สามวันต่อมา เช้าวันเสาร์ ณ ออฟฟิคชั้นบนตึกสูงของใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีชื่อว่า ‘ตึกเอราวัณ’
อันธกานต์ในชุดกึ่งลำลองเดินเข้าห้องทำงานส่วนตัวของเขาั้แ่เช้าตรู่ ออฟฟิคเงียบมากกว่าปกติเพราะพนักงานส่วนใหญ่ไม่ทำงาน่สุดสัปดาห์ จะมีก็เพียงพนักงานทำความสะอาด และแม่บ้านเท่านั้นที่เดินไปเดินมาอยู่ภายนอกอาคาร
ก๊อกๆๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับหญิงสาวผมแดงในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนก้าวเข้ามาในห้อง ดูจากรูปร่างภายนอก เขาไม่ต้องเดาก็พอรู้ได้ว่าเธอคงเป็ลูกครึ่งอย่างแน่นอน
“สวัสดีค่ะ คุณอันธกานต์ใช่ไหมคะ ฉันเพตราค่ะ” หญิงสาวแนะนำตัวเสร็จสรรพพร้อมยกมือไหว้ชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็เ้านายใหม่ของเธอมากว่าเกือบหนึ่งเดือนเต็ม แม้ว่าทั้งคู่จะทำงานผ่านอีเมลเท่านั้น
โรงแรม 'มินสตัน' ในเครือข่าย มินสตันกรุ๊ปที่เธอทำงานอยู่กำลังจะขยายสาขามาแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้การนำทีมของอันธกานต์ เธอซึ่งทำงานทีมฝ่ายการวิจัยและพัฒนาธุรกิจจึงถูกรวบเข้ากับทีมของชายหนุ่มตรงหน้า
ั์ตาหวานกลมช้อนมองอีกฝ่ายขณะที่อันธกานต์ยกมือรับไหว้ และยิ้มตอบรับ
“สวัสดีครับ ในที่สุดก็เจอสักที ต้องรบกวนหน่อยนะครับ ่นี้ผมคงเข้าออฟฟิคเสาร์อาทิตย์” เขากล่าว
“ไม่เป็ไรค่ะ คุณปีเตอร์บอกให้ฉันทราบั้แ่ก่อนเริ่มงานแล้วว่า่แรกคุณจะทำงานวันสุดสัปดาห์ เพราะว่าต้องดูแลอีกบริษัทด้วย” หญิงสาวตอบเขาพร้อมกล่าวถึงเ้านายเก่าที่เธอทำงานด้วยก่อนถูกย้ายให้มาเป็ผู้ช่วยอันธกานต์..
ครื่ดดดด ครื่ดดด
ยังไม่ทันตอบร่างสูงรู้สึกได้ถึงสมาร์ตโฟนที่สั่นะเืขึ้น เขาจึงยิ้มให้เธอเล็กน้อยก่อนรีบวางกระเป๋าแล็ปท็อปลงบนโต๊ะทำงานขนาดยาว และล้วงมือไปหยิบโทรศัพท์ออกมารับสาย
“ครับลุง”
‘ลุงจะเจอหนูตะวันวันนี้ เลยจะโทรมาถามว่าคุณหนูมีอะไรจะฝากพูดคุยกับเธอหรือเปล่า’
คำถามจากปลายสายทำให้ชายหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อย ใบหน้าหวานที่เขาพูดคุยด้วยเมื่อวันก่อนปรากฏเด่นชัดในห้วงความคิด ทันใดนั้นมุมปากก็กระตุกรอยยิ้มขึ้น ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
“มีครับ..”
เวลาบ่ายโมง บริเวณศูนย์อาหารชั้นล่างของห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางกรุงเทพมหานคร
สินธพนั่งมองตะวันวาดที่เดินมาหาเขาพร้อมกับถาดชามก๋วยเตี๋ยวสองชามและรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาเองก็อดยิ้มตอบกลับสาวน้อยตรงหน้าเขาไม่ได้
สดใสสมชื่อจริงๆ ชายวัยกลางคนคิดในใจ
“ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้อร่อยมากค่ะลุง ตะวันคอนเฟิร์ม” เธอนั่งลงพร้อมจัดแจงชามก๋วยเตี๋ยวให้อีกฝ่ายเรียบร้อย
ระหว่างรับประทานอาหาร สินธพก็ถือโอกาสพูดคุยกับตะวันวาดเื่ธุระของเขาไปด้วย
“ลุงเอาสัญญาใหม่มาให้ รายละเอียดคร่าว ๆ ที่เปลี่ยนแปลงก็เป็ชื่อตะวันจากที่เป็ชื่อพ่อแม่ เพราะตอนนี้หนูบรรลุนิติภาวะแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ย พร้อมหยิบเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก
“แล้วก็อยากจะคุยรายละเอียดเื่เงินต่อเดือนที่ตะวันจะโอนเข้ามา รวมไปถึงระยะเวลาด้วย” หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงักอย่างตั้งใจฟัง
“ต้องรบกวนคุณลุงแนะนำด้วยนะคะ ตะวันไม่เคยทำเื่อะไรแบบนี้เลย” ตะวันวาดตอบด้วยน้ำเสียงเกรงใจ เอกสารที่สินธพนำมาคงเป็นิติกรรมแรกในชีวิตของเธอ แม้ว่าจะอ่านข้อมูลจากในอินเทอร์เน็ตมาบ้าง แต่เธอก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ดี
“ไม่เป็ไร แต่ถ้าไปทำกับคนอื่นหนูจะบอกเขาอย่างนี้ไม่ได้นะ” ชายวัย 50 กว่า กล่าวอย่างเป็ห่วง พร้อมหัวเราะเบา ๆ
ตะวันวาดหน้าเหวอเล็กน้อย ถามกลับน้ำเสียงค่อย
“เอ่อ ทำไมเหรอคะลุง”
สินธพนิ่งไปเล็กน้อย วางตะเกียบลงบนชามก๋วยเตี๋ยว ก่อนจะเงยหน้ามองสาวน้อยตรงหน้า
“ถ้าเราจะไม่มีประสบการณ์ก็ไม่จำเป็ต้องบอกให้เขารู้..หรือไม่อย่างนั้นเราก็ควรพาคนที่มีประสบการณ์มาด้วย หนูไม่ควรเชื่อใจใครง่ายๆ ถือซะว่าลุงสอนนะ” เขากล่าว ก่อนหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง ตะวันวาดพยักหน้าหงึกหงักเร็วขึ้นกว่าเดิม
“เดี๋ยวกินเสร็จแล้ว ลุงจะพาอ่านสัญญา หนูจะได้ไม่งง”
“ขอบคุณค่ะ” เสียงหวานตอบ
เมื่อทั้งคู่กินเสร็จเรียบร้อย สินธพก็นำเอกสาร ‘สัญญาผ่อนชำระหนี้’ 2 ฉบับขึ้นมาให้ตะวันวาดอ่าน เขาอธิบายสัญญาให้ตะวันวาดฟังเป็ข้อ ๆ พร้อมกับถามรายละเอียดที่้า
ตะวันวาดชะงักเล็กน้อยเมื่อทั้งคู่อ่านถึงรายละเอียดเงินที่ต้องชำระต่อเดือน
“ลุงลืมไปเลย” สินธพเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“หนูเพิ่งเรียนจบ ได้งานทำหรือยัง” เสียงทุ้มถามต่อ
ตะวันวาดยิ้มแหย ก่อนจะส่ายหัวยิกๆ
“อยากทำงานด้านไหนเป็พิเศษหรือเปล่า”
“ตะวันจบธุรกิจมา แต่ก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์ทำงาน ตอนนี้ตะวันทำอะไรก็ได้ค่ะลุง หนูแค่อยากมีเงินมาผ่อนคอนโดด้วย” เธอตอบอย่างรวดเร็ว
สินธพพยักหน้าอย่างเข้าใจ
อย่างที่คุณหนูบอกจริง ๆ เขาคิดในใจ พลางนึกถึงบทสนทนาที่คุยกับอันธกานต์เมื่อเช้านี้
“งั้นหนูติดต่ออีเมลนี้ไปนะ” สินธพเขียนอีเมลลงบนเศษกระดาษเปล่าใกล้ตัว ก่อนจะยื่นให้ตะวันวาด
“เอ๋? เป็ใครเหรอคะ”
‘ให้เธอส่งอีเมลหาเลขาผม ไม่ต้องบอกว่ามาจากผมนะครับ เดี๋ยวจะกดดันเปล่า ๆ ’ เสียงทุ้มของคุณหนูดังก้องในห้วงความคิด
“เป็คนรู้จักของลุง เขากำลังหาคนทำงานอยู่หลายตำแหน่ง ยิ่งหนูใช้ภาษาอังกฤษได้ด้วย”
“อ่อ ขอบคุณนะคะ” ตะวันวาดมองอีเมลในมือ
“เป็งานประเภทไหนเหรอคะลุง” เธอถามต่อ
“เอ อันนี้ลุงก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่น่าจะเป็งานในโรงแรมเครือนานาชาติ” สินธพตอบ
“ขอบคุณมากค่ะลุง งั้นเราคุยรายละเอียดต่อมั้ยคะ..” ั์ตากลมเปล่งประกายด้วยความหวัง
สินธพยิ้มให้เธอ ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ..
“เอาสิ..”
บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง...
ภูจินดายืนควงแขนชายวัยเกือบ 60 ปี ก่อนจะขยับเดินเมื่อสายตาปราดไปเห็นรถเก๋งคันหรูที่ขับมาจอดเทียบด้านหน้าโรงพยาบาล ภูธเรศก้าวออกจากที่นั่งคนขับเพื่อเดินไปเปิดประตูให้กับทั้งคู่
ชายที่ถูกภูจินดาควงแขนอยู่หัวเราะขึ้นอย่างมีความสุข
“ลูกชายลูกสาวพร้อมหน้ากันขนาดนี้ พ่อมีความสุขจริง ๆ ” ชาตรี อัศวะนัยเผยรอยยิ้ม ทำให้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยตามวัยดูสดใสขึ้น
“ถ้างั้นคุณพ่อก็ต้องดูแลตัวเองมากกว่านี้ จะให้อยู่เจอพวกเราสองคนไปนาน ๆ นะคะ” ภูจินดาตอบต่อเสียงแจ้ว ขณะที่ภูธเรศเพียงยิ้มบางให้กับบิดาที่กำลังก้าวขึ้นนั่งบนรถ
“วันนี้บุญไปไหนเสียล่ะ ทำไมแกมาขับเอง” เสียงทุ้มแหบเอ่ยถามคนขับรถประจำบ้าน ขณะที่ลอบสังเกตได้ว่าผู้เป็ลูกชายแลดูซึมและโทรมไปเล็กน้อย
“ลุงบุญขอกลับบ้านครับ” ภูธเรศตอบ ยกมือขึ้นจับพวงมาลัย และออกรถทันที
“พ่อไม่อยู่บ้านแค่อาทิตย์เดียว แกแกล้งอะไรพี่ภูหรือเปล่าจิน” ชาตรีหันไปดุลูกสาวด้วยอาการขำขัน
“จินเปล่านะ” คนตัวเล็กตอบเสียงสูง
“ยายจินแสบมากคุณพ่อ ล็อกผมกับตะวันไว้ในห้องนอน” ภูธเรศเอ่ยด้วยสีหน้านิ่ง ขณะที่ภูจินตาได้แต่จ้องพี่ชายตาโต
ขี้ฟ้องั้แ่เด็กจนโต!! เธอบ่นในใจ แลบลิ้นผ่านกระจกหน้ารถให้พี่ชาย
“หืม? ” ชาตรีมองหน้าลูกสาวคนเล็กด้วยเครื่องหมายคำถามบนใบหน้า
“เนี่ย คุณพ่อห้ามไม่สบายรู้มั้ยคะ เพราะจะตามพวกเราไม่ทัน” ภูจินดาเอ่ยเฉไฉ พยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
ชาตรีอมยิ้ม ส่ายหน้าไปมา เขายกมือลูกศีรษะลูกสาวคนเล็ก รับรู้สึกความเป็ห่วงในน้ำเสียงเจื้อยแจ้วนั้น
“รู้แล้วน่ะ แล้วจะเล่าได้หรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น” ภูจินดาทำท่าคิด ก่อนจะโบ้ยหน้าไปยังชายหนุ่มที่กำลังขับรถอยู่ ชาตรีเลิกคิ้วสูงขึ้น
“มีคนอกหักค่ะ และจินก็อยากได้ตะวันเป็พี่สะใภ้ เอ๊ะ? หรือต้องเรียกว่าน้องสะใภ้” เสียงเล็กกล่าวรวบรัดตัดตอนได้ใจความไม่ลืมตลกทิ้งท้าย
“พี่กับตะวันไม่มีทางเป็แบบนั้น จินก็รู้” เสียงทุ้มจากคนขับรถเอ่ยขึ้นต่อประโยคทันที
ชาตรีพยักหน้าเล็กน้อย ประมวลความเข้าใจเบื้องต้น หนึ่งอาทิตย์ที่เขาอยู่โรงพยาบาล เื่ราวหลายอย่างเกิดขึ้นเยอะจริง ๆ เขาไม่โทษลูกชายที่ไม่ได้เล่าให้ฟัง เพราะรู้ว่าแค่ช่วยพยุงงานในโรงแรมก็คงยุ่งจนแทบไม่มีเวลาทำอะไร
“เกิดอะไรขึ้น” เสียงแหบถามโดยไม่ต้องอ้อมค้อม เขากับลูกชายพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเสมอ
“พ่อหมายถึงเื่ไหน” ภูธเรศตอบอย่างลังเล แม้จะพอเดาออกว่าพ่อถามถึงเื่บุหลันรังสรรค์ ไม่ใช่ตะวันวาด
“แกเลิกกับบุหลันแล้วเหรอ” ชาตรีตอบทันที ขณะที่ลูกชายเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่ง
“ครับ” ภูธเรศตอบบิดาสั้นๆ ไม่อยากพูดอะไรต่อมากมาย ภูจินดานั่งฟังอย่างตั้งใจเพราะเื่ราวที่เธอรู้นั้นมาจากตะวันวาด แต่เธอเองก็อยากฟังจากปากพี่ชายเช่นกัน
“ทะเลาะเื่อะไรกัน บุหลันยังเรียนไม่จบไม่ใช่เหรอ หรือระยะทาง” คนเป็พ่อถามต่ออย่างไม่รั้งรอ เขารู้ว่าบุหลันรังสรรค์กำลังเรียนต่อปริญญาโทที่เยอรมัน ซึ่งทั้งคู่ไม่น่าจะมีเื่อะไรให้ทะเลาะกันมากมาย
“ไม่ได้ทะเลาะครับ”
“อ่าว..” เสียงแหบทุ้มอุทานเล็กน้อย ก่อนรอฟังสิ่งที่ลูกชายกำลังจะพูดต่อ
ภูธเรศเงียบไปหลายวินาที เขากลั่นกรองคำพูดที่จะไม่ทำให้บิดาถามเขาต่อเพราะชายหนุ่มไม่อยากจะพูดถึงเื่นี้อีก
“บุหลันกำลังจะแต่งงานกับธันครับพ่อ”