เป็นไรแล้วใช่มั้ย?” เธอถามผม “ขอบคุณมากนอร่า” ผมตอบกลับเธอ เธอพยักหน้าให้ผมเบา ๆ เหมือนจะไม่ได้สนใจคำขอบคุณของผมเท่าไร“ท่านหญิง มือของท่าน”นอร่ายื่นมือของเธอออกไปหาวายา เพื่อแสดงท่าทีอยากจะมอบการรักษาให้ แต่วายากลับส่ายหัวปฏิเสธ“ไม่เป็นไร มันจะหายอยู่แล้ว”วายายกมือของเธอขึ้นมาให้ทุกคนดู จากนั้นก็หันไปหาอาเบล“อาเบล แล้วจากนี้นายจะเอายังไงต่อ”“ฉันคิดว่าถ้าคาลพร้อมแล้ว เราคงต้องเตรียมตัวไปกรุงเทพกันแล้วล่ะวายา” “ถ้าเป็นแบบนั้น... ฉันคิดว่า ฉันจะไปกรุงเทพกับพวกนาย”คำพูดที่วายาพูดขึ้นมา ทำให้ทุก ๆ คนในบริเวณนั้นต้องมองไปที่เธอเป็นตาเดียวพร้อม ๆ กัน รวมถึงผมด้วย“ใช่ ฉันจะไปกรุงเทพกับพวกนาย” .............................................................ไกลออกไปจากชายฝั่งด้านตะวันออกของเกาะไต้หวัน เลยหมู่เกาะเล็กเกาะน้อยของโอกินาว่าออกไป กลางทะเลฟิลิปปินส์ที่เวิ้งว้าง บนท้องฟ้าคืนนี้มีเมฆปกคลุมไปทั่วราวกับว่ามีเค้าลางของพายุไต้ฝุ่น แม้ว่าช่วงต้นปีจะไม่ใช่ช่วงเวลาของการเกิดพายุในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่กับค่ำคืนนี้ทุกอย่างแตกต่างออกไปเรือลำหนึ่งที่ทาลำเรือเป็นสีดำทั้งลำแล่นผ่านเกลียวคลื่นราวกับจะแยกทะเลออกเป็นสองซีก ความเร็วของเรือลำนั้นชะลอลงเพราะคลื่นลมที่พัดกระทบลำเรือเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ครู่หนึ่งเม็ดฝนเม็ดใหญ่ก็ค่อย ๆ ทิ้งตัวลงสู้ท้องทะเลและดาดฟ้าเรือ พร้อมกับเสียงและแสงของฟ้าร้องฟ้าแลบแปลบปลาบ ลูกเรือกลุ่มหนึ่งรีบจัดแจงนำเชือกไปผูกรัดสัมภาระต่าง ๆ บนดาดฟ้าเรือกันอย่างเป็นระบบระเบียบ ไม่มีใครมีการเคลื่อนไหวที่สูญเปล่า และทุก ๆ คนปฏิบัติหน้าที่ราวกับซักซ้อมกันมาเป็นอย่างดีที่หัวเรือมีชายคนหนึ่งยืนอยู่ ร่างของเขาไม่ได้ใหญ่โตอะไรและไม่น่าจะมีส่วนสูงที่เกินกว่า 175 ซม. แต่ด้วยท่าทางและอวัจนภาษาต่าง ๆ ที่เขาแสดงออกมา ล้วนสร้างให้เกิดความยำเกรงแก่คนโดยรอบฟ้าผ่าแวบหนึ่งทำให้มองเห็นใบหน้าของเขาได้อยู่เสี้ยววินาที มันเป็นใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาและสีซีดเซียว สิ่งที่โดดเด่นที่สุดบนใบหน้าของเขาคือดวงตาสีดำที่เหมือนจะดูดกลืนแสงทุกอย่างเข้าไปได้เม็ดฝนที่หล่นลงมาสาดกระทบผืนน้ำและดาดฟ้าเรือเหมือนจะไม่ได้ส่งผลอะไรกับเขาเลย เขายังคงยืนนิ่งและมองไปยังเส้นขอบฟ้าโดยไร้การเคลื่อนไหวใด ๆครู่หนึ่งหลังจากที่ลูกเรือจัดแจงกับสัมภาระต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาจึงเริ่มเคลื่อนไหว ใบหน้าของเขาปรากฏขึ้นด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดีใจ คล้ายกับว่าได้รับของขวัญชิ้นใหญ่จากนั้นเขาก็พูดด้วยเสียงอันก้องดังว่า“มาได้ซะทีพวกทรินิตี้ ฉันรอพวกแกจนเบื่อแล้ว!!!”และแล้วบทเพลงโหมโรงก็เริ่มต้นขึ้น พร้อมกับเสียงฟ้าคำรามจบตอนที่ 30