วันรับสมัครทหารใหม่เดินทางมาถึงแล้วชายหนุ่มอายุระหว่างสิบแปดถึงยี่สิบปีทั่วแคว้นเสียม เดินทางมายังเมืองเจียงหาวเพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิหรือทหารหวางซื่อ วันนี้ในค่ายมีการตกแต่งพื้นที่อย่างสวยงามมีทหารแต่งตัวเต็มยศรอต้อนรับหน้าประตู นำอาวุธทุกชนิดมาวางเรียงรายริมทางเดินแล้วจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งบนเรือนบัญชาการเป็จุดรับสมัครนายกองเพ้งกับทหารเก่าทำหน้าที่ร่วมกันอย่างแข็งขัน
กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิมีกำลังพลสี่กองพันแต่ละกองพันมีทหารห้าร้อยนาย ตอนนี้ยังขาดอยู่ประมาณหนึ่งพันห้าร้อยสี่สิบนายถ้าได้ไม่ครบอาทิตย์หน้าต้องเกณฑ์ทหารอีกครั้ง ทหารทุกนายเข้าประจำการสองปีเต็มครบกำหนดสามารถอยู่ต่อได้อีกสิบปี ถ้าไต่เต้าเป็หัวหน้าหมู่หรือนายกองอยู่ได้ถึงอายุห้าสิบสามารถสมัครกองกำลังป้องกันอาณาเขตหรือหวางซื่อ และทหารองครักษ์หรือหวางเจี้ยนได้แต่การเปิดรับสมัครไม่แน่นอนส่วนใหญ่ทุกๆ สองปี
ในบรรดาทหารแคว้นเสียมทั้งสามเหล่าทัพกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิอยู่ในอันดับท้าย อาวุธต่างๆ ล้าสมัยกว่าเหล่าอื่นการอยู่การกินหรือการฝึกซ้อมด้อยกว่าเงินเดือนเบี้ยเสี่ยงภัยหรือสวัสดิการน้อยกว่า และมีอันตรายมากกว่าเพราะต้องออกรบนอกกำแพงแต่ถึงกระนั้นกลับมีชายหนุ่มมาสมัครล้นหลาม โดยเฉพาะลูกชายชาวไร่หรือชาวบ้านไร้ที่ทำกินรายได้จากการเป็ทหารช่วยให้พวกเขาลืมตาอ้าปาก ทุกคนเดินทางมาที่นี่พร้อมความหวังความฝัน
ขณะที่มนัสเดินไปเดินมาทำตัวเกะกะจนนายกองเพ้งออกปากไล่ไปทำอย่างอื่น เ้าตัวหัวเราะแหะๆ ขณะก้าวเท้าลงบันไดเรือนสายตามองเห็นเด็กหนุ่มคิ้วบางหน้าตาคุ้นเคย เดินดุ่มๆ สวนทางเข้ามาพร้อมใครคนหนึ่ง
“ข้าพาเพื่อนมาสมัครทหารชื่ออาหลางบ้านอยู่แถบชานเมืองหลวง”อาฟู่รีบแนะนำทันทีที่เจอหน้า
“คารวะท่านแม่ทัพ” เด็กหนุ่มเมืองหลวงก้มหัวคำนับ
“เ้าพาเพื่อนไปพบนายกองเถอะข้าคิดว่าคงไม่มีปัญหาหรอก”
ทันทีที่เห็นเพื่อนอาฟู่มนัสพลันยิ้มร่าเด็กหนุ่มคนนี้รูปร่างสูงใหญ่ร่างกายแข็งแรง ท่าทางฉลาดทันคนเรียนรู้ได้รวดเร็วสามารถเป็ทหารที่ดีนายหนึ่งในอนาคต และดูเหมือนว่านายกองเพ้งคิดเห็นเช่นกัน จนผู้แอบมองมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าถ้าอาหลางไม่ติดปัญหาสุขภาพส่วนตัว เราจะได้ทหารดีมีคุณภาพเข้าร่วมอีกหนึ่งราย
“ท่านแม่ทัพ” หนุ่มคิ้วบางเดินมาพบอีกครั้ง
“เ้ามีอะไรกับข้าหรือ” คู่สนทนาตอบกลับโดยไม่ได้หันมาสบตา
“คือว่าข้า…เอ่อ…ข้า”สีหน้าอาฟู่แสดงความลังเลใจ ก่อนตัดสินใจในเสี้ยววินาทีต่อมา “ข้าอยากสมัครทหาร”
“หา!” มนัสสะดุ้งใทันที เผลอมองขาซ้ายทหารรับใช้ขณะพูดจาติดๆ ขัดๆ “แต่เ้า…เอ่อ…ข้าคิดว่าเ้าคงไม่…”
“ปีนี้ข้าอายุยี่สิบเต็มนี่คือโอกาสสุดท้ายของข้า ข้าจับดาบได้ข้าจับโล่ได้ ข้าต่อสู้ได้เหมือนเพื่อนๆ ทุกคน”
“แต่เ้าวิ่งไม่เร็วเท่าคนอื่นเ้าอาจตายคนแรกไม่กลัวบ้างหรือ”
“ข้าเห็นทหารตายมามากเกินพอข้าไม่อยากเป็คนขลาดอีกต่อไป”
คำอธิบายของผู้ใต้บังคับบัญชาส่งผลให้มนัสอ้ำอึ้งจนพูดจาไม่ออก อาฟู่สุขภาพแข็งแรงเหมือนกับทุกคนก็จริงแต่ขาซ้ายลีบกว่าเดิมหลังมีอายุไม่กี่ขวบ อาการแบบนี้เมืองไทยเรียกว่าโรคโปลิโอเ้าตัวเดินเหินได้ปรกติแต่เวลาวิ่งไม่ปรกติ และในสนามรบคนไหนวิ่งช้ามักขึ้น์แม้ไม่อยากสูญเสียทหารรับใช้รายนี้ไป แต่เขาไม่อยากทำลายความตั้งใจอันแน่วแน่
“ถ้าเ้าผ่านการคัดเลือกทุกด่านข้ายินดีต้อนรับในฐานะทหารใหม่”
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
เด็กหนุ่มผู้มีอุดมการณ์แรงกล้าขอตัวจากไปหลังจากเป็ทหารรับใช้ในค่ายมาอย่างยาวนาน อาฟู่ตัดสินใจเดินตามความฝันแต่วัยเยาว์โดยการเข้าร่วมทหารหวางซื่อพร้อมกับอาหลาง เพื่อทำหน้าที่ปกป้องคุ้มภัยแผ่นดินบ้านเกิดมนัส้าจดจำเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด เด็กหนุ่มทั้งสองทำให้เขามีกำลังใจมากขึ้นแม้ลึกๆ ในใจวิตกกังวลกลัวอาฟู่มีอันตราย
แต่เขาทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้อาฟู่เป็ลูกผู้ชายชาวเสียม มีหน้าที่สร้างเขตแดนด้วยเืเนื้อตัวเอง
เวลาใน่เช้าผ่านพ้นไปแล้ววันนี้พ่อครัวทำอาหารแจกจ่ายผู้ร่วมงาน และได้ของอร่อยจากสกุลเส้าเฟยกับสกุลมู่ซานผู้มีน้ำใจไมตรีล้นหลามกับทหารหวางซื่อ มนัสแอบมองหลินเส้าเฟยกับผิงมู่ซานช่วยกันตักซุปซี่โครงแพะกับหมั่นโถวแจกเด็กหนุ่มอายุใกล้กันไม่แปลกใจเลยที่ภรรยาตัวเองมาช่วยงานนี้ นางเป็ลูกสาวของท่านแม่ทัพคนเก่าคนที่เป็ตำนานผู้คนทั่วทั้งแคว้นทั้งรักและศรัทธา เขารู้สึกแปลกใจลูกสาวแม่ทัพเจิ้งมากกว่านางไม่จำเป็ต้องทำมากถึงขนาดนี้
คิดไปเสียเวลาเปล่า…คุณหนูผิงคงมีเหตุผลส่วนตัว เขาตัดสินใจเดินออกมาจากเรือนอาหาร ตรงมายังลานดินกว้างหน้าเรือนบัญชาการซึ่งถูกแปรสภาพเป็สถานที่จัดงาน่บ่ายใช้เวลาหนึ่งชั่วยามก่อนรับสมัครทหารใหม่รอบเย็น
การสาธิตวิธีใช้อาวุธเป็หนึ่งในสิ่งล่อใจต่อเด็กหนุ่มที่อยากสมัครทหารแต่ยังลังเล ให้เกิดความเชื่อมั่นว่าตัวเองเลือกเส้นทางถูกต้องโดยเริ่มต้นจากการสาธิตขี่ม้ายิงธนู ผู้สาธิตต้องควบม้าจากฝั่งซ้ายมาฝั่งขวาพร้อมยิงธนูใส่เป้าวงกลมจำนวนแปดเป้า ั้แ่เปิดค่ายทหารหวางซื่อมาแล้วสิบกว่าปี ไม่เคยมีใครยิงเข้ากลางเป้าครบถ้วนมาก่อน
แต่แล้ววันนี้สถิติยืนยงได้ถูกทำลายเมื่อการสาธิตดำเนินมาถึงรายที่สี่ คุณชายอู๋สวมเครื่องแบบสีกรมท่าปักัคู่กลางหลังควบม้าตัวเองตรงดิ่งเข้าใกล้ความเร็วสูง พร้อมๆ กับปล่อยลูกธนูแปดลูกติดต่อกันลูกธนูปีกทองพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางเป้า ทุกคนที่อยู่เป็พยานพากับปรบมือเสียงดัง หลายคนรู้จักคุณชายโห่ร้องสนั่นด้วยความยินดี
คนถัดไปที่ร่วมสาธิตคือทหารหวางซื่อมนัสจำชื่อไม่ได้รู้แต่ว่าฝีมือดีมาก แต่แล้วทหารนายนี้กลับทำให้ตัวเองอับอายลูกธนูปีกเงินแค่สี่ลูกปักบนเป้าหมาย มีเพียงลูกเดียวปักกลางเป้าเหมือนคุณชายอู๋แม่ทัพหนุ่มส่ายหัวไปมาขณะแอบมองพี่เขย ตอนนี้คุณชายหัวเราะคิกคักอยู่กับผิงมู่ซานยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยกันทั้งสองฝ่าย แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาว
สองคนนี้เหมาะสมกันมากที่สุดฐานะดีชาติตระกูลดีทัดเทียมกัน ทั้งรุ่นพ่อแม่และรุ่นลูกสนิทสนมกันถ้าแต่งงานกันจะเป็งานใหญ่ระดับแคว้น มนัสอดคิดถึงใบหน้าคนรับใช้ไม่ได้โจวซื่อไห่เอ๋ย…ข้าว่าเ้าจีบเง็กลู่กังหรือซิ่วซิ่วดีกว่าไหม
เมื่อผู้สาธิตทั้งแปดนายทำหน้าที่เรียบร้อยรายการถัดไปคือการสาธิตวิธีใช้ง้าวบนหลังม้า คราวนี้เ้าถิ่นได้รับโอกาสลงสนามก่อนทหารหวางซื่อทั้งห้านายทำอับอายขายขี้หน้า มีเพียงนายเดียวฟันหุ่นฟางขาดสองท่อนสองตัวและมีสองนายพลัดตกหลังม้าขณะสาธิต ส่วนคุณชายอู๋เลือกลงสนามเป็รายสุดท้ายพี่ใหญ่สกุลเส้าเฟยฟันหุ่นฟางขาดสองท่อนครบห้าตัว เรียกเสียงครางฮือจากทุกคนที่มาร่วมงานรวมทั้งเรียกความโมโหฉุนเฉียวจากแม่ทัพค่ายนี้
“ท่านส่งใครลงสนามทำไมไม่ได้เื่สักราย” มนัสเดินมาโวยวายใส่ลูกน้อง
“มือดีที่สุดที่ข้าหาได้ท่านก็รู้ตอนนี้เรายังไม่พร้อม” นายกองเพ้งกล่าวคำแก้ตัวสีหน้าอ่อนอกอ่อนใจ
“แบบนี้อาจไม่มีคนสมัครทหารเพิ่มข้าคิดว่า…เราต้องหาวิธีแก้ไขโดยเร็ว”
น้องเขยคุณชายอู๋เส้าเฟยเดินไปเดินมาเขากำลังครุ่นคิดวิธีการดึงดูดใจผู้มาร่วมงาน ให้กลับมาศรัทธาและพร้อมเข้าร่วมทหารหวางซื่อต่อมาเพียงครู่เดียวเ้าตัวฉุกคิดได้ว่า เคยดูงิ้วเยาวราชวันจัดงานทิ้งกระจาดพร้อมการะเกด
“เรามีคนเก่งวิทยายุทธหรือไม่” คนชอบดูงิ้วมีแผนการบางอย่าง
“บิ๊ด-ทะ-ยา-ยุ้ด มันคืออะไรหรือท่าน” นายกองรวมทั้งทหารรายอื่นพากันยืนเซ่อ
“ข้าจะพูดใหม่” มนัสเปลี่ยนวิธีสื่อสารให้ชัดเจน “ข้า้าผู้มีวิชาตัวเบาลอยจากเรือนบัญชาการไปยังเรือนนอน”
“แค่ปีนหลังคาก็ตกมาตายแล้ว” สีหน้านายกองคล้ายเห็นคนสติไม่ดี ท่านแม่ทัพอดหลับอดนอนมาจากที่ไหน
“วิชาพิณพิฆาตมารล่ะดีดใส่กำแพงกำแพงทลาย ดีดใส่ทหารทหารแพ้พ่าย ดีดใส่ผู้หญิงผู้หญิงยอมพลีกาย”
“โอ๊ย!แค่ตั้งสายพิณยังทำกันไม่เป็เลย”
“วิชามนุษย์ทองคำก็ได้ร่างกายเป็ทองฟันไม่เข้าแทงไม่ออก”
“มีร่างเป็ทองข้าเอาไปขายไม่ดีกว่าหรือ”
“ถ้าอย่างนั้นวิชาหมัดเมาดื่มเหล้าแล้วเก่งไม่มีใครเทียบติด”เ้าของความคิดเริ่มหน้าเครียดเสียงเครียด
“ดื่มเหล้าแล้วเก่ง?” คนพูดทำหน้าคิดหนักก่อนทำตาเหลือก “ข้ารู้จักอยู่คนหนึ่งชื่อนายกองชุ่ย”
คำตอบที่ได้รับทำให้มนัสพลอยยิ้มร่าเขาค้นพบช้างเผือกแห่งดินแดนหิมะแปดเดือนแล้ว แม่ทัพหนุ่มขยับเข้ามานั่งใกล้อย่างรวดเร็วเพื่อฟังเื่ราวนายกองชุ่ยช้างเผือกตัวเป้ง ผู้มีวิทยายุทธแกร่งกล้าเหนือชายชาตรีทั่วหล้า
“สิบสองปีก่อนนายกองชุ่ยเป็ทหารฝีมือดีทุกคนให้ความเคารพนับถืออย่างจริงใจ” นายกองเพ้งน้ำเสียงตื่นเต้นในแววตากำลังเต้นระยิบระยับ“อยู่มาวันหนึ่งแคว้นเสียมทำากับแคว้นซ่ง ทหารหวางซื่อกองพันต้าสี่เดินทางเข้าสู่สมรภูมิวันนั้นนายกองชุ่ยดื่มเหล้าหนักเมาหน้าแดงหูแดง แกวิ่งออกไปรบกับข้าศึกตามลำพังไม่น่าเชื่อท่านแม่ทัพ!”
“นายกองชุ่ยปราบทหารแคว้นซ่งแพ้ราบคาบ”
“โดนธนูเข้าแสกหน้าั้แ่ก้าวแรกทหารฝั่งเราขวัญเสียวิ่งหนีเอาตัวรอด เสียเมืองเตียฉือให้แคว้นซ่งไปแบบง่ายๆ”
หลังกล่าวสรุปชายวัยกลางคนยิ้มแห้งๆส่วนคู่สนทนาสะดุ้งโหยงเกือบตกเก้าอี้ตาย มนัสใช้สองกุมศีรษะเพื่อขยี้ไปมาทำให้เปียเดี่ยวลายก้างปลาพลอยเสียรูปทรง นายกองชุ่ยนะนายกองชุ่ย ทำไมชอบทำอะไรชุ่ยๆเหมือนดั่งชื่อ แต่คนที่ชุ่ยกว่านายกองมีอีกหนึ่งคน แม่เคยสอนอย่าหลงเชื่อผู้ชายหัวล้านไข่ดาววันนี้ผมอยากบอกแม่ดังๆ ว่า…แม่ครับลูกนัดผิดไปแล้ว
ขณะที่มนัสนั่งทำหน้าเบื่อโลกอยู่นั้นมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจากด้านหลัง จ่าสะอาดสวมชุดสีครามเพิ่งซื้อเมื่อวาน เดินเข้ามารวมกลุ่มพร้อมอ้าปากหาวไม่หยุดโดยมีโจวซื่อไห่ตามหลังมาอีกราย สุดหล่อมีผ้าเช็ดหน้าผืนโตกับถังน้ำหนึ่งใบ
“ท่านแม่ทัพไม่ต้องกังวลข้าจะล้างอายให้กับทุกคนเอง” ผู้มาถึงใหม่เริ่มคุยโวเสียงดังทันที
“นี่จ่า…คุณไปทำอะไรมาถึงได้ตาปรือ” มนัสรีบเข้ามากระซิบข้างหู
“เมื่อคืนผมซ้อมเตะต้นกล้วยจนดึกดื่นรู้ตัวอีกทีนอนหลับอ้าซ่าคาเรือนอาหาร”
“ตกลงจ่าไหวแน่นะไม่ใช่ขึ้นไปโดนทางนั้นสอนมวย” เ้าของคำพูดเห็นสภาพลูกน้องแล้วเริ่มใจเสีย
“อ่อนๆแบบนั้นไม่คณามือผมหรอก” จ่าาุโหันมาสบตาลูกศิษย์ “ข้าจะเอาชนะให้พวกเ้าทุกคนดู”
ท่ามกลางเสียงเฮจากทหารหวางซื่อทุกรายท่านอาจารย์ฟานตรงเหยี่ยวมีสีหน้ามั่นอกมั่นใจ ส่วนท่านแม่ทัพมีสีหน้าอ่อนอกอ่อนใจแต่ไม่รู้จะห้ามอย่างไรจึงต้องเลยตามเลย มนัสหวังว่าเขากับลูกน้องจะเอาตัวรอดสำเร็จจากสถานการณ์ที่มันไม่ดีเอาเสียเลย ทั้งที่ความจริงงานนี้ไม่ใช่เื่ใหญ่โตและควรจะสำเร็จเสร็จสิ้นอย่างสะดวกสบาย
การตรวจสอบสถานที่รับทหารผ่านไปแล้วการตรวจสอบสถานที่เลี้ยงไก่เช่นเดียวกัน ไม่พบปัญหาให้ต้องปวดหัวแต่อย่างใดทหารองครักษ์แค่อยู่เฝ้าการรับสมัครเท่านั้น แล้วทุกอย่างจะกลับมาเป็ปรกติอีกครั้งปัญหาก็คือจ่าสะอาดดันมีเื่กับฝ่ายโน้น กับมือปราบหวงทหารฝีมือดีจากเมืองหลวง ทำให้เื่ราวอีนุงตุงนังวุ่นวายกว่าเดิม
แล้วเวลาที่รอคอยก็พลันมาถึงท่านอาจารย์กับลูกศิษย์ถูกคณะกรรมการตามตัว ขณะเดินมาทางมายังเวทีบนลานกว้างทุกคนพบว่ามีผู้ชมแห่เข้ามามุงชนิดล้นหลาม นับได้คร่าวๆ ร่วมสองร้อยหัวหรือมากกว่านั้นความไม่ลงรอยระหว่างทหารสองเหล่าทัพ อาจลุกลามบานปลายมากขึ้นตามเสียงเชียร์ส่งผลให้แม่ทัพรีบหันมาปรึกษาลูกน้อง
“ยกเลิกการประลองเถอะ” มนัสชักเริ่มใจคอไม่สู้ดี
“คนแน่นขนาดนี้หากท่านยกเลิกค่ายเรามีหวังพังยับเยินป่นปี้” นายกองเพ้งก็อยากยกเลิกแต่ทำไม่ได้
“มีวิธีอื่นพอแก้ไขได้ไหมให้กรรมการช่วยโกงอะไรแบบนี้”
“ข้าไม่อาจทำเช่นนั้นได้เราต้องมั่นใจในตัวจ่าฟาน”
นอกจากนายกองจะยึดมั่นใจจารีตประเพณีแกยังเป็คนเถรตรงที่สุดเท่าที่เคยรู้จัก มนัสตั้งใจกล่อมด้วยสาลิกาลิ้นทองอีกครั้งปรากฏว่าจ่าสะอาดถึงที่หมายเสียแล้ว พื้นที่สาธิตการยิงธนูกับฟันง้าวหายไป กลายเป็เวทีมวยกั้นด้วยเชือกผูกเสาเรือสามเส้นฝั่งขวาของเวทีถูกจับจองโดยทหารองครักษ์และผู้ที่ยืนอยู่ในมุมน้ำเงินคือมือปราบหน้าตาหมดจด
เสียงโห่ร้องจากบรรดาผู้ชมกระหึ่มกว่าเดิมเมื่อมือปราบจากเมืองหลวงถอดเสื้อคลุม เผยผิวขาวใสกับแผงหน้าอกมีกล้ามเนื้อแน่นๆมนัสใช้มือนับกล้ามท้องได้หกก้อนพอดี สายตาบังเอิญเห็นสามสาวงามใกล้มุมน้ำเงิน ผิงมู่ซานกำลังยืนเชียร์เคียงข้างคุณชายอู๋ตอนนี้นางเขินหน้าแดงไม่กล้ามองบนเวที เนื่องจากได้เห็นของดีจากผู้ชายเมืองหลวง
แม่ทัพหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างบังเอิญสายตาเห็นสาวงามอีกสองนาง ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนไม่ไกลจากพี่เขยตัวเอง หลินเส้าเฟยเห็นเขาเปลือยท่อนบนทุกเช้าเง็กลู่กังก็มีพี่ชายน้องชายตั้งสามคน แต่ผิงมู่ซานเป็ลูกสาวคนเดียวท่านแม่ทัพเจิ้งสาวสะโพกงามมีอาการน่าเป็ห่วงที่สุด เห็นแล้วไม่สบายใจอยากให้ภรรยาพานางกลับโชคร้ายตัวเองไม่อาจเดินฝ่าเข้าไปถึงตัวตอนนี้คลื่นมหาชนถาโถมเข้าใส่เวทีมวยชั่วคราว เมื่ออาจารย์ฟานตรงเหยี่ยวหรือจ่าสะอาดถอดผ้าคลุม
“ท่านได้แผลนี้จากสิ่งใด” เด็กหนุ่มหน้าอ่อนคนหนึ่งเอ่ยถามเมื่อเห็นแผลเป็ยาวมากกลางหน้าอกฝั่งขวา
“สิบแปดปีที่แล้วข้าโดนหมีตะปบ” เ้าของแผลเป็จากอะไรไม่ทราบเริ่มโม้แหลก “ตอนนั้นข้าไม่มีอาวุธติดตัวสักชิ้นต้องปล้ำกับมันด้วยมือเปล่าบนยอดภูผา ข้าต่อสู้จนหมีั์ยังหนีเตลิดเข้าป่าเ้ารู้ไหมหรือไม่ข้าเอาชนะได้อย่างไร”
“ข้าไม่ทราบท่านอาจารย์” เด็กหนุ่มคนนั้นสีหน้าตื่นเต้นสุดขีด
“ที่ข้าทำได้เพราะข้ากินไก่อยู่แคว้นเหลียวข้ากินซุปไก่กับไข่ลวกทุกเช้า ข้าจึงแข็งแกร่งกว่าพวกเ้าจำไว้!”
เมื่อบุคคลผู้ไม่เคยเจอหมีจบคำพูดมีเสียงฮือฮาส่งมาจากทุกทิศทั่วลานกว้าง บางคนะโว่าหมีกลัวท่านอาจารย์บางคนะโว่าท่านอาจารย์เป็คนมีของ มนัสได้ยินในใจนึกถึงประเทศบ้านเกิดสิ่งใดที่เป็ความจริงผู้คนมักไม่เชื่อถือ สิ่งใดที่เป็ข่าวลือให้ความเคารพยกย่องจ่าสะอาดเปิดตัวได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการ หวังว่าจ่าจะหาทางลงจากหลังหมีสำเร็จ
การประลองกำลังจะเริ่มในชั่วอึดใจเนื่องจากอาฟู่รูปร่างบอบบางเกินไป หน้าที่กรรมการตกเป็ของอาเ้าโดยชอบธรรมเด็กหนุ่มหัวฟูเรียกผู้ร่วมประลองมากลางเวที เพื่อชี้แจงกฎกติกาและมารยาทพึงกระทำเวลาเดียวกันมนัสเห็นว่าผู้ชมชักเบียดเสียดเกินไป ในใจชักเริ่มเป็ห่วงภรรยาตัวเองสาวใช้วัยรุ่นตัวแสบ และโดยเฉพาะลูกสาวคนสวยท่านแม่ทัพเจิ้ง
แม่ทัพหนุ่มปลีกตัวออกมาตามลำพังเพื่อเดินฝ่าฝูงชนมุ่งตรงยังฝั่งขวาของเวที ต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งเพราะคนเยอะจัดในที่สุดตัวเองก็เดินมาพบหลินเส้าเฟย เขารีบยื่นมือสะกิดหัวไหล่ผ่านหน้าเง็กลู่กังเมื่อสามีภรรยาได้สบตากันระยะประชิด ยังไม่ทันเริ่มพูดคุยกันแม้แต่ประโยคเดียว มีเสียงครางฮือดังกระหึ่มมาจากทั่วทุกสารทิศ
หนุ่มสาวเหลียวมองเวทีมวยกั้นเชือกผูกเสาเรือแล้วพลันใอ้าปากค้างเติ่งโดยพร้อมเพรียง การประลองเริ่มต้นได้เพียงสองสามวินาทีอาจารย์ชื่อดังจากแคว้นเหลียวผู้เคยกำราบหมี ไม่ทราบโดนอะไรนอนหงายอ้าซ่าบนพื้นเวที!
-------------------------------
ปล.ท่านอาจารย์ฟานตรงเหยี่ยว!!