ซ่งกั๋วกงกราบทูลด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น หัวเราะเสียงดังกังวานขณะกล่าวว่า
“กระหม่อมออกรบจนเบื่อหน่ายแล้ว หลายปีกลับบ้านครั้งหนึ่งในใจรู้สึกติดค้างภรรยาและมารดาอย่างยิ่ง ตอนนี้บ้านเมืองสุขสงบ บุตรชายกระหม่อมก็โตพอแบกรับหน้าที่แทน ถึงเวลาเกษียณตัวเองแล้ว”
ขุนนางต่างคัดค้าน หาคำเยินยอมากมายมากล่าวรั้ง ซ่งกั๋วกงเพียงหัวเราะ
“ฮ่าฮ่าฮ่า ขุนนางทุกท่านกล่าวเกินไป ไม่มีข้าคนเดียวไม่ถึงกับบ้านเมืองสั่นคลอนหรอก”
ฮ่องเต้ไท่หลงทัดทานอยู่หลายครั้งก็ไม่เป็ผล ยังถูกซ่งกั๋วกงคุกเข่าคำนับกล่าวน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังกลับมา
“ถึงกระหม่อมจะไม่ใช่แม่ทัพแล้วแต่ยังเป็กั๋วกง และเป็ประชาชนในแคว้นใต้การปกครองของพระองค์ หากแม้นบ้านเมืองมีภัย เมื่อยามนั้นมาถึง กระหม่อมขอบังอาจกระทำการกำเริบเสิบสานด้วยการสวมเกราะจับอาวุธ แล้วควบม้าไปด่านหน้าด้วยตัวเอง”
ไม่มีผู้ใดกล่าวคัดค้านได้อีก ซ่งกั๋วกงจึงเป็อดีตแม่ทัพใหญ่ในวันนั้น เขาหันหลังหัวเราะร่าจากไปอย่างเปี่ยมสุข
จนบัดนี้ก็ยังไม่มีการแต่งตั้งแม่ทัพใหญ่คนใดขึ้นแทน
เหตุการณ์ครั้งนั้นสยบผู้คิดร้ายในเงามืดลงทันที ฮ่องเต้ที่เริ่มมีใจหวาดระแวงก็วางลงเช่นกัน
การเดินหมากครานั้น รอบคอบไร้ช่องโหว่ เป็ผู้ชนะกระดานอย่างแท้จริง แผ่นหลังและเสียงหัวเราะของเขาอัดแน่นด้วยความเจนจัดของชีวิตบนเส้นทางการเมือง และกลยุทธ์บนสนามรบ เป็การแทงทวนอย่างมีชั้นเชิง การกระทำของเขาไม่ต่างจากยิงฝนธนูสาดใส่เหล่าขุนนางที่กำลังหาวิธีร้อยแปดมาลดทอนอำนาจอันมากล้นของจวนสกุลซ่ง
ทำเอาเจ็บจุกจนต้องเก็บปากเก็บหางไป
ทว่าแม้ไม่มีตำแหน่งและอำนาจทางการทหารในมือก็ยังมีบรรดาศักดิ์ บารมีใช่จะสิ้นไปเสียทีเดียว อย่าหวังจะรังแกกันได้โดยง่าย นั่นคือคำขู่ที่ส่งถึงทุกคนรวมทั้งเตือนองค์เหนือหัวด้วย
เป็พยัคฆ์ร้ายที่เขี้ยวเล็บแหลมคม จัดเจนเื่รบ กลการเมืองก็ไม่น้อยหน้า ช่างเป็บุคคลน่ากลัวเหลือเกิน
สุรเสียงทุ้มตรัสด้วยความโอบอ้อมอารี “แม่ทัพซ่งลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” ซ่งเทียนเหิงลุกขึ้นยืน
สายพระเนตรขององค์ฮ่องเต้พิจารณาลูกของพยัคฆ์ร้าย
“มีเ้าอยู่ทำให้เราวางใจยิ่งนัก แคว้นเหลียนของเรา ชายแดนติดเขตแคว้นอื่นรอบทิศ ต้องจับตาดูเป็ระยะ มีเพียงด่านหนานเปียนที่กั้นดินแดนอิสระ ทว่าครานี้เหล่าชาวยุทธ์กลับมีความเคลื่อนไหวที่น่ากังวล แล้วเ้าก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ซ่งกั๋วกงช่างมีบุตรชายเก่งกาจยิ่งนัก”
“มิได้พ่ะย่ะค่ะ เป็เพราะบารมีและพระปรีชาของพระองค์ทั้งสิ้น พระองค์ทรงเฉลียวพระทัยแล้วมีราชโองการทันที จึงสามารถหลีกเลี่ยงเื่ร้ายได้ทันท่วงที กระหม่อมมีหน้าที่ทำตามราชประสงค์เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ไท่หลงพยักหน้าอย่างพึงพระทัย ั์ตาลุ่มลึกยากคาดเดาของโอรส์ยังคงจับจ้อง
“แม่ทัพซ่งเองก็เก่งกาจและมีไหวพริบ การกระทำของเ้าช่างเด็ดขาดดีจริง สั่งการเปิดประตูด่านนำทหารไปช่วยผู้บริสุทธิ์ด้านนอก เป็การกระทำที่องอาจ ในรายงานบอกว่าช่วยได้หลายชีวิตเลย ใช่หรือไม่”
บรรยากาศในท้องพระโรงพลันเย็นเยียบลงทันตา ซ่งเทียนเหิงไม่อาจยืนต่อ ร่างหนาทรุดลงคุกเข่าดังเดิม
“กระหม่อมกระทำเกินหน้าที่ โง่เขลาและโอหัง ขอฝ่าาลงโทษกระหม่อมผู้เดียว พี่น้องทหาร ล้วนทำตามคำสั่งของกระหม่อมที่มียศสูง ไร้ทางขัดขืน”
ฮ่องเต้ไท่หลงมีพระพักตร์จนใจ ตรัสกับเหล่าขุนนางในท้องพระโรงว่า “ดูเขาสิ เรากำลังชื่นชมอยู่แท้ ๆ กลับมาขอให้ลงโทษเสียได้ เร็ว! บอกให้แม่ทัพซ่งลุกขึ้น เร็วเข้า”
ผู้เป็นายร้อง บริวารขานรับ
“จริงด้วยพ่ะย่ะค่ะ แม่ทัพซ่งรีบลุกขึ้นเร็วเข้า ท่านทำผิดอันใดจึงร้องขอโทษ”
“ท่านทำเช่นนี้ ผู้อื่นจะมองฝ่าาเช่นไร”
อีกหลายประโยคที่ถูกกล่าวมาฟังเผิน ๆ คล้ายชื่นชมหยอกล้อเป็กันเอง แต่ใจความเื้ัมีแต่ทำให้แย่ลง
“กระหม่อมมิกล้า!” ซ่งเทียนเหิงได้แต่จดบัญชีในใจ
บนสนามรบ เขาไม่เกรงสิ่งใด กลยุทธ์ใดก็มองกระจ่าง แต่ตีฝีปากเช่นนี้ไม่สู้จิ้งจอกเหล่านี้ได้จริง ๆ
“ลุกขึ้น” สุรเสียงเต็มไปด้วยความเด็ดขาด แม่ทัพหนุ่มไม่กล้าขัดขืน “เราเชื่อว่ามีเหตุผลที่เ้าทำเช่นนั้น เราไม่ได้จะตำหนิ เพียงอยากฟังจากปากเ้าให้กระจ่าง ช่วยชีวิตคนได้เป็เื่ดี แต่การเปิดประตูด่านในสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนั้นออกจะผลีผลามเกินไป ประตูด่านชายแดนไม่ควรจะถูกเปิดออกโดยง่าย”
“กระหม่อมตระหนักถึงความร้ายแรงและการกระทำอันผลีผลามนี้ดีจึงยินดีรับโทษในการกระทำ เพียงแต่ยามนั้นเป็่คับขัน ช้าเกินไปจะไม่ทันการณ์ กองกำลังหลายกลุ่มมีความเคลื่อนไหว เป้าหมายเป็สำนักยุทธ์สำนักหนึ่งบนยอดเขาฮวาซาน สู้รบกันดุเดือด สุดท้ายแล้วคงเกินกำลังต้าน สำนักแตกจนสิ้นชื่อ อารามสิ่งก่อสร้างถูกแผดเผาจนสว่างจ้าแม้ยามค่ำคืน อยู่บนกำแพงไกลลิบก็มองเห็นได้”
“แล้วเกี่ยวอันใดกับการที่ท่านแม่ทัพสั่งเปิดประตูด่านรึ” ขุนนางฝ่ายบุ๋นคนหนึ่งถาม
ซ่งเทียนเหิงหันไปตอบ “เกี่ยวแน่นอน”
“กราบทูลฝ่าา พวกเขาต่อยตีกันเองก็ทำไป กระหม่อมไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย ใครก็รู้เื่ของยุทธภพไม่จำเป็ก็ไม่อยากยุ่ง ทว่าพวกเขากลับไม่เห็นใครในสายตา ฉวยโอกาส่ชุลมุน ออกปล้นฆ่าทั้งยังฉุดคร่าสตรี เป็การกระทำต่ำช้าอย่างยิ่ง ชาวนอกด่านใช่ไร้ฝีมือ หลายชีวิตถอยหนีมาจนถึงเขตแดน หมาจนตรอกยังน่ากลัว กระหม่อมไม่กล้าประมาท ยืนเฝ้าอยู่นานเพื่อจะได้รับมือทัน ขณะนั้นเองก็...”
แม่ทัพหนุ่มเว้น่ไปค่อนข้างนาน ฮ่องเต้กับเหล่าขุนนางอยากรู้จนทนไม่ไหว
“ขณะนั้นแล้วอย่างไรต่อรึ” ฮ่องเต้ตรัสถาม
ซ่งเทียนเหิงจึงเล่าต่อ “ขณะนั้นก็มีความเคลื่อนไหวตรงชายป่า ฝ่าา เขตแดนระหว่างแคว้นเฝ้าระวังเคร่งครัด ระยะหนึ่งลี้มีผู้ถืออาวุธจะถูกสงสัยในข้อหาร้ายแรง ชาวนอกด่านไม่เข้ามาใกล้ แต่ชาวยุทธ์พวกนั้นกลับมุ่งตรงมา อาวุธยังพร้อมมือ ไม่สนกำแพงและประตูด่านที่ขึ้นป้ายใหญ่โต ไม่สนกระหม่อมที่ถือตราธงอยู่ ไล่ล่าคนจนชิดกำแพง ไม่ใช่หยามแม่ทัพเช่นกระหม่อม และหยามแคว้นเหลียนของเราหรอกหรือ! คิดจะล่วงล้ำเข้ามาอย่างไรก็ได้ กระหม่อมจะทนได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ!”
แม่ทัพหนุ่มส่งเสียงราวกับอัดอั้นเหลือประมาณ เหล่าขุนนางสีหน้าเริ่มเปลี่ยนแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะขุนนางฝ่ายบู๊...
“บังอาจ!”
ขุนนางบู๊พร้อมใจกันออกมาคุกเข่า
“เื่นี้ใหญ่โตกว่าที่คาด ขอฝ่าาพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ มีธงโบกเด่นหรายังไม่หวั่นเกรง นี่ไม่ใช่ไม่เห็นแคว้นเหลียนเราในสายตาหรือ พวกชาวยุทธ์ชักเหิมเกริมเกินไปแล้ว!”
ครั้งนี้ประชิดกำแพงฆ่าคน ครั้งหน้าไม่มาก่อความวุ่นวายในเมืองเลยรึ หยามน้ำหน้าพวกเขาเกินไปแล้วหรือไม่
“เราอยากฟังแม่ทัพซ่งพูดให้จบก่อน” ฮ่องเต้ไท่หลงตบอากาศเบื้องหน้าให้ทุกคนใจเย็นลง
“พ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเห็นว่าทุกคนคล้อยตามแล้ว ซ่งเทียนเหิงไม่รอช้า รีบเล่าเสริม “เมื่อเป็เช่นนั้น กระหม่อมจำเป็ต้องตอบโต้ สั่งพลธนูยิงเตือนไปจนอีกฝ่ายล่าถอย และอย่างที่ได้ทูลไป หมาจนตรอกยากคาดเดา ชาวนอกด่านเ่าั้ก็เป็เช่นหมาจนตรอกแล้ว”
“แม่ทัพซ่งจึงเปิดประตูด่านให้พวกเขาเข้ามาหลบภัยรึ คนจะมากสักเท่าใดเชียว ท่านแม่ทัพไม่กังวลเกินไปหรือ” ขุนนางผู้หนึ่งกล่าวเย้ยหยัน
ซ่งเทียนเหิงตอบ “ทหารชายแดนหลายนาย มาจากนอกด่าน...”
ต่างเข้าใจได้โดยพลัน การเมินเฉยต่อสถานการณ์เช่นนั้นจะเป็การทำลายขวัญกำลังใจและความเชื่อมั่นของเหล่าทหาร
มิตรผู้มีใจออกหาก น่ากลัวกว่าศัตรูภายนอกมาก
“ทหารทุกผู้ทุกนาย จับอาวุธเพื่อปกป้องบ้านเมืองและคนเื้ั ทหารจากนอกด่านก็เช่นเดียวกัน พวกเขาหวังได้รับเบี้ยเลี้ยง หวังสร้างสัมพันธ์เพื่อครอบครัวที่อยู่ด่านนอก ไม่เพียงสร้างบุญคุณเท่านั้น พวกเขาจะซาบซึ้งใจจนไม่มีใจเป็อื่น” ซ่งเทียนเหิงกล่าวฉะฉาน “ฝ่าา ยังมีอีกเื่ที่กระหม่อมกระทำโดยพลการ นั่นคือรับเอาครอบครัวของทหารกลับมาด้วย จากนี้ไปคนเ่าั้ คือคนแคว้นเหลียน ต่อสู้เพื่อแคว้นเหลียนเท่านั้น ขอฝ่าาพระราชทานอนุญาตการเข้าเป็พลเรือนด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ไท่หลงมองแม่ทัพหนุ่มขณะครุ่นคิด
ชาวนอกด่านมีร่างกายสูงใหญ่ ทักษะการศึกเป็เลิศทั้งยังเชี่ยวชาญการขี่ม้าและยิงธนู ได้กำลังพลเช่นนี้มานับว่าไม่เลว สถานการณ์ระหว่างชายแดนอาจสงบลงบ้าง
“แม่ทัพซ่งคิดอ่านได้รอบคอบ เราอนุญาตให้ครอบครัวของเหล่าทหารหาญเป็พลเรือนอย่างถูกต้อง จัดสรรเงินจำนวนหนึ่งมอบแก่ทุกครอบครัวเพื่อเป็เงินตั้งต้นในการใช้ชีวิต”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“แต่อย่างไรการเปิดประตูด่านชายแดนโดยพลการก็ไม่อาจละเลยโทษ”
“กระหม่อมยินดีรับโทษ!”
“ดี! แม่ทัพซ่งมีความผิดฐานสั่งเปิดประตูด่านโดยพลการ รับโทษโบยสิบไม้ พักงานครึ่งเดือน”
โบยสิบไม้ กับพักงาน? นี่มันโทษแบบใดกัน แม่ทัพหนุ่มร่างกายกำยำแข็งแรงเป็ผู้มีวรยุทธ์เลิศล้ำ โดนโทษสิบไม้ยังไม่ทันรู้สึกเลยกระมัง
ไหนจะให้พักงานตั้งครึ่งเดือนอีก
ซ่งเทียนเหิงสีหน้าไม่เปลี่ยน “ขอบพระทัยฝ่าา!”